[นิยายแปล] สูตรโกงโตไวไร้อาชีพ - 成長チートでなんでもできるようになったが、無職だけは辞められないようです ตอนที่ 63 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] สูตรโกงโตไวไร้อาชีพ - 成長チートでなんでもできるようになったが、無職だけは辞められないようです

Ch.63 - ตั้งแคมป์กินข้างนอก


สวนทาง ผ่านคนเร่ขายหลายครั้ง, เราเดินทางไปใต้

ปวดใจอยู่ที่ให้ฮารุรับภาระคุมม้าคนเดียว

แคโรแนะให้ชั้นทำความสะอาดหญ้าเวทที่เพิ่งเก็บมาด้วย

ชั้นเลยทดลอง 「คลีน」 แล้วมันก็มาอยู่ในสภาพไร้ดินโคลน, เลยไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว

แคโรช็อคไปเลย

เดิมที, เวท 「คลีน」 ไม่น่าจะเทพขนาดนี้  และ「คลีน」ก็ไม่น่าจะเอาดินออกจากหญ้าได้ด้วย

เนื่องจาก สำหรับหญ้า, ดินไม่ใช่สิ่งสกปรก แต่เป็นสิ่งจำเป็น

แต่ถึงเธอจะบอกงี้, แต่ชั้นก็ทำได้ไปแล้วนี่นา

หลังจากนั้น, ก็แช่หญ้าในน้ำ ครึ่งวัน, แล้วไปตากโดยให้อาบแสงจันทร์ยามค่ำคืน จะทำให้หญ้ามานามีคุณภาพดี

สำหรับชั้น, การเอาไปตากหลังจากแช่น้ำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นงานซ้ำซ้อนยุ่งยาก 

แต่มันก็เป็นวิธีทำ, เลยเอาน้ำที่ทำจาก 「น้ำนิด」 ที่ถังใน item bag มา เพื่อแช่หญ้ามานาลงไป

ชั้นเริ่มชินกับการกะจำนวนน้ำจาก 「น้ำนิด」 แล้วด้วย

เพราะแอบฝึกไง

ตอนส่งบอลน้ำออกไป กระแทกต้นไม้เกือบหัก เล่นเอาตกใจเลย

การปล่อยเวทเต็มพลังนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่การออมมือสิ ที่ต้องใช้ความสมดุล

เนื่องจากไม่มีอะไรทำ, จึงเอาขนมปังแข็งเป็นหินที่ไม่ได้กินเมื่อคืนวาน ออกมาทำอะไรอย่างนึง

พระอาทิตย์กำลังตก, เราเลยเก็บฟืน และวันนี้จะตั้งแคมป์นอกสถานที่กัน

เพราะดูท่าจะใช้เวลา 2 วัน ถึงดาคาท, วันนี้เลยต้องนอนแคมป์ 

ถึงดาคาทจะดูเหมือนใกล้ เมื่อมองจากยอดเขา, แต่พอเดินทางจริงๆ ก็ไกลอยู่

ทางมันเคี้ยวคดด้วย, ก็เลยช่วยไม่ได้

แคโรอยู่รถม้า ส่วนชั้นกับฮารุเก็บไม้ที่ดูจะเป็นฟืนได้

โชคดี, ที่ลงจากเขามาแล้วก็เป็นป่า เลยไม่ขาดฟืนให้เก็บ

ระหว่างทาง, เราเจอต้นถั่วที่ดูกินได้ ดังนั้น ตอนเช้า เลยเก็บด้วยกันกับแคโร ซึ่งน่าจะเป็นอาหารเช้าได้อยู่

เลเวลคนเก็บเกี่ยวของเธอขึ้นแล้ว เลยได้สกิล 「ประเมินพืช」 植物鑑定 มา ซึ่งก็ดูได้ว่าต้นถั่วนั่นกินได้หรือไม่

หลังจากเก็บฟืนกันเสร็จ, ชั้นก็เอาซัก 30 เปอร์เซนต์มา แล้ว,

“「ไฟนิด」”

ก็เหมือนกับ 「น้ำนิด」,  ชั้นออมมือแล้วใช้เวทไฟ

ตั้งแคมป์ไฟโดยไม่แรงเกินไป ไม่ให้มันกลายเป็นเถ้าถ่าน

เท่านี้, ถึงจะกลางคืน ก็ไม่เป็นไรแล้ว

พอรู้สึกสบายใจ ก็ชักหิวขึ้นมา

“เอาล่ะ, ทำอาหารกันไหม?”

ชั้นเสนอกับทั้ง 2 คน

“”เอ๋?””

