Tales Of Holy Flag ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tales Of Holy Flag

Ch.6 - ตอนที่ 6 [Blessing Dance III] พิธีรำบวงสรวง 3


เวลาผ่านมาล่วงเลยหลายชั่วโมงเน็ทอดีตจอมเวทย์แห่ง Holy Flag ก็ไม่สามารถหามันเจอ ที่รัดผมของหญิงสาวคนหนึ่งที่หลงเหลือไว้ ตะวันเริ่มจางหายจนในตอนนี้ปรากฏเพียงจันทราเต็มดวง

 

“เอ้า!!!”

 

ชายในชุดช่างเหล็กฉายา มาสเตอร์สมิทธ์ โยนสิ่งของบางอย่างที่อยู่ในถุงผ้าสีขาวรูปตรากำแพงสีแดงที่สูงตระหง่านอยู่ตรงกลางถุงให้กับเขา...

 

ตราประจำตัวของเอ็ดเวิด แห่ง Holy Flag

 

“เสร็จเร็วจังนะครับ” เน็ททักกลับไปขณะที่รับมันและเปิดออกดู เป็น [กันเลท] ที่มีเหล็กตรงหลังมือและหลังนิ้วทุกนิ้วส่วนหน้ามือนั้นเป็นหนังที่หนาในระดับที่รับดาบของนักผจญภัยปกติได้โดยไม่ฉีกขาด หากสังเกตดีๆตรงส่วนที่เป็นเหล็กกลางหลังมือจะมีตราอักขระเวทย์สี่ชั้นวางซ้อนกันอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ จอมเวทย์แห่ง Holy Flag นั้นเอง

 

“มันชื่อ [ดวงดาวแห่งความหวัง] หน่ะ”

 

...

 

ทามิกะพูดขึ้นมาพลางสังเกตท่าทีของเน็ทจากนั้นก็ถอนหายใจและพูดขึ้นมาต่อ...

 

“ชั้นลอง [ประสิทธิ์เวทย์] เองครั้งแรกด้วยนะ ใช้เกล็ดมังกรของโอริว และ น้ำตาฟีนิกซ์เป็นตัวกระตุ้นหน่ะ เป็นไอเทมระดับ ยูนิคของแท้เลยหล่ะ ความสามารถก็ ใช้การต่อยเป็นเซตคอมโบหน่ะ 3 6 9 12 15 18 21 ไปจนถึง 72 ครั้งจะสามารถใช้สกิล หมัดดาวเหนื... เอ้ย [หมัดดาวตก] ได้หน่ะ”

 

...

 

“เน็ท...” ทามิกะสังเกตได้จากอารมณ์ภายในดวงตาของเขาได้ก็เลยจะพูดอะไรออกมาแต่

 

“ครับ...ไม่เป็นไรครับ...พอดีนึกถึงเรื่องโดนหักอกนิดหน่อยหน่ะครับ”

 

“เฮอะ...เธอคงไม่อยากให้แกเป็นอย่างนี้หรอกนะ แต่ก็ ช่างเหอะ...จะว่าไป แกจะไปงานพิธีวันนี้ไหม รู้สึกว่าจัดชั่วเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้าหน่ะ”

 

ทามิกะพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เพื่อนของเขาคิดมากเกินไป เขารู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเน็ทนั้นสูญเสียมากกว่าผู้อื่น เขาสูญเสียทั้งแกนเวทย์มนต์ทั้งๆที่ตนเป็นผู้ใช้เวทย์มนต์และที่หนักที่สุดคือสูญเสีย...คนที่เขารัก...

 

“ครับ ไปซิพอดีผมอยากจะเห็น 2 บุผาด้วยซิ จะสวยขนาดไหนกันนะ” เน็ทได้ยินแล้วก็ตอบกลับพลางสวมถุงมือแล้วก็ลองขยับมือไปพลาง อาจจะรู้ว่าตนเองทำให้เพื่อนรักเป็นห่วงเขาจึงรับคำแต่โดยดี

 

“ฮ่าๆ สวยอยู่แล้วซิวะ เด็กบ้างเกิดชั้นเลยนะเว้ย เมืองนี้หน่ะมีแต่คนหน้าตาดี” ทามิกะแค่นเสียงออกมาและเชิดหน้าขึ้นทำเอาเน็ทหัวเราะออกมาเบาๆได้

 

แต่ทว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนัก...

