[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย ตอนที่ 29 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย

Ch.29 - ความหวังที่เหลืออยู่ของเหล่าเพื่อนสนิท


ตอนที่ 29 :  ความหวังที่เหลืออยู่ของเหล่าเพื่อนสนิท

 

❖❖❖❖❖

 

———ย้อนกลับไป ในเวลาเดียวกับที่กรพบกับมีอาเป็นครั้งแรกที่ชั้น 33 …

         

          หลังจากเหตุการณ์ที่กลุ่มของรินและเสือเข้าปะทะกันด้วยวาจาอย่างรุนแรงที่หน้าค่ายพักผ่อนเมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากที่ปาร์ตี้ของฮาวลี่ถูกวาร์ปเข้าไปในดันเจี้ยนอย่างกะทันหันนั่น 

          หลังจากที่ทุกคนรวมถึงกลุ่มของเสือและรินกลับเข้าไปในค่ายแล้ว ฮันซี่ก็ทำการประกาศเหตุฉุกเฉินให้ทหารทุกนายรวมถึงเหล่านักเรียนผู้กล้าทุกคนรีบกลับไปยังเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน โดยอ้างว่าช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้เส้นทางกลับอาจมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกรรโชกพัดผ่านอย่างหนัก ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดความล่าช้าและอันตรายที่คาดไม่ถึงได้

          ส่วนตัวฮันซี่นั้นไม่สามารถกลับไปพร้อมกันได้ โดยใช้ข้ออ้างอีกอย่างหนึ่งว่าตนเองและเหล่าทหารคนสนิทได้รับคำสั่งจากองค์ราชาให้ไปปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน จึงต้องรอคำสั่งต่อไปที่หมู่บ้านใกล้ๆนี่ ด้วยเหตุที่ว่าจึงร่วมเดินทางกลับกับทุกคนไม่ได้ แม้จะฟังดูเหมือนเป็นคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆก็ตาม แต่นักเรียนผู้กล้าทุกคนก็เชื่อฟังเป็นอย่างดีและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีบิดพลิ้ว

 

          แน่นอนว่าสาเหตุที่แท้จริงนั่นก็คือ การตามหาตัวกรซึ่งเป็นสมาชิกในปาร์ตี้ของฮาวลี่นั่นเอง  และจากคำบอกเล่าของลินดา ฮันซี่จึงได้ทราบความจริงที่ฮาวลี่เสียชีวิตไปแล้วพร้อมๆกัน นั่นเลยทำให้ทั้งกองอัศวินตกใจกันยกใหญ่ที่ทหารชั้นหนึ่งเช่นเขาถูกการโจมตีครั้งเดียวจนตายไปทันทีแบบนั้น

          แล้วซึ่งแรกที่ฮันซี่คิดนั่นก็คือ กรไม่มีทางรอดจากสถานการณ์ที่ว่าได้แน่นอน เพราะขนาดฮาวลี่ที่เป็นถึงแนวหน้าระดับสูงยังตายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว แล้วกรที่เป็นผู้กล้าที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มนักเรียนผู้กล้าด้วยกันมีหรือจะมีโอกาสรอดชีวิตได้  แต่ดูเหมือนลินดาจะแอบไปกระซิบกับฮันซี่ว่า กรนั้นสามารถเลี่ยงการโจมตีของมอนสเตอร์ทั้งหมดจนถึงตอนที่พวกเสือวาร์ปออกมาได้(แน่นอนว่ามีการปรุงแต่งนิดหน่อยเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ)  นั่นเลยทำให้ฮันซี่มองเห็นโอกาสรอดของกรขึ้นมาบ้าง รวมถึงตัวเองที่มีตำแหน่งและศักดิ์ศรีเป็นถึงหัวหน้ากองอัศวิน จึงจะทำเป็นมองไม่เห็นโอกาสช่วยนั้นไม่ได้ ส่วนนึงก็ต้องการที่จะเก็บกู้ศพของพวกพ้องเช่นฮาวลี่ก็ด้วย 

 

          พอฮันซี่ประชุมกับอัศวินระดับสูงในกองของตัวเองจนได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการคัดเลือกอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในกองเป็นจำนวน 19 คน(รวมตัวเองเป็น 20, คน 4 ปาร์ตี้)เพื่อไปสำรวจดันเจี้ยนที่ว่า เพราะจากคำบอกเล่าของลินดา ดันเจี้ยนที่ว่าไม่มีลักษณะที่ตรงกับดันเจี้ยนในบริเวณใกล้ๆนี้เลย แถมดันเจี้ยนใกล้ๆก็ยังมีระดับไม่สูงถึงขนาดที่จะจัดการฮาวลี่ได้ด้วย ที่ฮันซี่คิดออกก็มีเพียงดันเจี้ยนระดับ S ขึ้นไปเท่านั้น

          แต่แน่นอนว่าข้อมูลแค่นั้นมันไม่เพียงพอต่อการออกค้นหาดันเจี้ยนดังกล่าว ฮันซี่กับกลุ่มของเขาจึงสั่งให้รองหัวหน้ากองรีบกลับไปที่เมืองหลวงที่มีข้อมูลครบครันกว่าให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจสอบรายละเอียดของดันเจี้ยนที่ลินดาเล่ามาให้ตรงกันที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดแล้ว  แม้จะวิธีที่รวดเร็วกว่าอย่างการใช้สัตว์ปีกส่งข่าวเช่นเหยี่ยวหรือการใช้『ศิลาเวทย์เคลื่อนย้าย』แต่หน้าเสียดายที่วิธีแรกนั้นทำไม่ได้เพราะฮันซี่ไม่ได้นำมันมาด้วย ส่วนวิธีที่สองก็โชคร้ายที่อัศวินในกองนั้นไม่มีใครซักคนที่มีใบอนุญาติ แน่นอนว่าอัศวินทุกคนรวมถึงฮันซี่เองก็ไม่มีศิลาในครอบครองเช่นกัน  เพราะการทำใบอนุญาตและมีมันในครอบครองนั้นส่วนใหญ่จำต้องเป็นนักผจญภัยชื่อดังที่เดินทางข้ามทวีปบ่อยๆหรือพ่อค้ากระเป๋าเงินตุงเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้ ทั้งเพราะราคาสูงและต้องมีเส้นสายภายในมากพอสมควรในการทำใบอนุญาต จึงน่าเสียดายที่ทำแบบที่ว่ามาไม่ได้

 

