Tales Of Holy Flag ตอนที่ 17 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tales Of Holy Flag

Ch.17 - บทรุป Part I การกลับมาของความมืด


                

“งั้นของผมขอเป็น...ผลแพ้ชนะจะตัดสินเมื่ออีกฝ่ายหมดสติหรือสู้ไม่ได้ จะไม่ตัดสินกันถึงชีวิตครับ”

 

                สิ้นคำเน็ทเขาก็หันมาทางยามาตะโนะโอโรจิที่แสยะยิ้มเล็กๆ ยืนกอดออกได้ไม่นานนักมันก็ดีดนิ้ว...

 

เปร๊าะ!!!

 

ม่านพลังสีเทาแผ่ขยายออกไปกระจายไปทั่วทั้งศาลเจ้า ราวกับถูกกลืนกิน..

 

                “ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง...สิ่งก่อสร้าง...ชีวิต...แค่นี้คงพอแล้วใช่ไหม ผู้กล้า” ราวกับรู้สิ่งที่เน็ทต้องการไซโซหันกลับไปหาและยิ้มเล็กๆเช่นเดิมให้ เน็ทเห็นเช่นนั้นแล้วจึงโค้งเบาๆจากนั้นก็หันมาเผชิญหน้ากับต้วนจี้หลิงที่กำลังชักดาบออกมา...

 

                ดาบสั้นคุซานางิ... ในสภาพสมบูรณ์เป็นผลมาจากลูกแก้วยากาซะนิถูกทำลายทำให้พลังของอาวุธเทพแห่งตะวันออกทั้งหลายที่ถูกรวมไปยังลูกแก้วเพื่อผนึกยามาตะโนะโอริจินั้นย้อนกลับมาของมัน...

 

                ซึ่งรวมไปถึงของเน็ทก็เช่นกัน...

 

                เน็ทถอนหายใจออกมาพร้อมกับล้วงความหาของในกระเป๋าไม่นานเขาก็หยิบมันออกมา...

 

                เอ็ดเวิดถึงกับเบิกตาโพลงขึ้นมา

 

                สกอเวทย์สีม่วงขอบสีทอง...

 

                “หือ...เดียวนะนั้นมัน!!!” จู่ๆเอ็ดก็ตะโกนขึ้นมาอย่างตกใจ...

 

               

                ในทางด้านศูนย์บัญชาการ Hall Of Frame ก็ใช่ย่อย...

 

                “ “อาเมน...ไปสู่สุขติเถิด” “ ยูกับเฟริสกล่าวพลางยกมือทั้งสองของพวกเขาขึ้นมาภาวนาเบาๆ...

 

                “เออ... กล้าพูดดีแหะ” ซามาเอลพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าปนขำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนลูซิเฟอร์นั้นทำสีหน้าปุเลี่ยนๆ

 

                “เจ้าสองคนนี่ไร้มารยาทจริงๆ ต่อหน้าบาป 7 ประการยังจะพูดคำนั้นออกมาต่อหน้าเราอีก...”

 

                “ว่าแต่พอบอกได้ไหมว่าไอนั้นมันคืออะไรหน่ะ” ซามาเอลถามขึ้นมาโดยที่ปล่อยให้ลูซี่นั้นโดนอิคนอร์ต่อไป มนุษย์ทั้งสองต่างหันมามองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ

 

                “เดียวก็รู้แหละนะ...” ยูกล่าวพลางถอนหานใจเบาๆ

 

“ขอใบ้ว่าเขาใช้อาวุธนี้ถล่มกองทัพของเมืองหนึ่งเพียงคนเดียวหล่ะ” เฟริสกล่าวออกมาพลางกอดแขนตัวเองที่จู่ๆขนก็ลุกชูชันขึ้นมา

 

                !!!