 

งานเทศกาลก็กำลังดำเนินไปอย่างคึกครื้น ร้านอาหารข้างทางตั้งเรียงรายติดถนนขนานยาวไปจนถึงปลายทางสิ้นสุดที่ประตูศาลเจ้าสีแดงบนเนินเขา ปกติแล้วทางศาลเจ้านั้นจะไม่ให้เพศชายเข้ามายังศาลชั้นในเพราะอะไรมิอาจทราบได้แต่มันเป็นกฎที่ถูกตั้งไว้มายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณเพราะฉะนั้นรุ่นถัดๆมาจึงต้องยึดถือกันเป็นปกติ

 

“อ้า พี่เรย์กะ เจ็บนะ” เสียงโวยวายที่คุ้นเคยดังออกมาจากห้องแต่งตัวในศาลชั้นใน หญิงสาวที่หน้าตาคละคล้ายกันนั้นคนหนึ่งกำลังยืนบิดหูของหญิงสาวอีกคนที่กำลังทำหน้าทำตาละห้อยจากที่ถูกดึงหูอยู่

 

“มันน่าไหมหล่ะค่ะ เรย์โกะ น้องแอบหนีงานและยังไปทานไอศกรีมอีก ไม่พอนะคะแถมยังหนีมาแถมทิ้งให้ ท่านเนทารอทเป็นคนจ่ายค่าไอศกรีมอีก” เรย์กะพูดด้วยสีหน้าที่เหนื่อยหน่ายกับนิสัยที่ทำตามอารมณ์ของน้องสาวเธอเป็นอย่างมากแต่อีกใจหนึ่งก็อดเอ็นดูเธอไม่ได้

 

“ก็...” ไม่ทันที่เรย์โกะจะพูดอะไรนั้น...

 

“ไม่ต้องก็เลยค่ะ หากคราวหน้าเจอท่านเนทารอทอีกครั้งกรุณาไปขอโทษเขาดีๆด้วยนะค่ะ หากยอมรับผิดแล้ว พี่จะให้ของฝากจากท่านเนทารอทค่ะ” เรย์กะได้ดุเธอต่อพร้อมกับสรุปผลทุกอย่างและบังคับให้น้องสาวของเธอไปขอโทษเน็ทโดยเอาขนมที่เขาฝากมาเป็นตัวล่อและก็ได้ผล

 

“เข้าใจแล้วน่า...” ถึงเรย์โกะตอบแบบปัดๆแต่พอเห็นสายตาของพี่สาวนั้นก็คอตกยอมรับไปด้วยดี เป็นภาพที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องนั้นผ่อนคลายลงมากตั้งแต่การประชุมถูกแอบฟังคราวก่อนทางศาลเจ้าได้กางค่ายกลไว้หลายจุดรอบๆศาลเจ้าอย่างหนาแน่น บางพื้นที่ก็มีชิคิคามิ(ภูติรับใช้) เฝ้าอยู่อย่างเงียบๆเพื่อตรวจสอบผู้ผ่านไปมา...

 

หือ...

 

เหมือนเรย์กะจะเอะใจอะไรบางอย่างแต่เธอก็ไม่พูดออกมา

 

ทำไมเขาเข้ามาในศาลชั้นในเราไม่รู้ตัวเลยหล่ะ...

 

ขณะที่คิดอยู่นั้นเสียงเรียกก็ดังขึ้นมาจากข้างนอก

 

“ท่านเรย์กะ ท่านเรย์โกะ พิธีรำถวายวิญญาณจะเริ่มแล้วนะคะ”

 

“เดี๋ยวพวกเราออกไปค่ะ”

 

งานเทศการหรืองานพิธี รำบวงสรวง ในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองช่วงนั้นก็คือ ช่วงพิธีรำถวายวิญญาณ และช่วงพิธีรำบวงสรวง ช่วงแรกนั้นจะเป็นการรำของหญิงสาวทั้งสองพร้อมกันโดยที่จะต้องไปรำหน้าแท่นพิธีช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง ในส่วนต่อจากนั้นก็คือ พิธีรำบวงสรวงถวายจันทรา และช่วงที่ตะวันกำลังจะขึ้นก็จะเป็น พิธีรำบวงสรวงถวายตะวัน...

