[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย ตอนที่ 0 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[Juti: Cheaters Party] ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย

Ch.0 - บทนำ (แนะนำให้อ่านก่อนนะครับ)


 

บทนำ

 

 

ไร้เหตุผลชะมัด  ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว......

 

          อุษณกร  เด็กหนุ่มไทยอายุ 17 ปี ที่ปกติแล้วช่วงวัยและเวลานี้น่าจะต้องนั่งเรียนหนังสืออยู่ใน ห้องเรียนกับเหล่าเพื่อนร่วมชั้น ในประเทศ....ไม่สิโลกที่สงบสุข ตอนนี้กลับกำลังอยู่ในสภาพร่อแร่ใกล้ตายเต็มทีจากการปะทะกับกลุ่มมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของต่างโลก กำลังนั่งเอาหลังพึงกำแพง แล้วบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แหบแห้งและแผ่วเบาอย่างที่สุดอยู่เพียงลำพัง

 

ตึก ตัก............ตึก   ตัก.......................ตึก............ตัก.............................ตึก...................ตัก

 

          ชีพจรของเด็กหนุ่มกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ  แต่สัมผัสทางกายที่น่าจะหายไปจากการเสียเลือดของเด็กหนุ่มยังไม่ได้จางลงแม้แต่น้อย  ความร้อนจากของเหลวสีแดงที่ไหลออกมาทั่วร่างไม่หยุดก็ยังคงชัดเจน  ความเจ็บปวดที่ปากแผลจากการสูญเสียแขนซ้ายไปเองก็ยังชัดเจน สัมผัสความเย็นจากโลหะของมีดสั้นที่เสียบอยู่ที่หน้าอกค่อนไปทางซ้าย และใบมีดของดาบยาวสองคมมือเดียวอีก 2 เล่มที่ท้องน้อยทะลุผ่านลำตัวและทะลุต้นขาขวาไปก็ยังชัดเจน

 

ทรมาน......

ให้ตายสิ ถ้าจะตายทั้งทีขอตายแบบไม่ทรมานไม่ได้รึไง......

 

เพราะสมองประมวลผลเร็วกว่าปกติละมั้ง ทั้งที่เป็นความสามารถที่แสนภาคภูมิใจจากโลกเดิมแท้ๆ แต่เวลาแบบนี้กลับไม่มีประโยชน์เลย แล้วพอใกล้ตายทุกอย่างมันยิ่งดูช้าไปหมด เด็กหนุ่มคิดแบบนั้นพลางรับสัมผัสจากภาพที่อยู่ข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ  

 

.....เวลาแบบนี้ยังมัวมองอะไรไปทั่วอีกงั้นเหรอ?  เพราะไม่มีแรงจะขยับต่างหากเฟ้ย!  ฉันเองก็ไม่อยากไปมองไอ้พวกที่ยำฉันซะจนเป็นแบบนี้นักหรอก

 

          ในสายตาของเด็กหนุ่มสะท้อนภาพของกลุ่มมอนสเตอร์ที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าอนาถทั้ง 6 ตัว  สองตัวเป็นมนุษย์ ที่มีหัวและลำตัวท่อนบนเป็นกิ้งก่า มีเกล็ดสีแดงเพลิง เรียกกันว่า ลิซาร์ดแมน ตัวนึงเป็น ก็อบลิน มีผิวสีเขียว หน้าตาอัปลักษณ์ จมูกแหลม ฟันหน้าหลายซี่ยื่นออกมาจากริมฝีปาก ส่วนอีกสามตัวที่เหลือมีรูปร่างเป็นโครงกระดูกมนุษย์ ทั้งหมดที่ว่ามามีส่วนสูงพอๆกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 180 ซม.

 

จัดการไม่..ได้    ซักตัว..เลยเหรอ....

 

          เด็กหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองอีกครั้งด้วยเสียงที่เหนื่อยอ่อนเต็มที  ราวกับเย้ยหยันความคิดของเขา  มอนสเตอร์ทั้งหมดเดินจากไปในทิศทางตรงข้ามกับที่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ราวกับหมดความสนใจจากเขาแล้ว

 

คิดจะหยามกันไปถึงไหนฟะ....

 

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหล่ะ..... เรานี่มันห่วยชะมัด……

ความสามารถพิเศษที่สุดแสนจะภูมิใจก็ดันใช้ได้ไม่เต็มที่.......

 

รู้ดีอยู่แล้วหล่ะ ว่าฉันมันกากสุดๆ......ที่ว่าไร้เหตุผลก็แค่ข้ออ้างปลอบใจตัวเองเท่านั้น ไม่อยากจะยอมรับมันในตอนนี้  ถ้ายอมรับมันในตอนนี้จิตใจคงแตกสลายแน่

ถ้าแข็งแกร่งก็รอด  อ่อนแอก็ตาย  ...การที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กก็เป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะโลกไหนแท้ๆ

 

แต่ถึงเป็นแบบนั้นก็ยอมรับไม่ได้หรอก!  ฉันจะมาตายตอนนี้ไม่ได้!

ยังมีเรื่องที่ต้องทำ! ยังมีเรื่องที่สัญญาไว้กับทุกคนไว้อยู่!

ฉันยังไม่อยากตายซักหน่อย!!!

 

…….แต่ว่า

ถึงคร่ำครวญไปก็เท่านั้นแหล่ะ รู้ดีอยู่แล้วว่ามันเปลี่ยนอะไรไม่ได้...

 

หึ! ถึงจะเป็นก่อนตาย แต่ไอ้นิสัยเสียที่ชอบงอมืองอเท้านี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแฮะ...

 

เฮ้อ!....ไม่เท่เอาซะเลยแฮะ.....อย่างน้อยก็ขอลากไปลงนรกด้วยซักตัว———

 

          แม้เด็กหนุ่มจะยังมีใจสู้อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ แต่สมองกลับไม่ฟังคำสั่ง สติที่เด่นชัดมาตลอดของเด็กหนุ่มก็เริ่มดับวูบลงไป พร้อมกับความมืดมิดและความหนาวเย็นที่คลืบคลานเข้ามา———

 

❖❖❖❖❖

 

ชื่อของฉัน คือ『อุษณกร  วัชรวิรุฬห์』  อายุ 17 ปี  ชั้น ม.5/3 เด็กหนุ่มวัยกลัดมันที่หน้าตาสุดแสนจะธรรมดา  แต่เพราะไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองละมั้ง ทั้งสิวและกระมันเลยขึ้นบนใบหน้าของฉันจนโทรมไปหมดเลยหล่ะ นี่พูดเองยังอายเลยนะเนี่ย....

