[นิยายแปล]It seems like I got reincarnated into the world of a Yandere Otome game ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]It seems like I got reincarnated into the world of a Yandere Otome game

Ch.3 - ภาค 1 คู่หมั้น (3)


ในตอนนี้ฉันกำลังหาวิธีหลีกเลี่ยงที่จะไม่พบกับเขา

 

เมื่อฉันไปหาท่านพ่อ ฉันเริ่มเล่นบทลูกสาวที่อ่อนไหวทันทีด้วยการแสดงที่ฉันพอจะทำได้ และกล่าวกับท่านพ่อว่า : ลูกยังไม่อยากที่จะพบหน้าคู่หมั้นในวันพรุ่งนี้ เรื่องแบบนี้ยังเร็วเกินไป และ『ลูกกลัวว่าเขาจะไม่ชอบลูก และลูกกลัวที่จะพบเขาค่ะ』ด้วยนัยน์ตาที่แดงกล่ำเต็มไปด้วยน้ำตาที่นองหน้า ซึ่งเป็นการแสดงล้วนๆ...

 

「ลูกกังวลว่าเขาจะเกลียดลูกหรือ? ไม่เป็นไรน่า พ่อมั่นใจว่าเขาไม่มีทางเกลียดลูกได้หรอก เอาล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาของเด็กดีไปนอนได้แล้ว」

 

และ...ใช่ ฉันถูกไล่ให้กลับไปห้องนอน...

 

ในเช้าวันถัดมา รถม้าที่ฉันกำลังนั่งอยู่นี้ก็มุ่งหน้าไปคฤหาสน์ของดยุครานันคูลัสที่เป็นที่ที่อาศัยของคู่หมั้นของฉันเพื่อพบกับเขา

 

ฉันเคยได้ยินว่าการเดินทางนั้นใช้เวลาประมาณสิบวัน หรือมากกว่านั้นอีก ขึ้นอยู่กับว่าเดินทางด้วยพาหนะอะไร

 

แต่สิ่งที่ทำให้การเดินทางนี้สั้นลงคือการเดินทางไปด้วยหอคอยเทเลพอร์ตที่มีเวทมนตร์ขนส่งทำให้มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ

 

พวกเรากระโดดเข้ามาจากหอคอยเทเลพอร์ตจากในเขตพื้นที่การปกครองของลิเลีย แต่กลับโผล่ออกมาที่หอคอยเทเลพอร์ตในเขตการปกครองของรานันคูลัสการเดินทางสิบวันเลยลดลงเหลือแค่วันครึ่ง

 

หากใช้เวลาเดินทางถึงสิบวันคงจะดีกว่านี้

ฉันจะได้มีเวลาในการวางแผนการตอบโต้ได้มากกว่านี้

 

นี่คือสิ่งที่ฉันคิดเอาไว้

 

แต่เวลาที่ผ่านไปรวดเร็วนี้มันโหดร้ายกับจิตใจของฉันมาก

ฉันเดินออกมาจากวงแหวนเทเลพอร์ต จากนี้ไปฉันจะต้องไปหาว่าที่คู่หมั้นโดยที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลย

 

(ฉันรู้สึกเมา……)

ในตอนที่ฉันกำลังนั่งลงบนเก้าตรงรอ กำลังตรอมใจรอที่จะถึงเวลาตัดสินของฉัน

 

ท่านพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉัน สังเกตเห็นสีหน้าซีดเซียวของฉันเลยขอเครื่องดื่มอุ่นๆ มาให้ อย่างไรก็ตามความรู้สึกพะอืดพะอมในลำคอของฉันไม่ได้ลดลงเลย

 

ฉันบอกท่านพ่อว่าฉันเมา ฉันหมายถึงฉันรู้สึกกังวลมากกับเรื่องคู่หมั้นที่กำลังจะต้องเจอ ทำให้ฉันนอนไม่ค่อยหลับในระหว่างที่เราอยู่ในอยู่ในสถานที่รับส่งที่มีที่นอนไว้สำหรับรอคนมารับ

