[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ - さようなら竜生、こんにちは人生 ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ลาก่อนชีวิตมังกร สวัสดีชีวิตมนุษย์ - さようなら竜生、こんにちは人生

Ch.2 - -ลาเมีย-


เวลาก็ผ่านไปได้ซักพักแล้วตั้งแต่ที่ฉันตายในร่างมังกรและเกิดใหม่เป็นมนุษย์
ฉันกำลังยืนอยู่ในพื้นที่ราบเปิดโล่ง ภูมิประเทศแบบนี้น่ะมีมากมายในโลกนี้แหละ
ลมเย็นๆพัดมากระทบหน้าฉัน ยังมีร่องรอยของฤดูหนาวที่ผ่านมาอยู่ แต่ตอนนี้ เป็นช่วงแรกเริ่มของฤดูใบไม้ผลิ
ขาฉันสั่นนิดหน่อยเพราะความหนาวในขณะที่ยังคงยืนต่อไปในที่ราบเปิด
มันเต็มไปด้วยสีเขียว สัญลักษณ์แห่งความสดชื่น ลมเองก็โชยกลิ่นของดอกไม้เช่นกัน
 
สิ่งที่ฉันอุ้มอยู่ในมือตอนนี้คือตะกร้าถัก ข้างในมีสมุนไพรอยู่สองสามชนิด
 
เฮ้อ การเก็บเกี่ยวของวันนี้เพียงพอแล้วล่ะ ถ้าจะให้พูดนะ
 
ในขณะที่กำลังคิดถึงหนึ่งในคำพูดที่เผ่ามังกรชอบที่สุดเป็นนิสัย ฉันก็ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
และตอนที่กำลังทำแบบนั้นก็ได้ยินเสียงเรียกมาจากข้างหลัง
 
"ดราน-ซัง รีบกลับกันเถอะ"
 
"อ้า ได้ๆ ถึงเวลาแล้วนี่เนอะ ยังไงมันก็ใกล้ค่ำละ"
 
เมื่อหันกลับไปมอง รูปร่างของเด็กสาวผมยาวสีแดงหยักสกที่กำลังพริ้วไหวด้านหลังของเธอสะท้อนอยู่ในตาของฉัน
เธอสวมใส่เสื้อผ้าที่ขาดลุ่ยนิดหน่อยกับกระโปรงยาว ยิ่งไปกว่านั้น ด้านหลังของเธอก็สะพายตะกร้าแบบเดียวกับฉัน
นี่เป็นรูปร่างปกติของผู้ที่อาศัยในที่ห่างไกลและอยู่ใกล้หมู่บ้านชายแดน
แต่ถึงอย่างนั้น เธอมีรอยยิ้มที่เจิดจ้าอย่างกับดวงอาทิตย์ และกระรอบๆแก้มเธอยิ่งทำให้เธอดูมีสเน่ห์ เธอชื่อว่าไอริ
และที่เล่นกันอย่างสนุกสนานรอบๆไอริในที่ราบทุ่งหญ้านี้ คือเด็กมนุษย์อีกสี่คน
 
ไอริกับฉันมาจากหมู่บ้านที่ชื่อว่าเบิร์น ตั้งอยู่สุดของของทวีป
พวกเขาไม่ใช่แค่เด็กที่กำลังเล่น พวกเขาคือลูกมนุษย์ ลูกคน
สาเหตุที่ฉันได้มาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ต้องเป็นเพราะเทพีทั้งสามที่คุมกฎแห่งโชคชะตาแน่นอน
ฉัน ผู้ที่เคยเป็นมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีอยู่ ผู้ที่มีพลังหาผู้ใดเปรียบ ผู้ที่เข้มแข็งที่สุด อยู่ในเผ่าที่ทรงพลังที่สุด
ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
ตอนที่ฉันถูกสังหารโดยน้ำมือของผู้กล้า คงเป็นเพราะการใช้วิชาต้องห้ามอะไรซักอย่าง
ทั้งความทรงจำและจิตวิญญาณของฉันได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้พร้อมกับพลังที่มีอยู่
นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของฉันและฉันก็ไม่รู้ว่าใครจงใจให้เป็นแบบนี้ที่ฉันมาเกิดใหม่
แต่ว่า ฉันก็ได้ยอมรับความจริงที่ว่ามันเกิดขึ้น และอยู่กับมัน
 
 
 
ทุกทฤษฎีที่คิดได้ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นทารกก็แค่เดาสุ่ม
ฉันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอว่าทำไมถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์
มันอาจจะเป็นเพราะตอนที่ฉันกำลังจะตายในร่างมังกร มีการใช้เวทมนตร์คาถาอะไรซักอย่างกับฉัน
ร่างกายของฉันมันไม่ใช่มังกรอีกและ แค่นั้นฉันมั่นใจ
แต่ทว่า จิตวิญญาณของฉัน จิตวิญญาณของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นยังเข้มข้นและไม่อาจทำลายได้
เหล่าผู้กล้าหรือพวกที่สั่งให้มาปราบฉันต้องรู้แน่ จึงกลายเป็นว่าพยายามทำให้ฉันอ่อนแอลงด้วยการกลับมาเกิดใหม่แทน
 
เพราะงั้น แทนที่จะได้ไปยังทะเลแห่งวิญญาณ วิญญาณของฉันคงจะถูกบังคับให้โยกย้าย
ถูกตั้งจุดมุ่งหมายให้อ่อนแอลงและค่อยๆสูญเสียความทรงจำไปพร้อมกับพลังของมังกรในอดีต
เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิญญาณระดับสูง แม้ร่างกายจะถูกทำลาย
ข้อมูลของร่างจะถูกบันทึกลงในจิตวิญญาณของพวกมัน
เพียงแค่นั้นก็สามารถฟื้นฟูหรือสร้างร่างขึ้นมาใหม่ได้จากแค่เศษเสี้ยว
สำหรับฉันแล้ว ร่างเป็นแค่ภาชนะ และตราบใดที่วิญญาณของฉันยังปลอดภัย
ฉันสามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แค่ไหนก็ได้ตามใจอยาก
ในตอนที่ผู้กล้าแทงฉันด้วยดาบปราบมังกร ฉันก็แค่อยากตาย และก็ได้รับมัน
เรื่องถัดจากนั้นเป็นข้อยกเว้น
 
เหล่าพวกที่ต้องการให้ฉันตาย คงเพราะกลัวว่าฉันจะฟื้นฟู
จึงได้ทำบางอย่างกับฉันโดยการบังคับให้วิญญาณของฉันพบกับคาถาที่พวกมันคิดขึ้นมา
ซึ่งแทรกแซงกระบวนการ การอพยพของวิญญาณในตอนที่ฉันตาย
อันที่จริงแล้ว ไม่นานหลังจากที่ฉันเกิด ก็ได้พบว่าวิญญาณของตัวเองอ่อนแอลงอย่างมาก
นั่นทำให้ฉันทึ่งเลยล่ะ
ทั้งคุณภาพและจำนวนของพลังเวทที่สามารถสร้างขึ้นมาได้มันแตกต่างจากตอนก่อนจะเกิดใหม่
 
พลังเวทของฉันตอนนี้ต่างไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
เมื่อก่อนมันเหมือนกับฝนที่เทกระหน่ำลงมา
แต่ตอนนี้มันเหมือนกับหมอกที่จับตัวกันเป็นน้ำหยดลงมาจากใบไม้ทีละหยด ทีละหยด
แต่ถึงอย่างนั้น ปริมาณพลังเวทของวิญญาณมังกรของฉันที่สร้างขึ้นมาได้
ก็ยังเหนือ เหนือยิ่งไปกว่ามนุษย์ในสามัญสำนึกเสียอีก
 