 

สาเหตุหนึ่งก็คงเป็นเพราะฉันเป็นไอ้หนุ่มโอตาคุ ที่อุทิศชีวิตให้กับเกมและอนิเมะอย่างบ้าคลั่ง แล้วช่วงหลังยังสนใจหนังสงครามอยู่หน่อยๆ เลยไม่ได้ใส่ใจตัวเองเท่าไหร่ด้วย  ตอนแรกก็กะทำประชดชีวิตหลังพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหรอก  ช่วงนั้นเลยทำตัวไร้สาระไปวันๆ แต่มันดันฝังรากลึกแบบสุดๆเนี่ยสิ  เอาเถอะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันยอมรับความจริงได้บ้างหล่ะน่ะ นั่นเลยทำให้ฉันยังพอกลับเข้าสังคมได้อยู่

 

ตัวฉันอาศัยอยู่ในเมืองธรรมดาทั่วไป ความหนาแน่นของประชากรก็ไม่มากไม่น้อยเกินไป ถนนหนทางก็ดูโล่งสะดวก สาธารณูปโภคก็ครบครัน ถือว่าน่าอยู่ไม่ใช่น้อย โรงเรียนที่เรียนเองก็เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ดีที่สุดในเมือง โรงเรียนเองก็มีคุณภาพ บุคลากรเพียบพร้อม ทิวทัศน์ในโรงเรียนก็ดูสะอาดตา ทุนทรัพย์ในการใช้ชีวิตก็มีลุงที่รู้จักกับพ่อแม่ตอนมีชีวิตอยู่ช่วยจัดการให้อีก ถือเป็นชีวิตสุดเพียบพร้อมระดับนึงเลยใช่ไหมหล่ะ....แต่ว่า

 

แผล่ะ!!!!!!

ตัวฉันที่กำลังนั่งกดเครื่องเล่นเกมแบบพกพาตามปกติในตอนเช้าก่อนโฮมรูมอยู่นั้น สัมผัสได้ถึงวัตถุเปียกชื้นบนหัวของตัวเอง เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นผ้าขี้ริ้วโสโครกเปียกน้ำ

 

〝ก๊าก!!! ห๊ะห๊ะห๊า  เป็นไงหล่ะไอ้โอตาคุห่วยแตก! 〞

〝นี่แหละบทลงโทษที่ไม่ทำตามที่ลูกพี่บอก สมน้ำหน้า〞

 

〝〝ก๊าก!!! ห๊ะห๊ะห๊ะห๊ะห๊า 〞〞

 

          เสียงหัวเราะของผู้ชายสองคนดังไปทั่วห้องเรียนในตอนเช้าก่อนโฮมรูม และมีอีกคนนึงยืนส่งสายตารุนแรงมาทางอุษณกรอยู่ด้านหลัง ซึ่งเขาคนนี้ก็คือ ลูกพี่ ของทั้งสองคนที่แกล้งกรนั่นแหล่ะ

 

【ให้ตายสิเริ่มอีกแล้วเหรอ】

【สกปรกจัง  เหม็นหึ่งมาเชียว】

【หึหึหึ....สมควรแล้วหล่ะ】

          และแม้เด็กหนุ่มจะถูกแกล้งจนอยู่ในสภาพดูไม่ได้ แต่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่กลับไม่ได้รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย กลับกันแล้ว พวกเขากลับรู้สึกพอใจเสียมากกว่าราวกับเรื่องที่กรถูกแกล้งเป็นเรื่องสมควรแล้วยังไงอย่างงั้น

 

อะแฮ่ม! ขอย้ำที่อยู่บนหัวฉันตอนนี้ คือ ผ้าขี้ริ้วสุดโสโครกแถมกำลังเปียกน้ำแฉะอีกต่างหาก

 

〝 เฮ้ยๆ! นี่ไม่คิดจะโต้ตอบซักหน่อยเลยเหรอวะ!? 〞ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเดินเข้ามาหาอุษณกรแทนที่ลูกน้องสองคนด้านหน้า พร้อมกับดึงคอเสื้อของอุษณกรขึ้นมาจากทางหน้าโต๊ะ แล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงท้าทายอย่างจงใจ

 

ไอ้ผู้ชายคนที่พูดท้าทายฉันอยู่นี่มีชื่อว่า『กฤษณะ  ฤทธิ์เดชา』เป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉันด้วยแหล่ะ ถึงจะไม่เต็มใจก็เหอะ เพื่อนๆในชั้นเรียนชอบเรียกหมอนี่ว่า『ไอ้เสือ』 ไว้ผมยาวกระเซอะกระเซิง  เสื้อออกนอกกางเกงซีกหนึ่งโดยที่กระดุมเม็ดล่างสุดไม่ได้กลัด เข็มขัดและถุงเท้าก็ไม่ได้ใส่อีกต่างหาก มองดูแล้วก็พวกอันธพาลดีๆ นี่แหละ

แต่ว่านะ... ถึงจะถามว่างั้นก็เถอะ...

 

〝 เรื่องสิ... 〞อุษณกรตอบกลับไปแบบไม่ใส่ใจเหมือนทุกที

 

〝 ชิ! 〞

ปึ๊ก !!!

แล้วก็เหมือนทุกที เสือที่ท้าทายฉันไม่สำเร็จก็เดาะลิ้นเสียงดังใส่อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วฉันก็รับการประเคนหมัดจากมันไปหนึ่งดอกถ้วนที่ใบหน้าด้านซ้าย แล้วก็กระเด็นไปชนกับโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง

 

อ๊อกกกก!!!!

          เสียงของเด็กหนุ่มที่ถูกอัดจนกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะอีกฝั่งนั้นดังจนได้ยินไปทั่วทั้งห้องเรียน  และที่ริมฝีปากของอุษณกรเองก็มีเลือดไหลออกมาด้วย

 

【เฮ้ยๆ เพลาๆ มือหน่อยล่ะไอ้เสือเอ้ย】

【ถ้ามาตายในห้องนี่คงหลอนน่าดูเลยนะเฟ้ย】

 

ไม่คิดจะช่วยกันซักนิดเลยสิเนี่ย แถมซ้ำเติมอีกต่างหาก ไม่สิ... ก่อนโดนชกรู้สึกว่าจะมีทั้งคนที่แอบกระซิบด้วยเสียงเหนื่อยใจ รังเกียจแล้วก็สมน้ำหน้าอยู่ด้วย

ส่วนคนอื่นคงเพราะไม่มีใครอยากมาซวยไปด้วยสินะ เอาเถอะ ถ้าฉันเป็นฝ่ายมองดูอยู่เองก็คงไม่คิดเข้ามาช่วยเหมือนกัน การเออออไปกับกระแสก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดดีอยู่หรอก

 

ถ้าสังเกตดูรอบๆ ก็มีคนที่ทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์อยู่เหมือนกัน ผู้หญิงที่ตกใจสุดๆ จนถึงขั้นเอามือป้องปากก็ยังมี แถมยังมีคนส่งสายตาสงสารมาให้ด้วย ให้ตายสิน่าสมเพชชะมัดเลย

เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ บางคนก็เลยเกิดความชินชาไปแล้ว แต่ไอ้ที่มีเรื่องในห้องนี่ไม่ค่อยบ่อยนักหรอกนะ

 

          หลังจากที่เสือทำกิจวัตรประจำวันดังกล่าวเสร็จแล้ว ก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่เขาเปิดประตูห้องเรียนแล้วจากไปด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์พร้อมกับลูกน้องที่ยิ้มเยาะเย้ยมาทางกร  และดูเหมือนว่านักเรียนชายทั้งสามคนนั้นจะไม่รอเข้าโฮมรูมเหมือนเคย นั่นก็เพราะทั้งสามคนโดดเรียนเป็นปกติอยู่แล้วนั่นเอง

 

〜〜〜 เฮ้อ 〜〜〜

นี่หล่ะสภาพแวดล้อมของฉัน ไอ้เรื่องที่ถูกชวนทะเลาะด้วยนี่ก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน เอาซะหน่ายเลยหล่ะนะ...