ฮารุกับแคโรทำเสียงแปลกใจ

ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ, ถึงจะออกแคมป์ แต่มี item bag ใส่อาหารหลายๆอย่างอยู่ข้างใน

จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้แคมป์ไฟทำอาหาร

“แบบว่านะ, เรากินอาหารสดใหม่จาก item bag ได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว แต่โอกาสกินอาหารแคมป์ไฟแบบนี้ ไม่ค่อยจะมีนี่นา? ไม่ต้องห่วงไป, ชั้นซื้อวัตถุดิบกับเตรียมเครื่องครัวไว้แล้ว”

ว่างี้ แล้วเอากระทะ กับวัตถุดิบออกมาจาก item bag วางบนหิน, ซื้อจากเมืองเบราสราน่ะ

แล้วก็, ใช้ 「คลีน」 กับหินเพื่อฆ่าเชื้อด้วย — ถึงจะไม่รู้ว่าสำเร็จจริงรึเปล่า แต่อย่างน้อยมันก็สะอาดล่ะน่า

“ตอนนี้, เอาเป็นปลาย่างกับบาร์บิคิวดีไหม? ซื้อแท่งเหล็กเสียบมาด้วยล่ะ, ฮารุ โทษที แต่ช่วยหั่นปลาหน่อย, แคโร ช่วยหั่นต้นหอมนะ ส่วนชั้นจะทำให้เนื้อกินง่ายขึ้น”

ฮารุเตรียมปลาน้ำจืด, แคโรจัดการผัก, ส่วนชั้น ทำเนื้อหมาป่า

ต้องขอบคุณความรู้ในการแยกส่วน, ทำให้รู้วิธีหั่นเนื้อให้นุ่มขึ้นในระดับนึง

ชั้นตัดผ่านเส้นกล้ามเนื้อ เพื่อให้เนื้อนุ่มขึ้น

ยังงี้ สกิลแยกส่วน ก็ช่วยคนครัวที่ทำอาหารจานเนื้อด้วยรึเปล่านะ

ส่วนของฮารุนั้น, ไม่ได้ตัดเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าใจร้ายหรืออะไรหรอก แต่เธอชอบเนื้อที่แข็งๆหน่อย ถ้าตัดผ่านเส้นกล้ามเนื้อ ก็จะเสียความเหนียวไปไง

“ฮารุ, แล่สามส่ว… รึเปล่าเนี่ย”

ปลาถูกตัดเป็น 3 ส่วนอย่างเท่าเทียม

แต่ตัดเป็นก้อน ไม่ใช่การแล่

แยกหัว ตัว หาง เลย

อย่างน้อยที่สุด, ก็ไม่ใช่การแล่

เรียกว่าฟันแยกเป็นสามก้อนจะดีกว่า

“เอาเหอะ, ก็คงพอแทนๆกันได้อยู่ … แคโร, เอ่อ ปากชั้นไม่ได้เล็กขนาดนั้นหรอกนะ”

แคโรก็หั่นหอมอยู่, แต่เป็นการหั่นขนาด 5 มิลลิเมตร, ยิ่งกว่านั้น ยังทำไปแค่ 3 ชิ้น, นี่จะช้าไปไหนเนี่ย?

แถมวิธีจับมีด ยังอันตรายอีกด้วย

คงเพราะไม่ได้ยินเสียงชั้น, เลยยังจ้องมือตัวเอง เวลาจะยกมีดขึ้นสูง, ชั้นจึงจับข้อมือเอาไว้

ขืนปล่อยให้หั่นแบบนี้ ซักวันอาจตัดนิ้วตัวเองเอาได้

ทั้งที่ 2 สาวน่ารักแท้ๆ, แต่กลับทำอาหารไม่เป็นซักคน — ถึงทุกคนจะมีเรื่องที่ไม่ถนัดก็เหอะน้า

คิดๆดู, เรื่องทำอาหาร มิริเองก็ถึงขั้นสิ้นหวังเช่นกัน, กลายเป็นว่า คนทำอาหารที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยเจอมาของโลกนี้ คือ มากาเรตซัง (♂)

อันนี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าหมดยุคผู้หญิงทำอาหารแล้วสินะ

ชั้นเลยบอกว่าจะทำเอง, แล้วก็ทำวิธีแล่ปลาให้ฮารุดู กับสอนวิธีใช้มีดทำครัวให้แคโร

“ขอโทษค่ะ, นายท่าน … ฉันไม่ถนัดทำอาหาร”

“แคโรก็ด้วย … ขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรน่า, อย่าคิดมาก ชั้นเองก็ชอบทำอาหารอยู่แล้วด้วย”

หลังจากพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ชั้นก็เป็นคนทำอาหารให้มิริน่ะ

ก็ทำอาหารได้ในระดับนึง, แต่ไม่ถึงขั้นผู้เชี่ยวชาญหรอก

ชั้นปรุงเนื้อด้วยเกลือที่ซื้อจากฟออรันส์ กับพริกไทยที่ซื้อจากร้านสินค้าในเบราสรา ก่อนจะนำมาทิ่มแท่งเหล็กแล้วย่างบนแคมป์ไฟ

ระหว่างนี้ ขณะที่อุ่นกระทะเหล็ก ก็เอาไขมันที่ตัดจากเนื้อหมาป่ามาวาง

จริงๆแล้ว, หากเป็นน้ำมันจากเมล็ดพืช หรือน้ำมันมะกอก จะดีกว่านี้, แต่ก็อย่าเรื่องมากเลย