โชคดีสำหรับฉัน ฉันยังไม่ลืมวิธีควบคุมพลังเวทขนาดนั้น เพราะงั้น ฉันคงไม่ตายในเร็วๆนี้หรอก
และก็คงไม่ได้เห็นใครมานอนครึ่งเป็นครึ่งตายเพราะพลังเวทของฉันมันคลั่งด้วย
แล้วก็ ร่างของมนุษย์ก็เหมือนร่างอื่นๆ ถ้ามีพลังเวทพอ
คนๆนั้นก็สามารถฟื้นฟูเนื้อหนังขึ้นมาแค่ไหนก็ได้ในขณะที่สามารถกักเก็บพลังเวทส่วนเกินไว้ได้เช่นกัน
ฉันเลือกที่จะจำกัดพลังเวทของตัวเองและใช้แค่พอๆกับที่มนุษย์สามารถทำได้
คอยระมัดระวังไม่ให้ใช้พลังเวทมากเกินไปหากเป็นไปได้
และอยู่ในขอบเขตที่มันไม่เวอร์วังเกินไปในสายตามนุษย์คนอื่น
เมื่อฉันกำลังเดินตามไอริกลับไปที่หมู่บ้าน
เหล่าเด็กๆก็กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานในขณะที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้าเธอ
หมู่บ้านนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงที่ทำมาจากหิน
มีประชากรราวๆสามร้อยคน เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆตามชายแดนในสุดขอบทวีป
ด้วยการที่อยู่ในสุดขอบทวีป หมู่บ้านมักจะถูกโจมตีโดยพวกปิศาจและโจร
เพราะงั้น กำแพงจึงเหมือนด่านป้องกัน
มีแค่สองทางที่จะเข้ามายังหมู่บ้านนี้ได้คือตรงประตูทิศเหนือและทิศใต้
แต่ละประตูมีประตูไม้บานใหญ่เสริมกำลังด้วยเหล็กและมีทหารประจำการอย่างน้อยสองนายในแต่ละประตู
แต่ละนายติดอาวุธคือหอกและดาบ ตามด้วยธนูและลูกธนู
 
ในบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้าน บางคนอาจจะเห็นก็อบลินที่มีความสูงเท่ากับเด็ก โคโบลด์ที่มีหัวเหมือนสุนัข
และเผ่ากิ้งก่าติดอาวุธซึ่งมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกิ้งก่าเดินสองขา
ถึงแม้ว่าสองเผ่าแรกมีพละกำลังด้อยกว่ามนุษย์ แต่ก็โตเร็วมาก
จึงสามารถเพิ่มจำนวนได้ในความเร็วที่น่าทึ่ง
ในเหล่าพวกเขา ก็มีบางคนผู้ที่สามารถควบคุมพลังวิญญาณได้ ซึ่งก็คือชาแมน
อย่าได้ประเมินชาแมนต่ำไปเชียวล่ะ
เผ่ากิ้งก่าในทางกลับกัน อัตราการเกิดน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองเผ่า
ทว่าความสามารถในการต่อสู้นั้นเหนือกว่าเป็นคนคนเลยทีเดียว
ชาวบ้านในหมู่บ้านไปฝึกกับเผ่ากิ้งก่ามาในระดับนึงเหมือนกัน
และทุกๆคนก็พบกับความยากลำบากที่จะเอาชนะหนึ่งต่อหนึ่ง
ยิ่งโดยเฉพาะนายทหารสั่งการของเผ่ากิ้งก่า เป็นการจับคู่ฝึกที่แข็งแกร่งเอามากๆ
แม้แต่ทหารที่ชำนาญหรืออัศวินที่ฝึกฝนมาอย่างดีมาฝึกซ้อมกับพวกเขายังต้องเตรียมตัวให้พร้อมมาในระดับหนึ่ง
 
ตอนที่ฉันยังมีร่างเป็นมังกร ฉันแทบจะไม่นับทั้งสามเผ่านี้ว่ามีความสำคัญใดๆเลย
แต่หลังจากได้ใช้เวลาไปในฐานะมนุษย์ ก็ได้กลับมาพิจารณาถึงแนวการคิดของตัวเองใหม่
โชคดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเผ่ากิ้งก่าและเผ่าอื่นๆนั้นดีมาก
ชาวบ้านในเบิร์นช่วยเผ่ากิ้งก่าเมื่อยามคับขัน เผ่ากิ้งก่าเองก็เช่นกัน นั่นเป็นผลให้ทั้งสองเผ่าสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ไม่ใช่เรื่องปกติเลยนะที่จะได้เห็นมนุษย์กับกิ้งก่าเป็นมิตรกันในทุกๆที่
 
ระหว่างทางกลับ ฉันได้พูดคุยเรื่องตลกขบขันกันคนอื่นๆในเรื่องของวันนี้
ถึงแม้เรื่องตลกบางเรื่องที่พวกเขาพูดถึงจะไม่รู้เรื่องก็ตาม
ในทางกลับกัน เหล่าเด็กๆก็ยังคงวิ่งเล่นไปรอบๆด้านหน้าเรา
เด็กมนุษย์นี่ไฮเปอร์จริงๆ พลังเหลือล้นซะขนาดนี้ ทวีปนี้นี่เจริญรุ่งเรื่องแน่นอน
ไม่มีอะไรเทียบได้กับลูกมังกรที่เพิ่งฟักออกจากไข่เลย
 
เรื่องน่าเบื่อ..
 

หลังจากมาถึงหมู่บ้าน ตรงสี่แยกแรก ฉันแยกทางกับเด็กๆ และเดินไปยังบ้านตามแบบฉบับที่ฉันสร้างเอง
กำแพงบ้านทำจากไม้และเติมด้วยโคลน หลังคาทำจากกองฟางผสมกับหญ้า
 
ในประเทศนี้และหมู่บ้านนี้ คนที่จะถูกนับได้ว่าเป็นผู้ใหญ่คือตอนอายุสิบห้า
ในครอบครัวที่มีลูกชายคนโต เมื่ออายุสิบห้า เด็กชายจะเริ่มทำงามในฟาร์มที่พ่อแม่หรือหมู่บ้านมอบหมายให้
หลังจากนั้นหนึ่งปี เป็นธรรมเนียมที่เขาจะต้องสร้างบ้านของตัวเองแทนที่จะอยู่ในบ้านกับพ่อแม่
และแยกตัวไปอยู่อย่างอิสระ
 
ฉันอายุสิบหกปีนี้  ก็ผ่านมาได้ซักพักแล้วตั้งแต่แยกตัวจากพ่อแม่ออกมา และฉันก็สนุกกับการใช้ชีวิตคนเดียว
เมื่อเดินผ่านบ้านตัวเองไป ฉันตัดสินใจจะไปเจอหน้าพ่อแม่ซะหน่อยในเมื่อการเก็บเกี่ยวมันดีซะเอามากๆ
และฉันก็ยังเหลือเวลาเตร็ดเตร่อยู่ เดินแค่นิดเดียวก็ถึงบ้านพวกเขาแล้ว เพราะฉันสร้างบ้านอยู่ในเขตเดียวกัน
เมื่อเปิดและปิดประตูไม้ที่มีเสียงเอี๊ยด ฉันเข้ามาในบ้าน
 
"ดีครับแม่! เก็บเกี่ยววันนี้มันเยี่ยมเอามากๆเลย
ผมไปที่ร้านและก็แลกสมุนไพรกับขนมปังมา แต่ดูเหมือนจะยังมีเหลืออยู่อีก"
 
ฉันบอกจุดประสงค์ที่มาที่นี่และมอบสมุนไพรให้คุณแม่
 
"กลับมาแล้วหรือ! สมุนไพรพวกนี้คุณภาพดีมาก ด้วยสมุนไพรพวกนี้ แม่จะทำยาดีๆได้"
 
"เป็นได้ด้วยดีสินะฮะ"
 
แม่ของฉัน อาราเซน่า ทักทายฉันตอนที่เข้ามาในบ้าน มีเพียงแม่อยู่คนเดียวในบ้าน
ดูเหมือนพ่อกับพี่ชายจะยังทำงานอยู่ในทุ่ง
 
แม่ของฉันมีผมสีบลอนด์ทองมัดเป็นทรงโพนี่เทล สวมผ้ากับเปื้อนจางๆที่มีผ้าพันคอสีขาว
แถวๆเอวเธอสกปรกนิดหน่อย ช่างเป็นรูปลักษณ์ของแม่ที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดีจริงๆ
 
ชีวิตในพื้นที่เขตนี้มันสาหัส เต็มไปด้วยปัญหา อันตราย ความโชคร้าย และ สถานการณ์ที่ไร้ซึ่งเหตุผล
แต่ถ้าใครสามารถทนได้ก็จะพบกับความสุขอะไรบางอย่าง
ด้วยการที่หลังเธอหันไปจากฉัน เธอหันหน้ามาและแสดงให้เห็นถึงรอยยิ้มที่สดใสกับฉัน
ผู้หญิงในหมู่บ้านนี้มีความมุ่งมั่นและจิตใจที่เข็มแข็ง แต่อ่อนโยนกับครอบครัวของพวกเขา
 
ด้วยการที่ยังมีความทรงจำของมังกรอยู่ครบถ้วน ฉันพบว่ามันเป็นเรื่องน่าขำที่แม่ปฏิบัติตัวต่อฉันกับน้องชายต่างกันมาก
ถึงยังไง การกระทำของฉันมันก็ไม่เข้ากับอายุ เธอก็เลยทำเหมือนฉันเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าน้องชาย
 
 
 
มีงานมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องในการดูแลเด็ก และผู้ที่แบกรับภาระไม่ใช่ใครอื่นนอกจากผู้ที่เป็นภรรยา
ฉันพบว่าผู้หญิงนั้นน่านับถือมาก และฉันก็นับถือแม่มาก
แน่นอน ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนคู่ควรที่จะนับถือ
คนๆนึงไม่ใช่แค่มีความน่านับถือ พวกเขาต้องได้รับมัน
พ่อแม่ฉันได้รับความนับถือจากฉัน แต่ในหมู่บ้านนี้ คนส่วนใหญ่นั้นมีจิตใจอ่อนเกินไป
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไร้ค่านะ แต่เป็นจุดอ่อนของแต่ละรายบุคคล
 
ถึงแม้ว่าจะมีเหล่าเทพที่ถูกบูชาโดยมนุษย์ผู้มองหาความช่วยเหลือ
ฉันเองก็บูชาพวกเขาเหมือนกัน แน่ล่ะว่าแค่ในความรู้สึก
ครั้งหนึ่งฉันเคยหัวเราะใส่เหล่าเทพและขยี้ความฝันของหลายคน
ฉันควรจะพูดด้วยว่าเบื้องหลังของเหล่าเทพแต่ละองค์เนี่ยมีหน้าตาน่าเกลียด
ที่พวกเขาไม่อยากจะเผยให้ใครเห็น
 
หลังจากที่มอบสมุนไพรส่วนเกินและขนมปังให้แม่ ฉันก็กลับบ้านตัวเอง
 
ข้าวเย็นฉันง่ายๆ ปรุงผักกินกับขนมปังที่ได้มาจากร้าน
มันเป็นอาหารเย็นตามปกติของฉัน แต่รสชาติของอาหารมนุษย์กับความรู้สึกของมังกร
มันทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นไม่เคยผิดหวังมาตลอดสิบหกปี ที่ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์
 
ความรู้สึกแบบมังกรมักมาแทรกแซงความรู้สึกของมนุษย์ของฉันเป็นครั้งๆ
อย่างเช่นเวลากิน ฉันพบว่ามักจะมีบางอย่างขาดหายไปเสมอ
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะฉันมองไม่เห็นปากตัวเองเวลาเคี้ยวและมันทำให้ฉันรำคาญ
มุมมองการเห็นนั้นต่างไปจากมังกรอย่างสิ้นเชิง
ฉันมีปัญหาการมองนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ก็เริ่มชินแล้ว
สงสัยจังว่าจะมีมังกรตัวไหนมาเกิดใหม่ใกล้ๆตัวและมีปัญหาแบบเดียวกันไหม
รสชาติและความรู้สึกจากวิญญาณที่เชื่อมกับร่างมนุษย์ก็ยังไม่ค่อยเข้ากันอย่างสมบูรณ์เหมือนกัน
สงสัยจังว่ามันจะเข้ากันได้มั้ย?
แต่ก็เพราะอย่างนั้น ฉันถึงได้สัมผัสกับอะไรน่าสนใจหลายๆอย่าง
 
ไม่มีวี่แววของการโจมตีของปิศาจในคืนนี้ ฉันจึงขอบคุณผ่านการภาวนาที่ทุกอย่างในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี
ฉันใช้เวลาและความพยายามในการทำหอกและลูกธนูสำหรับป้องกันตัวจากต้นไม้ที่ฉันตัดมาตอนกำลังสร้างบ้าน
ฉันใช้ทุกทรัพยากรที่ต้นไม้มีให้ตั้งแต่กิ่งก้านยันราก
 
ทั้งบ้านฉันมีสามห้อง ห้องกินข้าว ห้องนอนและห้องเก็บของ
ตอนเข้านอน ฉันแผ่ฟางผืนหนาบนพื้นและเอาหนังสัตว์มาทับไว้ข้างบน เท่านี่ก็มีที่นอนละ
ชีวิตสำหรับฉันมันค่อนข้างง่ายๆสบายๆ
 

สภาพอากาศที่นี่นั้นสาหัส
ในหน้าร้อนก็ร้อนมาก และหน้าหนาว ถ้าไม่ระวัง บางคนอาจแข็งตายได้
ธรรมชาติไม่ได้มาล้อเล่นด้วย
ฉันวางแผนกันไว้ก่อนสำหรับแต่ละปัญหาโดยการเพิ่มหนังสัตว์สองสามผืนในหน้าหนาว
และน้อยผืนในหน้าร้อนถึงแม้มันยากที่จะหลับในบางครั้ง
 
หลังจากฝ่าฟันมาหลายปี ฉันเชื่อว่าสิ่งแวดล้มในโลกนี้มันสวยงาม
และมันทำให้ฉันเศร้าเมื่อเห็นสิ่งที่มนุษย์ทำไปรอบๆ โดยเฉพาะเงื่อนไขภายในหมู่บ้าน
ตอนที่ฉันเกิดมาที่โลกนี้ มันช่างอบอุ่น และเมื่อไหร่ก็ตามที่แม่พาฉันไปอาบแดดยามเช้า
ฉันฮัมเพลงและร้องเพลง หรือพยายามจะทำแบบนั้น
มีแทบไม่กี่คนที่รู้ความลับฉัน ว่าฉันชอบอาบแสงแดด
 
เมื่ออาทิตย์ขึ้นและทาสีท้องฟ้าไปด้วยสีทอง ชาวบ้านเริ่มจะตื่นนอนและพร้อมสำหรับงาน
ฉันตื่นก่อนคนอื่นๆและรองท้องด้วยอาหารเหลือจากมื้อเย็น หลังจากกินอาหารเช้า
ฉันก็ไปทำงานในทุ่งอีกครั้ง
 
ตั้งแต่ยังเด็ก ฉันสงสัยมาตลอดว่าพ่อแม่ฉันถึงได้สิทธิ์มาทำงานในพื้นที่ใกล้ชานหมู่บ้านตั้งแต่อายุยังน้อยได้ยังไง
เพราะมันเดินแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว และสะดวกมาก
ด้วยนิสัยของฉัน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเวลาว่างตอนทำงาน
ฉันจะเดินไปรอบๆบริเวณใกล้เคียง และสังเกตคนอื่นที่กำลังทำงานตัวเองอย่างเต็มที่
ถ้าถามว่าฉันมีเวลาว่างได้ไง นั่นก็เพราะวิญญาณฉันสร้างพลังเวทได้มากมาย
ฉันเลยใช้พลังเวทเป็นครั้งคราเพื่อช่วยให้งานเสร็จ
นี่ก็แค่การคาดเดานะแต่เหมือนว่าวิญญาณมังกรของฉันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย
และประสาทรับรู้ทั้งหมด
 
ฉันใช้เวลามากมายไปกับงานในฟาร์มและมีเป้าหมายจะประสบความสำเร็จให้มากขึ้นไปอีกในการทำฟาร์ม
แน่นอน ฉันจะใช้เวทช่วยเล็กๆน้อยๆและใช้พลังมนุษย์อย่างเดียว ทุกคนต่างยุ่งกับงานตัวเองตลอด
แต่นิสัยของฉันไม่ได้ไปรบกวนใครเพราะเขารู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
 
ฉันสามารถผลิตพืชผลได้เท่าๆกับมนุษย์ผู้ใหญ่ที่พยายามทำร่วมกันได้ถึงร้อยคนต่อฤดูกาล
หากฉันใช้เวทมนตร์ในเขตของฉัน
แต่ว่าทำแบบนั้นให้ทุกคนเห็นมันไม่ดีหรอก
ผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้นั้นไม่แปลกมากหรอก ในที่ที่มีประชากรเยอะ
แต่ในที่ห่างไกลอย่างสุดขอบทวีปนี้ มันหายากนะสำหรับคนที่สามารถใช้เวทได้ตั้งแต่เกิด
โชคสำหรับฉัน มีครอบครัวนักเวทอาศัยอยู่ในหมู่บ้านด้วย
ฉันก็เลยไปหาพวกเขาและเรียนรู้เวทมนตร์ของมนุษย์ตามธรรมชาติ
แต่เวทมนตร์ส่วนใหญ่ของพวกเขามันง่ายมากก็เลยเบื่ออย่างไว
 
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็ไปทำงานเรียกเหงื่อซักหน่อยเพื่อใช้ชีวิต
 
เมื่อฉันเดินไปในที่ราบเปิดโล่งตรงไปยังป่า ฉันเห็นใครบางคนนำกลุ่มเด็กๆ
ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ แต่พวกเขาแค่อาจจะไปช่วยเรื่องล่าสัตว์
ในขณะที่กำลังคิดเช่นกัน ฉันก็เดินต่อไป
 