แล้วทำไมถึงไม่ตอบโต้งั้นเหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำ แต่ทำไม่ได้ต่างหาก ด้วยสาเหตุหลายๆอย่างหน่ะนะ...

 

ฉันเองก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เป็นอยู่หรอก  ถึงแม้จะมีเรื่องพรรค์นี้เกิดที่โรงเรียนตลอดแต่แค่ที่เป็นอยู่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว  เกิดไปหนักข้อกับหมอนั่นเข้าเรื่องก็จะยิ่งแย่กว่าเดิม  เพราะฉะนั้นฉันถึงได้อดทนมาตลอด แต่การอดทนเองก็มีขีดจำกัดแน่อยู่แล้ว  ทำไมถึงทนมาได้ขนาดนี้งั้นเหรอ? 

นั่นก็เพราะ...

 

ครืด!!!

〝อรุณสวัสดิ์ทุกคน   เมื่อกี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเสียงดังจนได้ยินมาถึงข้างนอกเลย———〞

 

คนที่เปิดประตูห้องเรียนเข้ามาปรากฏตัวต่อหน้านักเรียนในห้องนี้คือ 『ไอริน  ศิลปการสกุล』  เธอเป็นเด็กผู้หญิงไว้ผมยาวเลยไหล่แต่ยังไม่ถึงเอว ผมมีสีน้ำตาลเข้ม เข้ากับชุดปกกะลาสีสีขาว(ก็ชุดนักเรียนไทยทั่วไปนี่แหล่ะ)เป็นอย่างดี ผูกโบว์สีชมพูน่ารักสดใสไว้ที่ข้างศีรษะด้านซ้าย ริมฝีปากดูชุ่มชื่นมีสีชมพูอ่อน ดวงตากลมโต เบ้าหน้าได้รูป ถ้าจะหาคำจำกัดความละก็ คงเป็นคำว่า “น่ารักแบบสุดๆ เลย” นั่นล่ะ

 

〝กะ กร!  เกิดอะไรขึ้นเหรอเนี่ย!!!!〞

          เด็กสาวเรียกอุษณกรด้วยชื่อเล่นเนื่องจากความสนิทสนมสังเกตเห็นสภาพของเขา เธอจึงรีบวิ่งตรงเข้าไปหาโดยไม่สนใจโต๊ะที่ล้มอยู่เลยแม้แต่น้อย

 

〝.....อย่าคิดมากเลย ริน มันก็เหมือนทุกทีนั่นแหละ〞

ฉันยิ้มเจื่อนๆ ให้กับรินเพื่อไม่ให้เธอลำบากใจกับสภาพของฉัน

แต่ก็แน่นอนอยู่แล้วว่ามันช่วยไม่ได้มากนัก

 

〝จะไม่ให้คิดมากได้ยังไง!!!!  ………นี่นายโดนแกล้งอีกแล้วงั้นเหรอ!? 〞

          รินทำหน้าโมโหสุดขีด ราวกับโกรธแทนตัวฉันที่นั่งบื้อทำอะไรไม่ถูกยังไงอย่างงั้น

 

〝เสือ........ใช่ไหม?〞

〝.......อา 〞

ฉันตอบกลับรินไปแบบกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย แถมยังแอบหลบหน้าเพราะรินมองมาทางฉันด้วยสายตาที่รวมความสงสารและความโกรธเข้าด้วยกันจนกดดันแบบแปลกๆนั่นแหล่ะนะ 

          แล้วบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนก็ดำเนินอยู่ซักพัก จนกระทั่งคนที่เข้ามาในห้องต่อจากรินเปิดปากทักพวกเรา...

 

〝เอ่อ... ขอโทษนะทั้งสองคน ก็ไม่อยากขัดจังหวะหวานแหววหรอกนะ แต่ดูไอ้ที่อยู่บนหัวของกรหน่อยดีกว่ามั้ง 〞

〝อ๊ะ!!!  ……นี่มันผ้าขี้ริ้วสุดโสโครกเปียกน้ำแฉะเลยนี่น่า เดี๋ยวก่อนนะกร ....เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง〞

 

นี่เธอเป็นเอสเปอร์เรอะ!!!  เกือบจะตบมุขออกไปแบบนั้นซะแล้ว เพราะเหนื่อยใจกับไอ้เสืออยู่หน่ะนะเลยไม่มีกะจิตกะใจจะพูด แล้วเมื่อกี้ฉันโดนชกไม่ใช่เหรอ? ไอ้นี่มันยังไม่หลุดจากหัวอีก เป็นเพราะมันเปียกสุดๆจนมีน้ำหนักกดทับมากหรือว่า........ไม่เอา  ไม่คิดดีกว่า  แต่จะว่าไปพูดชื่อเล่นของ คุณผ้าขี้ริ้ว ได้แบบเดียวกับฉันเลยเนี่ย สุดยอดเกินไปแล้วนะรินเอ๋ย... เอาเถอะเรื่องนั้นช่างมันก่อน  

 

ส่วนเจ้าผู้ชายที่พูดแทรกขึ้นมานี่ไหงมองบรรยากาศน่าหดหู่แบบนี้เป็นการจีบกันไปได้ฟะ เอาเถอะอย่างน้อยก็เอาพวกเราออกจากบรรยากาศน่าอึดอัดไปได้แล้วกัน ทำได้ดีมากไอ้เพื่อนยาก แล้วไอ้หมอนี่เองก็เป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน ชื่อว่า『ทินโชติ  อัชณโสภณ』หน้าตา....ต้องบอกว่าดูดีแบบสุดๆ แถมยังมีผมสีเหลืองทองเป็นประกาย  ทรงผมเนี่ยจะว่าไปแล้วก็ออกแนวดาราเกาหลีหน่อยๆเลย แล้วโรงเรียนเราก็ไม่เคร่งครัดเรื่องทรงผมซะด้วย เป็นประโยชน์ของหมอนี่ที่ทำงานถ่ายแบบเป็นงานเสริมพอดี  

 

〝ให้ตายสิ...เกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ไม่เว้นแต่ละวันเลยนะ เอ็งนี่ก็ยังอุตส่าห์ทนได้อีกนะ〞

〝เฮอะ!....ก็ฉันมันทนทายาทนี่หว่า จะงัดกะฉันก็ไปฟาร์มเวลมามากกว่านี้ก่อนเถอะ〞

〝นั่นไม่น่าใช่คำพูดของคนที่โดนเล่นจนหมอบหรอกนะเฟ้ย...  ...พูดแล้วมันเหมือนประชดตัวเองเลยฟ่ะ〞

〝อึก.....หนวกหูน่า ไอ้โชต〞

 

