[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย ตอนที่ 126 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย

Ch.126 - วิกฤติที่เริ่มก่อตัวรอบๆเหล่าเพื่อนสนิท


ตอนที่ 126 : วิกฤติที่เริ่มก่อตัวรอบๆเหล่าเพื่อนสนิท

 

 

———— 1 วันก่อน ณ อาณาจักรอาลัน , ชายแดนประเทศตะวันออก

 

          ณ หมู่บ้านชายแดนตะวันออก อันประกอบไปด้วยทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา ไร่นาอันเต็มไปด้วยพืชผล ท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยปศุสัตว์ และบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยผู้คน...

 

          ทว่าตอนนี้ภาพความสงบสุขเหล่านั้นกำลังถูกแทนที่ด้วยไร่สวนที่พังทลาย ซากศพของสัตว์ป่าที่คล้ายวัวเลี้ยง บ้านเรือนที่ถูกเผาไหม้ดำเป็นตอตะโก ผู้คนที่หนีไม่ทันเองก็กลายเป็นร่างไร้วิญญาณข้างถนน

          โดยมีต้นเหตุคือ เหล่ามอนสเตอร์หลากประเภท สวมชุดเกราะหนักและเบา พวกมันยิ้มเยาะเย้ยให้กับสภาพของหมู่บ้านที่พวกมันเป็นคนก่อ

 

          ในขณะนั้น กลุ่มหลักของพวกมันอันประกอบไปด้วยออร์คสวมชุดเกราะหนักและสมุนก็อบลินสวมชุดเกราะเบาอีก 5 ตัว ได้เข้ารุมล้อมมนุษย์สองคนสุดท้ายที่เหลืออยู่

          นั่นคือแม่ลูกที่กำลังนั่งสั่นกับพื้น ชิดติดกำแพงปิดตายโดยที่ถูกมอนสเตอร์ทั้ง 6 ตัวที่ว่าปิดทางออกเพียงหนึ่งเดียวไว้ หญิงสาวผู้เป็นแม่กอดร่างของลูกสาวแน่นด้วยความกลัวทั้งน้ำตา เพราะรู้แก่ใจดีว่ายังไงก็คงไม่รอด

 

          ออร์คที่เห็นดังนั้นแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งอย่างน่ารังเกียจ ก่อนที่จะเงื้อขวานยักษ์ในมือขึ้นสูง เป็นพริบตาเดียวกับที่คนเป็นแม่เอาร่างเข้าบังลูกของตัวเอง

          แต่ทว่าในสถานการณ์ที่ความเป็นตายเท่ากัน... ปาฏิหารย์ก็อาจเกิดขึ้นได้พอๆกับที่ความตายคลืบคลาน

 

ฉั๊ว!!!!!

ก๊าซซซซซซ!!!

          เสียงร้องของออร์คดังขึ้นแทนเสียงกระเซ็น เพราะเป็นพริบตาเดียวกับที่แขนขวาซึ่งกำลังถือขวานได้ขาดสะบั้น ขวานยักปลิวตกลงใส่ก็อบลินตัวนึงจนตายสนิทด้วยความบังเอิญ

          พริบตานั้นสายตาของออร์คก็เลิกทำเป็นทีเล่นทีจริง แววตาของมันเปลี่ยนไปจริงจัง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะสายไปแล้ว

 

〝 ย้ากกก!!! 〞

          เสียงของเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัว

          เด็กสาวผมทองกระโดดลงมาจากอีกฟากของกำแพง ลงตรงจุดที่ใกล้กับก็อบลินที่สุด และกวัดแกว่งดาบเพียงครั้งเดียวก็จัดการไปได้ถึง 2 ตัว

          และพริบตาที่ออร์คประเมินสถานการณ์ซึ่งกลับตาลปัตรไปแล้วเสร็จสิ้นจึงกำลังหนี กำลังเสริมอีกคนของเด็กสาวผมทองที่เป็นเด็กหนุ่มย้อมผมทองรูปงาม ก็ขวางทางหนีของมันไว้ และพุ่งเข้าแทงศีรษะของออร์คด้วยหอกในมืออย่างแม่นยำ

 

          พริบตาเดียวกับที่หญิงสาวผมสั้นสีน้ำตาล พุ่งออกมาจากเงามืดของกำแพง ปามีดเล่มนึงใส่กลางศีรษะของก็อบลินตัวนึง และเข้าด้านหลังของก็อบลินอีกตัวพร้อมกับใช้มีดสั้นของตัวเองแทงหลังคอของมันในพริบตาเดียว

 

          นั่นดึงความสนใจให้กับพวกมอนสเตอร์กลุ่มที่เหลือซึ่งไม่ฉลาดพอจะประเมินสถานการณ์ พวกมันกรูกันเข้าหาทั้งสามคนในทันที แต่ถึงแบบนั้น ระยะห่างที่มากกว่า 100 เมตรก็ทำให้พวกมันมาไม่ถึงในทันที

 

〝 ทุกคนโจมตี!!!! 〞เสียงของหญิงสาวอีกคนตะโกนขึ้นดังลั่นสนามรบ พร้อมกับชูธนูในมือขึ้นฟ้าเพื่อเรียกขวัญ

〝〝〝 โอ้วววววววววว!!!!! 〞〞〞

          เสียงตะโกนตอบกลับมาอย่างพร้อมเพรียงในทันที...