ในวันเดียวกัน ฉันตัดสินใจที่จะไปทางเขตตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ที่เผ่ากิ้งก่าเดิมตั้งอยู่
ความสัมพันธ์อันเป็นมิตรของเผ่ากิ้งก่ากับหมู่บ้านนั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วในพื้นที่รอบๆนี้
เมื่อหายนะบังเกิดแก่หมู่บ้านพวกเขา ชาวบ้านต่างไปช่วยเผ่ากิ้งก่าสร้างหมู่บ้านใหม่ใกล้ทะเลสาบรอบๆนี้
เรื่องทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน
ก่อนที่ฉันจะเดินทางไปยังเผ่ากิ้งก่าเดิม ยังไงก็ตาม ฉันเตรียมข้าวของสำหรับใช้สองสามวันไปด้วย
เพราะจะไปใช้เวลาอยู่ที่นั่นซักหน่อย เพื่อที่จะสืบหาต้นตอว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้าน
 
 
 
ไม่กี่วันต่อมา เมื่อการเตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จสิ้น และเมื่อฉันกำลังจะเดินทาง
ฉันเห็นน้องชาย มาร์โก้ อยู่หน้าบ้าน และด้านหลังของเขามีผู้หญิงสองคนยืนมองหน้ากัน
ผู้หญิงทั้งสองคนมีสีหน้าที่ละเอียดอ่อนและประสบการณ์ของพวกเค้าก็ดูน่าจะใกล้ๆกับแม่ของฉัน
บรรยากาศรอบๆผู้หญิงสองคนนั้นดูอันตรายมาก
พวกเธอปล่อยจิตสังหารถึงขนาดทำให้ก็อบลินตัวสองตัวกลัวจนหนีไปได้เลยทีเดียว
ส่วนเหตุผลที่มาร์โก้มาที่นี่
นั่นก็เพราะฉันขอให้เขามาช่วยดูแลบ้านและงานของฉันตอนที่ฉันไม่อยู่
นี่น่าจะช่วยให้เขามีประสบการณ์ซักหน่อยเมื่อถึงปีสองปีข้างหน้าเขาจะได้เริ่มอยู่คนเดียว
 
"ฉันจะไปที่บึง จะไม่กลับมาจนถึงพรุ่งนี้ ค่ำๆคือช้าที่สุด ฉันฝากบ้านกับงานไว้ทีนะ"
 
"ครับพี่ เชื่อมือได้เลย ถึงยังไงพี่ก็ดูแลบ้านและงานอย่างดีเลยนี่นะ ยิ่งไปกว่านั้น พี่ห่วงเรื่องที่พี่จะไปดีกว่า
ระวังด้วยล่ะ มันอาจจะอันตราย"
 
มันก็กว่าสิบปีมาแล้วตั้งแต่หายนะนั้นเกิดขึ้นกับเผ่ากิ้งก่า อาจจะมีปิศาจอาศัยอยู่แถวนั้นก็เป็นได้
มนุษย์และเผ่ากิ้งก่าไม่เคยย่างกรายเข้าไปที่นั่นเลยตั้งแต่เหตุการณ์นั้น
ตอนฉันพูดว่าจะไปที่นั้นเพื่อหาต้นตอ พ่อแม่กับน้องเองต่างไม่เห็นด้วย แถมยังวุ่นกันเกินความจำเป็นซะอีก
แต่สุดท้าย ฉันก็สามารถเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้ และวันนี้คือวันที่ฉันจะเดินทาง
 
"ถ้าทำได้ดีจะเอาของฝากจากบึงมาเผื่อนะ"
 
"แค่กลับมาอย่างไร้รอยขีดข่วนก็พอแล้ว"
 
 
 
ฉันบอกลามาร์โก้และออกเดินทาง
ฉันถือกระเป๋าหนังที่ใส่น้ำและอาหารเพียงพอสำหรับสองวันข้างใน
ฉันเอาดาบกับมีดไปด้วย เผื่อสถานการณ์มันแย่ตอนเดินทาง
ถึงแม้จะผ่านมาได้สิบปีตั้งแต่หายนะ ถนนที่มุ่งสู่ตะวันออกเฉียงเหนือที่หมู่บ้านเดิมของเผ่ากิ้งก่าก็ยังใช้ได้
ยังมีเรื่องที่มีคนเดินไปที่นั่นและหายไปอย่างลึกลับอีก
 
เมื่อฉันเดินทางขึ้นเหนือไปอีก ก็อบลินกับโคโบลด์ก็เริ่มปรากฏตัวมากขึ้น
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่าที่นี่คือที่ ที่พวกเขาอาศัยอยู่
แต่มันก็ยังแปลกที่เห็นก็อบลินมากมายขนาดนี้
เป็นครั้งคราว ฉันเห็นหมาป่าตัวสองตัวที่แยกออกมาจากฝูง
ฉันเตรียมจะฆ่าพวกมันหากมันจู่โจมเข้ามา แต่พวกมันก็ฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงฉัน
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มจะตก ฉันก็มาถึงที่จุดหมายปลายทางเรียบร้อย
ฉันตั้งแค้มใกล้ๆกับหมู่บ้านกิ้งก่าเดิม ในขณะที่คิดว่าฉันรอดวันแรกมาได้อย่างสบาย
มาร์โก้เป็นห่วงมากไปเอง
 
ผู้คนจากเผ่ากิ้งก่าเลี่ยงที่จะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านของพวกเขา
ถึงแม้ความจริงที่ว่าพวกเขาจะรู้ว่าบางอย่างมันไม่ปกติ
ทว่าส่วนฝั่งมนุษย์ ไม่มีใครที่รู้จริงว่าสาเหตุมันเกิดมาจากอะไรกันแน่
ที่ลุ่มนี้เคยเป็นที่ ที่เผ่ากิ้งก่าเคยอาศัยอยู่มาก่อนครั้งหนึ่ง
แต่เพราะเหตุผลบางอย่างพวกเขาก็ทิ้งมันไปและไม่เคยกลับมา
มนุษย์ไม่มีธุระกงการอะไรที่จะมาที่นี่ คงใช้เวลาไม่นานที่จะสืบหาต้นตอ
ครึ่งวันคืออย่างมาก
 
ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปอย่างสนิท ฉันตัดสินใจที่จะไปดูที่บึง
พืชพันธุ์ที่นี่อุดมสมบูรณ์เต็มไปหมด หญ้าสูงมากและพื้นก็ชุ่มแฉะ
อากาศก็เต็มไปด้วยความชุ่มชื้น และเมื่อมันควบแน่นบริเวณแก้มมันทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว
ไม่ใช่ว่าอากาศรอบๆนี้ไม่ชื้นนะ มันชื้น แต่บางอย่างมันแหม่งๆ
 
เมื่อยืนอยู่ที่ริมฝั่งของบึง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์มาจากบึง
แต่ก็ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตอยู่รอบๆเช่นกัน
ใจกลางบึงมีซากปรักหักพังของหมู่บ้านเดิมของเผ่ากิ้งก่า
เนื่องจากมีสภาพแบบนั้นมากว่าทศวรรษ หลังคาบ้านพังลง และกำแพงโคลนกลายเป็นกองโคลน
บนพื้นมีอาวุธที่ถูกทิ้งไว้โดยเผ่ากิ้งก่า ขึ้นสนิมจนจำไม่ได้ ธรรมชาติแทบจะยึดพื้นที่นี้ไว้ทั้งหมดแล้ว
 

"เฮ้อ..."
 
ฉันถอนหายใจเล็กน้อยในขณะที่ยืนอยู่ที่ขอบของบึง ฉันพบร่องรอยเวทประเภทโลก
 
เผ่ากิ้งก่าบางทีคงสร้างบ้านจากเวทมนตร์ ไม่งั้นคงไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมแบบนี้ได้แน่
 
การที่สามารถควบคุมพลังวิญญาณและควบคุมธาตุ เผ่ากิ้งก่านี่ค่อนข้างชำนาญเลยแฮะ
ในฐานะมังกร ฉันสามารถเปลี่ยนธาตุได้โดยแทบที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลย
คำพูดนี้ใช้กับมังกรทุกตัวเลยก็ได้ ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้น
 
ปรากฏการณ์ธรรมชาติในโลกนี้ สิ่งต่างๆในโลกนั้นได้รับผลอย่างมาก โดยวิญญาณที่อาศัยอยู่ในโลกวิญญาณ
โลกทั้งสองนั้นเชื่อมต่อกัน ฉันไม่สนใจเรื่องมิตินั้นหรอก
ฉากที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าฉันในตอนนี้นั้น แสดงให้เห็นถึงผลของการกระทำของวิญญาณบนโลกนี้
รอบๆนี้ คุณลักษณะน้ำค่อนข้างอ่อน ส่วนคุณลักษณะดินนั้นแข็งแกร่ง
ทำให้บึงนี้ไม่สมดุลเป็นสาเหตุให้รอบๆกลายเป็นโคลน
ในขณะที่กำลังมอง ฉันจำได้ว่าพ่อเคยพูดว่าที่ตรงนี้เคยมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
มันทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวหรือ?
 
