Tales Of Holy Flag ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tales Of Holy Flag

Ch.10 - ตอนที่ 10 [Ten Direction Of Flame Wall] กำแพงเพลิงทศทิศ


ณ ศาลเจ้าชั้นใน

 

เอ็ดหย่อนก้นลงบนม้านั่งที่...ไม่ซิต้องเรียกว่า นั่งพักบนต้นไม้ไหม้ๆเป็นตอตะโกดำๆที่ถูกตัดครึ่งลงมาด้วยของมีคมบางอย่าง พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ...

 

“เห้ออ ให้ตายเถอะ กะจะมาดูพระอาทิตย์ยามเช้าของปีใหม่สบายๆแท้ๆ” เอ็ดบ่นอย่างคนแก่แต่อายุพึ่งขึ้นเลขสามได้ไม่กี่ปีทว่าไม่มีใครพูดอะไรออกมาหลังจากได้เห็นสภาพของลานกว้างของศาลเจ้าที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ไม่น่าเชื่อว่าชายผู้นี้จะสู้กับ 1 ใน 7 บาปได้อย่างสูสี... เหมือนกับรู้สึกได้เอ็ดก็หันหน้ามองยังประตูทิศใต้ที่มีชายในชุดคลุมสีขาวเดินขึ้นมาพร้อมมิโกะทั้งสาม

 

“โย่ว...” เอ็ดโบกมือทักทายแต่กลับเน็ทยิ้มแห้งๆกลับไป เหล่ามิโกะที่เห็นสภาพของศาลเจ้าตอนนี้ถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว...

 

 “อ่า...ไม่ไหวงั้นหรอ” ราวกับรู้ล่วงหน้าเอ็ดพูดออกมาขณะที่พวกของเน็ทเดินเข้ามาเรื่อยๆ ไม่รอช้าเน็ทถอดถุงมือออกแล้วโยนไปให้เอ็ดที่กำลังกระดกสาเกอยู่

 

“คือมันสมดุลเกินไปหน่ะ ไม่ไหวครับ ใช้ [อาชูร่า] ครั้งเดียวก็หมดสภาพแล้วครับ อยากให้ปรับเปลี่ยนจากเน้นความเบาไปเน้นความทนดีกว่าครับ แถมมันยังส่งพลังปราณลำบากมากกว่าปกติด้วยครับ” เน็ทพูดออกมาเบาๆหลังจากการที่เขาได้ทดลองใช้สกิล [อาชูร่า] ไปแล้วปรากฎว่าอาวุธของเขานั้นยังไม่สามารถรองรับพลังปราณของเขาได้มาก มีแต่เอ็ดกับตัวเขาเองนั้นที่ได้ยิน

 

[อาชูร่า] เป็นสกิล 1ในสกิลออริจินัลของเน็ทที่เขาคิดค้นขึ้นมา เป็นการกระตุ้นพลังของถุงมือถึงขั้นสูงสุดเมื่อใส่พลังปราณเข้าไปจะทำให้ถุงมือนั้นเกิดพลังแฝงขึ้นมาและเมื่อปล่อยพลังนั้นออกมามันก็จะระเบิดกระจายเป็นวงกว้าง หากสามารถกะพลังปราณที่จ่ายเข้าไปให้ถุงมือให้เหมาะสมก็สามารถควบคุมทิศทางและการระเบิดให้เป็นการระเบิดเฉพาะจุดได้

 

เมื่อได้เห็นอาวุธชิ้นล่าสุดของตน ช่างอาวุธเบิกตากว้างขึ้นมาพร้อมกับตะโกนออกมา

 

“เฮ้ยย ไอบ้า ไหงมันขาดแบบนี้ฟร่ะ” เอ็ดก้มมองผลงานตัวเองที่ส่วนที่เป็นหนังหนาๆถูกทำลายคล้ายๆกับถูกกระชากจากบางสิ่ง... และบางสิ่งที่ว่าก็คือ พลังที่ย้อนกลับมาของ [อาชูร่า] ที่ต่อยลงยังพื้นดิน

 

“ก็ไปวัดพลังกับ แอสโมดิวส์ มาครับ ก็เกือบจะถึงตัวเธอแล้วเหมือนกันครับเกราะเวทย์ของเธอนั้นเข้าขั้นแกร่งจริงๆ”

 