แม้จะคุยกับฉันด้วยท่าทีขี้เล่น แต่ก็ยังคงกิริยาราวกับเจ้าชายรูปงามไว้อยู่ ถ้าเป็นการ์ตูนตาหวานคงมีเอฟเฟคประกายวิ้งๆเป็นฉากหลังแหงๆ ทั้งห้องที่ได้ยินบทสนทนาของฉันกับโชตดันทำหน้าขยะแขยงใส่ฉันซะงั้น ช่างเจ็บปวดเสียนี่กระไร คิดว่าฉันเพี้ยนรึไงกัน!? ส่วนผู้หญิงในห้องก็เมินฉันที่เป็นผู้เสียหายไปมองไอ้โชตด้วยแววตาเป็นประกายแถมทำหน้าแดงหน่อยๆแทน ชักเริ่มหมั่นไส้ไอ้หมอนี่นิดๆแล้วแฮะ

 

〝ห๊าๆๆๆ นายเนี่ยน้าาาา... ขนาดเวลาแบบนี้ยังมาพูดจาเพ้อเจ้ออยู่อีก ตลกชะมัดเลย ห๊าๆๆๆ〞

〝นึกว่ามีเสียงเอะอะเพราะอะไรซะอีก ผมอุตส่าห์รีบมาดูนะเนี่ย〞

          นักเรียนชายและหญิงทั้งสองคนพูดขึ้นมาอย่างไม่สนบรรยากาศ เพราะทั้งห้องกำลังสนใจการสนทนาของกร รินและโชตทั้ง 3 คนอยู่ เลยทำให้ไม่มีใครสังเกตทั้งคู่ตอนเข้ามาในห้องเรียน

 

〝อ้าว....อลิซ  มาแต่เช้าแบบนี้ สงสัยหิมะจะตกซะละมั้งเนี่ย〞โชตเริ่มทักเด็กสาวที่มีนามว่าอลิซด้วยท่าทีสนิทสนม

〝ฉันมีซ้อมตอนเช้าน่ะสิ  เดี๋ยวปั๊ดตบเกรียนแตกเลยนี่!!! ว่าแต่กรกับรินกำลังทำอะไรกันหน่ะ กายบริหารแบบใหม่เหรอ?〞

〝เห็นยังไงถึงคิดเป็นแบบนั้นไปได้กันฟะ  ยัยติ๊งต๊องนี่!!!〞แล้วกรก็ตบมุกกลับไปด้วยความสนิทสนมเช่นเดียวกัน 

 

และคนที่กำลังหยอกล้อกับโชตและฉันอยู่นี่มีชื่อว่า『อลิชา  ศิริการกุล』ผมสีบลอนด์ทองเข้ม ผิวสีขาวเนียน เพราะเป็นลูกครึ่งไทยเยอรมันด้วย ส่วนสูงนี่เกือบๆ 170 ซม. เลยหล่ะ และอย่างที่อธิบายไป เธอคนนี้หน่ะเป็นดาวเด่นของชมรมกรีฑาเชียวนะเอ้อ ด้วยทรงผมโพนี่เทลหรือหางม้าที่ตัวเธอไว้อยู่ ทำให้ดูมีบรรยากาศเป็นสาวนักกีฬาที่มีความมุ่งมั่นและจริงจัง แต่เพราะมีนิสัยขี้เล่นกับติ๊งต๊องหน่อยๆ แถมขี้เกียจตัวเป็นขน ขนาดที่ว่ามาเรียนทันคาบ 2 เนี่ยยังเรียกว่ามาเร็วสุดๆแล้ว จนเป็นเรื่องปกติในทุกวัน มันเลยดูขัดกันแบบสุดๆ เรื่องนิสัยห่วยๆนั่นก็ว่าไปอย่าง แต่เรื่องหน้าตานี่ไม่ต้องพูดถึง ก็เป็นถึงลูกครึ่งเชียวนะ เรื่องน่ารักมันของตาย ขนาดฉันที่สนใจแค่โลก 2D เองยังต้องยอมรับเลยว่าเธอน่ารักแบบไม่ธรรมดาจริงๆ

 

〝อะแฮ่ม!!!  จะอธิบายให้ผมฟังได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น〞เด็กหนุ่มที่เข้ามาใหม่อีกคนเริ่มถามหาเหตุวุ่นวายเมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่น้อย

〝จะอะไรหล่ะ.... ก็เหมือนเดิมนั่นแหล่ะชาญเอ้ย 〞โชตเองก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เหมือนกัน

〝อีกแล้วเหรอ.....ให้ตายสิ นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย เฮ้อ!〞พูดเสร็จแล้ว เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่าชาญคนนี้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้ากังวล

 

และผู้ชายที่คุยกับโชตด้วยคำพูดสุภาพและฟังดูน่าเคารพคนนี้เองก็เป็นเพื่อนของฉันเช่นกัน เขามีชื่อว่า 『วิเชียรชาญ  รัตนไพศาล』ทรงผมนี่ก็ตัดรองทรงสูง ทำให้ดูเรียบร้อยมาก รวมกับกริยามารยาท การวางตัวก็ถูกกาลเทศะ ทั้งนี้ก็เพราะเขาเป็นรองประธานนักเรียนนี่แหละ ขนาดแนวกระดุม หัวเข็มขัด เป้ากางเกงยังอยู่แนวเดียวกันหมดเลย จะเรียบร้อยเกินไปแล้วเฟ้ย ส่วนหน้าตา..... ให้ตายสิไอ้หมอนี่ก็หน้าตาธรรมดาพอๆกับฉันแท้ๆ แต่เพราะมีอุปกรณ์เสริมอย่างแว่นตาทำให้ดูดีขึ้น พอใส่แล้วก็เข้ากันแบบสุดๆไปเลย

 

ริน โชต อลิซและชาญ พวกเราทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนกันมานานมาก รินกับโชต รู้จักกันตั้งแต่อนุบาล ส่วนอลิซและชาญรู้จักกันตอน ป.1 ก็ไอ้ที่เค้าเรียกว่าเพื่อนสมัยเด็กนั่นแหล่ะ ฟังดูน่าอิจฉาใช่ไหมหล่ะที่มีเพื่อนสมัยเด็กที่แสนสุดยอดแบบนี้อยู่รายล้อมฉันตั้ง 4 คน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ตั้งแต่ตอนนั้นทุกคนเติบโตเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจนฉันเทียบไม่ติดราวกับเราอาศัยอยู่กันคนละโลก

ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กีฬา การเข้าสังคม หรือภาระงานฉันเทียบไม่ได้ซักอย่าง หน้าตาทุกคนก็อยู่ชั้นแนวหน้าของโรงเรียน ริน โชติและอลิซนั้นเรียกได้ว่าเป็นไอดอลและหน้าตาของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ ชาญเองก็เพราะเป็นรองประธานกับความพยายามของเจ้าตัว แม้จะไม่เท่าทั้ง 3 คน แต่ก็เป็นที่นิยมขนาดว่าได้รับจดหมายรักเฉลี่ยอาทิตย์ละฉบับเลยเชียวหล่ะ

 