 

ฉันได้แต่ถอนหายใจพลางมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลีกหนีความจริง

 

เพราะเรื่องหมั้นหมายนี้ทำให้ฉันพักผ่อนน้อยลง— ฉันคิดว่าร่างกายของฉันคงจะดีขึ้น หลังจากที่ออกจากที่นี่

 

ฉันไม่ได้แกล้งร้องไห้หรือทำนมหก แต่เลือกที่จะนั่งรอ หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังก้องไปทั่วห้อง

 

ฉันลุกขึ้นยืนตามท่านพ่อ เตรียมพร้อมรอคอยคนที่เดินเข้ามาใหม่

ชายหนุ่มผมสีดำแซมขาวเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่ว เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ท่าทางมีอัธยาศัยดี และอีกคนเป็นเด็กชายผมสีดำเงางาม

 

ฉันเลือกที่จะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาทางสีหน้าของฉัน แค่มองดูอยู่เฉยๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ควรทำในการพบเจอครั้งแรกโดยที่มีคนแนะนำให้ แต่นี่อาจจะไม่ใช่การกระทำของเด็กๆ เสียเท่าไหร่นัก

 

เมื่อพวกเขาทักทายกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายคนนั้นและเด็กชายคนนั้นก็หันมามองทางฉัน

 

「ผมขอแนะนำให้รู้จักกับลูกสาวของผมครับ ท่านดยุครานูคูล่า นี่คือ ลิโคริส ลูกสาวของผมครับ ลิโคริส นี่คือท่านดยุครานูคูล่า」

 

ท่านพ่อแนะนำฉันให้ท่านดยุครู้จักด้วยคำพูดที่สั้นและกระชับก่อนที่จะดันหลังของฉันไปข้างหน้า ฉันหันหน้าไปมองทางพวกเขา พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

 

「เป็นเกียรติที่ได้พบค่ะ หนูชื่อ ลิโคริส ราเดียต้า」

 

หลังจากที่กล่าวทักทายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเขา ถึงแม้ว่าพอยิ้มแล้วก็จะเห็นรอยตีนกาเด่นชัดก็ตามที

 

เมื่อเปรียบเทียบกับท่านพ่อของฉัน ท่านดยุคท่านนี้ถือว่ามีอายุมาก น่าจะสัก50ปี เห็นได้จากริ้วรอยบนใบหน้าและมือของเขา

 

「ยินดีที่ได้พบเช่นกัน ไม่สิฉันเคยเจอหนูตอนที่ยังเป็นทารกด้วยนะ」ท่านดยุคกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และจูบลงที่ด้านหลังมือของฉัน

 

เมื่อฉันกล่าวกับเขาว่าเวลาที่ดวงตาของเขาหยีลงนั้นมีเสน่ห์มากทีเดียว เขาก็ยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง และบทสนทนาสั้นๆ ของเขาก็จบลง

 

「หนูเติบโตขึ้นมามีเสน่ห์มากทีเดียว ทั้งได้เส้นผมสีดำมาจากท่านแม่ และได้นัยน์ตานี้มาจากท่านพ่อสินะ」

 

คำพูดที่เปล่งออกมานั้นทำให้ฉันชำเลืองมองท่านพ่อ และท่านเองก็มองฉันตอบมาเช่นกัน ฉันเลยกล่าวตอบไปว่า “ขอบคุณค่ะ”

 

สำหรับฉันแล้วการถูกชมว่า “มีเสน่ห์” นั้นเป็นคำชมเชยที่ไม่คุ้นหูเอาเสียเลย

 

「แต่สีหน้าของหนูดูอ่อนเพลียนะ เพราะการเดินทางครั้งแรก ทำให้เหนื่อยจากการเดินทางใช่รึเปล่า? 」

 