 

                “คุณทามิกะทำไมถึงตกใจขนาดนั้นหรือค่ะ”

 

                ทางด้านของศาลเจ้า Isumo เอ็ดถึงกับคิ้วกระตุกเมื่อเห็นสกอเวทย์สีม่วงนั้น ราวกับว่าความทรงจำอันโหดร้ายหวนคืนกลับมา...

 

                “เหอะๆ เดียวคอยดูเหอะ สัก 10 วินาทีไม่ซิ 5 วินาทีก็น่าจะจบละมั้ง” เอ็ดพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่พิสมัยสิ่งที่เน็ทหยิบออกมาสักเท่าไหร่ ทำเอาคนอื่นๆนั้นบ้างงุนงงบ้างไม่เชื่อกับสิ่งที่เขาพูดออกมาไปตามๆกัน มีเพียงชิมูกะที่เบิกตาค้างอยู่อยากนั้นเธอรู้จักสิ่งนั้น...หนึ่งในอาวุธในอดีตกาลของผู้กล้าในยุคแรกเริ่ม...

 

                ปฐมกาลอาวุธผู้กล้า...

 

                เสียงที่ดังออกมาจากในใจของเธอนั้นทำเอาเธอไม่กล้าขยับตัว ใจจริงแล้วเธออยากตะโกนออกมาด้วยความตกใจแต่ด้วยอารมณ์ต่างๆที่หลากหลายดูเหมือนว่ามันจะจุกอยู่ที่ลำคอ

 

                ปฐมกาลอาวุธผู้กล้า เป็นอาวุธประจำตัวของผู้กล้าในสมัยโบราณเป็นอาติแฟกในตำนาน ว่ากันว่าผู้กล้าในสมัยนั้นใช้อาวุธประจำตัวของเขานี้ปราบกองทัพปีศาจได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง...

 

                กองทัพปีศาจหลายพันตน...

 

                ที่ดูสนุกมากที่สุดคงเป็นชายในยืนกอดอกอยู่ระหว่างเน็ทและจี้หลิงที่กำลังตั้งท่ารอสัญญาณเริ่ม

 

                “ข้าจะดีดเหรียญนี้เพื่อเป็นสัญญาณ หากมันร่วงหล่นสู่พื้นเมื่อไหร่นั้นเป็นสัญญาณเริ่มการประลองในทันที”

 

                เขาหันไปมองทั้งสองคนก่อนที่จะดีดเหรียญจี้หลิงที่เริ่มจริงจังกับการประลองนี้ขึ้นกับเน็ทที่มองชายตรงหน้าด้วยใบหน้าที่ปกติราวกับไม่มีอะไร ไม่รอช้าเมื่อเขาพูดจบก็ดีดเหรียญที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเขาไป...

 

                กิ้ง...

 

                ขณะที่เหรียญกำลังลอยขึ้นมาดวงตาของผู้ประลองทั้งสองก็สบกัน เน็ทที่ทำหน้านิ่งๆนั้นถอนหายใจให้กับใบหน้าที่ยิ้มกลับมาของต้วนจี้หลิง

 

                ซึ่งมันชวนหงุดหงิดไม่น้อยเลยทีเดียว...

 

                วินาทีที่เหรียญใกล้สัมผัสพื้นนั้นต้วนจี้หลิงจับดาบของตอนอย่างแน่นหนาเตรียมพร้อมพุ่งไปหมายที่จะสังหารคนตรงหน้าเสียเพียงพริบตาเดียวทางด้านจอมเวทย์ลึกลับก็เปิดสกอเวทย์สีม่วงนั้นออกมาแสงสว่างสีขาวราวกับแสงแรกในยามเช้าส่องสว่างขึ้นมา

 

                กิ้ง!!!

 

                เมื่อเหรียญตกถึงพื้นแสงจากสกอเวทย์ของเน็ทก็สว่างวาบขึ้นมาทำเอาให้คู่ประลองของเขาแผงะในทันใด...รวมไปถึงทุกๆคนที่กำลังดูการประลองด้วย

 

                !!!!!!!