 

“หนูไม่เข้าใจท่านพี่เลยอะ ทำไมต้องสลับชื่อของเราใน Hall Of frame ของ 8 บุพผากับ 12 ดวงดาวด้วยค่ะ” เรย์โกะถามขณะที่ดันตัวขึ้นมาจากพื้นพร้อมกับเอามือข้างหนึ่งกุมหูขอเธอไว้

 

“พี่ไม่ไว้ใจค่ะ...มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล” เรย์กะตอบตามความจริงที่เธอนั้นรู้สึก มันเป็นความรู้สึกประมาณว่า...

 

การจัดฉายาขึ้นมานี่มีจุดประสงค์อะไร...ใครเป็นคนคิด...และสุดท้ายคือ...อาจจะเกี่ยวกับงูนั้นก็เป็นได้

 

“หือ...หนูว่าไม่เห็นมีอะไรเลยนะ คนแก่ก็คิดมากแบบนะ...นี้...อ-โอ๊ย!!!” พูดไม่ทันจบหูอีกข้างที่เหลืออยู่ก็ถูกพี่สาวสุดสวยดึงแทน

 

“พี่แก่กว่าน้องแค่ 5 นาทีค่ะ น้องออกมาก่อนพี่แค่ห้านาทีค่ะ นับตามวันทางสุริยะหรือจันทราเราก็อายุเท่ากันค่ะ” เรย์กะทำเสียงฮึดฮัดที่ไม่ค่อยมีใครเห็นใส่น้องสาวของตนพร้อมกับมืออีกข้างที่กำลังบิดหูน้องสาวของเธอแรงขึ้นไปอีก ความวุ่นวายในศาลเจ้านั้นก็ดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับ...

 

ภายในถ้ำใต้เมือง...

 

“ บูล อาย  ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะมาด้วย” เสียงแหบกร้านของชายชราที่หลับตาขัดสมาธิอยู่ใจกลางวงเวทย์ที่ซ้อนทับกันอยู่กล่าวออกมาขณะที่มีความรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังรุกล้ำเข้ามา

 

ชายใส่ชุดสูททักซิโด้ยืนตรงนิ่งสงบอยู่รอบนอกของวงเวทย์ถึงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้แต่กลับรู้สึกถึงความยินดีบางอย่างกับสถานการณ์นี้

 

“หึหึ ท่าน โซล เกรฟ ผู้แกร่งกล้าถึงกลับต้องมาพึ่งบุญบารมีของอดีตเทพที่ถูกผนึกเลยงั้นหรือครับ” น้ำเสียงที่เย้อหยั่นถูกกล่าวขึ้นมาทันใดนั้นเองดวงตาใต้เลนส์ของแว่นตาข้างเดียวที่สะท้อนภาพของบางสิ่งที่กำลังใช้อาวุธจ่อคอของเขาอยู่

 

...

 

“โหวว [ผู้ล่าวิญญาณ] งั้นหรือครับ ได้ข่าวว่าเวทย์นั้นมันหายสาบสูญไปแล้วหนิครับ” ชายผู้มีฉายาว่า บูล อาย นั้นกล่าวออกมาด้วยความประทับใจแต่ก็หยุดลงจากนั้นก็มองไปทางชายชราแบบเหยียดหยามนิดหน่อย

 

“ไปแบกสังขารแก่ๆใกล้ลงโรงหาท่านผู้นั้นแล้วแลกอะไรมางั้นเหรอครับ”

 

ผู้ล่าวิญญาณ เป็นเวทย์มนต์ความมืด สายอัญเชิญวิญญาณ ขั้น 3 ความสามารถหลักคือ หนึ่งตัวสามารถสังหารได้หนึ่งคนขณะอยู่ในอีกมิติหนึ่ง หมายความว่า สามารถสังหารใครก็ได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง หากแต่ต้องแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งที่เท่ากันหรือสูงกว่าปีศาจตนนี้ และ เป็นสิ่งที่มีไม่มากนักในโลกนี้หรือไม่ก็มีเพียงชิ้นเดียว... และเขาก็นึกได้ขึ้นมาว่าชายชรามีสิ่งใด

 

“หือ...[คทาโอซิลิส] อย่างงั้นหรอ ฮ่าๆๆ บ้าบิ่นนัก บ้าบิ่นนัก ท่านไม่ระวังโดนลอบกัดบ้างเลยหรือไร” บูล อาย รูสึกสนใจกับสิ่งที่ชายชราแลกมากับเวทย์วิญญาณที่ถูกผนึกมา หากเป็นความจริงแล้วละก็...