ความห่วงใยและกังวลแสดงออกมาจากนัยน์ตาสีฟ้าของเขา จากนั้นเขาก็ยื่นฝ่ามือมาแตะที่ไหล่ของฉัน และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า「หนูจะนั่งลงก็ได้นะ」และอยากให้ฉันนั่งลง

 

 

「นะ-หนูฉันไม่เป็นไรค่ะ คงจะดีกว่าถ้าหากว่าได้ยืนคุยหรือเดินมากกว่า ไม่อย่างนั้นหนูก็คงจะคิดอะไรฟุ่งซ่านแน่ๆ…」

แย่ชะมัด...ดันพูดติดอ่างไปเสียได้

 

「เข้าใจแล้ว เป็นเพราะว่าฉันให้หนูมาที่นี่สินะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ」

 

「ไม่ค่ะ! อืม…หนูชอบไปสถานที่แปลกใหม่ค่ะ ได้เห็นทะเล ได้เห็นเมืองใหม่ๆ และหนูได้เห็นกังหันลมหมุนที่ตรงถนนใหญ่ด้วย เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจมากทีเดียวในการได้ออกมานอกสถานที่ครั้งแรกแบบนี้ … อา –ไม่สิ หนูหมายถึงดิฉันมีความสุขมากที่ได้รับเชิญมาที่นี่ค่ะ」

 

เมื่อฉันกล่าวทักทายกับท่านดยุครานังคูร่าเรียบร้อยแล้ว ฉันรู้สึกเขินอายอย่างอธิบายไม่ถูก เพราะว่าบทสนทนาที่พูดออกมานั้นมันดูแปลกประหลาด น่าแปลกใจที่ตัวของฉันดันรู้สึกกระวนกระวายใจแบบนี้

 

โชคดีที่ดยุครานังคูร่ายิ้มและหัวเราะออกมา เขาขอให้ฉันอธิบายเรื่องกังหันลมให้เขาฟัง

พอเห็นว่าเขาตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันเล่าให้เขาฟัง ฉันก็รู้สึกประหลาดใจมากทีเดียว

ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจบนใบหน้าของเขา เพราะว่าเขานั้นเป็นถึงอัครเสนาบดีของราชอาณาจักรนี้

 

ราชอาณาจักรนี้ถูกปกครองโดยพระราชา – ภายใต้การปกครองของพระราชานั้น มีตระกูลขุนนางทั้งห้าคอยดูแลอยู่ สองในสามของพวกนั้นคือ ท่านดยุคแห่งรานังคูร่า และตระกูลของฉัน ดยุคแห่งลิเลีย และที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็คือท่านอัครเสนาบดีที่ถูกเลือกมาจากวงสังคมชนชั้นสูงที่รับใช้ราชอาณาจักร

 

ไม่รู้ว่าเพราะว่าการพูดคุยกับเขารึเปล่าทำให้ฉันรู้สึกเกิดอคติอย่างบอกไม่ถูก 『นั้นเป็นพ่อของเจ้ายันเดเระนะ』ฉันเองไม่ได้คาดหวังว่าพ่อของเจ้ายันเดเระนั้นจะเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีแบบนี้ ถึงจะเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะ

 

ท่านอัครเสนาธิการบดีกล่าวว่า「การที่หนูกระหายความรู้แบบนี้ นี่สิสมกับเรียกว่าเป็นอัจฉริยะ」พร้อมตบท้ายด้วยรอยยิ้มที่จริงใจมาให้ฉันอย่างชื่นชม

 

ว่ากันตามตรงตอนนี้หัวใจของฉันเต้นแรงมากทีเดียว

 

ถึงจะเป็นการเต้นที่ชั่วครู่ แต่เหมือนฉันจะลืมการมีตัวตนของเจ้ายันเดเระนั้นอยู่ชั่วขณะ – เอิ่ม...ฉันหมายถึงคู่หมั้นของฉันอยู่ข้างๆ เขาหน่ะนะ...