 

                แกร๊งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

                เสียงบางอย่างดังขึ้นมาท่ามกลางแสงสว่างนั้น ราวกับเสียงกระพือปีกของเหล่าปักษาหลากสายพันธุ์ดังขึ้นมาเพียงในระยะเวลาครู่เดียว ตามด้วยเสียงที่คล้ายกับกระดึงแห่งชัยชนะที่ดังขึ้นมาตามพื้นที่ชายหนุ่มผมสีขาวยืนอยู่ พริบตาเดียวเท่านั้นเองแสงสว่างก็หายไปเหลือเพียงแต่เน็ทที่ยืนพร้อมกับกำสกอเวทย์มนต์สีม่วงไว้เช่นเดิมรอบๆตัวเขากลับมีเศษแร่สีทองบางอย่างตกอยู่หลายสิบชิ้น...ในทางด้านของต้วนจี้หลิงนั้นกลับทรุดลงไปลงกับพื้น...

 

                อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!

 

                เสียงร้องตะโกนเพื่อที่จะบรรเทาความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นดังออกมาแต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ช่วยลดความเจ็บปวดที่ได้รับแม้แต่น้อย...

 

                ความร้อนราวกับถูกหอกสายลมของเอลฟ์ปักเข้าใส่หลายสิบครั้งในเพียงไม่กี่วินาที ความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่ ท้องไส้เริ่มปั่นป่วน ตาเริ่มลาย สติค่อยๆขาดหาย

 

                ดาบสั้นคุซานางิในมือนั้นกระเดนปลิวออกไปไกลจากตัวเขาหลายสิบเมตร ตามร่างกายมีเลือดไหลออกมาเป็นจุดๆราวกับถูกหอกขนาดเล็กแทงใส่อย่างรวดเร็ว หากเป็นปกติคงตายไปแล้วแต่นี่เป็นการประลองที่ถูกร่ายข่ายเวทย์มนต์โดยความมืดแห่งตะวันออก...

 

                “ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าใช้สิ่งนั้นได้...” ความมืดกล่าวขึ้นมาสายตาเขาเป็นประกายราวกับเจอของเล่นชิ้นใหม่ เพียงแค่แสงจากสกอเวทย์นั้นไม่อาจทำให้บดบังความมืดได้ว่าสิ่งที่เน็ทใช้นั้นใช้งานเช่นไรและมีรูปร่างเป็นอย่างไร

 

                ยามใดที่ได้ยินเสียงปักษากระพือปีก และแสงดาวดวงเล็กๆเปล่งประกายขึ้นมา นั้นคือวาระสุดท้ายของเจ้า...

 

                บทกวีดังขึ้นมาในขณะที่ชิมูกะกำลังมองดูคู่ต่อสู้ของชายผมขาวที่ล้มลงไป...เธอเอ่ยออกมาเบาๆด้วยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น...

 

                “รอยจูบแห่งเทพธิดาแห่งชัยชนะ...”

 

                เน็ทเก็บสกอเวทย์มนต์สีม่วงเข้ากระเป๋าท่ามกลางความตกใจของทกคนยกเว้นเพียงผู้ที่เคยเห็นเขาใช้อาวุธชิ้นนี้มาก่อน เอ็ดถอนหายใจเบาๆ คนอื่นๆต่างเริ่มรู้สึกตัวและจ้องมองไปยังชายตรงหน้าของพวกเขา ชายผู้มีใบหน้าเยาว์วัยเกินกว่าจะเป็นเพื่อนของคุณลุงวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ชายผู้มีผมดั่งดวงดาวยามค่ำคืน ผ้าคลุมสีขาวสะบัดเบาๆ ดวงตาสีม่วงนั้นจ้องไปยังกรรมการที่ตัดสินราวกับคาดคั้นคำประกาศจากเขา

 

                “เอาหล่ะ...ผู้ชนะคือ...ฝ่ายผู้กล้าเนโรทารอท” คำประกาศดังออกจากปากของความมืด

 

“ข้าขอรับข้อเสนอของเจ้า เนโรทารอท” ยามาตะโนะโอโรจิในร่างของไซโซเอ่ยปากรับคำและได้จบการประลองที่ไม่เหมือนกับการประลองลง ขณะที่ทุกๆคนกำลังจะดีใจกันทันใดนั้นเอง...

