NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]It seems like I got reincarnated into the world of a Yandere Otome game

Ch.4 - ภาค 1 คู่หมั้น (4)


ถ้าพวกคุณสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ฉันโพล่งคำพูดนึงออกไปกับ เจ้ายันเดเระที่ชื่อ วูล์ฟกัง

 

อืม..ก็...นัยน์ตาของยันเดเระตอนนี้เบิกกว้างอย่างตกตะลึง และเหมือนตัวจะแข็งทื่อไปเลยไงล่ะ

 

(ฮะ?ดูเหมือนว่าปฏิกิริยาของเขาแตกต่างจากที่ฉันคาดเดาเอาไว้มากทีเดียว)

 

ตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเสียอีก เหมือนกับในเกมที่ตัวละครในวัยหนุ่มของเจ้ายันเดเระถูกเซตมาให้มองหน้านิ่งตาเขียว แผ่ออร่าทะมึนออกมาอย่างน่ากลัว

 

ดูเหมือนว่าการที่ฉันชี้มือใส่เขาแล้วว่าเขาว่าเตี้ยจะเป็นการเสียมารยาทมาก...

 

ในตอนนี้ถ้าให้บอกก็คือ เหมือนกับว่าเขาเป็นแมวที่กำลังหวาดระแวงกำลังอยู่ต่อหน้าศัตรูที่ไม่รู้จักทำให้ตอนนี้เจ้ายันเดเระต้องรู้สึกสับสนในใจมากแหง

 

แต่จากปฏิกิริยาของเขาที่ทำได้แค่มองอย่างตกตะลึงนั้นทำให้ฉันคิดได้ว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่ยังไม่มีประสบการณ์ถูกใครดูหมิ่นมาก่อนจากเด็กรุ่นเดียวกัน... ที่จริงในตอนที่ยังอยู่ในเกม เขาในวัยหนุ่มนั้นก็ไม่เคยโต้เถียงกับใครที่มาว่าเขาเช่นเดียวกัน นอกจากส่งสายตาแผ่รังสีออร่าน่ากลัวออกมาเท่านั้น...

 

ท่านพ่อของเขาเป็นท่านดยุค และคงจะไม่ใช่เรื่องที่สมควรถ้าฉันไปเรียกเขาว่าเตี้ย

 

หยาดเหงื่อเริ่มไหลออกมาจากแผ่นหลังของฉันทำให้รู้สึกเย็นวาบ

 

ถ้าหากว่าที่นี่เป็นญี่ปุ่น ในยุคสมัยใหม่ ฉันเชื่อว่าจะต้องมีคนเห็นด้วยกับคำพูดของฉันแน่ และคิดว่าเป็นการหยอกล้อเล่นกันตามประสาเด็กๆ แต่ทว่าในสถานการณ์ในตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้น นี่คือโลกในเกม ทั้งยังอยู่ในยุคกลาง ดังนั้นการกระทำของฉันในตอนนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ค่อนข้างดูหมิ่นคนที่มียศมากกว่า แน่นอนฉันจะต้องถูกหาว่าเป็นคนที่ทำผิดแหง

 

แม้ว่าเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นยันเดเระในอนาคต แต่ว่าตอนนี้เขายังเป็นแค่เด็กตัวกะเปี๊ยกที่ไม่เคยผ่านโลกจนถูกหล่อหลอมให้เป็นเจ้ายัน... การกระทำของฉันในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยสมเป็นผู้ใหญ่เลยสักนิดเดียว ยังกับรังแกเด็กที่อ่อนแอยังไงอย่างนั้นเลยล่ะ

 

「เอิ่ม ต้องขออภัยด้วยที่ดิฉันเสียมารยาท ได้โปรดยกโทษให้ดิฉันด้วยนะคะ」

 

คำพูดของฉันทำให้คนตรงหน้าฉันเริ่มหายจากอาการตัวแข็งทื่อ ใบหน้าของเขาในตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงกล่ำแทน

 

「ยะ-อย่าคิดว่าฉันจะยกโทษให้เธอ!」

 

「อืม...ถึงจะไม่ยกโทษให้ดิฉันก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่คะ」

 

「…ชิ!」

ผิวหน้าใสๆ ของเขาในตอนนี้แดงราวกับลูกมะเขือเทศสุก อาจจะเพราะเชายังเด็ก ทำให้ดูไม่ออกว่าเขาโกรธจนมีเส้นเลือดปูดออกมารึเปล่า