          อันมาจากเหล่านักเรียนผู้กล้าชายหญิงจำนวนกว่า 10 ชีวิตนอกเหนือจากพวกของรินและอลิซ ทั้งหมดตอบรับคำพูดของประธานนักเรียนอย่างฟ้า และพุ่งเข้าโจมตีมอนสเตอร์ทั้งหมดในพื้นที่ในทันที

 

          นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ริน ชาญ ไมน์และรีเบคก้าตามมาสมทบกับพวกอลิซ

 

〝 ขอโทษที่มาช้านะคะ 〞

〝 พวกคุณปลอดภัยแล้วค่ะ 〞

          รินและไมน์กล่าวกับแม่ลูกที่กำลังนั่งอยู่กับพื้น ชาญและรีเบคก้าก็ค่อยๆเข้าไปพยุ่งทั้งคู่ขึ้น

 

〝 พวกคุณ...? 〞หญิงสาวผู้เป็นแม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้รินยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนก่อนจะตอบเธอกลับไป

 

〝 พวกเราคือ ผู้กล้าค่ะ! 〞

 

❖❖❖❖❖

 

หลังจากนั้นก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในการกวาดล้างกลุ่มมอนสเตอร์

ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือมอนสเตอร์ทั้งหมดตายเรียบ ส่วนกลุ่มนักเรียนผู้กล้าไม่มีใครบาดเจ็บเลยซักคนเดียว แต่ผลลัพธ์ของหมู่บ้านนี้นั้นเลวร้าย...

 

บ้านเมืองเสียหายทุกหลัง ไร่นาและสวนถูกทำลายทั้งหมด และที่สำคัญมีชาวบ้านเสียชีวิตถึง 40% ของหมู่บ้าน

แน่นอนว่าส่วนใหญ่คือคนที่หนีหลังจากการสั่งอพยพเมื่อวานไม่ทัน...

          ชาญคิดแบบนั้นแล้วก็กอดอกทำสีหน้าเคร่งเครียด ในขณะที่นั่งอยู่ในเต้นท์ผ้าที่กางอย่างลวกๆพอให้ใช้งานได้ พร้อมกับฟ้า หัวหน้าทหารฮันซี่และรองหัวหน้ากอง

 

ใช่... ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นจากเมื่อวาน

          ชาญคิดแบบนั้นแล้วก็เริ่มนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกอย่างพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อวาน

 

เมื่อวาน... จู่ๆกองทัพของมอนสเตอร์หลากหลายประเภท รวมกับเผ่าปีศาจจำวนหนึ่ง รวมแล้วจำนวนกว่า 500 ตน ก็ยกขบวนเข้าโจมตีเมืองๆนึงที่สุดเขตทิศเหนือ

ด้วยจำนวนขนาดนั้น ทหารสามารถพอรับมือได้พอประมาณ แต่เพราะได้เหล่าผู้กล้ารุ่นก่อนมาร่วมด้วย

แล้วจะว่าไป... ถ้าไม่ได้รู้จากกรมาก่อน ก็คงจะเพิ่งรู้นี่แหล่ะว่ามีผู้กล้ากลุ่มอื่นในอาณาจักรแห่งนี้ด้วยจากการเรียกรวมตัว

 

ยังไงก็ตาม... นั่นทำให้การป้องกันเมืองทำได้อย่างง่ายดาย เมืองนั้นปลอดภัยในที่สุด

แต่ทว่านั่นเป็นกับดัก... หลังจากนั้นแค่ชั่วโมงนึง เมืองสุดขอบตะวันออกก็ถูกยึดโดยกองทัพมอนสเตอร์จำนวนถึง 1,000 ตนในทันที

จากรายงาน... ดูเหมือนจะมีปีศาจที่มีพลังแข็งแกร่งมากเป็นแม่ทัพติดมาด้วย

 

พวกทหารนั้นเป็นได้แค่เศษเนื้อเมื่อเจอกับมัน พวกเราจึงหวังกับกลุ่มผู้กล้าแทน ทว่าผลลัพธ์กลับออกมาได้น่าสิ้นหวัง... ผู้กล้ากลุ่มที่ส่งไป มีชีวิตรอดกลับมาได้แค่ครึ่งเดียวจากการปะทะกับมัน และแน่นอน เมืองสุดขอบที่ว่าถูกยึดไปเรียบร้อยแล้ว

ชีวิตของผู้กล้า 100 คน สังเวยแลกกับข้อมูลที่ว่าแม่ทัพคนดังกล่าว เป็นหนึ่งในขุนพลของราชาปีศาจ ไม่คุ้มเอาซะเลย...

 

แต่ก็เพราะแบบนั้น เลยทำให้รู้ว่าราชาปีศาจเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

หลังจากอาณาจักรบาซีเลียสที่กรเคยอยู่ ก็เป็นอาลันเชี่ยนนี่งั้นเหรอ...

 

ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง แต่มันแน่ชัดแล้วว่าที่นี่เป็นเป้าหมายของราชาปีศาจ

...และกำลังจะกลายเป็นพื้นที่ทำสงคราม

          ชาญคิดแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจอย่างแรงด้วยความกังวล ใจหนึ่งก็หวังอยู่ในใจว่าคนที่เขารออยู่จะกลับมาช่วยเขาให้หลุดออกจากสถานการณ์นี้ และอีกใจนึงก็ไม่อยากให้มาด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน

 

〝 ไม่เป็นไรหรอกน่าชาญ... เราต้องชนะแน่! 〞

          ในขณะที่กำลังสับสน ฟ้าก็จับไหล่ของชาญหวังให้กำลังใจ แต่ในน้ำเสียงของเธอก็ดูสั่นเช่นกัน นั่นทำให้เขายิ้มแห้งๆออกมา ทั้งตระหนักได้ว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่กังวล เพราะแบบนั้น ชาญถึงได้ใจเย็นขึ้นมานิดหน่อย

 

〝 ...แผนการก็เป็นอย่างที่ว่าไป ถ้างั้น... ต่อไปก็คือจุดรับผิดชอบของพวกนาย ตั้งใจฟังให้ดีหล่ะ 〞ฮันซี่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับชาญ โดยมีโต๊ะกลมแบบพกพาขั้นกลาง ว่าแบบนั้นด้วยท่าทางทะมัดทะแมงและจริงจัง

〝 ครับ... รบกวนด้วย 〞

          ชาญตอบกลับอย่างเยือกเย็นไปแบบนั้น แล้วการประชุมเพื่อรับคำสั่งแผนการก็เริ่มขึ้น

 

❖❖❖❖❖

 

          อีกด้านหนึ่ง... กลุ่มของรินและอลิซ รวมถึงโชต เจนนี่ ไมน์และรีเบคก้าที่รออยู่ด้านนอกเพื่อรอคำสั่งอีกต่อ ก็กำลังมองสภาพรอบตัวด้วยสายตาหดหู่