ใช่.... เพราะพวกเราต่างกันแบบนั้นแหละ แต่ถึงอย่างงั้น... แม้ตอนนี้บางคนจะอยู่กันคนละห้อง แต่เจ้าพวกนี้ก็ยังมาคลุกคลีกับฉันที่สุดแสนจะธรรมดาอยู่เสมอ ก็ไม่คิดว่าตัวเองต่ำต้อยหรอก แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเหมือนกัน ในสายตาคนอื่นหน่ะน่ะ ไอ้เสียงกระซิบกระซาบประมาณว่า【ทำไมคนพรรค์นี้ถึงมาอยู่กับโชตได้】หรือ【ทำไมรินต้องไปช่วยไอ้หมอนั่นด้วย】ก็มีมาไม่ขาด

 

เพราะงั้นละมั้งเลยมีคนที่เกลียดขี้หน้าฉันเยอะพอสมควรเพราะเรื่องนี้ พูดให้ได้ศัพท์ง่ายๆก็คือ เจ้าพวกนั้นอิจฉานั่นแหล่ะ และที่ทำให้ทุกคนเกลียดขี้หน้าฉันสุดๆก็คงเป็นเหตุการณ์เมื่อเทอมที่แล้วนี่แหล่ะนะ เพราะงั้นจะโทษพวกนี้ก็ไม่ได้ด้วย 

 

ส่วนตัวฉันเองก็ไม่อยากตัดพ้อเจ้าพวกนี้เพื่อให้ตัวเองรอดจากสายตาและคำพูดพวกนั้นหรอกนะ ไม่มีวันซะล่ะ! เจ้าพวกนี้ คือเพื่อนคนสำคัญของฉัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งตอนที่ฉันทุกข์ยากหรือสุขใจ ตอนที่เสียพ่อแม่ไปเองก็ด้วย คิดว่าพวกเขาคงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน อย่างน้อยก็หวังให้เป็นแบบนั้นแหละ เพราะงั้นฉันถึงไม่อยากเสียเจ้าพวกนี้ไป ฉันไม่สนสายตาของคนอื่นหรอก เพราะงั้นฉันถึงปล่อยให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นแบบนี้ต่อไปเพื่อคงความสัมพันธ์ของพวกเราไว้ เพราะนั่นเป็นความสุขที่เหลืออยู่น้อยนิดในชีวิตของฉันและเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอดทนมาตลอดจนถึงตอนนี้ได้

 

〝เอาล่ะ......เรียบร้อยแล้วหล่ะกร〞

〝อะ โอ้!  ขอบใจมากนะ ริน〞

          ขณะเดียวกับที่กรกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่นั้น รินที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับแผล และใช้กระดาษชำระเช็ดน้ำที่เปียกจากผ้าขี้ริ้วจนแห้งเรียบร้อยดีแล้ว ก็เข้าร่วมบทสนทนาด้วยอีกคน

 

〝แบบนี้มันรุนแรงเกินไปแล้วนะ!! กร  พวกเราไปบอกเรื่องนี้กับพวกคุณครูกันเถอะนะ!〞

ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง รินก็จะพูดประโยคที่คล้ายๆแบบนี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  แต่ว่านะ....

 

〝ไม่ได้หรอก... ถึงพูดไปก็เท่านั้นแหละ〞กรตอบกลับไปด้วยท่าทีเสียดายเหมือนทุกที

〝ตะ แต่ว่า!!!!〞

〝ไม่หรอก... กรพูดถูกแล้ว ถึงฟ้องไปผมว่าอย่างมากก็แค่ถูกพักการเรียนเท่านั้นแหละ〞

          ราวกับเดาความคิดของกรออก ชาญจึงช่วยขยายความให้

 

ใช่แล้ว... ถึงฟ้องไปอย่างมากก็แค่ถูกพักการเรียน เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตกว่านี้ก็หาเรื่องไล่ออกไม่ได้หรอก

การทะเลาะอยู่ในระดับท้าทายกวนประสาท... ไอ้ที่ต่อยกันนี่ก็ไม่ได้บ่อยขนาดนั้นด้วย แถมไม่เคยมีแบบที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกหักหรือต้องเย็บแผลเลยซักครั้ง

แถมเรื่องส่วนใหญ่ที่เคยเกิดก็ยังไปไม่ถึงหูของพวกคุณครูอีก เพราะงั้นถ้ามันกลับมาหลังจากถูกพักการเรียน ฉันก็ต้องรับมรสุมที่รุนแรงกว่าเดิมจากการแก้แค้นของไอ้เสือ ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ฉันต้องหลีกเลี่ยงเป็นอันดับแรก

แล้วที่สำคัญ... เจ้าหมอนี่มันมีคนหนุนหลังอยู่ด้วย ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก...

 

〝 แล้วนายจะปล่อยให้เป็นแบบนี้รึไงกันฟะ!〞

เอ่อ.... ถูกโชตถามกลับมาแบบนี้ ฉันเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันนะเนี่ย

 

เจ้าพวกนี้ไม่รู้นี่นาว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆเพราะทางเลือกถูกจำกัด... เพราะฉันไม่อยากให้เจ้าพวกนี้กังวลเลยไม่ได้บอกเรื่องจริงไป

ไม่ได้การหล่ะ... ต้องหาข้ออ้างสำหรับหนีดีๆซะแล้วสิ…

 

〝หืม〜 คิดว่าฉันจะยอมงั้นเหรอ? ไม่มีวันซะล่ะ〞กรพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจและสีหน้าราวกับวางแผนสุดโฉดไว้ในหัว

〝〝〝 เอ๋!!!! 〞〞〞

           ริน โชตและอลิซ ผิดคาดกับคำตอบของกรแบบสุดๆจนเผลอร้องออกมา ไม่สิ... ที่น่าตกใจคงจะเป็นท่าทางของกรเองต่างหาก

 

〝ฉันแค่รออยู่เท่านั้น... โอกาสที่จะพลิกกระดานหมากในเวลาที่เหมาะสมที่สุด  แล้วไล่พวกมันออกในทีเดียวหน่ะ หึ... หึหึหึ!〞

          กรพูดแบบนั้น ในขณะเดียวกับที่เอามือซ้ายมาบังดวงตาอันแสนเจ้าเล่ห์ในท่ากุมศีรษะ หากมองในสายตาคนทั่วไป เขาก็แค่ไอ้หนุ่มจูนิเบียวสุดเพี้ยนดีๆนี่เอง

 

โอ้! เท่ชะมัดเลย ท่าเมื่อกี้นี้เจ๋งจริงๆนะเนี่ยบ่องตง!