“บ้านา เจาะไม่เข้างั้นหรือ กันเลท อันนี้ก็ช่วยเพิ่มอัตราการทะลวงเกราะเวทย์ด้วยนะ” เอ็ดยังไม่ยอมรับว่าไอเทมที่เขาสร้างมันนั้นจะไม่สามารถทะลุเกราะเวทย์ได้

 

“เกราะเวทย์ดาว7แฉก12 ชั้นหน่ะครับ...” เพียงคำเดียวที่กล่าวออกมาเอ็ดถึงกลับกุมขมับ

 

เกราะเวทย์ดาว7แฉก ในเวทย์มนต์ตะวันออกความสามารถด้านการป้องกันของเวทย์นั้นขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเวทย์มนต์และวงเวทย์ที่มีความซับซ้อนมากที่สุดคือ วงเวทย์7แฉก เป็นวงเวทย์ที่มีความสมดุลในความไม่สมดุลมีจุดอ่อนที่จะทำลายมันน้อยมากเพราะมันไม่ใช่วงเวทย์ที่ตายตัวรูปร่างของวงเวทย์จะเคลื่อนไวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถือได้ว่าใครสามารถใช้มันได้ต้องเป็นจอมเวทย์ที่เป็นที่จับตามองอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียว

 

“ไอ...” ก่อนที่เอ็ดจะพูดออกมาเน็ทก็ดีดหน้าผากของเขาจนเขานอนหงายลงไปบนพื้น เอ็ดลุกขึ้นมาพร้อมที่จะเอาเรื่องแต่เน็ทก็ชี้ไปยังข้างหลังที่เหล่ามิโกะกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่...

 

“ไอบ้า...ใครให้ไปต่อยกับเขตป้องกันระดับกันมหาเวทย์ได้ฟร่ะ” เห็นอย่างนั้นเอ็ดจึงกระซิบกับเน็ทแทนที่จะตะโกนอย่างเมื่อครู่ เมื่อเห็นเอ็ดใจเย็นลงได้ระดับหนึ่งแล้วเน็ทก็เริ่มเล่าเรื่องที่เจอมาให้กับเอ็ดได้ฟัง... ตั้งแต่ที่ลงไปเขาเห็นอะไรบ้างจนกระทั่งเจอกับเหล่า 7 บาปและวิธีการหนีและทำลายวงเวทย์ดัมมี่มา...

 

“งานยากเลยแหะ ไม่นึกว่าจะเตรียมการถึงขั้นนี้เลย...แต่” พอเอ็ดฟังเสร็จกับบอกข้อสังเกตขอตนให้รู้บ้าง

 

“ชั้นว่าพวกนั้นหน่ะ เป็นร่างทรงจริงๆนั้นแหละ เพราะร่างจริงหน่ะระดับความรุนแรงไม่ต่ำขนาดนี้หรอก” เอ็ดพูดขึ้นมาพลางหันหน้าไปมองเศษต้นไม้เศษดินที่ถูกแปรรูปไปเป็นของตกแต่งบ้านที่ดูไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่นักอย่างเหนื่อยใจ

 

“ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า ก็ไม่ไหวอยู่ดีครับ ถ้าจะรับมือกับพวกเขาทั้ง 5 อย่างน้อยต้องมีพวกเราสัก 3 คนเพราะตอนนี้ผมเป็นแบบนี้ไปแล้ว...” เน็ทหัวเราะเบาๆพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ตัวเองและหัวเราะแหะๆ เน็ทเริ่มเล่าแผนการที่ตนคิดไว้ให้กับเอ็ด ในทางด้านของเหล่ามิโกะที่กำลังรวมตัวกันอยู่นั่นเอง...

 

“เดียวนะคะ! เขาเป็นผู้ครอบครอง แอนโดรมิด้า ดวงใจแห่งเพอร์ซิอุส งั้นหรือค่ะ” เบียคุเร็นตกใจจนเผลอพูดออกมาเสียงดังไปจากนั้นเธอก็กระแอ้มเบาๆจากนั้นก็ฟังเรื่องราวต่อ

 

“เจ้าค่ะ...สิ่งที่ดิชั้นเห็นมิได้ตาฝาดไปแน่นอนค่ะ” อิชิคาว่า มากิสะ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ยังมีความตื่นเต้นอยู่ ในฐานะผู้อ่านดวงดาวนั้นคงรู้สึกดีใจเมื่อได้เห็นดวงดาวที่สูญหายไปเนิ่นนานแล้วกลับมาปรากฎต่อหน้าเธออีกครั้ง เธอก็เริ่มเล่าเรื่องสิ่งที่เธอเห็นออกมา...