          พอเป็นอย่างที่ว่า จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินทางกลับตามปกติเท่านั้น ในขณะเดียวกับที่ตกลงปลงใจกับแผนดังกล่าวได้ กองอัศวินก็ทำการนำเหล่านักเรียนผู้กล้าทั้งหลายรวมถึงพวกของเสือและรินที่ยังสลบอยู่กลับเมืองหลวงไปพร้อมกัน แน่นอนว่าเรื่องที่กรหายตัวไป ฮันซี่ยังไม่ได้ป่าวประกาศให้รู้โดยทั่วกัน เพราะหากทำแบบนั้นไปก็มีแต่จะทำให้เกิดอาการตื่นตระหนกและเสียขวัญกำลังใจ ขั้นร้ายแรงสุดก็อาจจะถึงขั้นก่อจลาจลเลยก็เป็นได้ ฮันซี่จึงทำได้แค่ปิดข่าวการหายตัวไปของกรเพียงเท่านั้น และแน่นอนว่าได้ทำการสั่งและกำชับพวกเสือและรินก่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

          หลังจากนั้นหนึ่งวัน ทันทีที่กลุ่มนักเรียนผู้กล้าเดินทางจนถึงเขตเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพแล้ว เหยี่ยวที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลดันเจี้ยนที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วจากทางเมืองหลวง ก็บินมาถึงหมู่บ้านที่พวกฮันซี่พักอยู่โดยใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น  แต่พอเปิดอ่านรายละเอียดของดันเจี้ยนที่รองหัวหน้าส่งมาให้ กลุ่มของฮันซี่ก็ต้องตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่อยู่ตรงหน้าจนหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มกันทุกคน  นั่นเพราะข้อมูลที่ส่งมาก็คือ ข้อมูลที่บ่งบอกว่าดันเจี้ยนที่ปาร์ตี้ของฮาวลี่ถูกกับดักวาร์ปเข้ามาก็คือ 1 ใน『มหาดันเจี้ยนโบราณทั้ง 8』หรือก็คือ ดันเจี้ยนสูงสุดระดับ SSS ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่ฮันซี่อยู่ถึง 250 กิโลเมตร

          แล้วพอข้อมูลส่งมาถึง ทั้งกองอัศวินก็เริ่มการเดินทางไปยังดันเจี้ยนที่ว่าอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาเพียง 3 วันก็มาถึงเป็นที่เรียบร้อย หลังจากทำเรื่องขอใช้『ศิลาเวทย์เคลื่อนย้าย』เพื่อลงไปยังชั้นที่ 23 เนื่องด้วยเหตุฉุกเฉินพร้อมมอบตราทางการเพื่อยืนยันกับทางกิลด์นักผจญภัยในเมืองใกล้ๆเสร็จแล้ว กองอัศวินทั้ง 20 คนก็ทำการวาร์ปเข้าไปในชั้นดังกล่าวแล้วเริ่มการค้นหาตัวกรและศพของฮาวลี่ในทันที

.

.

 

〝หัวหน้ากองครับ!  ทางแยกซ้ายข้างหน้า น่าจะเป็นตำแหน่งที่เรากำลังตามหาอยู่ครับ〞

〝ดีหล่ะ!  ทุกคน... ตรึงระดับการเฝ้าระวังไว้เหมือนเดิม ห้ามประมาทเด็ดขาด!!!〞

〝〝〝〝〝〝 ครับหัวหน้ากอง!!!!! 〞〞〞〞〞〞

          หลังจากที่ทั้งสามปาร์ตี้ลงมายังชั้นที่ 23 และทำการค้นหาก็ผ่านไปได้เพียง 30 นาทีเท่านั้น เห็นได้ชัดเลยว่ากองอัศวินของราชอาณาจักรเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ไม่ใช่ชื่อที่เอาไว้โอ้อวดแต่อย่างใด(ถึงจะใช้ถึง 4 ปาร์ตี้ในการบุกตะลุยก็ตาม) แล้วพอทำการเคลียร์มอนสเตอร์รอบๆได้หมดแล้ว ทหารนายนึงก็พบกับทางแยกที่คาดว่าจะเป็นแหล่งเดียวจากคำบอกเล่าของลินดาเข้า ฮันซี่ที่สังเกตเห็นเช่นนั้นก็สั่งทหารทุกคนให้เฝ้าระวังมอนสเตอร์ ก่อนที่จะนำปาร์ตี้ของตัวเองเดินนำเข้าไปทางแยกนั่นอย่างระมัดระวัง แล้วก็ต้องพบเข้ากับภาพที่เป็นสาเหตุการค้นหาในครั้งนี้ในที่สุด

 

〝นั่นมัน... คุณฮาวลี่... สินะครับ?〞

〝อืม... เป็นหมอนั่นไม่ผิดแน่〞

          หลังจากที่เดินตรงเข้ามาในทางแยกราวๆ 10 เมตร ฮันซี่ก็พบเข้ากับร่างของสหายของตนที่อยู่ในสภาพน่าอนาถ เพราะลำตัวท่อนบนและล่างขาดออกจากกันจนลำไส้ไหลออกมาดูน่าสะอิดสะเอียน แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ทั้งคู่ก็ยังคงพูดคุยด้วยเสียงเรียบๆอยู่เช่นเคย ฮันซี่ที่เห็นร่างของฮาวลี่แล้วก็หลับตาลงเบาๆราวกับจะแผ่เมตตาให้เขาไปสู่สุขคติ ก่อนที่จะออกคำสั่งต่อไป

 

〝เข้าไปลึกกว่านี้อีกหน่อย! ตามหาผู้กล้าอุษณกรให้เจอ... ต่อให้มีร่องรอยเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ให้รีบมาแจ้งข้าทันที!!!! 〞

〝〝〝〝〝〝 ครับ!!!!! 〞〞〞〞〞〞

          ทันทีที่ฮันซี่สั่งออกไปแบบนั้น ทหารทุกคนที่ตอบกลับอย่างแข็งขันแล้วก็พุ่งตัวเข้าไปในทางแยกนั่น และแยกย้ายกันสำรวจตั้งแต่ปากทางแยกไปจนถึงจุดที่เคยมีวงเวทย์จาก『จุดหนี』อยู่เลยทีเดียว ฮันซี่เองก็สำรวจศพของฮาวลี่อยู่เช่นกัน  นั่นจึงทำให้เขาพบเข้ากับร่องรอยสำคัญของกรเข้า

 

〝แขน... งั้นเหรอ? ฮาวลี่ก็มีแขนครบทั้งสองข้าง.... งั้นหรือว่านี่จะเป็นแขนของเด็กคนนั้น!? 〞

          แน่นอนว่านั่นคือ แขนของกรที่ถูกมอนสเตอร์ตัดจนขาดสะบั้นไปก่อนที่จะจุติครั้งแรก แต่เพราะยังไม่ได้สังเกตุและตรวจสอบอย่างละเอียด เลยทำให้เขายังไม่เห็นสัญลักษณ์ที่กรทำไว้ ถึงนั่นจะเป็นข้อความที่กรต้องการส่งไปถึงพวกรินที่รออยู่ในเมืองหลวงเพียงพวกเดียวก็ตามที

 