ฟังดูไร้สาระงั้นเหรอ? แหมๆ... ไม่มีใครคิดว่าฉันปกติอยู่แล้วนี่นา แต่สายตาทิ่มแทงมองมาทางนี้เต็มเลยแฮะ พูดเองยังรู้สึกเจ็บเลย  แต่ยังไงก็เถอะ คำพูดของฉันที่รวมกับการแสดงระดับตุ๊กตาทองเนี่ยสุดยอดไปเลยแฮะ

.......อย่ามองฉันด้วยสายตาสมเพชแบบนั้นสิพวกนาย

 

แต่ว่าไม่ใช่หรอก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากพูดจริงๆซักนิด ที่ฉันอยากจะพูดจริงๆหน่ะ คือ 〝คงงั้นมั้ง... ฉันไม่อยากเอาตัวไปเสี่ยงกับเรื่องยุ่งยากหรอก〞ต่างหาก

เพราะถ้าไม่พูดไปแบบนั้นเจ้าพวกนี้ต้องเป็นห่วงฉันยิ่งกว่านี้แน่ แค่เรื่องของตัวเองพวกเขาก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว  จะให้มาพะวงกับเรื่องของฉันไปตลอดไม่ได้หรอก อยากซัดตัวเองชะมัดเลย แต่ไม่รู้พูดแบบนี้ไปแล้วทุกคนจะเชื่อรึเปล่าเนี่ยสิ

 

〝หืม.....................คิดแบบนั้นอยู่งั้นเหรอเนี่ย〞

ชาญเป็นคนเดียวที่ไม่ตกใจ แต่ดันทำหน้าปั้นยากกับสายตาเฉียบคมมาทางนี้แทนซะงั้น แถมแว่นตายังสะท้อนแสงจนไม่เห็นดวงตาพอดีอีกต่างหาก... น่ากลัวแฮะ เพราะรู้เจตนาจริงของฉันละมั้งเนี่ย  

ให้ตายสิ... เป็นคนที่ฉันไม่ถูกโรคด้วยเลยแฮะ

         

          และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นักเรียนส่วนใหญ่นั้นเริ่มออกจากห้องไปได้ซักพักแล้ว จะว่าไปนี่ก็เลยเวลาโฮมรูมมานานแล้วนี่นะ ก็มีบ้างแหละที่ถ้าไม่มีเรื่องให้แจ้งเป็นพิเศษคุณครูก็จะไม่เข้าโฮมรูม เพื่อให้นักเรียนส่วนใหญ่ไปเตรียมตัวกับคาบแรกกัน

 

อ๋อ! จะว่าไปคาบแรกวันนี้เป็นวิชาคหกรรมที่อาจารย์วันเพ็ญสุดโหดสอนนี่หว่า ลืมซะสนิทเลยแฮะ พอเป็นแบบนั้นทุกคนคงรีบไปรอเรียนกันหมดแล้วหล่ะมั้ง หรือไม่ก็อยากจะหลบจากฉาก จะด้วยเพราะเห็นว่าพวกเรา 5 คนเข้าโลกส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่อยากจะยุ่งก็ไม่รู้เหมือนกัน จนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในห้องก็เลยมีแค่พวกเรา 5 คนในที่สุด

 

〝ตะ แต่ว่าพอมาอยู่กันแบบนี้ทำเอานึกถึงเมื่อก่อนเลยนะ ....ฮะฮะฮะ!!!〞

          เพราะดูท่าบรรยากาศไม่ค่อยสู้ดี กรเลยหาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียวเพราะทุกคนพากันคล้อยตามอย่างง่ายดายราวกับอ่านใจกันและกันออก

 

〝ใช่ตอนนั้นรึเปล่า?  ที่อลิซตกจากต้นไม้ แล้วกรวิ่งมารับได้ทันพอดีเลยหน่ะ〞โชตตามกรทันในทันทีโดยการขุดคุ้ยอดีตแสนน่าอายมาเล่าสู่กันฟัง

〝อ๋อ... จะว่าไปกรตอนนั้นก็อยู่ในสภาพคล้ายๆแบบนี้เลยนี่นะ〞รินพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม

〝โถ่! เอาเรื่องน่าอายของฉันมาพูดทำไมเนี่ย บู่ๆ〜   ถ้างั้นรินเองก็เคยเกือบตกไปในกระแสน้ำเชี่ยวสุดโหดด้วยนี่นา ดีที่กรพุ่งไปช่วยทัน ตอนนั้นอย่างกับในหนังเลยแน่ะ〞

〝ระ เรื่องนั้นมัน!!!〞

          อลิซที่เอาลมเข้าปากทำแก้มป่องต่อคำพูดของโชตกับริน ช่างดูน่ารักน่าชังราวกับเด็กน้อยเลยทีเดียว  ส่วนรินที่ถูกรื้อฟื้นกลับก็เขินจนหน้าแดง ก็ดูน่ารักไม่แพ้กัน

 

〝แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ที่คุณหัวหน้ากลุ่มของเราในตอนนั้นจะมาตกอยู่ในสภาพร่อแร่แบบนี้ ผมหล่ะทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ〞ชาญพูดแล้วก็ยกมือขึ้นกุมขมับ

〝นั่นสินะ... จะว่าไปกรในตอนนั้นดูเจิดจ้าสุดๆไปเลยหล่ะ〞รินพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างร่าเริงในตอนที่พูดถึงกรแบบนั้น

〝ใช่ๆ! กรในตอนนั้นเนี่ยสุดยอดไปเลยหล่ะ  จำได้เลยว่าเคยคีบแมลงวันด้วยตะเกียบได้ด้วยสินา〜〞

〝เฮ้ยๆ ยัยบ๊องนี่ จำฉันได้แต่เรื่องบ้าๆซะงั้น!!!〞กรรับ-ส่งมุกกับอลิซอีกครั้งด้วยสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลายลง

 

〝ฉันเองก็จำได้นะ ยังมีไอ้ที่เคยจับปลาในแม่น้ำด้วยมือเปล่าได้ เวลาเล่นไล่จับนายก็ชอบเป็นคนหาเจอตลอด  แถมไอ้ตอนที่เล่นตีปิงปองกันตอนนั้นก็ไม่มีใครได้แต้มจากนายเลยด้วย〞

〝เห้ยโชต! เอ็งก็ด้วยเหรอ!?〞

〝แต่พอนึกย้อนไปแล้วมันน่าเจ็บใจชะมัดเลยอ่า〜 ดีหล่ะ!!! พักเที่ยงนายมาแข่งปิงปองกับฉันอีกครั้งเถอะ  นะนะน๊ะ! 〞อลิซพูดแล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาหากรอย่างใกล้ชิด

〝เฮ้อ! ไม่เอาอ่ะ.... เหนื่อยจะตายชัก〞กรตอบกลับแบบเลี่ยงนิดๆ

 

ตกใจหละซี่!  ที่ในตอนเด็กฉันถูกยอมรับจากพวกเพื่อนๆขนาดนี้ เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มเลยเชียวนะ สุดยอดเลยใช่ไหมหล่ะ? แต่มีแค่เรื่องสมัยเด็กนี่เท่านั้นแหล่ะนะที่สามารถเอามาอวดได้อย่างไม่อายใคร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไอ้ที่ทำอะไรสุดยอดแบบนั้นได้เนี่ยไม่ใช่ลูกฟลุ๊คหรือโชคช่วยเลยนะ นั่นก็เป็นเพราะว่า...