 

 

 

“โฮ้...เจ้าเป็นคนเช่นนี้เองถึงสามารถปฏิเสธการทำสัญญากับ เบลเฟกอล ได้” แมมม่อนพูดขึ้นมาพลางควงดาบคะหยิ่นและดาบวูซูในมือทั้งสองข้างไปมา

 

ดาบคะหยิ่นจะมีรูปร่างลักษณะเป็นดาบสองคมที่ปลายแหลม ใบดาบใหญ่ต้องใช้พลังกายในการเหวียงมากแต่ไม่มีปัญหาสำหรับบาปแห่งความโลภแม้แต่น้อย

 

ดาบวูซูจะมีรูปร่างเป็นดาบคมด้านเดียวอีกด้านจะมีพู่มัดติดกับรูที่ถูกเจาะทางอีกด้านของดาบอยู่ ดาบที่ถูกเรียกออกมานั้นมีรูทั้งหมด 5 รูพู่ทั้งหมดล้วนเป็นสีแดง ใบดาบขนาดใหญ่ไม่แพ้กับดาบคะหยิ่นหากแต่พลังในการฟันจะมากกว่าดาบคะหยิ่นในทางกลับกันดาบคะหยิ่นจะมีพลังในการทะลวงที่สูงกว่า...

 

เอ็ดเวิดมองดูดาบทั้งสองจากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มขยับมือเบาๆ มือที่ตอนนี้เป็นหินอุกาบาตนั้นกลายเป็นหมัดเหล็กที่ถูกความร้อนแผดเผาจนเป็นสีแดงขึ้นมา ดวงตาของเอ็ดประกายวาบ ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มขึ้นมาอย่างยินดี...

 

วูบ...

 

ร่างของเอ็ดหายไปและมาอยู่ตรงหน้าของแมมม่อนโดยทันใด ปกติแล้วการย่นระยะประมาณ25วาภายในเสี้ยววินาทีนั้นคงเป็นไปไม่ได้แต่ไม่ใช่สำหรับแทงค์เกอร์แห่ง Holy Flag เอ็ดเข้าประชิดตัวหมัดซ้ายพุ่งเข้าไปยังลำตัวอย่างรวดเร็ว...

 

แกร๊ง!!!

 

เสียงโลหะกระทบกัน แมมม่อนดูอึ้งเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็น ดาบวูซูที่ยกขึ้นมากันภายในเสี้ยววินาทีนั้นบิ่นออกเล็กน้อยจากการประทะกับเอ็ดเวิดขณะเดียวกันนั้นเอ็ดเวิดก็ประเคนหมัดอีกข้างหนึ่งเข้าที่ใบหน้าของแมมม่อน ราวกับรู้อยู่แล้วเปลวไฟของแมมม่อนก็โหมกระหน่ำขึ้นมาเขายกดาบคะหยิ่นแทงสวนหมัดนั้นกลับไป...

 

กิ้ง...

 

ราวกับเสียงแก้วชนกัน เอ็ดกระโดดถอยหลังออกมาเพื่อลดแรงกระแทกที่เกิดเมื่อครู่ส่วนแมมม่อนก้มหน้ามองดูเท้าของตนที่ถูกซัดถอยหลังมาประมาณ 5 เมตรได้...

 

“ไม่เลว...” เสียงของแมมม่อนถูกกล่าวออกมาผ่านทางช่องว่างที่โหว่ท่ามกลางเปลวเพลิงสีเทา ในครั้งนี้แมมม่อนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ร่างกายที่อาบไปด้วยเปลวไฟสีเทาพุ่งเข้ามาหาเอ็ดเวิดอย่างรวดเร็ว คะหยิ่นและวูซูถูกร่ายเป็นท่าร่างของแมมม่อน เอ็ดเวิดรับมือสักพักมือซ้ายปัดดาบคะหยิ่นมือขวาป้องดาบวูซูแต่ไม่นานนักดวงตาเขาเริ่มเบิกกว้างขึ้นมา

 

บ้าเอ้ย...วิชาสลับดาบ

 

ดาบคะหยิ่นและวูซูถูกสลับในขณะที่แมมม่อนร่ายท่าร่างดาบไปข้างหลัง หากเป็นปกตินั้นคือจุดอ่อนอย่างใหญ่หลวงในช่วงเวลาที่สลับดาบนั้นหากกะจังหวะดีๆก็สามารถจู่โจมได้เลย...แต่แมมม่อนนั้นมีความเร็วในระยะประชิดมากกว่าเอ็ดเวิดขณะที่เขากำลังจะโจมตีหนึ่งในสองดาบก็จะโจมตีสวนกลับมาพอดี...