〝หัวหน้ากอง! ลึกเข้าไปข้างใน... นอกจากร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4-5 วันที่แล้ว ก็ไม่พบร่องรอยของใครเลยครับ〞

〝แล้วเจอไอเทมหรือชิ้นส่วนชุดเกราะ... ชิ้นส่วนของผู้กล้าอุษณกรบ้างรึเปล่า?〞

〝มะ ไม่พบอะไรเลยครับผม!!!〞

〝…..งั้นเหรอ〞

          พอฮันซี่เห็นแบบนั้นเข้า ก็ไม่พ้นที่จะคิดว่ากรตายไปแล้วและชั้นส่วนถูกแยกจากกันและกระจัดกระจายไปทั่ว จึงได้ถามออกไปแบบนั้นอย่างเยือกเย็น นายทหารที่ตอบกลับดูท่าจะยังไม่ชินกับเรื่องแบบนี้จึงตอบกลับไปอย่างหวั่นๆ แล้วจากนั้นทหารคนสนิทอีกคนของฮันซี่ก็เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็เริ่มการสันนิษฐานกันสองคนกับฮันซี่

 

〝เหลือแค่แขนงั้นเหรอครับ?〞

〝ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น... คิดว่าไงบ้าง?〞

〝จากประสบการณ์แล้ว... คิดว่าโอกาสรอดแทบไม่มีเลยครับ... นอกเสียจาก...〞

〝นอกเสียจาก?〞

 

〝ที่โลกเดิมของเด็กคนนั้น... ถ้าเกิดเป็นคนละโลกกับที่พวกเราได้อัญเชิญมาเมื่อ 2 ปีก่อน... ก็มีความเป็นไปได้ที่เด็กคนนี้จะถูกฝึกมาแบบทหารในโลกที่แตกต่างกับครั้งก่อน โอกาสที่จะเอาตัวรอดได้ก็คง...... คงไม่ใช่แบบนั้นสินะครับ〞

〝ข้าคิดว่าคงไม่ใช่แบบนั้นหรอก... วิถีชีวิตของผู้กล้าทุกคนแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกที่อัญเชิญมาครั้งก่อนเลย แล้วหากเด็กคนนี้เป็นแบบที่ว่าจริง ตอนฝึกก็คงแสดงอะไรให้เห็นบ้างสิ... ถึงที่ข้าดูเขาตอนฝึก จะรู้ว่าเขายังไม่ได้เอาจริง แถมยังแตกต่างจากผู้กล้าคนอื่นๆ...〞

〝แน่อยู่แล้วนี่ครับ.... ก็สเตตัสของเขาน้อยที่สุดในหมู่ผู้กล้าเลยนี่ครับ?〞

〝ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น.... ที่ข้าหมายถึงก็คือ... ความสามารถดั้งเดิมจากโลกก่อนของเขาต่างหาก... แถมเรื่องที่เด็กคนนี้สามารถประลองกับผู้กล้าคนอื่นได้ทั้งที่ไม่มีฉายาและสกิลดีๆเลยได้อย่างสูสีก็ด้วย... ถึงการเคลื่อนไหวจะดูทื่อๆ แต่ก็ตามการเคลื่อนไหวของทุกคนได้ทัน ไม่สิ อาจเร็วกว่าด้วยซ้ำ... ข้าคิดว่าเรื่องทั้งหมดคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ 〞

          ต่อหน้าคำสันนิษฐานของฮันซี่ ทหารคนสนิทก็ทำได้แค่อึ้งกิมกี่และคิดตามอย่างจริงจังเท่านั้น จากเรื่องนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าฮันซี่ไม่ได้ปล่อยปละละเลยกรไปเสียทีเดียว ทั้งยังสังเกตกรได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกต่างหาก

 

〝หรือท่านจะบอกว่า... เขายังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอครับ?〞

〝ไม่หรอก... ถึงข้าจะพูดแบบนั้นไปก็จริง  แต่ก็เหมือนเจ้า... ข้าไม่คิดว่าคนที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกที่สงบสุขมาก่อน จะสามารถเอาชีวิตรอดในโลกอันแสนโหดร้ายนี้ได้หรอก..... อย่างน้อยมันก็ควรเป็นแบบนั้นหล่ะนะ.....〞

〝.....ท่านหัวหน้ากอง?〞

          แล้วฮันซี่ก็ทำหน้าเศร้าๆในขณะที่พูดแบบนั้นไปด้วย พลางแหงนมองผนังดันเจี้ยนไปพร้อมกันราวกับกำลังนึกถึงเรื่องเศร้าในอดีตอยู่ยังไงอย่างงั้นเลย นั่นทำให้นายทหารที่คุยอยู่ข้างๆเป็นห่วงจนต้องเรียกสติเขากลับมาเลยทีเดียว

 

〝โทษที  ข้าเผลอนึกถึงเรื่องแย่ๆเข้าซะได้!〞

〝......งั้นจะเอายังไงต่อดีครับ... จะลงไปชั้นที่ลึกกว่านี้ไหมครับ?〞

          แล้วพอทหารคนสนิทถามกลับมาอีกราวกลับจะช่วยกลบเกลื่อนเรื่องที่ฮันซี่ทำหน้าเศร้าๆออกมา ฮันซี่ก็ยกมือขวาขึ้นมาจับคางเพื่อครุ่นคึดถึงการสำรวจอย่างจริงจังอีกครั้ง

 

〝แม้ความเป็นไปได้ที่เด็กคนนี้จะยังมีชีวิตอยู่จะไม่หายไปทั้งหมดก็จริง... แต่ข้าว่าเราคงไม่สามารถตามลงไปชั้นลึกกว่านี้ได้ เพราะถึงการตามหาคนที่มีโอกาสรอดชีวิตจะสำคัญก็จริง แต่ข้าคงเอาชีวิตของทหาร 19 คนในกองมาเสี่ยงกับคนๆเดียวไม่ได้ กลับกัน ถ้าจะหา... ข้าว่าเราลองหาขึ้นไปจนถึงชั้นหนึ่งจะดีกว่า〞

〝งี้เองสินะครับ... เพราะหากเขายังมีชีวิตอยู่ ก็น่าจะหาทางขึ้นไปยังโลกภายนอกด้วยตัวเอง แล้วก็อาจจะพบร่องรอยระหว่างทางด้วย!〞