 

〝เป็นความสามารถที่น่าอิจฉาชะมัดเลยนา ไอ้ 『สุดยอดการประมวลผล』นั่นหน่ะ〞

〝โชตเอ๋ย....เอ็งก็เพอร์เฟ็คอยู่แล้วนิหว่า ถ้าไม่มีไอ้นั่นฉันก็เป็นขยะน่ะสิ.....〞กรพูดออกมาพร้อมกับทำสีหน้าราวกับจะถอนหายใจได้ทุกเมื่อ

〝ผมเองก็อยากได้เหมือนกันนะ ไม่งั้นสอบกลางภาคที่จะถึงนี่คงได้คะแนนเต็มอย่างไม่ยากแท้ๆ ผมหล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคุณไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีๆหน่ะ〞ชาญพูดออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดนิดหน่อยที่กรไม่พยายามเหมือนเมื่อก่อน

〝ก็นะ... มันดูน่ารำคาญแถมดูโกงโคตรๆเลยนี่นา... แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก〞แต่กรก็ตอบกลับแบบไม่ใส่ใจเหมือนเคย และเป็นอีกครั้งที่ชาญถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

 

『สุดยอดการประมวลผล』เป็นความผิดปกติทางสมองและระบบประสาทในร่างกายที่ติดตัวฉันมาตั้งแต่กำเนิดแต่ไม่มีอันตรายใดๆกับร่างกายเลยตั้งแต่เกิดมา  จึงนับได้ว่าเป็นความสามารถอันสุดแสนจะโกงโคตรๆ ซึ่งมันทำให้ฉันสามารถเพิ่มประสาทสัมผัสทั้งหลายให้เฉียบคมขึ้นได้หลายเท่าตัว

 

หากมีเวลา 1 วินาที  คนอื่นอาจมีเวลาทำอะไรได้ซัก 1-2 อย่าง แต่ฉันสามารถทำมันได้มากกว่านั้น คือ 6-10 อย่างได้สบายๆเลยทีเดียว ในสภาวะปกติมันจะทำให้ฉันเห็นภาพทุกอย่างช้าลงราวๆ 10 เท่าของปกติเลยด้วยซ้ำ ซึ่งฉันได้พยายามฝึกควบคุมมันให้เท่าคนปกติจนสำเร็จด้วยการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลง รวมถึงรับยาจากหมอประจำตัวที่สนิทกับคุณพ่อด้วยหน่ะนะ

 

มันเป็นอีกสาเหตุนึงที่ฉันต้องทำตัวสุขุมอยู่ตลอดด้วย

แต่นั่นก็เพื่อปิดผนึกความสามารถนี้ไว้เนี่ยแหละ ถ้าเอาจริงละก็... จะทำให้ฉันมองเห็นโลกทั้งใบเป็นวิดีโอซุปเปอร์สโลโมชั่นได้เลยหล่ะ

 

 

แล้วไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ! ทั้งความจำและความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาททั่วร่างเองก็เร็วและแม่นยำกว่าปกติแบบเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายคนอื่นจะตอบสนองจากการถูกสะกิด ต้องใช้เวลา 0.1 วินาที แต่ฉันจะรู้ตัวตั้งแต่คนที่จะมาสะกิดฉันมันเริ่มขยับนิ้วโดยที่ฉันไม่ได้มองด้วยซ้ำ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

แต่เห็นคุณหมอบอกว่าอาจเป็นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่ปล่อยออกมาจากร่างกายของแต่ละคนก็ได้มั้งที่มากระตุ้นฉันก่อนที่จะสัมผัสด้วยร่างกาย เพราะงั้นฉันถึงต้องควบคุมตัวเอง ไม่งั้นละก็ตอนเดินบนถนนที่คนพลุกพล่านฉันคงอาเจียนแน่ๆ เลย  ไม่สิ... เอาจริงๆก็เคยอาเจียนออกมาด้วยแหล่ะนะ เฮ้อ!

สุดยอดไปเลยใช่ไหมหล่ะ! แล้วคิดว่าฉันเอาความสามารถโคตรโกงนี้ไปทำอะไรเหรอ? แน่นอนอยู่แล้ว…

 

ก็เอาไปอุทิศให้กับเกมและอนิเมะไงล่ะ!!!!!!

 

รู้รึเปล่าฉันหน่ะดูอนิเมะ 27 เรื่อง พร้อมกับเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เมาส์อีก 3 เกมไปพร้อมกันได้สบายๆเลยล่ะ ถ้ามีซัก 10 หน้า 20 มือเหมือนทศกัณฑ์ละก็คงทำได้เยอะกว่านี้ เพราะนี่เป็นขีดจำกัดทางร่างกายของฉันหล่ะนะ แล้วคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่คุณหมอกับเพื่อนๆทั้ง 4 คนเท่านั้น ก็แหมถ้ารู้ไปทั่วละก็เรื่องใหญ่แหงมๆ

 

แต่เอาเถอะ ถึงมันจะสุดยอดยังไงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรอก เรื่องของไอ้เสือก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น

แล้วเรื่องของพลังนี้เองก็ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอดด้วย “ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ห้ามใช้มันเด็ดขาด” เป็นคำขอร้องเชิงคำสั่งที่คุณหมอพร่ำบอกฉันเสมอมา และฉันก็ทำตามมันอย่างดี เพราะเข้าใจอยู่แล้วว่าถ้าคนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นอีกเหตุผลนึงที่ไม่คิดจะใช้พลังนี้ในการแก้ปัญหาด้วยกำลัง

 

แล้วถึงจะโชว์เมพไปต่อยตีกับมัน ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรอก แย่ลงด้วยซ้ำ ฉันนี่แหละที่อาจจะเป็นฝ่ายได้รับความหนาวเย็นจากแอร์ห้องปกครองแทน ฉันไม่อยากเสียประวัติซะด้วยสิ แล้วร้ายสุดหมอนี่อาจยกโขยงพาพวกเพื่อนๆมารุมยำฉันก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะเห็นว่าเคยไปต่อยตีกับพวกโรงเรียนอื่นกันจนเกือบจะเป็นสงครามเลยทีเดียว

แต่ปัญหาไม่ใช่เรื่องจำนวนหรอกนะ... สาเหตุที่ฉันไม่อยากใช้พลังนี้ในการแก้ปัญหา เป็นเพราะช่วงที่พ่อแม่เสีย ฉันเคยใช้พลังนี้ไปทำเรื่องวุ่นวายอยู่พักนึงหน่ะสิ บางครั้งมันก็แอบคิดไม่ได้เลยว่านี่เป็นผลกรรมจากเมื่อตอนนั้น แต่ตอนนี้เลิกคิดเรื่องนั้นไปแล้วหล่ะนะ

 

มันเลยเป็นบทเรียนที่ไม่อยากใช้พลัง หรือกลัวว่าใช้พลังไปแล้วปัญหาจะตามมา…

ไม่ว่าจะพลังหรืออะไรก็ตามมันต้องมีจุดพอดีที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป นั่นคือสิ่งที่ได้รู้จากเรื่องนั้น...

 

ไม่สิ... ไม่ใช่บทเรียน มันคล้ายกับแผลใจมากกว่านะฉันว่า...

 

〝แต่พอนึกย้อนไปแล้วนายนี่มันสุดยอดไปเลยนะ... นายหน่ะ... เป็นฮีโร่ของพวกเราเลยหล่ะ!〞

          ในขณะที่กรคิดไปเรื่อย จู่ๆอลิซก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังอย่างกะทันหันจนเหมือนนิสัยขี้เล่นของเธอเป็นของปลอมยังไงอย่างงั้น แต่คำพูดที่อลิซพูดขึ้นมานี้ก็ทำให้กรนึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตได้ ซึ่งนั่นทำกรจุกในอกไม่น้อยเลย...