 

ครืด...

 

หลังจากต่อสู้มานานนับช่วงโมง ผลัดกันลุกผลัดกันรับแต่เอ็ดเวิดนั้นยังไม่สามารถแก้วิชาดาบนี้ได้จนในที่สุดคะหยิ่นก็เรียก...เศษหินจากร่างของเอ็ดได้สำเร็จ รอยลากยาวจากไหปลาร้าลงมาที่หน้าท้องในแนวทแยง หินสีดำที่เกาะอยู่ภายนอกของเขาหลุดลอกออกมาเป็นแผง แมมม่อนแสยะยิ้มออกมาแต่ทว่าเมื่อมองดีๆแล้วภายในหินสีดำที่ครอบตัวของเขาไว้นั้น...มีบางสิ่งอยู่ด้านใน คล้ายกับอัญมณีสีแดงเลือดฉาบล้อมรอบร่างกายของเขาไว้อยู่...

 

[เจมสโตน สูท]

 

[เจมสโตน สูท] คือ รูปแบบเกราะที่มีพลังการป้องกันสูงพอๆกับ 1 ใน 10 เกราะในตำนาน เจมสโตน สูท นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า Gift เป็นความสามารถติดตัวตั้งแต่เกิดจะพูดได้ว่าเป็นพรสวรรค์ติดตัวก็ได้ ความสามารถของ เจมสโตน สูท คือ สามารถแปรเปลี่ยนสภาพการป้องกันไปตามความนึกคิดของผู้ใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้ต้องการป้องกันการโจมตีด้วยเวทย์มนต์ไฟ เจมสโตน สูท ก็จะเปลี่ยนรูปกลายเป็นอัญมณีสีแดงที่ทนต่อไฟ

 

แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนไปเสียทีเดียว... เพราะมันเป็นชุดเกราะที่ตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้ฉะนั้นเมื่อผู้ใช้ไม่รู้ตัวก็ไม่สามารถใช้มันได้...

 

แต่ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับเขา ฉายา กำแพงเพลิงทศทิศ นั้นไม่น่าจะมีไว้เพื่อโชว์เพียงอย่างเดียว...

 

แมมม่อนเค้นเสียงเหอะออกมา แต่ส่วนที่เป็นใบหน้านั้นยังปรากฏรอยยิ้มอยู่ รอยยิ้มที่เหี้ยมกริ่มจนลากไปถึงส่วนที่น่าจะเป็นหู

 

“ฮ่าๆๆ ให้ตายซิ เจอกับเจ้านี่มันสนุกชะมัด สนุกกว่าปล้นบ้านซามาเอลอีก” แมมม่อนเอ่ยขึ้นมากพร้อมกับลดดาบลง เอ็ดเห็นเช่นนั้นจึงตอบกลับด้วยความเคยชินว่า

 

“โหยๆ...ขึ้นบ้านตาลุงนั่นไปขโมยไรฟร่ะ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย”

 

“เจ้าเคยไปงั้นหรือ!” ได้ยินเช่นนั้นแมมม่อนก็หันมาจ้องชายหนุ่มอีกครั้งด้วยสีหน้าอึ้งๆ

 

“แค่เดินผ่านหน่ะ พอดีจอมเวทย์ของเราถนัดด้านการข่มขู่...หืม แต่มันบอกเจรจาหนิ...” เหมือนเอ็ดจะสับสนนิดหน่อยจึงเหมือนกับพูดกับตัวเอง เมื่อแมมม่อนได้ยินก็ขำออกมา

 

“ฮ่าๆๆ...ให้ตายเถอะกลุ่มของเจ้าน่าสนใจจริงๆ” แมมม่อนพูดเสร็จพร้อมกับสลายดาบในมือทั้งสองหายไป ถึงดาบจะหายไปแต่เอ็ดยังไม่วางใจยังคงอยู่ในร่างของหินอุกาบาตอยู่...

 

“เอาหล่ะ ถือว่าข้ามาเปิดหูเปิดตา...นี้เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน” เมื่อพูดจบรอบๆตัวของแมมม่อนก็ปรากฏเป็นเพลิงหลากสีต่างๆนานาขึ้นมาจากนั้นเพลิงทั้งหลายก็เริ่มบีบอัดตัวขึ้นรูปกลายเป็นบางสิ่ง...