สำหรับชิ้นปลา, ก็คลุกแป้ง, เอาไข่ตีกับเกล็ดขนมปังที่ทำจากการขยี้ขนมปังแข็ง

ทำปลาทอดโดยใช้กระทะ

เนื่องจากเสร็จพร้อมกันกับบาร์บิคิว, จึงรอเหล็กเสียบเย็นลง แล้วเรา 3 คนก็กินกัน

“บาร์บิคิว … ไม่ค่อยได้กินต้นหอม แต่แบบนี้มันอร่อยนะคะ, แล้วเนื้อก็แข็งกำลังพอดีด้วย”

“เป็นครั้งแรกที่แคโรได้กินปลาแบบนี้, มันกรอบแล้วก็กักรสชาติไว้ข้างในได้ดีมาก, อร่อยมากล่ะค่ะ”

ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ซึ่งก็จริง, ปลาทอดอร่อย และเนื้อก็อร่อย

แต่ว่า, เทียบกับสิ่งที่กินมาตั้งแต่มาถึงโลกนี้, ยังแพ้อาหารของมากาเรตซัง

แล้วก็ อาหารที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าแฮะ

เหนือสิ่งอื่นใด,อยากจะมีซอสหรือโชยุจิ้มกับปลาทอดจัง

บาร์บิคิวก็ด้วย, แค่เกลือกับพริกไทย มันไม่พอปรุง

หรืออย่างน้อย, ก็อยากได้ข้าว — อยากกินข้าว

หนทางสู่อาหารรสเด็ดยังคงอีกไกล

 

 

 

~Side Story  การเดินทางของพวกโจเฟร~

 

 

 

วันที่โจเฟรกับเอลิซ ออกจากเบราสรา เป็นช่วงคืนก่อนที่อิจิโนโจวถึงเบราสรา

มีเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ออกจากเบราสรากัน

หลังทั้งสองได้กินอาหารจริงๆที่ไม่ได้กินซะนาน, ก็ซื้ออาหารเซนทอร์จำนวนมากใส่ลง item bag กับซื้ออานม้าสำหรับ 2 คน ใช้กับเซนทอร์

ที่เหลือก็แค่หาโรงแรมนอน — นี่คือกำหนดการ

แต่ โจเฟรมองดูท้องฟ้าแล้วว่า

“ดูสิ เอลิซ! ดาวดวงแรกสุกสกาวแล้ว!”

“นั่นสิเนอะ โจเฟร, สวยจัง”

“รู้ป่าว? เมื่อดาวดวงแรกปรากฎที่ท้องฟ้าตะวันออก, แสดงว่าเป็นวันแห่งการเริ่มเดินทาง, ไม่ใช่ทางเหนือใต้ตก แต่เป็นทางตะวันออกล่ะ, เมื่อดาวดวงแรกสว่างขึ้น งั้นวันนี้ก็ได้เวลาออกเดินทางแล้วล่ะ”

“โอ้! งั้นไปกันเลย!”

เริ่มเดินทางเมื่อดาวดวงแรกส่องสว่าง, ความหมายจริงๆของมัน คือให้เดินทางในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากจะอากาศดี, แต่โจเฟรซึ่งได้ยินมาครึ่งๆกลางๆ ก็ตัดสินใจเดินทางกันแต่ค่ำคืน

“แล้ว, จะไปไหนล่ะ?”

“แน่นอน, เรื่องยังงี้ต้องถามมือโปรด้านการเดินทาง”

“งั้น, ก็ฝากไว้กับเซนทอร์เนอะ”

ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนลืมผลลัพธ์จากการไว้ใจเซนทอร์หรอก

เพียงแค่จำได้ว่า จากการฝากฝังเซนทอร์ ทำให้มาถึงเมืองเบราสราได้

ซึ่งเซนทอร์ — เจ้าเผ่าที่เรียกว่า Slow Donkey นี้ ก็สมกับชื่อ คือไม่มีความเร็ว แต่เป็นมอนที่มีพลังเยอะ

ยิ่งกว่านั้น, หลังจากกิน Rare Medal ไป 2 เหรียญ, พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก และความเร็วตอนนี้ก็พอๆกับม้าธรรมดาแล้ว

เรียกว่าแกร่งกว่าโจเฟรเอลิซอีก

ถึงขนาดที่ว่า เอาทั้งสองคนมารุม, ก็อาจจะชนะเซนทอร์ไม่ได้

แต่ทั้งที่เป็นยังงี้, ทำไมเซนทอร์ยังเชื่อฟังทั้ง 2 อีกล่ะ?

คำตอบก็ง่ายๆ

มันไม่ได้เชื่อฟังตั้งแต่แรกแล้ว

มันแค่ใช้ชีวิตไปตามที่ต้องการหรอก

นี่ล่ะ คือปรัชญาการใช้ชีวิตของเซนทอร์

ดังนั้น, เซนทอร์ก็เลยปล่อยให้ทั้งสองขี่หลัง และเดินทางในวันนี้อีกเช่นกัน

ท่าทางองอาจเหมือนกับนักเดินทางมากประสบการณ์, แต่แน่นอน ว่าไม่มีเป้าหมายอยู่ในใจหรอก




NEKOPOST.NET