〝ก็ตามนั้นแหล่ะ.... ถ้างั้นก็———〞

          แล้วพอคิดถึงความเสี่ยงและส่วนได้ส่วนเสียต่างๆนานา คำตอบก็ออกมาเป็นแบบนี้ ดูเหมือนจากประสบการณ์ที่เขาผ่านมา จึงสามารถชั่งน้ำหนักชีวิตและตัดสินใจในสิ่งที่ควรทำได้อย่างเหมาะสม แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าทางไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำที่สุด ทางที่ฮันซี่เห็นแก่พวกพ้องที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่าเด็กที่อยู่ในสถานะหายสาบสูญแถมโอกาสรอดยังน้อยสุดๆคงเป็นทางที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้แล้ว แม้นั่นจะทำให้เขารู้สึกผิดมากก็ตาม แต่นั่นก็สื่อให้เห็นการเตรียมใจของเขาได้เป็นอย่างดี พอคิดว่าตัวเองจะแบกรับบาปเหล่านั้นไว้เองแล้ว ก็ทำการสั่งให้ลูกน้องทั้งหมดหยุดการค้นหา พอทำการเก็บกู้ศพของฮันซี่ รวมถึงแขนของกรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็ทำการสำรวจจากชั้นที่ 23 นี้ทีละชั้นไปจนถึงชั้นที่ 1 ที่อยู่บนสุดโดยใช้เวลาทั้งหมดร่วม 1 สัปดาห์เลยทีเดียว และแน่นอนว่ากองอัศวินของฮันซี่ไม่พบหลักฐานหรือร่องรอยใดๆของกรเพิ่มอีกเลยซักอย่างเดียว เพราะทางที่เขาทำการสำรวจมันเป็นทิศตรงข้ามกับที่กรลงไปเลยนั่นเอง นั่นเลยทำให้พวกฮันซี่จำต้องตีความไปว่า〝กรได้ตายไปแล้วแน่นอน〞อย่างเลี่ยงไม่ได้....

 

❖❖❖❖❖

 

——— หลังจากนั้น  3 วัน ทางด้านของพวกริน เป็นเวลาเดียวกับที่กรและมีอาเข้าปะทะกับบอสมังกรห้าหัวของชั้นที่ 50…

 

ตึก!  ตึก! ตึก!   ตึก!  ตึก!————————

          ณ บริเวณหน้าประตูของวังหลวง ซึ่งเป็นที่พำนักขององค์ราชาแห่งอาณาจักรอาลัน รวมถึงเป็นที่พักของเหล่านักเรียนผู้กล้า ได้มีเสียงฝีเท้าของคนๆหนึ่งกำลังเดินวนไปวนมาที่บริเวณนั้นด้วยเสียงก้าวเดินที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเขาเองก็แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ใจ หากมองจากมุมมองของบุคคลที่สาม ก็จะเห็นได้เลยว่าเขาคนนี้กระวนกระวายขนาดไหน

 

〝โชต  ผมว่าเลิกเดินไปเดินมาแบบนั้นจะดีกว่านะ〞

〝ฮึ่ย! ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ล่ะก็ มีหวังกังวลจนเป็นบ้ากันพอดี!〞

〝ทุกคนก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันหมดนั่นแหล่ะ!〞

          คนที่เดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายนี้ก็คือ โชต หนึ่งในเพื่อนสนิทของกรนั่นเอง ผมยาวสีเหลืองทองอร่าม จัดทรงคล้ายดาราเกาหลี หน้าตาดูดีมีระดับ แถมด้วยใบหน้าเคร่งขรึมในตอนที่กังวลก็ยิ่งเสริมมาดคุณชายเข้าไปอีก เพียงแต่บรรยากาศที่เขาแผ่ออกมามันไม่ทำให้รู้สึกดีเลยซักนิด นั่นเลยทำให้ ชาญ ที่เป็นหนุ่มแว่นเพื่อนสนิทของกรอีกคน ซึ่งตอนนี้กำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ใกล้ๆกัน บอกแบบนั้นออกไป เพราะมันทำให้คนงานหรือทหารที่ผ่านเข้าออกรู้สึกกลัวและกังวลไปหมดแล้ว แต่ถึงชาญจะเป็นคนพูดแบบนั้นออกไปเอง แต่ตัวเขาเองก็ยังตบปลายเท้าของตัวเองไปที่พื้นจนถี่ยิบขณะเดียวกับเตือนโชต แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็กังวลใจไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย

 

〝นี่ชาญ... กรคง.... ไม่เป็นอะไรหรอกใช่ไหม?〞

〝.....อลิซ?〞

          และข้างๆชาญที่ยืนกอดอกอยู่ก็คือ อลิซ สาวน้อยผิวขาวผมสีบลอนด์ทองเข้มหน้าตาสละสลวย แต่น้ำเสียงและบรรยากาศกาศนั้นค่อนข้างหดหู่จนมองไม่เห็นความงดงามราวกับดอกกุหลาบแรกแย้มนั่นเลย

          แล้วตอนนี้อลิซเองก็อยู่ในอารมณ์กังวลแบบสุดๆไม่ต่างจากทั้งสองคน เพียงแต่เธอดูเหนื่อยอ่อนกว่ากันมาก เห็นได้จากที่เธอคนนี้เอาแต่นั่งกอดเข่าเอาหลังพิงกำแพงแล้วก็ก้มหน้าของตัวเองซุกลงไปจนมองไม่เห็นหน้ามาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทั้งยังตอบกลับชาญด้วยเสียงที่สั่นเครือราวกับจะร้องไห้… ไม่สิ… เธอคงกำลังร้องไห้อยู่อย่างแน่นอน เพียงแต่เพราะก้มหน้าอยู่เลยทำให้ไม่มีใครเห็นน้ำตานั่นเท่านั้นเอง

 

〝ไม่เป็นไรหรอกน่า กรซะอย่าง! หมอนั่นต้องหาทางทำอะไรซักอย่างได้แน่นอน! 〞

〝ฉันหน่ะ… เชื่อใจกรอยู่แล้ว… กรไม่เคยผิดสัญญา ฉันรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร… 〞

〝อลิซ…. 〞

〝ถึงแบบนั้น… ก็ผ่านมาตั้งสองสัปดาห์แล้ว แต่ก็ยัง… ฮึก!  ถึงฉันจะเชื่อใจ… แต่แบบนี้มัน… เกินไปแล้ว…〞

〝…….. 〞

〝ตาบ้านั่น… ถ้ากลับมาเมื่อไหร่… จะอัด… ให้น็อคเลย…  〞

          แล้วอย่างเคย อลิซพูดประโยคคล้ายๆแบบนี้ออกมาตลอดตั้งแต่กรหายตัวไป ทั้งยังสะอึกสะอื้นเป็นพักๆ ด้วยอีกต่างหาก แต่เพราะไม่อยากให้ทุกคนกังวลมากเกินไป เลยอดกลั้นเป็นพักๆจนดูน่าสงสารไม่น้อย ทั้งที่เวลาปกติจะทำตัวขี้เล่น แต่เวลาแบบนี้กลับคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น ก็เป็นที่แน่ชัดพอสมควรว่าแท้จริงแล้ว บุคลิกของอลิซนั้นค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่พอสมควร

 