 

“อาร้า อาร้า~ พี่ชายนอนลงไปหยั่งกะคนป่วยแหนะ”

 

!!!

 

หญิงสาวในผ้าคลุมสีขาวขอบสีดำที่ประดับไปลวดลายสีทอง ภายใต้ฮูดสีขาวนั้นปรากฏแสงสะท้อนสีเหลืองทองจากดวงตาของเธอช่างเหมือนพระจันทร์คืนเพ็ญในตอนนี้ หญิงสาวผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาข้างๆของต้วนจี้หลิงที่นอนสลบอยู่

 

“เห้อ...ชอบสร้างปัญหาจังนะท่านราชา ฮ้าวว~ อืม...ท่านก็ด้วย...ผู้แทนราชินี ”

 

เสียงเล็กๆของสาวน้อยอีกคนก็ดังขึ้นข้างๆชายชราที่กำลังทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นราชาของตนนั้นล้มพับลงไปในเสี้ยววินาที ร่างบางในชุดจอมยุทธสีขาวแดงที่เข้ากับเกราะไหล่สีทองปกปิดต้นแขนสีขาวราวหิมะของเธอ ผมสีขาวราวไข่มุกนั้นตัดกับดวงตาสีแดงที่ดูเหมือนพึ่งจะตื่นนอนมา

 

ผู้มาใหม่สองคนนั้นทำให้บรรยากาศที่ดีใจกับชัยชนะของฝั่งศาลเจ้าอยู่นั้นหยุดลง...

 

“แต่พี่ชายก็ฉลาดน่ะที่ตั้งกฎแบบนั้นไป หากพี่ชายชนะก็จะได้ทั้งยามาตะโนะโอโรจิมาแถมยังหนีไปโดยไม่ต้องทำอะไรมากเลย...หากพี่จ๋าแพ้ฝั่งนั้นก็ให้ท่านผู้แทนราชินีพาพี่จ๋ากลับก็พอหากโดนตามล่าก็ให้พรรคพวกของเราที่ซุ่มอยู่แถวนี้จัดการเสียจริงไหมค่ะท่านพี่” สาวในชุดฮูดสีขาวกล่าวขึ้นมาราวกับไม่ได้รอฟังคำตอบของผู้ที่เธอกล่าวว่าเป็นพี่ชายพร้อมกับเหล่สายตาหวานเยิ้มให้กับเน็ทที่กำลังขมวดคิ้วอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำอะไรแต่ในตอนนี้มันเกินกำลังของเขาและอีกอย่าง...

 

มีคนหลายร้อยคนกำลังซุ่มอยู่ภายในป่ารอบๆศาลเจ้า...

 

                “เอาหล่ะถือว่าวันนี้ฝ่ายเราพลาดเองหล่ะที่ประเมินคุณต่ำเกินไป...” หญิงสาวในชุดจอมยุทธสีขาวแดงกล่าวขึ้นมาพร้อมจับไหล่ของชายชราพร้อมกับ...

 

                [กระกายแสง] ก้าวพริบตา

 

                พรึบ...

 

                จากอยู่กลางวงล้อมของเหล่าผู้ที่เหลือรอดของศาลเจ้า กลับมายืนเรียงกันอยู่ที่ที่เดียวกันทั้งสี่คน...

 

                “อย่าคิดว่าทำเป็นคนเดียวซิ คุณผู้กล้า...ไม่ซิ คุณเนโรทารอท” น้ำเสียงเล็กๆของหญิงสาวในชุดจอมยุทธนั้นราวกับกล่าวแบบยั่วยวนมากกว่าที่จะกล่าวตักเตือน...