 

“บูล อาย ข้าจะเอาอะไรไปแลกก็เรื่องของข้า แต่ทางเจ้าเถอะจะเคลื่อนไหวอะไรงั้นหรือ ข้าให้สัญญาแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับดินแดนเทพแล้วไงหล่ะ” ชายชราตอบกลับมาหน้านิ่งๆจนคู่สนทนาของเขาถึงกับเค้นเสียงหัวเราะออกมา

 

“คำสัญญาของพวกคุณมันก็แค่ลมปากเท่านั้นแหละครับ และผมก็มาเป็นผู้สังเกตการณ์เฉยๆ พอดีเห็นว่าอะไรๆน่าจะสนุกหน่ะครับ”

 

สนุกงั้นหรอ...

 

ชายชราหรี่ตาเล็กน้อยและมองไปยังคู่สนทนาของเขาแต่เขากลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่นานนักเขาก็หลับตาลงใหม่ ลูกแก้วที่ลอยอยู่ตรงหน้าของเขาก็กำลังฉายแสงสีเลือดออกมาให้ความรู้สึกน่าขนลุกไม่น้อยกว่าสิ่งที่ชายชรากำลังจะทำให้มันหลุดจากผนึกเลย

 

 

เวลาได้ผ่านไป ถึงช่วงเวลาเที่ยงคืน ชาวเมืองส่วนใหญ่นั้นรวมกลุ่มเข้าไปภายในเขตของศาลเจ้าชั้นใน มีพื้นไม้ตั้งอยู่ในกลางของสนามว่างๆอยู่ขนาดประมาณ 10*10 เมตร รอบข้างมีคบเพลิงถูกจุดทิ้งไว้อยู่ 8 เสาตั้งไว้ตามทิศต่างๆทั้งแปดทิศ ถัดจากคบเพลิงไปยี่สิบห้าเมตรจะเป็นที่นั่งห้าชั้นถูกทำมาจากไม้อย่างดีล้อมรอบพื้นไม้ไว้สามารถจุคนได้ประมาณ800คนเป็นอย่างต่ำเพื่อที่สามารถให้ชาวเมืองที่สนใจร่วมเข้าพิธีนี้ด้วย

 

ชั้นบนสุดของที่นั่งของทางฝั่งตะวันตกมีผู้น่าสงสัยสองคนที่ใส่ชุดคลุมสีขาวนั่งอยู่ หนึ่งคนนั้นหยิบสาเกที่วางไว้บนตักประมาณ 10 ขวดมาจิบทีละนิดๆ ส่วนอีกคนก็นั่งนิ่งๆทั้งทีมีผ้าคลุมคลุมหัวไว้

 

“นี่เอ็ด ผมว่าคุณไม่ควรดื่มมากนะ ที่นี่มันศาลเจ้ามิใช่หรือ” เนทารอท หรือ เน็ท กำลังกล่าวติเพื่อนรักของเขาขณะที่กำลังคิดอะไรบางอย่างในหัวอยู่

 

“น่าๆอย่าบ่นไปหน่อยเลย ชั้นแก่กว่าแกอีก ทำไมทำตัวเหมือนคนแก่ไปได้ ฮ่าๆๆ”

 

ทั้งๆที่อายุจะขึ้นเลขสามแล้วเนี่ยนะ...

 

ตึง...