นี่แทบจะเรียกว่าบึงไม่ได้อีกแล้ว ทุ่งโคลนดูจะเข้ากว่า ใช่แล้วล่ะ นี่คือทุ่งโคลน
ถ้าฉันใช้พลังตัวเอง ทุ่งโคลนนี้จะกลายเป็นบึงและเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตอีกครั้ง
แต่ผู้คนจะดีใจและกลับมาในที่แบบนี้หรือ?
ตราบเท่าที่ฉันรู้มา การใช้ชีวิตของเผ่ากิ้งก่า ณ ตอนนี้ก็ยังอยู่ดีกินดีอยู่
 
นั่นสิ ฉันควรจะไปตกปลาที่แม่น้ำตอนเช้ามั้ยนะ? หลังจากนั้นค่อยฟื้นฟูที่แห่งนี้ไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน
 
ซึ่งนั่นทำให้ฉันสงสัยว่า เผ่ากิ้งก่าอาศัยอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ตกปลากินหรอ?
คงงั้น แต่ถ้าฤดูตกปลาหมดล่ะ พวกเขาก็ต้องหาแหล่งอาหารใหม่
ชีวิตทางเหนือนี่มันลำเค็ญจริงหนอ ฉันคิด
 
ถึงแม้จะไม่มีปิศาจตัวไหนมาโจมตีระหว่างทาง ฉันก็ต้องพิจารณาถึงโอกาสที่จะมี และต้องหามาตรการตอบโต้
อาหารและความปลอดภัย ทุกอย่างที่สามารถยอมทิ้งได้หากใครซักคนยอมแพ้ที่จะมีชีวิต
แต่ชีวิตนี้มันสนุก ไม่มีทางที่ฉันจะทิ้งมันไปครึ่งๆกลางๆหรอก
 
ฉันกอดอกและคิดต่อว่าควรทำไง จากนั้นฉันก็รู้สึกถึงเสียงของงูยักษ์เลื้อยอยู่ข้างๆ
มันหยุดก่อนที่จะถึงชายฝั่งของทุ่งโคลน ฉันมองไปที่งูยักษ์ที่หยุดอยู่ตรงซากปรักหักพังของเผ่ากิ้งก่า
 
"โห...?"
 

ฉันเปล่งเสียงเล็กน้อยด้วยความยกย่องไปตามธรรมชาติ
 
เธอมีผมตรงยาวสีทอง ที่สวยยิ่งกว่าเมื่อกระทบกับแสงแดด
ตำแหน่งตาและจมูกไม่สั้นเกินไปกว่าความสมบูรณ์แบบ
หากใครได้มาเห็นภาพนี้คงพูดได้ว่าเป็นภาพของศิลปินที่มีพรสวรรค์มากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยตาสีฟ้าเปล่งประกายอย่างกับแซฟไฟร์ สวมชุดคลุมสีขาวและกระโปรงสีฟ้าอ่อน
ในขณะที่สะพายกระเป๋าผ่านไหล่ข้างซ้าย สีหน้าเธอแสดงให้เห็นถึงความงุนงง
เธอดูเหมือนจะเป็นเด็กหญิงใส่ซื่อบริสุทธิ์ในช่วงวัยรุ่นปลาย
ลิ้นงูของเธอแล่บเข้าออกจากริมฝีปากสีแดง
 
พวกเราจ้องกันอยู่ซักพัก ใบหน้าของเด็กสาวอยู่สูงกว่าของฉันเมื่อมองจากระยะไกล
ส่วนล่างของเธอเป็นงูยักษ์ ร่างงูของเธอปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเขียว
ตั้งแต่ส่วนเอวลงไปถึงพื้น มีกระโปรงปกปิดอยู่
ร่างงูของเธอนั้นคดเลี้ยวอยู่ด้านหลัง
 
ฉันพูดเบาๆ "ลาเมีย" กับตัวเองเมื่อฉันนึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นปิศาจประเภทหนึ่ง
แต่ไม่มีทางที่จะมีปิศาจที่มีใบหน้างดงามขนาดนั้นอยู่หรอก
ฉันได้ยินมาจากหัวหน้าหมู่บ้านว่าครึ่งหนึ่งเคยมีปิศาจที่สาบเจ้าหญิงแห่งอาณาจักร
และเธอก็ถูกเนรเทศเนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของเธอเปลี่ยน
และลาเมียก็คือลูกหลานของเธอ
ฉันไม่คิดว่าลาเมียจะมาอาศัยอยู่รอบๆพื้นที่นี้
แต่อะไรมาจำกัดความใครบางคนว่าเป็นปิศาจล่ะ? รูปลักษณ์ภายนอกหรอ? หรือพละกำลัง?
หรือเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของพวกเขา?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันก็คงจะเป็นปิศาจที่สุดในหมู่ปิศาจทุกตัวล่ะ
 
ยังไงก็ตามสำหรับเผ่าลาเมีย เพราะว่าความสามารถในการควบคุมพลังเวทของพวกเขา
พร้อมกับความแข็งแกร่งอีกครึ่งที่เป็นงู ที่สามารถบดขยี้กระดูกของมนุษย์ผู้ใหญ่ได้ง่ายดาย
หมู่บ้านเล็กๆคงจะถูกกำจัดไปได้โดยง่าย หากมีแค่ลาเมียหนึ่งตัวปรากฏขึ้นมา
สำหรับมนุษย์แล้ว พวกเขาคือมอนสเตอร์
ข่าวลือว่ากันว่าส่วนบนของเผ่าลาเมียจะมีรูปร่างเป็นหญิงสาวที่งดงามมากๆเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
เด็กสาวที่อยู่ด้านหน้าฉันเข้ากับคำจำกัดความนั้นอย่างเหมาะเหม็ง
 
 
 
 
 
เพิ่มเติมไปจากนั้น ยังมีความรู้สึกถึงหญิงสาวออกมาจากร่างของเด็กสาว
พูดให้เจาะจงก็คือสีของร่างส่วนล่าง เสน่ห์ที่มาจากเกล็ดสีเขียวพวกนั้น
ฉันพบว่าเธอมีเสน่ห์มากยากที่จะละสายตา
ดูเหมือนรสนิยมของชั้นจะยังเป็นในแบบของมังกร หรือสัตว์เลื้อยคลาน
จากประสบการณ์ในอดีต ฉันสามารถบอกได้เลยว่าเธอกำลังอยู่ในช่วงไหน
จากแค่มองความเป็นประกาย ช่วงเว้าที่นุ่มนวล และความยืดหยุ่นของเกล็ดพวกนั้น
เกล็ดที่ดูเป็นลูกคลื่นนั้นช่างมีเสน่ห์ ในกรณีนี้
เด็กสาวมีทั้งร่างมนุษย์และสัตว์เลื้อยคลานอยู่ด้วยกัน
ลาเมียอาจจะเป็นเพียงเผ่าเดียวที่ฉันให้คะแนนเต็มจากมุมมองของมนุษย์และมังกร
 
หลังจากจ้องมองกันด้วยบรรยากาศเคอะเขินไปซักพัก
ลาเมียแสดงให้เห็นถึงรอยยิ้มบนใบหน้าและเลียริมฝีปากด้วยลิ้นของเธอ
ทั้งหมดนั้นในขณะที่มองมายังฉันด้วยความไม่สบายใจ
ด้วยการที่ริมฝีปากเธอชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำลาย เธอยิ่งดูมีเสน่ห์ขึ้นไปมากกว่าเดิมอีก
ผู้ชายปกติคงตกหลุมรักเธอโดยไม่มีข้อยกเว้น
สำหรับฉันแล้ว สายตาที่เธอมองมาทำให้รู้สึกเหมือนฉันเป็นเหยื่อ
พวกเขาจะจับเหยื่อไว้แล้วจะกินพลังชีวิต
ยังไงก็ตาม ของโปรดของพวกเขาคือมนุษย์ผู้ชาย
ผู้ชายส่วนใหญ่ที่พบเจอกับลาเมียคงจะกลายเป็นขนมของเธอแน่
ในสายตาของลาเมียนี้ ฉันก็คงจะไม่ต่าง
 

ถ้าชีวิตฉันคือเป้าหมายของเธอ ถ้าอย่างนั้น ฉันจะล่าเธอไปสุดนรกเลย
 
"ไม่ใช่ว่ามันไม่ฉลาดหรือสำหรับมนุษย์ที่จะมาที่นี่ตามลำพัง มีใครมากับเธอด้วยมั้ย สงสัยจัง?"
 