          ส่วนรินที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนั้น ถูกทุกคนบังคับให้นอนพักอยู่ที่เตียงในห้องพยาบาล นั่นเพราะหลังจากที่รู้ว่ากรหายตัวไปจนถึงกับเกิดอาการช็อคและสลบไปในครั้งก่อน เธอได้หลับไปนานเกือบ 3 วันเลยทีเดียว แถมจากการวินิจฉัยของหมอหลวง เลยทำให้ทราบว่ารินที่สลบไปนานนั่น เป็นเพราะได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจที่รุนแรงมากเกินไป จนอาจส่งผลถึงบุคลิกและสภาพจิตใจเบื้องลึกเลยทีเดียว  นั่นเลยทำให้ทุกคนเป็นห่วงกันมากจนถึงกับให้เธอเอาแต่นอนพักอยู่บนเตียงลูกเดียว

          แล้วพอทุกคนกลับมาจากการนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเช่นที่ว่ามาในทุกๆวัน สิ่งแรกที่ได้ยินก็คือ 〝กรยังไม่กลับมา〞ทุกครั้ง แต่เพราะได้ทุกคนช่วยเกลี่ยกล่อมและอยู่เป็นเพื่อนตลอด รินเลยไม่ได้มีอาการช็อคขึ้นมาอีก หมอหลวงก็บอกว่าอาการเธอเสถียรดีแล้ว แต่ก็ต้องให้นอนพักไปอีกพอสมควร เธอจึงได้แต่นอนอยู่เงียบๆบนเตียงของหน่วยพยาบาลมาตลอดจนถึงตอนนี้

.

.

 

กร… นี่นาย… ไปอยู่ที่ไหนกันแน่!

พวกคุณฮันซี่ที่ออกไปตามหาเองก็ใช้เวลานานเกินไปแล้ว… คงไม่ใช่ว่ากร…

 

มะ ไม่หรอก… กรต้องยังไม่ตาย!

ไม่ได้มีแค่อลิซหรอกที่เชื่อแบบนั้น ทั้งผมและชาญ… รินเองก็ด้วย

 

แต่นี่มันก็นานมากเกินไปแล้ว… ต่อให้คิดว่าที่นานขนาดนี้เป็นเพราะต้องสำรวจอย่างละเอียดก็เถอะ…

แต่แบบนั้นก็หมายความเป็นนัยๆ ว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอซักทีไม่ใช่รึไงกัน————

 

คลึ๊กๆๆๆๆ!!!

〝〝〝 !!!!!!! 〞〞〞

          และในขณะที่เพื่อนของกรทุกคนกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆราวกับจะให้ความหวังกับตัวเองอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของเกวียนและม้ากว่าสิบตัว กำลังเคลื่อนที่มาทางพวกตน นั่นเลยทำให้พวกชาญหันเหความสนใจไปทางนั้นทุกคน

          แล้วพอมองไปยังต้นเสียงที่ว่าก็พบเข้ากับฮันซี่ที่นำหน้าขบวนอยู่ พอเห็นแบบนั้นเข้าพวกชาญทุกคนก็ออกวิ่งไปทางขบวนนั้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนคนรอบข้างที่สวนทางไปมาเลยซักนิด จนมาถึงจุดที่ฮันซี่อยู่ในที่สุด

 

〝พวกเธอ!?〞

〝แฮ่ก!  คะ… คุณฮันซี่… แฮ่ก!  พวกผมเป็น… เพื่อนของอุษณกร… แฮ่ก!  เองครับ〞

〝!!!!!〞

          แล้วพอทุกคนวิ่งมาถึงฮันซี่ที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าแล้ว คนที่พูดตัดเข้าประเด็นสำคัญก่อนใครก็คือชาญที่กำลังหอบอยู่ทั้งที่พูดแบบนั้น รวมถึงทุกคนที่วิ่งมาด้วยกันอย่างเร่งรีบก็กำลังหอบอยู่เช่นเดียวกัน

          ฮันซี่ที่ได้ยินคำถามแบบนั้นอย่างกะทันหันก็ถึงกับร่างกระตุกไปเล็กน้อย แถมยังกำเชือกที่ใช้คุมม้าในมือไว้แน่นเสียยิ่งกว่าเดิมอีกต่างหาก นั่นเพราะตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับกรยังไงนั่นเอง

 

〝คะ… คุณฮันซี่คะ… แฮ่ก!  ทำไม… ถึงไม่เห็นกรในขบวนเลยหล่ะ!〞

〝มะ… หมอนั่นอยู่ในเกวียนใช่รึเปล่าครับ…….. พูดอะไรหน่อยสิครับคุณฮันซี่!!!〞

〝…….. 〞

          แล้วคนที่ถามออกมาต่อจากชาญก็คืออลิซและโชต ที่พอวิ่งมาถึงก็รีบสังเกตขบวนทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่เห็นตัวของกรเลยซักนิด นั่นเลยทำให้ทั้งคู่ถามออกมาแบบนั้นด้วยความกังวลแบบสุดๆ

          ส่วนคุณฮันซี่ที่นั่งอยู่บนม้าเมื่อครู่ พอได้ยินแบบนั้นก็กระโดลงจากอานม้าอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนท่าทีเป็นเยือกเย็นต่อหน้าทั้งสามคนอีกครั้ง จากนั้นก็หันหน้าไปหาทหารคนสนิทนายหนึ่ง แล้วพยักหน้าให้ครั้งหนึ่งพลางพูดเบาๆว่า〝ไปเอานั่นมาที 〞 เขาก็รับคำสั่งและวิ่งไปที่เกวียนเพื่อหยิบของสิ่งหนึ่งมาให้ในทันที

 

          หลังจากนั้น นายทหารคนเมื่อครู่ก็วิ่งจากเกวียนมาทางพวกชาญอย่างรวดเร็วและยื่นของสิ่งหนึ่งที่มีรูปร่างคลายทรงกระบอกยาว ถูกพันไว้ด้วยผ้าคลุมสีน้ำตาลอีกทีหนึ่งให้แก่ฮันซี่ แล้วพอพวกชาญเห็นของนั่นเข้า แม้จะยังไม่ได้เปิดดู แต่ก็รู้สึกได้เลยว่าความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกตนกำลังจะดับมอดลงเมื่อเปิดมันออก

 

〝ขอโทษด้วย… นี่อาจจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กๆอย่างพวกเธอ… แต่ไม่มีวิธีพิสูจน์อย่างอื่นอีกแล้วนอกจากการสังเกตุลักษณะจำเพาะจากคนรู้จัก…….〞

〝คะ…. คุณฮันซี่คะ… มะ หมายความว่ายังไง?… ขอโทษทำไม? หนูงงไปหมดแล้ว…. 〞

〝……ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ  แต่ก็ต้องถามให้แน่ใจ……〞