 

〝 โหดร้าย... 〞รินพูดขึ้นในขณะที่มองสภาพบ้านเรือนและคราบเลือด หลังการเก็บกวาดศพของชาวบ้านโดยเหล่าอัศวินและอาสาสมัครไปแล้ว

〝 สงคราม กำลังจะเกิดจริงๆสินะ... 〞

          อลิซว่าด้วยน้ำเสียงสั่นๆ พร้อมกับกำมือตัวเองแน่น ราวกับเป็นคนละคนกับเด็กสาวผู้ห้าวหาญต่อกรกับมอนสเตอร์ร่างสูงยักษ์ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

          แม้แต่โชต ก็ทำได้แค่มองสภาพรอบตัวพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างกังวลเหมือนทุกคน ต่างแค่ว่าเขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเท่านั้นเอง

          เช่นเดียวกับไมน์และรีเบคก้า ที่ทำสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน

 

          และในสถานการณ์แบบนี้ คนที่ยังร่าเริงอยู่ได้ก็มีแค่เจนนี่เท่านั้น... เธอโผล่มาข้างหลังของรินและอลิซ พร้อมกับตบหลังพวกเธอดัง ป๊าป! จนทั้งสองคนสะดุ้งโหยง

 

〝 ไม่เป็นไรหรอกน่า! มีฉันอยู่ทั้งคน ไมน์กับรีเบคก้าก็ด้วยนา! พวกเราเป็นสุดยอดองครักษ์ที่กรฝากฝังมาเลยเชียวนะ เชื่อใจกันหน่อยซี่! 〞

〝 คุณเจนนี่... 〞เพราะคำพูดให้กำลังใจของเจนนี่ รินจึงได้รำพึงขึ้นเช่นนั้น รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของริน

〝 อื้อ! นั่นสินะ! เวลาแบบนี้ต่างหากที่ต้องร่าเริงเข้าไว้! ย้ากกกกกกกก!!!! 〞

          เช่นเดียวกันกับอลิซ เธอกำหมัดทั้งสองชูขึ้นฟ้า และกลับมาเป็นตัวตนเดิมที่ออกจะต๊องอยู่หน่อยๆอีกครั้ง นั่นทำให้เจนนี่พยักหน้ายิ้มอย่างพอใจ และทำให้โชต ไมน์และรีเบคก้ายิ้มแห้งๆออกมาด้วยความชื่นชมด้วย

 

〝 ยังร่าเริงอยู่ได้สินะเนี่ย ผมหล่ะนับถือจริงๆให้ตายสิ... 〞ชาญเดินออกมาจากเต้นท์ แล้วก็เข้ามาสมทบกับพวกรินและอลิซด้วยสีหน้าเจื่อนๆ พร้อมกับฟ้าที่ทำหน้าเหมือนกับจะถอนหายใจ

          โชตที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าหาชาญเอง

 

〝 ก็ดีแล้วนี่ เครียดไปก็เท่านั้นแหล่ะจริงไหม ว่าแต่... สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง? 〞โชตถามด้วยสายตาจริงจัง ราวกับเป็นตัวแทนของทุกคน นั่นทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ชาญ

          นั่นทำให้ชาญถอนหายใจออกมา ก่อนจะดันแว่นที่หลุดกรอบแล้วพูดขึ้นด้วยความหวั่น

 

〝 แย่เลยหล่ะนะ... ตอนนี้ทิศเหนือยังปลอดภัยก็จริง แต่ทิศใต้ของอาณาจักรเพิ่งจะมีม้าเร็วส่งข่าวมาบอกว่า มีกองทัพของราชาปีศาจอีก 3,000 ตน กำลังเตรียมเคลื่อนพลเข้าโจมตี 〞

〝 สะ สามพัน!? 〞รินที่ตะลึงในจำนวนเบิกตาโพลง นั่นทำให้ชาญและฟ้าพยักหน้าอย่างหวั่นๆ

 

เรื่องจำนวนไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่ที่แย่คือ เริ่มมีเผ่าปีศาจที่เป็นทหารมือดีเข้ามาเป็นกองทัพแล้วต่างหากที่น่ากลัว

เพราะความสามารถพวกนี้มันระดับสูงกว่ามอนสเตอร์กระจอกๆอย่างเห็นได้ชัดหล่ะนะ... จากก่อนหน้าที่เป็นเผ่าปีศาจพื้นๆหรือทหารที่ฝีมือต่ำพอๆกับทหารเฝ้าหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ระดับเดียวกับอัศวินไปแล้ว

และแน่นอนว่านั่นแค่เปรียบเทียบในระดับของมนุษย์ เพราะความจริงแล้ว ปีศาจมีพื้นฐานเหนือกว่านั้น

 

ที่ผ่านมาต้องเรียกว่าโชคช่วยด้วยซ้ำ ที่ไม่ได้เผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจตรงๆหน่ะ

 

〝 อา... มันน่าตกใจมากที่เจ้าพวกนั้นเคลื่อนพลจำนวนมากขนาดนั้นเข้าใกล้เราได้โดยไม่รู้ตัวและรวดเร็วถึงขนาดนี้ ยังไงมันก็ผิดปกติเกินไป แต่ว่า... 〞ฟ้าว่าอย่างหวั่นๆ แต่เหมือนจะแอบยิ้มเล็กๆ นั่นเพราะสิ่งที่พวกเธอรู้ไม่ได้มีแต่ข้อมูลน่าสิ้นหวังเท่านั้น

 

〝 แต่ก็เพราะความผิดปกตินั้นแหล่ะ พวกเราถึงได้ตรวจสอบจนรู้ว่าเจ้าพวกนั้นมีเครื่องมือที่สามารถใช้เคลื่อนย้ายกำลังพลขนาดใหญ่มาได้ แล้วก็บิงโก!  〞ชาญว่าแล้วก็ดีดนิ้ว ก่อนจะพูดต่อ