ช่างเป็นเสียงที่หวานหยดย้อย อย่างกับเสียงเพลงที่ขับออกมาจากปากของนักร้องที่เพราะที่สุด
เป็นเสียงที่หวานราวกับน้ำผึ้ง ช่างเป็นเสียงที่น่าปิติยินดีจริงๆ
เจ้าของของเสียงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเด็กสาวที่ยังไม่หมดวัยแรกรุ่นของเธอที่อยู่ด้านหน้าฉันเอง
เธอใช้เวทมนตร์เสน่ห์นิดหน่อยตอนที่ถามคำถามนั้นกับฉัน
ทริคแบบนั้นเพื่อที่จะจับเยื่อของเธอ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์
ยังไงก็ตาม มันทื่อเกินไป
อย่างกับเธอท่องออกมาจากหนังสือยังไงยังงั้นแหละ
เพิ่มเติมอีกหน่อย การแสดงท่าทางนี่ดีนะ แต่ยังหยาบอยู่นิดเดียว ใช้ลิ้นเพิ่มอีกหน่อยซี่
ถึงอย่างนั้น การแสดงของเธอนี่มันเสียเปล่าจริงๆนะ ถ้าใช้แค่สำหรับหาอาหาร
 
 
 

ฉันตอบเธอไปด้วยเสียงที่สงบ
 
"ไม่มีใครมากับฉันหรอก"
 
"อย่างงั้นหรือ งั้นก็ดีเลย"
 
หลังจากได้ยินฉันตอบ เธอวางมือลงบนหน้าอกที่ใหญ่ของเธอ และถอนหายใจเพราะโล่งอก
 
ในสถานการณ์แบบนี้ ในฐานะมนุษย์ ฉันควรห่วงชีวิตตัวเองมากกว่า
เมื่อพบว่าฉันยังสงบอยู่ เด็กสาวคงสงสัยได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
โล่งอกจริงๆ ภาพของลาเมียในหัวฉันปลิวหายไปลิบลิ่วโดยรูปลักษณ์ของเด็กสาวคนนี้
ขอบคุณมากจริงๆ
 
จากนั้นเด็กสาวก็ถามถึงธุระที่ฉันมาที่นี่
 
ฉันตอบเธอไปแบบสั้นๆสรุปๆถึงการเดินทาง และมาที่นี่เพื่อมาดูบึงซักหน่อย
และวางแผนจะค้างคืนใกล้ๆ ในขณะที่กำลังสังเกตฉัน ฉันบอกได้เลยว่าเธอกำลังระแวง
หรือควรจะพูดว่ากำลังกลัวฉันดี
 
ฉันสงบ สงบแบบสุดๆ ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าลาเมียนั้นอันตรายกับมนุษย์
ฉันค่อยๆยื่นมือขวาไปและค่อยๆวางลงบนดาบที่อยู่ในฝัก
เมื่อสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของฉัน เธอแสดงให้เห็นใบหน้าที่หวาดกลัว และค่อยๆถอยห่างออกไปจากฉัน
ฉันเห็นว่าเธอมีบุคลิกที่อ่อนและเกลียดการต่อสู้ ฉันเริ่มรู้จักลาเมียคนนี้มากขึ้นไปอีก
 
"เดี๋ยวก่อน ฉันหมายถึง..."
 
ไม่ทันรอให้เธอได้พูดจนจบประโยค ฉันดึงดาบออกมาและฟันแขนโคลนที่โผล่มาจากดินข้างหลังฉัน
แขนหล่นลงพื้นและหยุดเคลื่อนไหว
 
"...อย่าโจมตีนะ เอ๋?"
 
ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก่อนเธอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และฉันก็เก็บดาบเข้าฝัก
และแสดงให้เห็นว่าฉันไม่มีพิษภัยอะไรกับเธอ จากนั้นฉันก็อธิบายกับเธอถึงรายละเอียด
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบึงและธาตุที่ไม่สมดุลรอบๆพื้นที่
 
"เผ่ากิ้งก่าเคยอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ถูกบังคับให้ย้ายที่ตั้งหลังจากหายนะนั้นเกิดขึ้นกับหมู่บ้านของพวกเขา
พลังของธาตุดินรอบๆพื้นที่นี้มันผิดปกติ วิญญาณมันคลั่งแล้วทำให้เกิดหายนะบนวัสดุในโลก มีความเป็นไปได้ว่ามันจะแย่ลงไปมากกว่านี้ เป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วที่เผ่ากิ้งก่าทิ้งบึงนี้ไป"
 
ในขณะที่ฉันเล่าเรื่องราวให้เด็กสาวฟัง มีแขนโผล่ขึ้นมาจากดินอีก สอง สามคู่
แต่ฉันฟันมันทิ้งหมดทันทีที่มันโผล่ขึ้นมา แต่ดูเหมือนแขนมันจะถูกดึงดูดกับแหล่งที่มาของพลังเวทที่เข้มข้น
เมื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้ ฉันพยายามมองหาสาเหตุว่าทำไมวิญญาณมันถึงคลั่ง
ฉันพยายามสัมผัสไปที่เครือข่ายเวทผิวโลกเพื่อค้นหาวิญญาณคลั่ง
ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกได้ว่าพื้นตรงขาฉันมันกำลังเปลี่ยนเป็นโคลน
ร่างฉันกระโดดไปอยู่ทางซ้ายของลาเมียไปโดยสัญชาติญาณ
 
"หา โอ๊ะ อะไรกัน!"
 
ลาเมียตื่นตูมขึ้นมาในทันที
 
ฮุฮุ น่ารักจริงๆ
 
"จะว่าไงดีล่ะ ลาเมียใช้เวทมนตร์ประเภทไหนหรือ?"
 
ฉันถามเด็กสาวในขณะที่มองไปยังเธอ
เด็กสาวได้สติกลับมาจากความเขินอายและเริ่มจะคิด
 
"อืม... คนจากเผ่าของฉันส่วนใหญ่เป็นธาตุน้ำ ศัตรูที่เป็นวิญญาณดินอาจจะ..."
 
แต่ละธาตุหรือคุณลักษณะของเวทมนตร์ก็มีการตอบสนองต่อธาตุอื่นของมันเอง
คุณลักษณะดินใช้ได้ดีเมื่อต้านกับน้ำ ซึ่งแปลว่าเด็กสาวคงจะยากลำบากหากใช้เวทของเธอสู้กับวิญญาณดิน
ถ้าเจอกับเวทดิน ก็เป็นสามัญสำนึกที่จะต้องใช้เวทลมมาสวน
 
"พูดกับลาเมียอย่างกับพวกเราเป็นลาเมียเหมือนกันแหละ ไม่ใช่ว่ามันยากสำหรับนายหรอที่จะไปสู้กับวิญญาณดินด้วยพลังของมนุษย์น่ะ หืม?"
 
ดูเหมือนฉันจะถูกประเมินค่อนข้างต่ำไปนะเนี่ย ก็ไม่ใช่คำโกหกหรอก ถ้าจะบอกว่าเด็กชายอายุสิบหกปีที่มีแค่เนื้อหนังกับกระดูก ไม่สามารถหวังจะเอาชนะวิญญาณได้
 
โอ้ให้ตายสิ ฉันคิดในขณะที่มองหันกลับไปมองและเห็นความทดท้อใจบนใบหน้าของเธอ
บนพื้นมี หนึ่ง สอง สาม... ในขณะที่นับอยู่ ฉันพบว่ามันเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์และฟันแขนลง
 
"มีเวทมนตร์ของเผ่าฉันที่ใช้ได้ดีกับวิญญาณอยู่ แต่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวนิดหน่อย"
 
"งั้นหรอ ดีล่ะ นี่แผนนะ ฉันจะยืนข้างหน้าคุ้มกันเธอตอนที่เธอเตรียมปล่อยเวทของเธอ
ฉันน่ะเก่งแบบสู้คนเดียว ถ้าเธอมาสู้ด้วยมันจะเกะกะเปล่าๆ"
 
เธอพยักหน้า
ถึงแม้พวกเราจะเพิ่งเจอกัน แต่เมื่อมีศัตรูที่น่าเกรงขามมาให้ปราบ
ฉันแนะนำแผนอย่างนั้นไปอย่างมุทะลุ เวลาที่พวกเราใช้คุยกันนั้นสั้น แต่ฉันเชื่อว่าเธอคือกุญแจที่จะแก้ไขปัญหา
อย่างน้อยๆ พวกเราก็ไม่ได้มีความเป็นพิษภัยอะไรต่อกัน
 
เอาตรงๆนะ ฉันคาดไว้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นว่าจะมีคำตอบกลับมา
 
"ก็ตามนั้น ขอแสดงความขอบคุณล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน"
 