          ฮันซี่เริ่มพูดสิ่งที่ต้องการจะสื่ออย่างรวดเร็วและเยือกเย็น โดยทำใจยักษ์และไม่สนใจท่าทางของพวกชาญไปขณะนึง เพราะคิดว่ายืดเยื้อไปก็เสียเวลาเปล่าและพูดต่อไปทั้งอย่างงั้นเลย จากนั้นก็ยื่นของที่ว่าไปอยู่ข้างหน้าของอลิซที่อยู่ตรงกลางของกลุ่ม จนอลิซที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งตกตะลึงจนช็อคเลยทีเดียว

 

〝นี่หน่ะใช่….. เพื่อนของพวกเจ้ารึเปล่า?〞

〝〝〝 !!!!!!! 〞〞〞

          แล้วคำพูดที่ทุกคนไม่อยากได้ยินที่สุดก็หลุดออกมาจากปากของฮันซี่จนได้ นั่นเลยทำให้พวกชาญทุกคนเบิกตาออกจนกว้างและยืนแน่นิ่งไปเลย แต่ฮันซี่ก็กัดฟันอย่างทรมาน และทำเป็นไม่สนใจอีกเช่นเคย ในขณะเดียวกันก็ยื่นมันเข้าไปใกล้อลิซที่ตกใจจนแทบจะล้มทั้งยืนยิ่งกว่าเดิมเพื่อให้เธอรับมันไว้

 

          อลิซที่เห็นแบบนั้นก็รับมันเอาไว้และเปิดมันออกอย่างกล้าๆกลัวๆอย่างช้าๆ ชาญและโชตเองก็มองมันอยู่ข้างๆด้วยเช่นกัน แล้วพอปลดผ้าที่พันอยู่ออกไปเรื่อยๆจนเริ่มสัมผัสได้ถึงความแข็งแบบแปลกๆของวัตถุนั่นเข้า อลิซจึงเปิดมันออกจนถึงชั้นในสุดอย่างรวดเร็ว

          แล้วสิ่งแรกที่เธอเห็นหลังจากที่พบเข้ากับวัตถุนั่นก็คือ นิ้วมือของใครบางคนนั่นเอง พอถึงตอนนั้นอลิซก็เข้าใจได้ทุกอย่างในทันที แล้วอลิซที่ยืนอยู่ได้ทั้งที่ขาสั่นระริกไปทั่ว ก็ล้มลงกับพื้นไปทั้งแบบนั้น จนเข่ากระแทกพื้นอย่างแรงจนเลือดออก แล้วก็เบิกตาค้างอยู่อย่างงั้นเลยทีเดียว

 

〝อึก! นี่มันบ้า… ชัดๆ〞

〝โกหกใช่ไหม…. เนี่ย〞

          และแม้ปฏิกิริยาของโชตและชาญจะน้อยกว่าของอลิซ แต่ทั้งคู่ก็ต้องใจกันแบบสุดทั้งที่ยืนอยู่เช่นเดียวกัน จนถึงกับพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือนั่นแหล่ะ

          แล้วจากนั้น อลิซที่ยังคงมีความหวังและเชื่อใจกรจนถึงท้ายที่สุดก็ปลดผ้าคลุมออกจากแขนนั้นจนหมดและสังเกตแขนของกรไปทั่วเพื่อหวังว่าจะเป็นการเข้าใจผิด แต่พอสังเกตไปเรื่อยๆก็มีแต่จะยืนยันว่านี่คือแขนของกรมากขึ้นเท่านั้น ทั้งตำแหน่งของไฝ ขนาดและลักษณะของนิ้วที่เธอจำได้เป็นอย่างดี รอยแผลเป็นทุกๆที่ที่เธอจำได้ ทั้งหมดตรงกับแขนของกรในความทรงจำของอลิซทั้งสิ้น

 

〝……….〞

〝ไม่จริงน่า…..〞

〝กร…. โกหกใช่ไหม ฮึก! กร… กร…〞

          แล้วโชตก็ล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นและนั่งชันเข่าไปอีกคน ส่วนชาญก็ก้มหน้าลงจนแทบจะมองพื้นแต่ไม่ได้พูดอะไรราวกับจะไม่อยากให้ใครเห็นว่าร้องไห้ยังไงอย่างงั้น ส่วนอลิซก็นั่งพับเพียบแล้วนำแขนของกรมากอดในอ้อมอกของตัวเองอย่างแรงโดยไม่มีทีท่ารังเกียจเลยซักนิดเดียวพลางรำพึงแบบนั้นในลำคอด้วยความอาวรณ์ไปพร้อมกัน

 

〝ใช่จริงๆ…. ไม่ผิดแน่นะ?〞

          แล้วท่ามกลางบรรยากาศอันเศร้าโศก ฮันซี่กลับถามย้ำออกมาอีกครั้งอย่างเลือดเย็นด้วยเสียงเรียบๆ แต่ทุกคนก็ไม่ได้เดือดดาลขึ้นมาอีกครั้งแต่อย่างใด กลับกันเลยทำให้ทุกคนเศร้ายิ่งกว่าเดิม แต่คนที่ตอบกลับเขากลับเป็นอลิซที่เศร้าใจที่สุดเสียอย่างงั้น

 

〝ฮึก! ก็ใช่หน่ะสิ!!! 【ใครจะไปลืม… ฮึก! มือของผู้ชายที่ตัวเองเคยกุมกันเล่า!】〞

〝อลิซ?〞

          อลิซตอบกลับฮันซี่ไปด้วยน้ำเสียงเชิงตะคอกอยู่ในลำคอแต่แน่นอนว่าฮันซี่ไม่ได้ใส่ใจ แต่โชตที่นั่งชันเข่าพลางน้ำตาซึมแต่ก็อดกลั้นไว้ไม่ให้ไหลอยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยินคำพูดเบาๆราวกับกระซิบอยู่ข้างหูนั่นแต่ไม่เข้าใจความหมายจึงสงสัยออกมาเล็กน้อย แต่เพราะความเศร้ามันพอกพูนอยู่ในใจมากกว่าจึงไม่ได้เก็บไปคิดมากนัก

          แตกต่างจากชาญที่ได้ยินคำพูดเบาๆนั้นของอลิซเข้า น้ำตาของเขาก็ไหลรินออกมาทั้งสองข้างทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ในทันที ฮันซี่ที่ยืนมองสภาพนั้นของนักเรียนตัวเองเข้าก็รู้สึกสลดใจเช่นเดียวกัน แต่เขาก็ทำไม่ได้แม้แต่จะปลอบใจทุกคน ฮันซี่จึงทำได้แค่ยืนมองดูสภาพของนักเรียนตัวเองไปแบบนั้น

 

〝ฮืออออออ!!!!!!!!!〞

          แล้วอลิซก็ร้องไห้โฮออกมาชุดใหญ่ทั้งที่นั่งกอดแขนของกรอยู่  โชตและชาญที่อยู่ใกล้ๆก็เข้าไปกอดอลิซกลม เพื่อปลอบโยนเธอและตัวเองไปพร้อมกันโดยมีแขนของกรเป็นศูนย์กลาง กว่า 5 นาที จนทำให้ชาวบ้านและผู้คนที่เดินอยู่รอบๆรู้สึกสลดใจไปตามๆกันเลยทีเดียว

.