 

ท่านพ่อนั้นยืนอยู่ข้างหลังฉัน กระแอ่มออกมาเล็กน้อย ทำให้ฉันจำถึงวัตถุประสงค์ในการมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ออก

ฉันเอียงคอเล็กน้อย หันสายตาไปมองเด็กชายที่ยืนอยู่ติดกันกับท่านอัครเสนาบดี

 

「ฉันต้องขอโทษด้วยนะหนูลิโคริส ฉันจะแนะนำให้หนูรู้จักกับลูกชายของฉัน」

 

ท่านอัครเสนาบดีแนะนำให้ฉันรู้จักกับเด็กชายอายุสิบขวบ วูล์ฟกัง ไอเซนฮู้ท ที่ยืนอยู่ข้างหน้า เขากล่าวคำทักทายฉัน「อย่างนอบน้อม」แต่นัยน์ตาเขากลับก้มมองลงที่พื้น

 

และ「ขณะเดียวกัน」บทสนทนาของพวกเราก็ถูกตัดออกไปด้วยเช่นกัน

 

บรรยากาศภายในห้องเริ่มเงียบลง จนทำให้พวกผู้ใหญ่สองคนในห้องถึงกับวิตกกังวล

 

「การสนทนาของพวกเรามีซับซ้อนมาก...」

 

「ลิโคริส ทำไมไม่ให้ลูกชายของฉันพาไปเดินเล่นที่สวนล่ะ?」

 

และแล้วเด็กวัยสิบขวบทั้งสองคนก็ถูกโยนออกไปที่สวนข้างนอก เพราะคำว่า 『ไปเดินเล่น…』

 

ฉันไม่คิดว่าแผนของท่านอัครเสนาบดีที่ได้รับการแต่งตั้งจากวงสังคมจะออกมาแย่แบบนี้ – ช่างเป็นแผนการที่น่าสิ้นหวังอะไรอย่างนี้น๊า

 

ในคราแรกพวกผู้ใหญ่ที่เป็นคนต้นคิดทั้งสองคนน่าจะช่วยพูดเปิดบทสนทนาหาหัวข้อคุยกัน ให้พวกเราทั้งสองคนได้คุยกันมากขึ้นในเรื่องพวกนั้นจนคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในตอนนี้ฉันรู้สึกว่าเหมือนกับฉันกำลังเล่นบทเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถูกจับหมั้นหมาย แม้ว่าเด็กคนนี้จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่เขาก็ดูอ่อนแอเกินไปที่จะมาเป็นคู่หมั้นของฉัน!

 

… ความจริงตอนที่เดินตามเขาอยู่นี้ ฉันก็รู้สึกหวั่นๆ นิดหน่อย

 

เด็กชายยังคงเดินนำฉันไปเรื่อยๆ และสวนแห่งนี้ช่างเป็นสวนที่มีเส้นทางเดินตรงยาว ที่มีสองข้างทางตกแต่งอย่างสวยงามทีเดียว

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงหรือว่าเพราะอายุของพวกเรารึเปล่า แต่การที่เราสองคนอยู่ในวัยเดียวกันทำใหเขาดูเตี้ยมาก

 

เขามีเส้นผมสีดำเงาเป็นประกายเงางาม มีนัย์ตาสีม่วงแสนทรงเสน่ห์ ดูน่าประหลาด

 

และแม้ว่ารูปหน้า ท่าทางของเขาดูเป็นเด็กชายที่น่าจะเฉลียวฉลาด การเคลื่อนไหวของเขาก็ดูดี เขาเดินได้อย่างมั่นคงและสง่างาม หรือแม้ว่าเขาอาจจะรู้ดีว่ามีผู้คนมากมายกำลังให้ความสนใจอยู่ นั้นทำให้เขาวางตัวดีก็ตามที

 