 

                เหตุการณ์ที่เห็นทำให้เอ็ดนั้นขมวดคิ้วตามบ้างพร้อมตั้งท่าขึ้นมา...

 

                “โอ๊ะๆ เราไม่ได้มาโจมตีซ้ำหรอกนะค้า~ แค่มารับตัวพี่ชายกลับหน่ะค่ะ”

 

                “คิกๆ ดูจริงจังดีนะ คุณทามิกะ...ไม่ซิต้องเรียกว่า...กำแพงเพลิงทศทิศ ซินะ”

 

                !!!

 

                เพียงคำๆเดียวจากหญิงสาวในชุดจอมยุทธนั้นทำให้ทุกๆคนหันมองไปทางเอ็ดกันเป็นตาเดียวรวมถึงเบียคุเร็นที่อยู่ข้างๆเขาเช่นเดียวกัน เมื่อความจริงปรากฏเอ็ดจึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวพร้อมกับลดการ์ดลง

 

                “ก็น่ะ...ชั้นคงตัดสินไม่ได้หรอกว่าจะให้พวกคุณหนูไปได้ไหม...อยู่ที่เขาต่างหาก” เอ็ดกล่าวพร้อมกับขยับหัวชี้ไปทางที่ชายผมสีขาวยืนอยู่

 

                “เราคงไม่ต้องขออนุญาตหรอกนะค้า...เพราะเรากำลังจะไปแล้ว” หญิงสาวในฮูดสีขาวหันมากล่าวให้กับชายหนุ่มผมขาวที่กำลังยืนจ้องพวกเธออยู่...

 

                ทันใดนั้นแสงก็เริ่มสว่างขึ้นมาทีละน้อยๆปรากฏเป็นวงเวทย์ขึ้นมา...

 

                “โอ๊ะ... ใช่ซิขอแนะนำตัวนะค้า หนูชื่อว่า ต้วน ฟางซิน ค้า เป็น เอสของโพธิ์ดำค้า~ ” เด็กสาวในชุดฮูดสีขาวนั้นกล่าวขึ้นมาอย่างร่าเริงพร้อมกับโบกมือให้เน็ทที่ถอนหายใจออกมา

 

                “ครับ...ผม เนทารอท บริโอ้ ทาร์ซ่า ครับ” เน็ทตอบกลับไปด้วยสีหน้าหน่ายๆและไม่มีความคิดที่จะจับพวกนี้อีก...ไม่ซิต้องบอกว่า

 

                หากจะจับก็จับได้ไม่ครบมากกว่า...

 

                เมื่อกล่าวจบสายตาเขาก็มองที่หญิงสาวอีกคนอย่างสนใจ... เธอยิ้มมุมปากเล็กๆขึ้นมา

 

                “ชั้น เฉิน เหมยจิง ที่ เป็น โจ๊กเกอร์ ของทางนี้...ยินดีที่รู้จักคุณเนทารอท” เธอแนะนำตัวในกับเขาหากเป็นในอดีตนั้นผู้ที่จะมารับหน้าที่เป็นคนหน้าฉากก็คือ ยู ปกติแล้วเน็ทจะไม่ค่อยเปิดเผยหน้าให้ใครได้เห็นมากนั้นแต่ตอนนี้เขาไม่อยู่จริงกลายเป็นเน็ทแทน

 

“ภารกิจเราเสร็จแล้วและก็น้ามาเยี่ยมพวกเราบ้างน้า~ ควีนหัวใจอยากเจอคุณมากเลยหล่ะ” ฟางซินหันไปหาเน็ทพร้อมกับกล่าวออกมาเสร็จด้วยสีหน้าที่ไม่อาจเห็นได้ภายใต้ฮูดนั้นเหมือนกับนึกอะไรได้หลังจากกล่าวกับเน็ทแล้วเธอก็หันไปอีกทางหนึ่ง...