"คำพูดแบบนั้นไว้ใช้ตอนขอแต่งงานต่างหากล่ะ"
 
"เอ๋? อะ โอ้ ขอโทษที"
 
เธอนี่ตลกดีแฮะ ฉันคิดกับตัวเอง จากนั้นจึงเริ่มพุ่งเข้าใส่แขนมากมายที่โผล่มาจากพื้น
 
แขนโคลนเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ถูกควบคุมโดยวิญญาณดิน เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิญญาณเท่านั้น
ไร้ความลังเล ฉันฟันมันทีละแขน ทีละแขน ซื้อเวลาให้เด็กสาว
เพื่อที่จะชำระล้างวิญญาณดินจากสถานะคลั่ง มันมีหลายหนทาง
แต่ในสถานการณ์นี้ พวกเราตัดสินใจจะปราบมันและส่งกลับไปยังโลกวิญญาณ
 
หากเด็กสาวไม่ได้โผล่ออกมา ฉันวางแผนจะฝืนมันโดนการอัดพลังเวทของฉันไปที่โลกและล่อวิญญาณ
หลังจากที่มันงับเหยื่อ ฉันก็จะปราบร่างหลักของมันและปลดปล่อยมันไปที่โลกวิญญาณ
วิธีนั้นต้องใช้พลังเวทฉันเยอะน่าดู ในระดับที่มีแค่เพียงจอมเวทที่มีพรสวรรค์และได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีที่จะทำได้
ไม่ก็หนึ่งในผู้กล้าทั้งเจ็ดน่าจะมีความสามารถทำแบบนั้นได้เช่นกัน
ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องปกติหรอกที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างพลังเวทได้
แต่อัตราการสร้างพลังเวทของมนุษย์มันน้อยมากๆเท่านั้นเอง
 
เพื่อที่จะไม่ให้แขนพวกนี้เข้าใกล้เด็กสาว ฉันใช้พลังเวทระดับมังกรเล็กน้อยและฟันแขนโคลนทันทีที่โผล่ออกมาจากพื้นดิน
นี่มันรู้สึกเหมือนเกมจริงๆนะ แต่ไม่ว่าฉันจะฟันทิ้งไปได้เร็วแค่ไหน เป็นเพราะมันได้รับเวทสนับสนุนจากวิญญาณ
แขนพวกนี้จึงกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า มันเริ่มชักจะยากขึ้นเรื่อยๆที่จะไล่ตามพลังมากขนาดนี้
 
ในขณะที่กำลังสู้ ฉันรับรู้ได้ว่ามีแขนที่พุ่งเข้าหาเด็กสาวจากจุดบอด แต่แน่นอน ฉันรู้เพราะการรับรู้ของฉันถูกพัฒนา
ฉันไม่เคยมีจุดบอดแต่แรกแล้วเพราะงั้น นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาห่วง
 
ฉันยังคงระบำไปบนสนามรบและฟันทุกแขนที่อยู่ทั้งในและนอกระยะการมองเห็น
ฉันรุกไล่ผู้โจมตีให้ห่างออกไปจากเด็กสาวอย่างดีที่สุดโดยไม่พัก
สุดท้ายฉันก็เริ่มล้า ในเมื่อมันมีขีดจำกัดในร่างมนุษย์ นี่เป็นเรื่องที่พอจะคาดเดาได้
แต่แขนมันก็ยังกลับมาเหมือนเดิม ฉันจะทำหน้าที่ต่อไป
 

ถึงแม้ฉันจะเพิ่มพลังกายด้วยเวทมนตร์ นี่มันกลายเป็นการต่อสู้ของความทนทานไปแล้ว
ในอดีต มีบางคนที่สู้กับฉันด้วยพละกำลังที่มีอย่างไม่สิ้นสุดโดยธรรมชาติ
และมันก็ง่ายถ้าจะจัดเต็ม แต่ในสถานการณ์นี้มันค่อนข้างจะจำกัด
เนื่องจากแขนที่มันผุดขึ้นมาเรื่อยๆหลังจากที่ฟันไปแล้วไม่เปลี่ยนแปลง
คาถาร่ายของเด็กสาวเริ่มจะทำให้วิญญาณคลั่งยิ่งขึ้นไปอีก การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่ม
 
"ข้า ผู้ที่เป็นลูกหลานของธิดาแห่งอาณาจักร ร่ำร้องเรียกเทพแห่งงูยักษ์
ถึงเวลาแล้ว มอบพลังให้ข้าเพื่อปราบศัตรูเถิด"
 
นานมาแล้ว เทพงูยักษ์ สาปหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนร่างกายส่วนล่างของเธอให้เป็นงู ดังนั้น เธอจึงถูกเนรเทศ
เด็กสาวยังคงร่ายต่อไป รูปร่างของงูยักเริ่มจะปรากฏบนพื้นโคลน
ไม่นานนัก แขนโคลนก็รับรู้ถึงงูยักษ์ว่าเป็นศัตรู และเริ่มจะเปลี่ยนเป้าหมายออกไปจากฉัน
งูตัวใหญ่มากถึงขนาดสามารถกลืนผู้ใหญ่สองหรือสามคนได้ในทีเดียว
พวกแขนไม่สามารถต่อกรกับงูยักษ์ได้เลย แล้วเวลาที่งูสัมผัสกับแขน
มันถูกทำลายแล้วไม่กลับมาอีกด้วย
 
"เฮ้อ"
 
ฉันถอนหายใจเล็กๆ
 
พลังขนาดนั้น แน่ล่ะว่ามันต้องยากที่จะคงไว้ ควบคุมยิ่งน้อยเข้าไปอีก
เวทที่เด็กสาวลาเมียใช้นี่ทรงพลังกว่าที่คาดไว้อีกแฮะ
ถึงแม้ความจริงที่ว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่ใช่แค่ยังคงมันไว้ แต่ยังคงควบคุมมันไว้อย่างแม่นยำ
เธอมีคุณสมบัติที่จะเป็นแม่มดผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน
 
หลังจากผ่านไปได้ซักพัก แขนทั้งหมดที่โจมตีงูยักษ์หายไปหมดและร่วงหล่นลงพื้น
เป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วที่ขอให้เธอร่วมมือในเมื่อทักษะดาบของฉันในตอนนี้ เพื่อที่จะปราบแขนทั้งหมดคงจะยาก
ที่หางตาของฉัน ฉันเห็นเด็กสาวลาเมียผ่อนคลายไหล่ของเธอ
ถ้าเป็นฉันคงตรวจตราพื้นที่รอบๆก่อนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผ่อนคลายแบบนั้น
 
"อย่าเพิ่งลดการป้องกันลง ฉันรู้สึกได้ว่าวิญญาณมันจะแสดงร่างที่แท้จริงออกมา"
 
"อ๊ะ ค่ะ"
 
 
 

ในขณะที่ฉันกำลังทึ่งกับประสิทธิภาพของเธอ โคลนก็ค่อยๆยกตัวขึ้นใจกลางทุ่งโคลน
พื้นผิวดำสนิท และค่อยๆโตขึ้นจนมีขนาดเท่าจุดสูงสุดของเนินเขา
วิญญาณดินคลั่งในที่สุดก็ตัดสินใจเผยตัว
สิ่งนี้น่าจะเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวเมื่อสิบปีก่อน สิ่งที่ทำให้บึงแห่งนี้ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิต
เหตุผลว่าทำไมมันถึงใหญ่และทรงพลังขนาดนี้คงเป็นเพราะมันดูดพลังของน้ำและดินรอบๆมาร่วมทศวรรษ
 
ฉันสงสัยได้ว่าแขนพวกนั้นก่อนหน้านี้มันก็แค่ร่างชั่วคราว ดูเหมือนฉันจะคิดถูก
รูปร่างของมันตอนนี้คือร่างส่วนบนเป็นคลื่นๆทำจากโคลน สูงราวๆตึกสองชั้น
และยังมีโครงสร้างคล้ายมนุษย์ส่วนบนด้วย มีหลุมสองหลุมใกล้ๆส่วนบน ฉันว่าต้องเป็นตาของมันแน่
 
ร่างโคลนดำเริ่มพุ่งเข้าหาพวกเราด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
แรงกดดันที่วิญญาณเปล่งออกมาค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว
โดยเฉพาะเด็กสาวลาเมีย แรงกดดันของมันเริ่มจะมีผลกับเธอ
ถ้าใครได้อยู่ใกล้เจ้านี่ซักระยะเวลาหนึ่ง คนนั้นคงจะค่อยๆบ้า
แม้จะเป็นเด็กสาวจะเรียกงูตัวเมื่อกี๊ออกมา ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะมันได้
ฉันหยุดซักพักและทำให้มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ตัวเองเครียด
จากนั้นจึงวิ่งไปหาเธอ พยายามอุ้มเธอในขณะที่เธอตะโกนเรื่องไม่ฉลาดๆ
 