ถึงตัวละครในเกมนั้น ทุกชุดที่เขาใส่ออกมาแต่ละฉาก หรือภาพที่เปรียบเปรยกับเขานั้นจะเป็นสีดำสนิท  หรือแม้ว่าจะทำงานก็ใส่เสื้อผ้าสีดำสนิท มีแต่สีดำเต็มไปหมด แน่นอนว่ามันดูราคาแพง และถูกตัดเย็บมาอย่างดี แม้แต่ในตอนนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่ามันเป็นชุดสีน้ำเงิน แทนที่จะเป็นสีดำแบบภายในเกม

 

เมื่อพวกเราเดินมาถึงตรงซุ้มดอกกุหลาบ จนเกือบจะถึงเส้นทางที่ปิดตายนั้น ขณะที่เดินอยู่ เขาก็หยุดเดินและพูดถามฉันขึ้นว่า

 

「เธอ– เข้าใจความหมายในการมาเป็นคู่หมั้นของฉันใช่ไหม?」

เพราะว่าคำถามนั้นถูกถามออกมาอย่างรวดเร็วทำให้ฉันพยักหน้าทันที พร้อมกับกล่าวประโยคหนึ่งออกมา

 

เด็กชายใบหน้าสวย นัยน์ตาสีม่วงที่ฉายแววประหลาดใจหันหน้ามาทางฉันทันที

「โอเค แต่ฉันไม่ชอบเธอ ถึงหน้าตาเธอจะดูน่ารักดี แต่ให้ฉันมายุ่งกับคนที่ทำสีหน้าหดหู่แบบนี้ก็ไม่ใช่นิสัยของฉัน แล้วเธอก็ตัวใหญ่เกินไปด้วย ~แต่ทว่าเชื้อสายของวงศ์ตระกูลของเธอก็ดูสมดุลเข้ากับทางฉันพอดี

ฉันจะยอมรับข้อเสนอหมั้นนั้นก็ได้ และแน่นอนว่าอย่าเข้าใจอะไรผิดไป เธอเป็นแค่คู่หมั้นในนามของฉัน และฉันคิดว่าเธอคงไม่เอาเรื่องนิสัยนี้ของฉันนั้นไปบอกใคร เพราะว่าคงไม่มีใครเชื่อหรอกนะ คุณหนู」

 

อา… ใช่แล้วล่ะ

เขาเป็นตัวละครประเภทนี้นี่นา?

 

ขณะที่กำลังคิดถึงบทบาทตัวละครของเขาในเกม และเขาในตอนนี้ทำให้ฉันรู้สึกโล่งอกอย่างไรไม่ทราบ

 

เรื่องที่ฉันกำลังกลัวก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วย

 

ฉันหมายถึงว่าในตอนที่ฉันได้พบกับ ‘วูล์ฟกัง ไอเซนฮู้ท’ ครั้งแรก ฉันก็ไม่ได้มีสีหน้าท่าทีเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

 

ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของฉันถึงได้เต้นรัวจนรู้สึกได้ บางทีฉันในตอนนี้อาจจะเริ่มชอบเขาขึ้นมาหน่อยๆ แม้ว่าจะรู้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ที่จะทำลายตัวฉันก็ตามที นัยน์ตาที่ทอประกายแปลกใจคู่นั้นมันดูงดงาม จนฉันรู้สึกกลัว…

 

ใช่ มันก็ดีนะ แต่….『ไม่ดีกว่า』

นั้นเพราะว่าฉันไม่ได้เป็นพวกมาโซคิส

แต่ฉันในตอนนี้ต้องการตีเจ้าเด็กแก่แดดคนนี้เหลือเกิน

 

เพราะว่าฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกทั้งยังมีความทรงจำจากชาติก่อนด้วย แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของฉันแต่อย่างใดเลย

 

ฉันหรี่ตามองดูเด็กชายด้วยความเพลิดเพลิน และกล่าวด้วยเสียงขึ้นจมูกอย่างว่า

 

「 ถ้ารูปร่างเตี้ยๆ น่ะ นายน่าจะเหมาะกว่าฉันล่ะมั้ง!」

อ่า...เผลอพลั่งปากไปซะแล้ว

 

 




NEKOPOST.NET