 

ทางที่มิโกะทั้งสองที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะยืนพยุงกันอยู่อย่างทุลักทุเล...

 

“เก็บหัวไว้ดีๆน้าทั้งสองคน เมื่อถึงเวลาแล้วชั้นจะมารับไปก็แล้วกันน้า~” ฟางซินโบกมือบอกลาเหล่าผู้ที่อยู่มาก่อนพร้อมกับเหมยจิงที่โยนสกอใบสีขาวขึ้นไปแสงสว่างวาบขึ้นบดบังทัศนวิสัยของทุกคนจากนั้นทั้งสี่ก็หายไปโดยไร้ร่องลอย...

 

“เอาเข้าไป...นิสัยนี่จริงๆเลยแต่ว่าเวทย์นั้นเหมือนกับของนายเลยแหะ” เอ็ดกล่าวออกมาขณะที่ยกมือแตะบ่าของเน็ทที่เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่คนเดียว...

 

“เรื่องนั้นช่างเถอะครับ...จัดการเรื่องนี้ก่อนดีกว่า” พูดจบแล้วเน็ทก็ชี้นิ้วไปรอบๆตัวที่ทุกๆคนต่างมองมาที่พวกเขา...ไม่ซิมองมาที่

 

กำแพงเพลิงทศทิศ...

 

“แฮะๆ...คือแบบว่า ไง ผม เอ็ดเวิด แทงค์เกอร์แห่ง Holy Flag ครับ...พูดแบบนี้ไปดูซิครับ” เน็ทพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แน่นิ่งเหมือนไร้อารมณ์ทำให้เอ็ดรู้สึกหงุดหงิดมองตาขวางใส่อย่างช่วยไม่ได้

 

มือไม่พายยัง จะทำให้น้ำไหลสวนทางอีก...

 

และแล้วมหกรรมสอบถามสัมภาษณ์ขอลายเซ็นของผู้กล้าก็เริ่มขึ้น ในขณะเดียวกันที่เน็ทนั้นเดินเข้าไปหาไซโซ...ยามาตะโนะโอโรจิที่ยืนกอดอกราวกับรอบเขาอยู่...

 

  “น่าอัศจรรย์จริง แม้แต่ข้ายังไม่สามารถใช้เจ้านั้นได้เลย ถือว่าเปิดหูเปิดตาจริงๆ” ไม่รอการทักทายยามาตะโนะโอโรจิในร่างของไซโซกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้ายินดีแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับถอนหายใจออกมา...

 

“ความจริงมันก็มีกลไกของมันนั้นแหละครับ...ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ พันธะสัญญาครับ” ไม่รอช้าเน็ทกล่าวเข้าประเดนโดยทันใด ยามาตะโนะโอโรจิเห็นเช่นนั้นจึงขำออกมาเบาๆ

 

“หึหึ ใจเย็นๆผู้กล้า ข้าไม่ตระบัดสัตย์หรอก ข้าขอถามเจ้าสักคำถามได้หรือไม่” เขากล่าวออกมาเพื่อยืนยันสิ่งที่เน็ทต้องการแต่เขาก็มีบางอย่างที่คาใจอยู่...

 

“ทำไมเจ้าถึงปล่อยพวกนั้นไปงั้นหรือ”

 

คำถามจากเจ้าอสรพิษนั้นทำให้เน็ทถึงกับเลิกคิ้วข้างขวาขึ้นมา เห็นแบบนั้นแล้วชายผู้ตั้งคำถามก็หัวเราะอย่างชอบใจออกมา

 

“หึหึ ปิดข้ามิได้หรอกผู้กล้า” แม่นราวกับมีสมองเดียวกันยามาตะโนะโอโรจิตอบสิ่งที่เน็ทคิดไว้ออกมา...

 

รู้ด้วยงั้นหรอ...