 

ว่าการตามตรงนะ จากคำพูดคำจาของเขาแล้ว ฉันคิดว่าเขาคงจะถูกเอาใจจนเสียคนไปแล้ว และเขาคงไม่คิดว่าจะมีคนกล้าพูดโต้ตอบเขากลับไป

 

แม้ว่าท่านดยุคแห่งรานันคูล่าจะเป็นสุภาพบุรุษ แต่ฉันคิดว่าเขาคงจะเป็นพ่อที่ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวตักเตือนลูกชายเลย ถ้าฉันเดาไม่ผิด เขาคงจะเป็นประเภทหวงลูกตัวเองราวกับไข่ในหิน...

 

(…อืม? มาคิดดูอีกที)

ฉันว่าฉันน่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้บ้างสิ

 

「นี่… ท่านดยุครานันคูล่าน่ะ มักจะอยู่ที่เมืองหลวงอิมพีเรียลตลอดเลยหรือคะ?」

 

「เธอวางแผนจะบอกอะไรพ่อฉัน?!」

 

ฉันอดคิดไม่ได้ว่ายันเดเระในอนาคตนี่ก็น่ารักดีนะ ฉลาด และมีความหวาดระแวงว่าฉันจะวางแผนไปบอกพ่อเขาด้วย แม้ว่าจะเป็นความคิดไร้เดียงสาที่ฉันคาดไม่ถึงจนอยากจะยิ้มออกมา แต่ฉันก็ต้องฝืนเอาไว้

 

「ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ได้จะบอกเรื่องใดๆ กับท่านดยุคเลย แน่นอนว่าที่คุณบอกเรื่องการหมั้นของพวกเรานั้นก็จะไม่มีทางหลุดจากปากของดิฉันด้วยเช่นกันค่ะ?」

 

พอเห็นว่าฉันรับรองแบบนั้น วูล์ฟกังก็ยังมองฉันอย่างระแวงแบบเดิมอยู่ดี ทำให้ฉันคลี่ยิ้มออกมา ให้เขาคลายความระวังตัวด้วยความจริงจัง!

 

ฉันเริ่มย้ำคำพูดของฉันต่ออีกครั้งนึง

「ดิฉันสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของคุณกับท่านพ่อของคุณน่ะค่ะ… ท่านพ่อของดิฉันนั้นมักจะเดินทางไปทั่วราชอาณาจักร ดังนั้นดิฉันจึงไม่ค่อยได้พบกับท่านเท่าไหร่นัก ถ้าคุณเองก็เป็นแบบเดียวกันกับดิฉันล่ะก็คงไม่ค่อยได้พูดกันเท่าไหร่นัก แล้วท่านดยุครานันคูล่าก็คงพักที่เมืองหลวงตลอดเวลาด้วยสินะคะ?」

 

เมื่อฉันเปิดเผยเรื่องราวของฉันด้วยคำพูดที่กล่าวออกมาไม่เกินไปจากความจริงเลยแม้แต่น้อย ที่น่าสนใจไปกว่านั้นยันเดเระคนนี้กลับทำแก้มป่องเหมือนไม่พอใจแล้วพ่นคำพูดออกมาว่า

 

「ก็ใช่ ท่านพ่อของฉันมักจะยุ่งอยู่งานในเมืองหลวง เขาจะกลับมาที่บ้านแค่ไม่กี่วันต่อเดือนเท่านั้น

แล้วเมื่อวันก่อนท่านพ่อยังเอาเรื่องของท่านดยุคแห่งลิเลียที่ท่านได้พบ เรื่องบุตรีของเขาซึ่งก็คือเธอ ท่านพ่อของฉันเองไม่คิดว่าเธอนั้นจะเป็นผู้หญิงที่ช่างเจรจาด้วย」

 

「ค่ะ… แต่อย่างไรก็ตามพวกเราก็มาพบกันแล้วนี่คะ ส่วนใหญ่เรื่องที่พวกเราพูดคุยกันได้ก็น่าจะเป็นเรื่องพวกนี้ ท่านพ่อของดิฉันเองก็มีวาทศิลป์ทางด้านการพูดสนทนา สามารถเล่าเรื่องต่างๆ ให้ผู้คนคล้อยตามได้ แต่ว่ากับครอบครัวแล้ว ดิฉันกับท่านพ่อแทบไม่ได้พูดคุยกันเลยค่ะ นั้นทำให้ดิฉันรู้สึกเหงานิดเหน่อย」