〝 พวกมันมีอุปกรณ์ที่ใช้วาร์ปกองทัพของตัวเองในพริบตามาอยู่จริงๆ... แล้วเครื่องมือที่ว่าก็อยู่ที่ทิศทั้งสามนอกเหนือจากตะวันตก 〞

 

พวกปีศาจมีวิทยาการที่ล้ำหน้าแบบนี้อยู่ก็น่ากลัวมากพอแล้ว

แถมยังสามารถเอามาใช้ทำสงครามได้อีก... เป็นอุปกรณ์เวทย์ที่ขี้โกงซะจริง ทั้งที่แค่ความแข็งแกร่งทางกายภาพของพวกปีศาจมันก็เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาแล้วแท้ๆ

 

เรียกว่าเป้าหมายของพวกมันคือการบดขยี้เราก็คงไม่ผิดนักหรอก

 

〝 เห... แบบนั้นจะว่าไงดี ล่อหนูให้ไปติดกับงั้นสิเนี่ย 〞เจนนี่พูดขึ้นขัด ทว่านั่นก็คือสิ่งที่ชาญจะพูด ทำให้เขาพยักหน้าทีนึง

 

ใช่เลย... เปิดทางหนีให้จุดนึง เพื่อจะต้อนแล้วจัดการทีเดียว

คิดยังไงก็ต้องเป็นอย่างงั้น เป็นแผนการที่แยบยล

 

แต่ถ้าอ่านออก... ก็อย่าหวังเลยว่าพวกเราจะติดกับ!

 

〝 อา... แต่พอรู้แบบนั้นแล้วใครจะทำตามกันหล่ะจริงไหม? พวกเราเลยคิดแผนขึ้นมาแบบนี้... ให้เหล่าผู้กล้ารุ่นก่อนทั้ง 3,000 คนที่เรามี แบ่งกันไปทั้งสามทิศที่มีเครื่องเคลื่อนย้าย ทำลายเครื่องเคลื่อนย้ายทิ้งพร้อมกับตลบหลังพวกมัน โดยเคลื่อนพลไปตอนกลางคืน ในขณะเดียวกันก็แบ่งกำลัง 30% ไปโจมตีสามทิศจากด้านหน้าเพื่อใช้ดึงดูดความสนใจให้กับทัพที่จะลอบโจมตี แผนคร่าวๆก็ประมาณนี้ 〞

          ชาญว่าจบก็ดันแว่นขึ้นอีกครั้ง และนั่นทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคน ยกเว้นเจนนี่กับรีเบคก้า

 

〝 มันจะง่ายแบบนั้นเชียวเหรอ 〞รีเบคก้าจับคางครุ่นคิด และนั่นก็ทำให้เจนนี่เปลี่ยนสายตาเป็นเฉียบคมราวอินทรีเช่นกัน

〝 นั่นสินะ บางที... ไม่หรอก คิดไปเองมั้ง 〞

          ราวกับลางสังหรณ์ของนักฆ่าได้เริ่มทำงาน ทว่าเจนนี่ได้ตัดสินใจไปเองในหัวแล้วว่าเป็นเพียงลางสังหรณ์ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ เพราะงั้นเธอเลยไม่สนใจ และนั่นก็ทำให้รีเบคก้าเลิกสนใจไปด้วย

 

〝 ว่าแต่พวกเราจะเอาไงต่อหล่ะ? 〞

〝 นั่นสินะ... คุณฮันซี่จะให้พวกเราทำอะไรหล่ะ? 〞

          อลิซกับรินถามขึ้นตามลำดับ และที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเธอกังวลนั่นแหล่ะ ว่าฮันซี่จะโยนกลุ่มของพวกเธอทุกคนไปลงยังจุดอันตรายของสงครามหรือเปล่า

 

〝 สบายใจได้... หน้าที่ของกลุ่มผู้กล้าใหม่อย่างเราหน่ะ คือเฝ้าเมืองหลวงที่เป็นปราการด่านสุดท้าย และคอยเคลียร์มอนสเตอร์ที่หลุดมาจากแนวหน้าเท่านั้นแหล่ะ 〞

          คำตอบของชาญทำให้ทุกคนยิ้มอย่างโล่งอก

 

แต่ที่เป็นแบบนั้น บางทีคงเป็นเพราะประสบการณ์สงครามของพวกเรามันต่ำเกินไปหล่ะมั้ง

ก็ยังเป็นเด็กธรรมดาจนถึงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง จะให้ทำสงครามก็มีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาเท่านั้นแหล่ะ

 

แถมยัง... เร็วเกินไปที่จะให้เด็กอ่อนต่อโลกอย่างเราเห็น “กองซากศพ” ด้วยหล่ะนะ

เพราะงั้นตัดสินใจแบบนี้ก็น่าจะถูกแล้วหล่ะนะ

 

〝 งั้นเหรอเนี่ย!? เอาเถอะค่อยสบายใจหน่อย! กำลังคิดอยู่เลยว่า ถ้าพวกเธอเข้าร่วมสงครามจริงๆ พวกเราอาจจะดูแลพวกเธอไม่ไหวก็ได้ 〞เจนนี่ว่าไปพลางใช้มือสองข้างไพล่หลังศีรษะอย่างสบายใจเฉิบ ผิดกับเรื่องซีเรียสที่กำลังพูดอยู่อย่างสิ้นเชิง

 

〝 นั่นสินะคะ แต่ว่า... 〞ไมน์พูดขึ้นราวกับลังเล แต่เพราะถูกสายตาสนใจของทุกคนมองกันหมด เลยพูดออกมาต่อจากที่ค้างเอาไว้

 

〝 ถ้าเกิดที่นี่มีคุณกรอยู่ด้วย... จะเป็นยังไงกันนะคะ 〞

          ไมน์พูดขึ้นราวกับถวิลหา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติ ที่เมื่อถูกความกังวลเข้าครอบงำ ก็ย่อมต้องการคนที่เธอมีความรู้สึกให้มากที่สุดมาอยู่เคียงข้าง... ไมน์คิดเพียงเท่านั้น

          ทว่านั่นก็ทำให้ทุกคนโดยเฉพาะริน อลิซและเจนนี่เบิกตาโพลงขึ้นมา ส่วนสาเหตุ ก็คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก

 

〝 ไม่ได้หรอก... อย่าให้กรมาที่นี่เลย 〞รินพูดพลางขบฟันแน่นด้วยความรู้สึกหลายๆอย่าง

〝 นั่นสินะ ก็มัน... อันตรายออกนี่นา 〞เช่นเดียวกับอลิซที่พูดแบบนั้นพลางชักสีหน้าไม่สู้ดีพร้อมกับฝืนยิ้มออกมา นั่นทำให้ไมน์รู้สึกผิดขึ้นมา

          แต่ก็เหมือนเดิม เจนนี่เข้าไปตบไหล่ของไมน์อย่างแรงเพื่อให้เธอกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง

 

〝 ก็จริงหล่ะน้า! ถ้าหมอนั่นมาอาจจะช่วยอะไร ไม่สิ... คงช่วยอะไรพวกเราได้แน่หล่ะนะ 〞เจนนี่ว่าแล้วก็กอดอกพยักหน้าอืมๆ

〝 แต่ก็อย่างที่ว่าแหล่ะนะ... ไม่อยากให้หมอนั่นแบกรับอะไรมากไปกว่านี้แล้วหล่ะ 〞

          เจนนี่พูดขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดผสมเป็นห่วง รินกับอลิซเอง พอได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจังเพราะคิดแบบเดียวกัน ไม่สิ... พวกเธอเป็นห่วงกรมากกว่าเจนนี่ด้วยซ้ำ เพียงแค่สรรหาคำพูดดีๆพูดออกมาไม่ได้เท่านั้นเอง

 

ก็จริงของคุณเจนนี่

จะดึงกรมาเสี่ยงด้วยไม่ได้หรอก...

 

เพราะงั้นที่นี่... คงต้องหาทางทำอะไรซักอย่างด้วยตัวเองแล้วหล่ะ

เพื่อที่จะปกป้อง... สิ่งสำคัญของกร...

          ในขณะที่ทุกคนกำลังกังวลอย่างช่วยไม่ได้ ชาญก็คิดแบบนั้นด้วยความเชื่อมั่น

 

❖❖❖❖❖

 

          หลังจากนั้นชาญก็อธิบายภารกิจย่อยอีกอย่าง ทว่ามันไม่ใช่ภารกิจที่ยากอะไร ไม่สิ... ถ้าให้พูดแล้วหล่ะก็ ต้องใช้คำว่าเป็นภารกิจที่ “น่าลำบากใจ” มากกว่า “ยาก” ซึ่งภารกิจที่ว่าของชาญนั่นคือ การเจรจากับนักเรียนผู้กล้ากลุ่มของเสือ เพื่อขอความร่วมมือให้มาคุ้มครองเมืองหลวงนั่นเอง

          และคนที่รับหน้าที่นี้ก็คือชาญกับฟ้า ก็คิดอยู่บ้างแหล่ะว่าอันตราย แต่เช่นไรก็ตาม... การกระทำที่ผ่านมาของกลุ่มเสือไม่ได้มีเหตุอุกอาจเกิดขึ้น กล่าวได้ว่าหากอยู่ในเขตอาณาจักร และไปในนามของอัศวินแห่งวังหลวง เสือคงไม่กล้าทำอะไรพวกชาญสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะเดิมที เขาก็เป็นผู้ต้องสงสัยเรื่องที่ทิ้งกรไว้ในดันเจี้ยนจากความรู้สึกส่วนตัวของคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว

 

          นั่นเป็นเหตุผลที่ชาญและฟ้ากำลังนั่นอยู่ในเกวียนรถม้า โดยมีอัศวินติดตามไปด้วย 3 คน

          อนึ่ง เกวียนรถม้าที่ว่า เป็นแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยนั่งเมื่อครั้งไปทดสอบนอกพื้นที่ครั้งแรกทุกประการ

 

〝 ให้ตายสิ... ไปติดต่อกับคนพรรค์นั้นก็ไม่ได้อะไรแท้ๆเชียว 〞ฟ้าที่นั่งพื้นเกวียนอยู่ตรงข้ามกับชาญพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

〝 แต่เรื่องที่กำลังของทางนั้นมีมากกว่ากลุ่มของเราก็เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้นะ 〞ชาญว่าไปพลางกอดอกขมวดคิ้วไป

          และเพราะระหว่างเดินทางไม่มีเรื่องคุย... ฟ้าจึงเริ่มถามถึงเรื่องที่คาใจมานาน

 

〝 แต่จะว่าไปเนี่ย... รู้สึกว่าหมอนั่นจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากพวกนายมากเลยนะเนี่ย 〞

〝 หมายถึงใครเหรอครับ? 〞

〝 ก็กรนั่นแหล่ะ จะใครหล่ะ 〞

          พอกรถูกกล่าวถึง ทำให้ชาญเปลี่ยนท่า แล้วมานั่งขัดสมาธิจากที่ปล่อยสบายๆเมื่อครู่ และยิงคำถามใส่ฟ้ากลับไปแทน

 

〝 ฟ้าหน่ะ... ถ้าพูดถึง “อัจฉริยะ” จะนึกถึงใครเป็นคนแรกงั้นเหรอ? 〞พอถามไปแบบนั้น ฟ้าก็ครุ่นคิดราวๆ 2 วินาทีก่อนจะตอบ

〝 คงจะเป็นไอน์สไตน์... ไม่ก็สตีเฟน ฮอว์คิง หล่ะมั้งนะ 〞

〝 ส่วนผมคือกร 〞

〝 ..... 〞

          คำตอบของชาญทำให้ฟ้าแน่นิ่งไปครู่นึง ราวกับตกใจและตะลึง เพราะจากสายตาคนนอก คงคิดแค่ว่ากลุ่มของรินและอลิซอวยคนอย่างกรออกนอกหน้าเกินไป

 

〝 เก่งขนาดนั้นเชียวเหรอหมอนั่นหน่ะ? 〞ฟ้าถามย้ำ แต่ชาญไม่ได้มองหน้าฟ้า เขากลับมองออกไปนอกตัวเกวียนแทน