 

 

“ก็นิดหน่อยหน่ะครับ คิดว่าองค์กรนี้น่าจะมีเบื้องลึกมากกว่านี้หน่ะครับ” เน็ทตอบแบบเลื่ยงๆไปแต่เจ้างูนั้นไม่ยอมง่ายๆ

 

“ไม่ปฏิเสธเลยซินะว่าจัดการพวกนั้นไม่ได้ทั้งหมด” รอยยิ้มปรากฏขึ้นเมื่อกล่าวจบยามาตะโนะโอโรจิหัวเราะออกมาทันใดนั้นเองบทสนทนาของสองชายหนุ่มก็จบลงโดยการแทรกแซงจากผู้มาใหม่...

 

“ขอเวลาทั้งสองท่านสักครู่ได้ไหมคะ” หญิงสาวผู้สวมชุดลายดอกบ๊วยสีชมพูกล่าวขึ้นมาด้วยสีท่าที่นอบน้อมผิดปกติ

 

“อ้าว คุณ ชิมูกะ มีอะไรงั้นหรือครับ” เน็ทตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่เป็นปกติราวกับสิ่งที่คุยกับยามาตะโนะโอโรจิในร่างไซโซนั้นไม่เคยเกิดขึ้น...

 

“ดิชั้นอยากทราบเรื่องราวทั้งหมดจากพวกคุณค่ะ ท่านยามาตะโนะโอโอจิด้วยค่ะ” ชิมูกะที่ต้องการคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากทั้งคู่หากแต่สายตาที่มองมานั้นมิใช่เพียงแต่ของหญิงสาวเพียงผู้เดียว...

 

รวมไปถึงผู้คนที่มีสติอยู่บริเวณนั้นด้วย...

 

“หึหึ ข้าว่าคงมิใช่เพียงแค่นั้นหรอกจริงไหมหนูน้อย” ชายผมดำกล่าวขึ้นมาดปลี่ยนท่าทางเป็นยืนกอดอกและหันไปหาเน็ทพร้อมกับแสยะยิ้มขึ้นมาราวกับรู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องสนุกๆขึ้น

 

...

 

ราวกับอยู่ในมนต์สะกดรอเพียงผู้มาปลดปล่อย ในที่สุดชิมูกะก็เอ่ยปากขึ้นมา...

 

“ชั้นเคยได้ยินมาว่า ผู้กล้าแห่ง Holy Flag นั้นมักใส่ผ้าคลุมสีขาวเหมือนกับท่านเอ็ดเวิดที่ยืนอยู่ตรงนั้น...” เหมือนกับเป็นคำถามแต่ก็ไม่ใช่คำถาม เมื่อเน็ทได้ยินก็ยิ้มรับรอเพียงให้เธอได้ถามมันออกมา... คำถามที่ทุกคนนั้นอยากรู้มากที่สุด...

 

“คุณคือจอมเวทย์ลึกลับ...ท่านเน็ทงั้นหรือคะ?”

 

ทุกๆคนนั้นรวมไปถึงสองพี่น้องมิโกะต่างรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ อาจเป็นว่าทั้งคู่อาจจะรู้สึกตัวอยู่แล้วก็ได้

 

 

เงียบสงบ...

 

หลากแผนการ...

 

มากความสามารถ...

 

และ...อยู่ใกล้ๆแล้วรู้สึกปลอดภัย...

 

 

เน็ทยิ้มขึ้นมาเล็กพร้อมกับเอามือแตะไปที่หน้าอกพร้อมกับโค้งเบาๆให้กับผู้ถามจากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลออกมา

 

“ขอบอกให้ทุกคนทราบเลยนะครับ ผมมีชื่อว่า...”

 

...

 

อีกด้านหนึ่งของซีกโลกประเทศที่อยู่เป็นเกาะทางตะวันตก นครแห่งนักบวชมีคนๆหนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าสุสานสีขาวสะอาดซ้ายขวาประดับไปด้วยดอกไม้ที่ถูกร่ายเวทย์ไม่มีวันเหี่ยว

 

Forget Me Not...