 

〝ทำให้ผิดหวังรึเปล่า?〞กรถามออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแบบแปลกๆ

〝ปล่าวซ๊ากหน่อย! ก็นายไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนี่นา〞อลิซพูดแล้วก็เอาศอกเข้าไปกระทุ้งเอวกรด้วยท่าทีขี้เล่นของเธอเหมือนเดิม

〝ชะ ใช่แล้วหล่ะ! กรไม่ได้เปลี่ยนไปเลยซักนิดเดียว!〞ทางรินเองเพราะเห็นว่ากรแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาก็เริ่มให้กำลังใจกรในแบบของตนเช่นกัน

          แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะสาวๆทั้งสองรู้สึกเป็นห่วงกร สภาพแบบนั้นของทั้งสามคนทำเอาโชตและชาญยิ้มไม่หุบอย่างมีเลศนัยเลยทีเดียว

 

พวกเธอเนี่ยน้า... แต่ว่านะ...

ตัวฉันในตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนหรอกนะ... ไม่เลยซักนิด...

 

ฉันในตอนนี้มันก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนนึงมากกว่า...

 

〝เอาเถอะ... ฉันว่าคนที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยคือพวกนายต่างหาก อลิซเองก็ยังทำตัวเหมือนเด็กจนถึงตอนนี้เลยนี่นะ〞กรพูดแล้วก็แสร้งยิ้มออกมาเพื่อให้บทสนทนาหลุดออกจากวังวนแห่งอดีตที่แสนมาคุ

〝หนอย... ว่าไงน้าเจ้าหมอนี่!!!〞

〝ปากดีนะเอ็ง!〞

          แล้วทั้งอลิซและโชตก็คล้อยตามกรโดยการเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างสนิทสนมในทันที โดยที่กรไม่รู้เลยว่าพวกเขามองการแสร้งยิ้มเพื่อให้ทุกคนสบายใจของตนออก

 

〝แต่ว่า... พอนึกย้อนไปมันก็สนุกชะมัดเลยเนอะ... เวลาได้ไปผจญภัยกันตอนเด็กๆเนี่ย〞

〝......ก็ ......นั่นสินะ〞

          พอกรตอบกลับคำพูดของรินซึ่งราวกับเป็นความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจนั่นแล้ว กรกลับรู้สึกเหมือนเกิดช่องว่างในจิตใจที่ทั้งใหญ่และลึกสุดๆ ขึ้นมา พร้อมกับทำให้กรเกิดความรู้สึกเจ็บปวดทรมานตรงหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก

 

【 จริงๆแล้วฉัน... อาจจะอยากกลับไปมีช่วงเวลาแสนสนุกแบบนั้นอีกซักครั้งหล่ะมั้งนะ 】

 

          ทั้ง 5 คนหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นพร้อมกันราวกับนัดแนะกันไว้ พวกเราในวัยเด็กนั้น  ไม่ว่าจะตอนเล่นในแม่น้ำ ลุยป่าหรือแม้กระทั่งปีนเขาก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้ง 5 คนเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็กพร้อมกับเพื่อนๆ วิ่งเล่นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจอย่างสนุกสนานและร่าเริงอย่างที่สุด บรรยากาศช่างดูอบอุ่น สัมผัสได้ถึงความสุขอย่างชัดเจนราวกับมันมีตัวตนอยู่ตรงหน้าของพวกเขายังไงอย่างงั้น ไม่ว่าจะเวลาไหนก็อยู่ด้วยกันเสมอ ทุกคนเป็นเพื่อนที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ทั้ง 5 คนคิดแบบนั้น พลางมีความปรารถนาที่อยากจะย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ราวกับเป็นนิรันดร์นั่นอีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าอีก 4 คนที่เหลือเองก็กำลังคิดแบบนั้นอยู่เช่นกัน

 

〝เอ๋!!! นี่มันจะเริ่มคาบแรกแล้วเหรอเนี่ย〞

〝ว่าไงน่ะ!!!  แย่หล่ะสิ คาบแรกเราเรียนกับครูวันเพ็ญไม่ใช่เหรอ?〞

〝เห้ยๆ ไม่ตลกนะเฟ้ย!!!  รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ซวยหรอก 〞

          พอรินพูดขึ้นมา ทั้งกรและโชตก็สะดุ้งโหยงทันทีที่หลุดออกมาจากห้วงแห่งความทรงจำพร้อมๆกับอลิซและชาญ

 

 

          แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไม่สิ... แค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น หลังบทสนทนาของทั้ง 5 คนได้จบลง ก็เกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาด ที่จะสั่นคลอนชะตาชีวิตของทุกคนไปตลอดกาลขึ้น

 

 

〖เอาหล่ะ!  เหล่าหนุ่มสาวทั้งหลายเอ๋ย  จงเตรียมพร้อมกับชะตากรรมของตัวเองจากนี้ต่อไปให้ดี 〗

 

วิ้ง!!!!!

          หลังจากได้ยินเสียงพูดที่มีความเบื่อหน่ายปนอยู่ ก้องขึ้นมาในกะโหลกศีรษะเมื่อครู่ เสียงที่เหมือนสัญญานขาดหายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตามมาติดๆกัน ผ่านเข้ามาในใบหู เสียงของมันดังราวกับจะทำให้แก้วหูปริแตกยังไงอย่างงั้น แล้วทิวทัศน์อันว่างเปล่าที่แสนมืดมิดก็เริ่มเข้าโอบล้อมสัมผัสของกร

 

อะไรเนี่ย... นี่มันอะไรกัน ? ทุกคนหล่ะหายไปไหน ?

อืม... ตั้งสติไว้  มืดแบบนี้มองไม่เห็นแน่ๆ อยู่แล้ว  ก่อนอื่นก็ต้อง...

.

.

สุดยอดการประมวลผลไม่ทำงานงั้นเหรอ? ไม่สิ...  ก็ยังทำงานอยู่แต่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วต่างหาก...

          พอกรจะใช้สุดยอดการประมวลผลตามหาเพื่อนที่อยู่รอบๆตัวเขาของเขา แต่กลับหาไม่เจอเลยทำให้เกิดความกลัวที่จะสูญเสียความสามารถเพียงหนึ่งเดียวของตนไป กรจึงลับประสาทสัมผัสให้คมกริบ แล้วลองตรวจสอบการเต้นของหัวใจตัวเอง ก็พบว่ายังคงสัมผัสได้แม้การเปลี่ยนแปลงจะเล็กน้อยก็ตาม จึงตีความว่าความสามารถของตนยังไม่หายไปนั่นเอง

 

เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย.....

 

          พอจะมีเวลาให้คิดแบบนั้นซักหน่อย หลังจากนั้นความมืดมิดที่อยู่รอบตัวฉันก็เด่นชัดขึ้น........แล้วสติของฉันก็ดับวูบลงในเสี้ยวของเสี้ยววินาทีโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกตัว———

 

 




NEKOPOST.NET