 

〝 พูดได้ 8 ภาษาตั้งแต่ประถม... คำนวณคณิตศาสตร์แคลคูลัสและแก้สมการที่ซับซ้อนจากข้อสอบปลายภาคฮาวาร์ดได้ตั้งแต่ ป.4 แถมยังอ่านหนังสือแปลกๆตอน ป.6 แล้วผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่านั่นคือกลศาสตร์ควอนตัม... สร้างคอมพิวเตอร์จากเศษนาฬิกาแล้วก็อะไรต่อมิอะไรได้ตั้งแต่ ม.ต้น ประมาณนี้หล่ะมั้ง... แถมทักษะทางด้านร่างกายก็สูง เล่นกีฬาอะไรก็อยู่ระดับต้นๆตลอด เอาจริงๆนะ... ตอนนี้ถ้าหมอนั่นยังเล่นฟุตบอลอยู่คงติด U19 แหงๆ... 〞

          ชาญว่าแบบนั้นยิ่งทำให้ฟ้าเบิกตาโพลงเข้าไปใหญ่ คำว่า “เรื่องจริงเหรอเนี่ย?” ถูกเขียนบนหน้าของเธออย่างชัดเจน

 

〝 กะ โกหกน่า! ถ้าหมอนั่นสุดยอดขนาดนั้น ป่านนี้หมอนั่นดังระเบิดไปแล้ว! 〞ฟ้าแย้งแบบนั้นเสียงดังลั่น เพราะรับไม่ได้ แต่กลับได้รอยยิ้มหัวเราะเล็กๆของชาญกลับมา และนั่นก็ดันทำให้ฟ้าใจเต้นซะเอง

〝 ใช่ไหมหล่ะ! ถ้าเอาจริงคงดังระเบิดแล้วแท้ๆ 〞

          ชาญพูดออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างที่ฟ้าไม่เคยเห็น เป็นรอยยิ้มที่ทั้งภูมิใจและสุขใจของชาญเมื่อได้พูดถึงกรเมื่อครั้งอดีต

 

〝 แต่ก็ไม่เคยใช้ความสามารถจริงๆออกมาเลยซักครั้ง... เอาแต่คอยช่วยเหลือพวกเราอยู่ห่างๆด้วยความสามารถนั่น ผมเองยังเสียดายเลย... ถ้าเห็นค่าของตัวเองให้มากกว่านี้ก็คงดีสิ... หมอนั่นหน่ะ 〞

 

จะเป็นเพราะความถ่อมตนที่มากเกินไป... หรือเพราะตั้งแต่เสียพ่อกับแม่ไป หมอนั่นเลยมองตัวเองด้อยกว่าความเป็นจริงกันนะ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของกรหรอก มันช่วยไม่ได้จริงๆ

          ชาญคิดแล้วก็ยิ้มเจื่อนๆออกมา

 

〝 ถ้าจะให้สังเกต... ฟ้ารู้คะแนนสอบทุกครั้งของกรตั้งแต่ ม.4 จนถึงครั้งที่แล้วรึเปล่า? 〞

〝 ไม่มีใครจำหรอก 〞

          ชาญถามกลับไปแบบนั้น ทำให้ฟ้าส่ายหน้าในทันที

 

〝 ได้ 70% ทุกวิชาตามเกณฑ์ผ่านเลย... หมอนั่นหน่ะ จะว่าไปสอบ O-Net ตอน ม.3 ที่ได้ 100 เต็มทุกวิชานั่น คงมีครั้งเดียวนั่นแหล่ะมั้งที่ใส่เต็มที่แบบนั้นหน่ะ แต่เพราะเป็น ม.ต้นที่ไม่ได้ยากอะไร หมอนั่นเลยอาจจะคิดว่าไม่ได้คะแนนสูงมากก็ได้ 〞

〝 ...จะบอกว่า หมอนั่นแกล้งสอบได้คะแนนน้อยๆ เพราะไม่อยากเด่นรึไง? 〞

〝 นั่นสิ ผมเองก็เดาความคิดเขาไม่ออกเหมือนกัน... ไม่มีใครเดาออกหรอก คนแบบนั้นหน่ะ 〞

          ชาญว่าแบบนั้นแล้วก็ยิ้มชอบใจ เป็นครั้งแรกอีกครั้งที่ฟ้าได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มดีใจเป็นพิเศษของชาญ

 

〝 เห...... ถึงอย่างงั้นก็เถอะนะ นายเองก็รู้เรื่องของหมอนั่นเยอะเลยนี่นา 〞ฟ้าถามกลับไปอย่างมีเลศนัย ด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับจะอิจฉาอยู่หน่อยๆ ที่คนที่ถูกให้ความสนใจไม่ใช่ตน

〝 ก็หมอนั่นเป็นเพื่อนสมัยเด็กนี่นา 〞

          ชาญตอบกลับไปแบบนั้นในทันที... ด้วยรอยยิ้มเหมือนอย่างเคย...

 

ใช่... เพื่อนสมัยเด็กคนสำคัญของผม

 

❖❖❖❖❖

 

          และอีกด้านหนึ่ง... กลุ่มของริน อลิซ โชต เจนนี่ ไมน์และรีเบคก้า

          ทางนี้เองก็กำลังเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งรับเช่นกัน แน่นอนว่าแค่เผื่อไว้ก่อน เพราะตามแผนการ พวกรินจะทำแค่เก็บกวาดส่วนที่เหลือจากเหล่าผู้กล้ารุ่นก่อนเท่านั้น

 

          ใช้เวลาเดินทางราวๆ 5 ชั่วโมง ก็ถึงที่พักเวลามื้อเย็นพอดี...