 

เพื่อที่จะคลายความกังวลใจของเขาฉันเลยพูดออกไปอีกนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าฉันจะพูดมากเกินไปนิดนึง

 

แต่ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า เพราะว่าในตอนนี้เด็กน้อยวูล์ฟกังนั้นเริ่มแสดงสีหน้าจริงจัง ในตอนที่เขาเริ่มคิดจะพูดต่อแล้วล่ะ

 

「…ฉันไม่คิดว่าความสัมพันธ์เรื่องฉันกับท่านพ่อจะใช้เป็นเรื่องคุยกันได้หรอกนะ พวกเราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เมื่อฉันรายงานเรื่องผลการเรียนกับท่านพ่อ ท่านถึงจะกล่าวชมเชยฉันนิดหน่อย แม้ว่าตอนที่ท่านแม่ของฉัน(วาตาชิ)ยังอยู่ ท่านพ่อจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็เถอะนะ」

 

(เจ้าเด็กคนนี้…เขาเริ่มเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวจาก『โอเระ (ฉัน)』เป็น 『วาตาชิ(ฉัน)』ถ้าฉันฟังไม่ผิดตะกี้เขาใช้แทนตัวเองว่า『วาตาชิ(ฉัน)』ในตอนท้ายประโยคด้วย)

 

「ท่านแม่ของคุณเป็นคนยังไงหรือคะ? เพราะว่าท่านแม่ของดิฉันนั้นท่านเสียไปนานแล้ว ทำให้ดิฉันจำภาพเธอไม่ได้เลยค่ะ」

 

เขาพึมพำ「อย่างนั้นเหรอ… นั้น…」 ยันเดเระพยายามแสดงสีหน้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่ว่ายังไงยันเดเระหนุ่มกับยันเดเระเด็กในตอนนี้ก็มีการแสดงความเสียใจในคำพูดของเขาอยู่ด้วย ดูเหมือนว่าเขาเองก็คงผ่านประสบการณ์นี้มาเหมือนกัน

 

ฉันยกกระโปรงขึ้นพร้อมกับถอนสายบัวแสดงความขอบคุณที่เขาบอกกับฉัน ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจในการกระทำนี้ของฉัน แล้วเอ่ยออกมาต่อว่า

 

「…ท่านแม่ – ท่านจากฉันไปได้สี่ปีแล้ว ท่านไม่ได้เป็นคนที่พูดเก่ง และท่านก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบดุหรือชมใดๆ แต่ท่านแม่มักจะมองเฝ้ามองดูฉันอย่างอ่อนโยน ท่านแม่ของฉันนั้นเป็นคนที่สง่างามและอบอุ่นน่ะ」

 

โดยไม่ทันคาดคิดเขาก็แสดงสีหน้าเหมือนนึกถึงความหลังออกมา「เป็นการแสดงความรู้สึกร่วมกัน」ฉันในตอนนี้รู้สึกอับอายเล็กน้อย อ๋า...เหมือนกับว่าหัวใจของฉันกำลังถูกทลายกำแพงเลย

 

แม้ว่าฉันจะจำเรื่องในชาติก่อนได้ เมื่อวันก่อน แต่สำหรับยันเดเระนั้นเขายังคงเป็นเด็กอายุหกขวบที่ใสซื่อบริสุทธิ์คนนึงที่เพิ่งสูญเสียแม่ไปเท่านั้นเอง...

 

สำหรับฉันเมื่อถูกถามขึ้นมาว่า「ไม่เหงาหรือ?」และฉันมักจะตอบไปว่ามีคนรับใช้และครูสอนพิเศษอยู่เป็นเพื่อนทำให้ไม่รู้สึกเหงา

 

「แล้วเพื่อนเธอล่ะ?」

 

「ในคฤหาสน์ไม่มีเด็กที่อายุเท่ากันกับดิฉันหรอกนะคะ」

 

「เหมือนกันเลย」

พวกเราทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ

 

『การที่คนเรามีสถานะทางสังคมที่สูงนี่ไม่สะดวกเลยจริงๆ น๊า』 และเราสองคนเริ่มเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

 

แม้ว่าพวกเราจะแตกต่างกันเพราะเขาเป็นผู้ชาย ส่วนฉันเป็นผู้หญิง แต่สถานการณ์ความเป็นอยู่ของพวกเราคล้ายกันมากทีเดียว

 