.

 

          และเพราะเวลาผ่านไปนานถึงขนาดนั้น เลยทำให้ชาญที่เริ่มกลับมาเป็นปกติก่อนคนอื่นสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่อลิซข้ามไปเพราะสนแค่การพิสูจน์แขนของกรเท่านั้นในที่สุด!

 

〝นี่มัน!〞

 

สะ… สัญลักษณ์นี้มัน!!!!!!!

ไอ้นี่มันอย่าบอกนะว่า!!! …….

 

ไม่สิ… นี่มันเข้าใจได้ง่ายๆเลย!

สัญลักษณ์นี้ถูกเขียนขึ้นอย่างประณีต…  ถ้าไม่มีเวลาคงเขียนให้สมมาตรทั้งสองด้านแบบนี้ไม่ได้หรอก

 

แล้วความหมายของสัญลักษณ์ก็อีก!!!

ไอ้นี่มัน…. หรือว่าจะเป็น…

.

.

.

.

 

〝หึ! ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆๆๆ!!!!〞

 

〝ชะ… ชาญ!?〞

〝ชาญ〞

          แล้วพอชาญที่เห็นสัญลักษณ์ที่กรทำไว้ก็เข้าใจความหมายของมันได้ในทันที  นั่นเลยทำให้ชาญยิ้มออกมาอย่างยิ้มแย้มเสียจนกว้าง แล้วหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยความดีใจอย่างที่สุด เพียงแต่สำหรับทั้งสองคนที่ยังไม่เข้าใจ เลยทำให้คิดว่าชาญคงเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ พอชาญมองเห็นเป็นแบบนั้น จึงเช็ดน้ำตาของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว แล้วโบกมือบอกกับทั้งสองคนว่าไม่เป็นไรพลางบอกเบาๆว่า〝ผมยังปกติดี〞ก่อนที่จะกระแอมออกมาเบาๆครั้งนึง และดันแว่นตาขึ้น จนอยู่ในมาดเงียบครึมและเยือกเย็นขึ้นมาราวกับเป็นคนละคนกับที่ร้องไห้ออกมาเมื่อกี้

 

เข้าใจแล้ว!!! เข้าใจแล้วหล่ะกร!!!

ไอ้บ้าเอ้ย! แสบนักนะที่ทำให้ผมกับทุกคนเป็นห่วง นายนี่มันบ้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย!!!

 

เข้าใจเจตนาของนายซักที! นายนี่มันจะบ้าไปถึงไหน!

ทำไมถึงได้เลือกทางอันตรายแบบนั้น ถ้ากลับมาผมจะถามและอัดนายแรงๆซัก ผั๊ว! แน่นอน!!!

 

ถึงจะไม่รู้ว่านายต้องการทำอะไร แต่ไว้ใจผมได้เลย!!!

เจ้าบ้าพวกนี้หน่ะ! ผมจะดูแลจนกว่านายจะกลับมาเอง!!!!

 

〝กรหน่ะ… ยังไม่ตายหล่ะ!〞

          ชาญพูดแบบนั้นพลางใช้นิ้วชี้ไปยังสัญลักษณ์ที่กรทำไว้ที่แขนตัวเองทั้งที่ยิ้มและฉีกฟันออกเสียกว้างโดยไม่อายใครทั้งสิ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เลยไม่พ้นที่จะทำให้โชตและอลิซตกตะลึงจนเบิกตาโพลง พริบตานั้นทั้งคู่ก็มีสีหน้าดีอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่ยังไม่เข้าใจทั้งหมดด้วยซ้ำ นั่นเพราะความสิ้นหวังอันแสนมืดมิดและลึกสุดหยั่งถึงเมื่อครู่ ถูกเปลี่ยนให้เป็นความหวังอันแสนเจิดจ้าในชั่วพริบตาที่เข้าใจในความหมายของสัญลักษณ์นั่น และนั่นเลยทำให้เพื่อนสนิทของกรทุกคนรู้ได้ในที่สุดว่าตัวเขายังคงมีชีวิตอยู่นั่นเอง…

 

❖❖❖❖❖

 

          ภายในห้องโถงที่น่าจะมืดมิดเพราะอยู่ใต้ดินที่ลึกกว่า 5 กิโลเมตร แต่ก็ยังสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เป็นเพราะโดยรอบห้องโถงที่ว่ามีคบเพลิงขนาดใหญ่ส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริเวณนี้มีลักษณะเป็นลานประลองที่ทำจากหินอ่อนเป็นลานวงกลมตรงกลาง แล้วบริเวณรอบๆยังมีบริเวณที่นั่งคนดูเป็นขั้นบันไดคล้ายกับอัฒจันทร์สูงมากกว่า 10 เมตร วัสดุที่ใช้ก็เป็นแบบเดียวกันวนอยู่รอบลานประลองตรงกลางนั่น   

          ซึ่งจะว่าไปแล้วบรรยากาศของสถานที่นี้ มันก็คือ โคลอสเซียม ที่เป็นลานประลองของเหล่ากลาดิเอเตอร์และจัดการแสดงเพื่อความบันเทิงในสมัยโรมันนั่นเอง เพียงแต่ว่า…

 

〝ยินดีต้อนรับสู่『ห้องบอส』ประจำชั้นที่ 75!!!〞

〝เอ๋!〞

 

          เพียงแต่ว่า สิ่งที่รออยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้น กลับเป็นเสียงของหญิงสาวที่ดังสดใสและกังวาลราวกับสาววัยรุ่น เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าอันแสนงดงามและสละสลวยราวกับเทพีอะโฟรไดร์ที่เป็นเทพแห่งความรักและความงาม ใบหน้างดงามจนสามารถตรึงสายตาของชายทั้งปวงดูยั่วยวนใจเป็นอย่างมาก ซ้ำยังถูกเสริมความเป็นผู้ใหญ่ให้มากขึ้นไปอีกด้วยแว่นตาที่สวมอยู่ ดวงตาสีเหลืองสดใสราวกับอำพัน มีเรือนผมสีเขียวส่องประกายราวกับมรกตไว้ผมสั้นแสกข้างขวา ด้านหลังถักผมเปียยาวเลยหลังไปเสียอีก สวมชุดที่ค่อนข้างเปิดเนื้อหนังและผ้าคลุมที่มีลักษณะคล้ายจอมเวทย์ ที่ทำให้มั่นใจแบบนั้นก็คือ คฑารูปร่างมังกร ที่มีลวดลายอันสลับซับซ้อนดูน่าเกรงขามที่เธอคนนี้ถืออยู่นั่นแหล่ะ

 

          นั่นเลยทำให้กร เด็กหนุ่มที่เข้ามาเผชิญหน้ากับเธอรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แต่ที่ตกใจไม่ได้เป็นเพราะเธอคนนี้งดงามมาก แต่หากเป็นเพราะเขาคิดว่าสิ่งที่รออยู่จะเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนทุกทีต่างหาก นั่นรวมถึงมีอา เด็กสาวอายุเท่ากันที่เป็นทั้งพวกพ้องร่วมปาร์ตี้และคนรักของเขาก็ตกใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้าไม่ต่างกัน…

.