      
 
"ปล่อยนะ เจ้านั้นเทียบกับวิญญาณงูของฉันไม่ได้หรอก"
 
"อา แต่ว่ามันอันตราย"
 
พื้นมันเป็นโคลนตมและลื่น ฉันพบว่ามันยากที่จะวิ่งแต่ก็วิ่งต่อไป
วิญญาณคลั่งพุ่งเข้าหาฝั่งจากใจกลางบึง และเริ่มยิงโคลนบอลใส่พวกเรา
โคลนบอลพวกนั้นเต็มไปด้วยเวทมนตร์ เพราะงั้นถ้าถูกยิงเข้าคงไม่ดีแน่
ฉันหลบพวกมันได้อย่างสบายเพราะมันช้า
 
วิญญาณยังคงยิงโคลนบาลมาที่ฉัน ฉันก็หลบได้หมด
บางลูกเกือบโดนเหมือนกัน เมื่อมองไปที่วิญญาณ สายตาของมันจดจ้องมาที่ฉัน
ฉันคือเป้าหมายหลักของมัน แค่นั้นก็พอเดาออก
แต่ละครั้งที่โคลนบอลกระทบกับพื้น มันสร้างหลุมค่อนข้างใหญ่บนพื้น
ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พื้นที่รอบๆคงได้กลายเป็นพื้นที่เปิดแน่พอมันจบลง
วิธีที่เร็วที่สุดที่จะปราบมันคือทำลายร่างหลักมันซะ
 
"เขี้ยวงูพิษแห่งเทพงูผู้หลับใหลภายในเลือดของฉัน ข้าจักปลดปล่อยพลังของมันสู่ศัตรูข้า"
 
คำร่ายคุ้นๆมาจากเด็กสาวข้างหลังฉัน ไม่ช้านัก งูยักษ์โปร่งแสงหน้าตาคุ้นๆก็มาปรากฏบนโลกอีกครั้ง
อย่างไม่ยอมให้เสียเวลา งูยักษ์โจมตีวิญญาณคลั่ง พยายามฉีกร่างมัน
เมื่อทั้งสองสู้กัน ฉันเห็นของเหลวสีม่วงออกมาจากเขี้ยวของงูยักษ์ นั่นต้องเป็นพิษคำสาปแน่ๆ
พิษคำสาปดูเหมือนจะทำให้วิญญาณคลั่งกลายเป็นก้อนพลังเวทขนาดใหญ่และมันก็เริ่มจะสั่น
เบื้องหน้าสายตาฉัน
 
ฉันประมาทไปหน่อยที่คาดหวังว่างูยักษ์จะสามารถปราบมันได้ด้วยแค่พิษ
ในทางที่ดี ความเร็วของวิญญาณคลั่งลดลงอย่างมาก
เมื่อฉันเข้าไปใกล้ วิญญาณคลั่งยกแขนขวาที่บาดเจ็บจากพิษขึ้น
และทุบลงมาจากบนฟ้าตรงมายังฉัน
แรงทุบแบบนั้นสามารถทำลายบ้านได้ง่ายๆเลย ร่างมนุษย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นอกจากเรื่องนั้นแล้ว เนื่องจากมันช้า ฉันกระโดดไปข้างๆและหลบมัน
 
เด็กสาวลาเมียกรี๊ดออกมาเบาๆ คิดว่าฉันโดนทุบ
 
ด้วยการที่ใช้ดาบของฉัน ที่เคลือบไปด้วยเวทมนตร์ กลายเป็นดาบที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในโลก
แขนที่ถูกตัดร่วงลงสู้ดินและเปลี่ยนเป็นโคลนในขณะที่สีดำค่อยๆหายไป
ในขณะที่ก้อนโคลนยังคงสูงอยู่ ฉันเตะไปที่พื้นและเหินขึ้นไปข้างบนจุดที่ตาของมันอยู่
ฉันรู้ ถึงแม้จะเป็นโพรง ตามันจ้องฉันอยู่อย่างใกล้ๆ
 
จิตของเจ้ามันเสื่อม สิ่งแวดล้อมล้อมรอบๆที่นี่ต้องมาเสียหายเพราะเจ้า
ข้าตัดสินใจที่จะส่งเจ้ากลับโลกวิญญาณ ที่ที่อยู่ของเจ้า

ฉันคิดกับตัวเองเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะปราบเจ้านี่
 
วิญญาณคลั่งเริ่มจะเปลี่ยนส่วนโคลนของร่างตัวเองเป็นหอกและแทงใส่ฉัน
ทว่า แม้จะอยู่บนอากาศ ฉันก็ยังเร็วกว่า
เมื่อฉันเพิ่มพลังเวทเข้าสู่ดาบ ดาบเริ่มที่จะเรืองแสง และด้วยการที่ฟันเร็วอีกหนึ่งครั้ง
ฉันผ่ามันเป็นสองซีก
 
"นายปราบมันได้แล้ว!"
 
หลังจากฉันลงสู่พื้น ฉันได้รับคำเชียร์จากเด็กสาวลาเมีย
หลักจากได้ยินแบบนั้น ฉันพูดคำที่โปรดปรานที่สุดอย่างภาคภูมิใจ
แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเจ้าวิญญาณ
 
"เฮ้อ"
 
เพราะเหตุนั้น ฉันได้พบและปราบสาเหตุของหายนะเมื่อสิบปีก่อนลงสำเร็จ
สำหรับธรรมชาติที่อยู่รอบๆนี่ คงใช้เวลาสักพักถึงฟื้นฟูตัวเอง
ฉันจะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติแล้วกัน
ร่างของวิญญาณตอนนี้แยกกันเป็นโคลนสองก้อน
เมื่อร่างมันหล่นลงสู่บึง มันได้สร้างคลื่นโคลนขึ้น
และโถมใส่ตัวเด็กสาว
สำหรับฉัน ตัวฉันถูกห่อหุ้มไปด้วยเวทมนตร์ เพราะงั้นโคลนไม่เปรอะฉันหรอกไม่ว่าจะหน้าหรือชุด
คลื่นโคลนกระจายไปและหยุดลงในประมาณเจ็ดวินาทีหรือประมาณนั้น
ในขณะที่รองเท้าฉันเต็มไปด้วยโคลนกับน้ำ ฉันเริ่มเดินกลับไปที่ชายฝั่ง ที่ที่เด็กสาวยืนอยู่
 
"อุ... แอวะ โคลนเข้าปากชั้น เสื้อก็เปื้อนไปหมด"
 
ไม่เหมือนชั้น เด็กสาวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ทั้งผมสีทอง ชุดของเธอชุ่มไปหมด
ฉันเอาถุงหนังใส่น้ำจากกระเป๋าหนังแล้วยืนให้เธอ
 
"เอ้านี่ เธอน่าจะล้างปากด้วยน้ำนะ"
 
"โอ้ ขอบคุณ"
 
"ไม่เป็นไร ฉันควรจะขอบคุณเธอมากกว่า เธอช่วยฉันไว้มากเลย จะว่าไป ฉันชื่อดราน
ฉันมาจากหมู่บ้านทางตะวันตกเฉียงใต้ คงจะดีมากเลยถ้าจะช่วยบอกชื่อเธอกับฉันหน่อย"
 
ในขณะที่ถือถุงหนังใส่น้ำที่ฉันให้ เธอเลื้อยร่างกายส่วนล่างมาให้เข้ากับพื้นที่สายตาของฉัน และก้มลงขณะบอกชื่อ
 
"ชั้น เซเลีย อย่างที่เห็น ฉันมาจากเผ่าลาเมีย"
 
"ฮะฮะ เซเลีย ชื่อเพราะนะเนี่ยที่ได้มาจากพ่อแม่เธอนี่"
 
เซเลียยิ้มอายๆหลังจากได้ยินคำพูดของฉัน
ดูเหมือนเธอจะดีใจมากที่ฉันชมไปถึงพ่อแม่ของเธอ
ความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องใกล้ชิดกันมากแน่ๆ
เป็นเรื่องที่ดีนะที่พ่อแม่กับลูกใกล้ชิดกัน
หลังจากที่ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์มาสิบหกปี แค่นั้นฉันพอเข้าใจ
หลังจากพวกเราพยายามร่วมกันแก้ไขปัญหา มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะฉันจะแนะนำตัวเอง
ส่วนหนึ่งของฉันที่พบว่าไม่สบายใจมีเพียงแค่
เธอมาจากเผ่าพันธุ์ที่เหล่ามนุษย์หวาดกลัว
 



NEKOPOST.NET