ท่านแม่ของพวกเราสองคนเสียไปเหมือนกัน ท่านพ่อของพวกเราสองคนงานยุ่งจนไม่มีเวลามาพูดคุยกับพวกเราเหมือนกัน มีเพียงแค่คนรับใช้และครูสอนพิเศษเท่านั้นที่มาอยู่ด้วยเป็นประจำ พวกเรานั้นมักจะถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้ใหญ่ ในคฤหาสน์ก็ไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกัน ทำให้พวกเราไม่มีเพื่อนเล่นที่อายุเท่ากันเลย

 

ฉันตัดสินใจเปลี่ยนการพูดคุยจากเรื่องครอบครัวเครียดๆ เป็นอย่างอื่นแทน

เริ่มจากวิชารัญศาสตร์และประวัติศาสตร์ และหนังสือเล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่าน และทักษะกีฬาที่สนใจอย่างพวกการขี่ม้าเป็นต้น

 

การที่เขามีความสนใจเรื่องพวกนี้ แสดงว่าเขาเองก็เป็นนักอ่านตัวยงเช่นกันทำให้การพูดคุยกันของพวกเราสนุกสนานมากขึ้นเรื่อยๆ

 

พวกเราเริ่มคุยกันเรื่องต่างๆ ลึกขึ้นเรื่อยๆ จนบางเรื่องฉันต้องบอกเขาว่าให้เขาเก็บเอาไว้เป็นความลับจากท่านพ่อของฉันด้วย

 

เป็นเรื่องที่ฉันออกไปสำรวจในเมืองเพียงลำพัง

อันที่จริงก็มีคนรับใช้ประจำตัวของฉันออกไปด้วยกันกับฉันหนึ่งคน เพราะฉันต้องการเข้าไปในเมือง แต่ฉันก็สร้างสถานการณ์ทำให้เกิดการทะเลาะกันระหว่างคนรับใช้คนนั้นกับพ่อค้าแม่ค้าเพื่อปลีกตัวเองออกมาเดินเล่นเพียงลำพัง และในตอนนั้นฉันก็เจอที่ที่สวยงามมาก

 

สำหรับฉันแล้ว ฉันรักเรื่องการผจญภัยมาก แต่ฉันก็ต้องเก็บเป็นความลับกับพวกผู้ใหญ่ เพราะพวกเขาจะโกรธได้ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของฉันเอง อีกทั้งอายุของฉันยังน้อยจนไม่น่าจะออกไปคนเดียวได้

 

วูล์ฟกังดูประหลาดใจมากตอนที่ได้ยิน แต่แล้วเขาก็ชื่นชมในความกล้าหาญของฉัน

 

ในตอนนี้ฉันรู้สึกภูมิใจนิดหน่อย

 

พอลองมองย้อนกลับไปตัวฉันในตอนนี้เปลี่ยนคำเรียกแทนตัวเองจาก『วาตาคุชิ』 มาเป็น 『วาตาชิ』ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ทั้งที่ฉันไม่ได้ใช้กับทุกคนมาก่อนเลย

 

นี่อาจจะฟังดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่การสนทนาของพวกเราในยามนี้ดูดุเดือดเลือดพล่าน ราวกับว่าพวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ไม่ได้พบกันมานาน พอมาพบกันอีกครั้ง ก็หยุดคุยได้ได้เลย

 

เมื่อเทียบกันกับแม่นมของฉันแล้ว เขาน่าจะเป็นคนที่ฉันปรึกษาปัญหาด้วยได้ ยิ่งกว่านั้นแม้ว่าฉันจะมีคนรับใช้ใกล้ชิดคอยดูแลฉัน แต่ว่าก็ยังไม่ใช่ครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าเพื่อนเลยสักนิดเดียว

 

เวลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ แต่พวกเราได้ใช้เวลาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

 

เมื่อพวกเรารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่า พวกท่านพ่อของพวกเราทั้งสองนั้นมีสีหน้าแปลกใจในตอนที่พวกท่านมาตามพวกเรากลับไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยิ้มแบบแปลกๆ ที่ฉันไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่นัก...

 

ในตอนนี้พวกเราเริ่มเรียกกันและกันว่า วูล์ฟ และ ริคุริ ไปเสียแล้ว

 

เฮ้ เดี๋ยวนะ! ทำไมฉันถึงกลายมาเป็นเพื่อนเจ้ายันเดเระนี่ได้ล่ะเนี้ย?




NEKOPOST.NET