          อนึ่ง พวกรินได้ย้ายออกมาอยู่นอกวังหลวงตั้งแต่เป็นนักผจญภัย เพื่อให้ง่ายกับงาน นั่นจึงทำให้ง่ายต่อการรวมตัวขึ้นเยอะ ทั้งกลุ่มทานข้าวเย็นเสร็จจึงแยกย้ายเข้าห้องตัวเองทันที

          โชตหงอยลงไปทันที เพราะรูมเมทอย่างชาญไม่อยู่ ส่วนทางเจนนี่ รีเบคก้าและไมน์ก็รีบเข้าห้องตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมทั้งอาวุธและชุดเกราะ เช่นเดียวกับรินและอลิซ

 

          ทุกคนต่างก็เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ปิดฉากอย่างรวดเร็วในวันพรุ่งนี้

          ตามปกติสงครามคงไม่จบลงในเร็ววัน... ทว่าสถานการณ์เช่นนั้นจะเกิดกับสองฝ่ายที่มีกองกำลังที่มีขนาดและแสงยานุภาพพอๆกัน แต่ก็อย่างที่ทราบว่าศัตรูเป็นปีศาจที่สเตตัสเริ่มต้นแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง

          เอาจริงๆ ใช้เวลาแค่ครึ่งวันสำหรับกองทัพ 4,500 ตนของพวกปีศาจก็คงเพียงพอแล้วในการทำลายอาณาจักรขนาดกลางแค่อาณาจักรเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องตัดสินศึกที่ยิ่งปล่อยให้ยืดเยื้อก็มีแต่จะเสียเปรียบ และเสียหายกับทั้งเศรษฐกิจและขวัญกำลังใจ แถมอีกฝ่ายยังเรียกกองกำลังออกมาได้เรื่อยๆอีก

          การที่หัวหน้าอัศวินจัดให้พรุ่งนี้เป็นศึกตัดสินจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี...

 

          แต่นั่นก็ทำให้เหล่าสาวๆ... รินกับอลิซนั่งกังวลอยู่ในห้องส่วนตัวไปแทน

 

พรุ่งนี้... ต้องไปเข้าร่วมสงคราม...

ทั้งที่ปราบมอนสเตอร์มาเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แท้ๆ แต่ระดับสงครามนี่มัน ต่างกันจริงๆ... เรื่องความกดดันเนี่ย

          รินที่นั่งอยู่ขอบเตียงคิดแบบนั้นพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ขึ้นมองดวงดาวที่สุขสกาวบนท้องฟ้า ราวกับต้องการจะให้ความสวยงามของมันขจัดความกังวลในอก

 

〝 กังวลสินะริน 〞อลิซว่าแบบนั้นแล้วก็เดินเข้ามานั่งข้างๆด้วยรอยยิ้ม แต่แน่นอนว่าเป็นยิ้มแบบฝืนๆซึ่งเป็นปกติของเธอในช่วงนี้

〝 อลิซก็ด้วยนี่... สั่นใหญ่แล้วนะรู้ตัวไหม 〞

〝 ระ เหรอ 〞

          พอถูกคำพูดของรินสวนกลับมาแทน อลิซก็เพิ่งสังเกตว่าแขนทั้งสองข้างกำลังสั่นอยู่ เธอรีบทิ้งตัวนั่งลงขอบเตียงข้างๆรินในทันที

 

กำลังสั่น... กลัวไปหมดเลย...

นี่เรา... ทั้งที่ตัดสินใจไปแล้วแท้ๆว่าจะไม่ทำให้เค้าลำบากไปมากกว่านี้

 

แต่กะแล้วเชียว...

 

〝 ฉัน... จริงๆแล้วกลัวหน่ะ... กลัวสุดๆไปเลย 〞อลิซว่าแบบนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ไม่สิ... สั่นไปทั้งตัวเลยต่างหาก

〝 ฉันด้วย... 〞รินว่าพลางเอื้อมมือไปกุมมือของอลิซที่ว่าข้างๆ ตามประสาเพื่อนสนิทสาว และดูท่าทางของรินจะสงบว่าอลิซ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะไม่กลัว

 

〝 อือ... ที่พูดไปตอนนั้น... บอกว่าไม่อยากให้กรมาก็จริง แต่ว่า... 〞อลิซว่าแบบนั้นแล้วน้ำตาก็เริ่มซึม เช่นเดียวกับริน

〝 อื้อ! ฉันหน่ะ... ฉันเองก็... อยากให้กรมาอยู่ข้างๆในเวลาแบบนี้เหมือนกัน 〞

          รินว่าแบบนั้นน้ำตาก็ไหลทั้งสองข้าง แต่ก็รีบเช็ดออกไปในทันที

 

〝 เห็นแก่ตัวจังเลยเนอะเราเนี่ย 〞

〝 นั่นสิเนอะ ฮะฮะฮะ 〞

          รินกับอลิซว่าแบบนั้นแล้วก็หัวเราะแห้งๆให้กัน

          ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน... และที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งคู่รู้สึกว่าถ้านอนกันคนละเตียงคงกลัวจนนอนไม่หลับ รินและอลิซเลยนอนเตียงเดียวกันแทน เช่นเดียวกับครั้งที่ถูกส่งมาต่างโลกครั้งแรก

          แต่แน่นอนว่าทั้งคู่นอนไม่หลับในทันที...

 

กร... พรุ่งนี้ฉันจะ... มีชีวิตรอดรึเปล่า... กลัวจังเลย...

ความจริง... อยากจะหนีเรื่องแบบนี้ไปให้พ้นๆ แต่แบบนั้นก็ต้องทิ้งคนรู้จักทั้งหมด

 

ทั้งคนในกิลด์... ชาวบ้านที่เคยช่วยไว้... คนในวังที่ทำอาหารและจัดแจ้งเรื่องต่างๆให้...

ทุกๆคนที่ใจดีกับเรา... ถ้าเกิดเราหนีไปล่ะก็...

 

...กะแล้ว ยังไงก็คงหนีไม่ได้หรอก... แต่ว่า...

อย่างน้อย... ถ้ามีกรอยู่ข้างๆแล้วบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะฉันคงจะเชื่อตามนั้น

 

อย่างน้อยแบบนั้น... คงทำให้ฉันกับอลิซสบายใจ ต่อให้...

...พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของเราก็ตาม แต่ฉันก็อยากจะให้เป็นแบบนั้น

 

...กะแล้วเชียวเราหน่ะ แย่จริงๆ...