 

“โฮะๆ เริ่มแล้วๆ” ชายผมสีน้ำตาลแดงกล่าวอย่างยินดีพลางวางสาเกลงและมองไปยังลานไม้ที่อยู่ข้างหน้า

 

ท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญเสียงดนตรีเริ่มบรรเลง มิโกะสาวทั้งสองที่ละม้ายคล้ายคลึงกันสวมหน้ากากจิ้งจอกไว้พร้อมกับเดินออกมาพร้อมๆกัน ในมือของพวกเธอนั้นมีกระดิ่งสีทองและสีเงินแยกต่างชุดของพวกเธอ คนทางซ้ายเป็นชุดคนทรงสีแดงขาวนาวเรียบพื้นที่เปิดช่วงแขนกับช่วงไหล่ไว้เพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวก ส่วนคนซ้ายนั้นก็เป็นชุดที่เหมือนกันหากแต่สีจากสีขาวจะเป็นสีดำให้ความรู้สึกสงบและเยือกเย็นกว่าสีแดง

 

หือ... เอาจริงดิ...

 

เน็ทเบิกตากว้างขึ้นมาเพราะจากที่เขาคิดไว้นั้นเป็นไปได้ว่าจริงถึง 80 %

 

“เอ็ด ผมถามอะไรหน่อยซิ... เธอสองคนคือ ดวงตะวันแดนอุทัย อุราฮาระ เรย์กะ กับ จันทราที่เงียบงัน อุราฮาระ เรย์โกะ งั้นหรอ”

 

“โอ้ว รู้จักด้วยซินะ” เอ็ดเวิดตอบกลับมาด้วยท่าทีที่สนใจไม่น้อยกับเพื่อนของเขาที่ให้ความสนใจกับสองมิโกะนี้

 

“ดวงตะวันแดนอุทัย อุราฮาระ เรย์กะ มิโกะสาวแห่งเทพพระอาทิตย์ ฝาแฝดของ จันทราที่เงียบงัน อุราฮาระ เรย์โกะ ทั้งสองเกิดวันเดียวกันแต่หน่วงเวลาต่างกัน 5 นาที เป็นวันที่เกิดจันทรคราสเต็มดวงขึ้นด้วยจึงทำให้พลังของทั้งสองแตกต่างกัน ความสามารถของทั้งสองคือ วิชายันต์ขั้นสูงของตะวันและจันทรา...”

 

หืม ยันต์ตะวันที่เน้นการแผ่ขยาย กับ ยันต์จันทราที่เน้นการครอบคลุมซินะ

 

“ด้วยเหตุนี้พวกเธอถึงได้ถูกบันทึกใน Hall Of Frame ไม่กี่เดือนก่อนนี้ว่าเป็นทั้ง 12 ดวงดาว และ 8 บุพผา สตรีผู้งดงามและมากความสามารถไงหล่ะ แต่ว่า...” เอ็ดพูดเบาๆกับเน็ทเพื่อให้ได้ยินกันสองคนแต่ก่อนจะพูดจบนั้นเพื่อนของเขาก็ขัดขึ้นมาก่อน

 

“อืม... ที่บอกว่าเทียบเท่าผู้กล้านั้นคงเกินจริงไปหน่อยซินะ”

 

“ก็นะ...อย่างเก่งคงต่อกรกับพวกปีศาจระดับแม่ทัพของเหล่านรกได้อยู่แหละ แต่ถ้าเจอกับพวกครึ่งเทพก็ไปไหนไม่ได้แล้วหล่ะ” ทั้งคู่วิจารณ์อย่างไม่เกรงใจหากเป็นเพราะประสบการณ์หรืออ่านสถานการณ์ขาดของทั้งคู่ที่ผ่านการรบกับเทพเจ้าและจอมมารมาแล้วทำให้พวกเขาสามารถวัดขีดจำกัดของคนแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

 

แต่...ทำไมถึงสลับตัวกันหล่ะ

 

เน็ทพึมพำเงียบๆอยู่คนเดียวในใจดวงตาก็จ้องไปยังแท่นพิธีที่ทั้งสองกำลังรำอยู่ ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงการรำในช่วงแรกก็จบลงขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องโหยหวนของบางสิ่งดังมาจากทางตะวันออก มันเป็นเสียงเรียกที่เขาคุ้นเคยดี...เสียงกรีดร้องจากมหาสงครามจอมมาร...เสียงกรีดร้องทรมาน

 

เสียงกรีดร้องของวิญญาณ....




NEKOPOST.NET