.

.

 

ตัวฉัน..... อุษณกร  วัชรวิรุฬห์

ไอ้หนุ่มโสดซิง…. ไม่สิ เสียใจด้วย ตอนนี้ฉันมีแฟนแล้วนะเอ้อ!

 

แต่ถึงแบบนั้นอาการบ้าอนิเมะและเกม(ที่ตอนนี้อยู่โลกเดิมทั้งหมด) ก็ยังไม่หายไปอยู่ดี

สามารถแปรเปลี่ยนสิ่งที่อยู่รอบตัวให้เข้ามาอยู่ในจินตนาการอันเพ้อฝัน จนคนอื่นมองว่าเพี้ยนสุดๆจนบ้าได้เป็นเรื่องปกติ….

 

ไม่ใช่แล้วโว้ย!!!! บ้าชิบ!

พอกังวลขึ้นมาแล้ว เลยคิดนู่นนี่นั่นไปเรื่อยตลอดเลยให้ตายสิ!!!

เรื่องของฉันหน่ะเอาไว้ก่อน  ที่สำคัญหน่ะ———

 

〝บอสประจำชั้นก็คือ  ฉันคนนี้แหล่ะ!!!!〞

〝เดี๋ยวก่อน! เรื่องนั้นพอรู้อยู่หรอก แต่ที่ฉันจะถามคือ———〞

 

〝เงื่อนไขในการผ่านลงไปชั้นถัดไปก็คือ———〞

〝ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อนไงฟ่ะ ไม่ได้ยินเหรอ!!!!!〞

〝………………….〞

          ทันทีที่กรตะโกนแบบนั้นออกไป หญิงสาวก็เงียบเสียงลงในทันที จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาแรงๆครั้งนึง ก่อนที่จะเปิดปากพูดออกมาด้วยเสียงที่หน่ายๆ ราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อกี้

 

〝เห้อ!!! อะไรอีก? นายนี่มันไร้มารยาทซะจริง! คนกำลังพูดอยู่อย่ามาขัดจังหวะจะได้ไหม!!! คิดว่ามีแค่ตัวเองรึไงกันที่กำลังลำบากใจหน่ะ… หา!!! 〞

          แล้วหญิงสาวก็ตอบกลับกรไปแบบนั้นพลางบ่นอยู่ในลำคอประมาณว่า【น่าหน่ายใจจริงๆ ทำไมฉันต้องมาทำอะไรยุ่งยากแบบนี้ด้วย! 】นั่นจึงทำให้กรรู้ตัวสึกตัวได้ว่าตัวเองทำตัวไร้มารยาทอย่างที่บอกจริงๆ  กรจึงข่มอารมณ์หงุดหงิดที่ถูกต่อว่าไว้ก่อนแล้วเริ่มการสนทนาอีกครั้งในทันที

 

〝กะ เกี่ยวกับเรื่องนั้นต้องขอโทษด้วยแล้วกัน…. ก็มันตกใจจริงๆนี่หว่า!〞

〝ตกใจ! ทั้งที่ลุยผ่านมาตั้ง 74 ชั้น… ไม่สิ 52 ชั้นแล้ว?〞

〝อย่าทำหน้าแบบ 〝ชินซักทีได้แล้วน่า〞แบบนั้นสิเฟ้ย! ประเด็นที่ฉันสงสัยหน่ะคือ ตัวเธอเองนั่นแหล่ะเฟ้ย! เสียงของเธอกับน้ำเสียงเบื่อหน่ายของเธอทั้งหมดนั่นหน่ะ…. ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิดหล่ะก็———〞

          หญิงสาวเอียงคอสงสัยคำพูดของกรที่พูดออกไปแบบนั้นอย่างน่ารักน่าแกล้ง พลางทำสีหน้าบอกกรเป็นนัยว่า〝ยังไม่ชินอีกเหรอ?〞กลับมายังกร ก่อนที่จะหาวออกมาเสียงดังพลางใช้มือขวาปิดปากด้วยท่าทางเบื่อหน่าย จนขัดกับที่พูดเรื่องมารยาทเมื่อครู่มากเลยทีเดียว แม้จะทำให้กรหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาเลิกสงสัยและกังขาในตัวตนของเธอคนนี้เลยแม้แต่น้อย นั่นก็เป็นเพราะ….

 

〝เธอมัน…. ผู้ประกาศไม่ใช่เหรอ?〞

          แล้วกรก็ถามออกไปแบบนั้นตรงๆ ด้วยเสียงที่คิดว่าสุภาพที่สุด แต่รูปประโยคไม่ได้แสดงถึงความเคารพเลยก็ตาม เพราะตัวกรในตอนนี้สนใจคำตอบของเธอมากจนลืมเรื่องอื่นไปเสียสนิทนั่นเอง

          ใช่แล้ว เสียงที่กรได้ยินมาจากเธอคนนี้ก็คือ เสียงที่เขาได้ยินมาตลอด ทั้งตอนเคลเบรอสและมังกรห้าหัว รวมถึงนิสัยเบื่อหน่ายที่ถ่ายทอดออกมาในครั้งที่สู้กับเคลเบรอสซึ่งมีลักษณะเฉพาะแบบที่ว่า มันจึงตราตรึงอยู่ในสมองของกรไม่น้อย พอตัดความเป็นไปได้ที่เหลือออกไป นั่นเลยทำให้กรคิดว่าตัวจริงของเธอก็คือ ผู้ประกาศนั่นเอง

 

〝ใช่แล้ว แปลกรึไง?〞

〝ก็แปลกหน่ะสิเฟ้ย!!!!!〞

          แล้วพอเธอคนนั้นตอบออกมาตรงๆ กรที่ใช้สุดยอดการประมวลผลตรวจสอบก็รู้ทันทีว่าเธอไม่ได้โกหก จึงตะโกนออกไปแบบนั้นดังลั่นราวกับจะตบมุขของเธอพลางหัวเสียอย่างแรง เพราะก่อนเข้ามาในห้องบอสกรได้เตรียมพร้อมรบแบบเต็มสตรีมในการสู้กับบอสทุกรูปแบบไว้แล้ว แต่ดันมาตกม้าตายอย่างคาดไม่ถึงอีกครั้ง เพราะต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า『ผู้หญิง』ที่ตัวเองแพ้ทางเสียยิ่งกว่าบอสมอนสเตอร์ไหนๆซะอีกนั่นเอง

 




NEKOPOST.NET