เห็นแก่ตัว... ทั้งที่กรก็ช่วยเรามาครั้งแล้วครั้งเล่าแท้ๆ ไม่อยากให้กรลำบากใจเพราะฉันแล้วแท้ๆ

 

แต่อย่างน้อยเวลาแบบนี้... ก็อยากจะเห็นแก่ตัว...

แค่ไหนก็ไม่สนทั้งนั้น.... ถ้ามัน... ทำให้นายกลับมาอยู่กับพวกเรา...

          รินคิดแบบนั้นแล้วก็นอนขดตัวเม้มตาแน่น

 

ทั้งที่... ไม่อยากจะให้นายลำบากเพราะฉันอีกแล้วแท้ๆ...

ไม่อยากทำให้กรเจ็บปวดอีกแล้วแท้ๆ...

 

แต่ก็... จริงๆด้วย... ฉันอยากให้กรกลับมา ยังไงความรู้สึกที่อยากจะอยู่เคียงข้างนายก็ไม่เคยเปลี่ยน...

อยากให้กรบอกว่าไม่เป็นไร... อยากให้กรบอกว่าสู้เค้านะเหมือนทุกที...

 

อยากให้นาย... ปลอบโยนฉันด้วยความอบอุ่นเหมือนอย่างเคย

ความอ่อนโยนของนาย... รอยยิ้มของนาย...

 

ถึงแต่ก่อนจะไม่ได้สังเกตความรู้สึกตัวเองเลย แต่ก็เพิ่งมารู้... ว่าฉันต้องการมันมากขนาดไหน...

          อลิซเองก็คิดแบบนั้น แล้วก็ข่มตานอนแน่น

 

ขอโทษนะ... กร...

สุดท้ายยังไง... ก็อยากให้นายอยู่ข้างๆอยู่ดี

          สาวน้อยทั้งสองคิดเช่นนั้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย วนเวียนกับความคิดคำนึงถึงกรอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะผลอยหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน

 

❖❖❖❖❖

 

          ในขณะเดียวกัน ณ ปราสาทของเมืองชายแดนทิศตะวันออก ที่มั่นของเหล่ากองทัพปีศาจ

         

          ยามค่ำคืนที่ดูฉงนและสุดแสนจะพิศวง ได้แสดงให้เห็นความน่ากลัวของตัวปราสาทที่ถูกดัดแปลงไปส่วนนึง โดยเฉพาะกำแพงที่ถูกห้อยด้วยร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารประจำเมืองอย่างน่าสะอิดสะเอียน เป็นสิ่งที่ทำขึ้นตามคำสั่งของหนึ่งในขุนพลของราชาปีศาจ ผู้ซึ่งไว้ผมทรงเปิดหน้าผากและสวมแว่นตาข้างเดียวในชุดสูท... แมมม่อน

 

          เขากำลังยืนอยู่บนชั้นบนสุดของปราสาท ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนกับขุนพลอีกคน ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยต่อสู้กับกรและแพ้อย่างราบคาบ ปีศาจผู้ใช้ดาบและความเร็ว... ลูซิเฟอร์

 

〝 บรรยากาศดีจริงๆว่าไหมท่านลูซิเฟอร์ 〞

〝 ข้าไม่สนใจหรอกนะ... มันไม่มีประโยชน์กับสงครามซักหน่อยนี่ 〞

〝 ไร้อารมณ์สุนทรีซะจริงนะท่าน 〞

          แมมม่อนแขวะไปเช่นนั้น แล้วก็หันหลังกลับไปมองพื้นด้านล่าง

 

          เป็นจุดที่มีบางสิ่งตั้งอยู่... คล้ายกับวงแหวนทำจากโลหะ 5 วง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร วงแหวนนอกสุดมีฐานตั้ง แต่วงแหวนชั้นในอีก 4 วง ซ้อนทับกันอยู่ข้างในราวกับงานศิลป์ แต่ทว่าไม่ใช่ เพราะตัวจริงของอุปกรณ์แปลกๆนี่ คือเครื่องเคลื่อนย้ายกองทัพของพวกปีศาจต่างหาก

 

〝 จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นไปตามแผนใช่ไหม? 〞ลูซิเฟอร์ถามราวกับเร่งเร้า

          ไม่สิ... ตอนนี้เขากำลังกอดอกเคาะนิ้วอยู่ เป็นท่าทางเร่งเร้าอย่างเห็นได้ชัด

 

〝 ไม่ต้องรีบไปหรอกท่านลูซิเฟอร์! เจ้าพวกนั้นมันติดกับแผนซ้อนแผนไปแล้ว ยังไงแผนก็ต้องสำเร็จแน่... ในตอนนี้ถึงจะล่อไอ้เด็กนั่นออกมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เปิดตัวสำหรับสงครามใหญ่หลังจากนี้ได้ดีเลยเชียว 〞

          แมมม่อนพูดอย่างร่าเริงและแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ก่อนที่จะมองเข้าไปยังใจกลางของเมืองหลวง

 

〝 คอยดูเถอะเจ้าพวกมนุษย์หน้าโง่... อา... ข้าทนรอสีหน้าสิ้นหวังของพวกมันไม่ไหวแล้วสิ ฮะฮะฮ่า!!! 〞

          แมมม่อนว่าแบบนั้นด้วยน้ำเสียงดูถูกอย่างชัดเจนพร้อมกับแผ่มือออกกว้างและหัวเราะชอบใจดังลั่น

 

          ทางฝั่งลูซิเฟอร์เองก็กลับทำสีหน้าแบบเดียวกัน

          แม้จะไม่สบอารมณ์อยู่บ้างที่ไม่อาจล่อกรออกมาได้... เป้าหมายการแก้แค้นเลยหายไป แต่เปลวไฟแห่งความแค้นที่เก็บไว้เผาไหม้กรนั้น ดูเหมือนเขาจะตัดสินใจไปลงกับอาณาจักรนี้แทนเสียแล้ว... นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกออกมาผ่านสายตาและรอยยิ้มชั่วร้ายของลูซิเฟอร์




NEKOPOST.NET