 

ผู้อยู่ภายใต้ชุดดำก้มลงเอื้อมมือไปหยิบดอกไม้นั้นขึ้นมา หมวกสานปีกกว้างที่มีผ้าบางๆสีดำแผ่ยาวลงมาปกปิดร่างกาย คนผู้นี้นั้นจ้องดอกไม้ราวกับคิดอะไรบางอย่างไม่นานนักก็หันไปทางตะวันออกมองไปยังที่ๆไกลแสนไกลหากแต่ตัวของคนผู้นี้ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าตนนั้นทำไมถึงทำเช่นนี้

 

“โห้ยยย ควีนกลับได้แล้วมั้ง เดียวหัวหน้าก็ว่าหรอก” จู่ๆก็มีเสียงชายหนุ่มกล่าวขึ้นมา เขาแต่งชุดราวกับสายสืบของทางตะวันออกผมสีน้ำตาลเข้มนั้นช่างเข้ากับตาสีดำของเขาเป็นอย่างมาก มือขวาถือดาบคาตะนะสีน้ำเงินไว้อย่างลวกๆ มือซ้ายนั้นโบกมือให้กับผู้ที่ยืนมองไปทางตะวันออกอย่างไร้จุดหมาย...

 

“อืม.. นั้นซินะ” เสียงหวานๆดังออกมา ผู้อยู่ในชุดสีดำก้มตัวลงและปักดอกไม้ไว้ในแจกันเช่นเดิม แทนที่เธอจะเดินจากไปเธอกลับวางบางสิ่งไว้หน้าสุสานของใครบางคน จากนั้นเธอก็เดินไปหาผู้ที่เรียกเธอเมื่อครู่ทิ้งสิ่งนั้นไว้ตรงข้างๆกระถางธูป...

 

ดอกฮอลลี่สีแดงช่อเล็กๆ

 

ราวกับเป็นคำตอบของดอกไม้ที่ประดับไว้ข้างๆสุสาน เธอลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวออกมาเบาๆว่า

 

“หลับให้สบายนะ เอลิเซีย บาเบอร์โน่” ไม่รอช้าเธอก็เดินจากไปโดยไม่ทิ้งรอยใดๆไว้นอกจากดอกฮอลลี่สีแดงอมชมพูช่อหนึ่งที่วางอยู่ช่างตัดกับดอกไม้ Forget me not ที่เป็นสีฟ้าสวยงามมองแล้วพาลให้จิตใจสงบ...

 

สายลมที่พัดผ่าน กาลเวลาย่อมผันเปลี่ยน วัฏจักรเริ่มหมุนเวียน เพียงดอกไม้ช่อเล็กนี้อาจแทนคำตอบใครบางคนได้หลายล้านสิ่ง...

 

I never forget you…

 

 

 

-------- จบ Part I --------

 

 

 

จบไปแล้วนะครับสำหรับพาร์ทแรก(ปาดเหงื่อ) ยอมรับเลยว่าบางทีก็ใช้ภาษาที่แปลกไปจากเดิมบ้างเพราะอารมณ์ตอนแต่งไม่ค่อยคงที่ครับ บางทีแต่งเมื่อวานและมาแต่งต่อวันนี้อารมณ์มันต่างกันครับ 555 (มือใหม่ก็เงี่ย) หวังว่าคงจะสนุกกันนะครับ ขอคอนเฟิร์มว่าพาร์ทต่อไปมีหลายตอนครับ พาร์ทหนึ่งก็คล้ายๆกับนิยายต่างประเทศอะครับ “ช่วงแรกมันจะน้อยมากที่สุด” (ว่าไปนั้น) ขอขอบคุณที่ติดตามและขอให้ติดตามต่อๆไปครับ

 




NEKOPOST.NET