 

“โอ้ แม่เจ้า...” เอ็ดร้องออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่ลอยอยู่รอบๆตัวของเจ้าปีศาจ...ดาบ...

 

ดาบนับร้อยเล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศ...

 

เอ็ดรู้ได้เลยว่าดาบแต่ละดาบนั้นมีพลังธาตุต่างๆแฝงอยู่ด้วย ภาพที่เห็นถึงกับทำให้แทงค์เกอร์อันดับหนึ่งนั้นคิ้วกระตุกเป็นจังหวะได้เลย...

 

“เอาจริงดิ...”

 

“ข้าเจ้าแห่งปีศาจบาปแห่งความโลภ มิโกหกอะไรแบบนี้หรอก...” เมื่อแมมม่อนพูดจบดาบนับร้อยเล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับมีธาตุต่างๆห่อหุ้มและหมุนควงไปมาได้เอง ดาบที่มีธาตุไฟจะถูกเคลือบไปด้วยไฟสีแดงสดราวกับสีเลือดเพียงแค่มองตาเปล่าก็สามารถเห็นไอความร้อนออกมาจำนวนมากได้เลย ดาบที่มีธาตุลมนั้นมองธรรมดาจะมิเห็นอะไรหากสังงเกตุดีๆจะมีอากาศที่เกาะกลุ่มกันเป็นรูปร่างเคลือบใบดาบอยู่ ดาบที่มีธาตุดินนั้นก็เหมือนกับเอ็ดในตอนนี้มีหินสีดำๆเกาะอยู่รอบๆของตัวดาบนั้นจะเป็นอัญมณีสีดำที่ให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีสำหรับเอ็ดมากนั้น และดาบที่มีธาตุน้ำนั้นจะมีเกร็ดน้ำแข็งเกาะอยู่บริเวณกลางตัวดาบบริเวณรอบๆนั้นราวกับมีอุณหภูมิต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด......

 

“[ค่ายกลสหศาสตราวุธ]”

 

 

 

แต่ท่ามกลางความตื่นเต้นที่หญิงสาวเล่าออกมาสายตาของสองพี่น้องฝาแฝดนั้นจ้องไปยังสองชายในชุดคลุมสีขาว บางทีอาจจะใช่ แต่ก็ไม่น่าใช่...

 

กำแพงเพลิงทศทิศ ใช่เขาคนนั้นจริงๆงั้นหรือ

 

ทั้งสองคิดพร้อมกันโดยไม่ได้เอ่ยปากถามใครก่อน...ผู้ที่พวกเธอเห็นหน้าหลังจากงานพิธีมอบเกียรติยศนั้นมีเพียงสองจากหกเพียงเท่านั้น คนแรก ดาบประกายแสงแห่งอัคคี ยู ผู้กล้าผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีเขียวเอมเมอร์รัล บุตรขุนนางเห็นอาณาจักรตะวันออกไกล กับ มหาเวทย์นที ราชินีวารี เฟรีส หญิงสาวผมสีน้ำเงินแซฟไฟน์ ดวงตาสีทองอร่ามเป็นประกายมิต่างจากดวงดาว ส่วนอีกสี่คนนั้น ผู้กล้ายูให้ให้คำไว้ว่า พวกเขาบาดเจ็บสาหัสไม่สามารถมารับรางวัลได้...แต่ก็มารู้ในช่วงหลังว่าการต่อสู้กับจอมมารนั้นก็มีความสูญเสียสำหรับพวกเขาด้วย สองในห้าตายจากไป หนึ่งพิการ อีกหนึ่งแกนพลังเวทย์แตกหักจนไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้อีก

 

“จากนั้นพื้นที่แถวนี้ก็มีสภาพเช่นนี้เจ้าค่ะ” มากิสะ มิโกะตัวน้อยผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าออกมาต่อและเผยมือไปยังรอบๆเพื่อให้เห็นสภาพของพื้นที่การต่อสู้อีกครั้ง สภาพโดยรอบนั้นเป็นหลุมเล็กหลุมน้อย บ้างก็เหมือนกับถูกบางอย่างเผา บางแห่งถูกตัดอย่างเรียบเชียบ บางที่เหมือนกับมีน้ำแข็งเกาะอยู่ มีเพียงแต่พื้นที่ที่เหล่ามิโกะร่ายเวทย์ป้องกันอยู่ประมาณ 10 เมตรที่คงสภาพเดิมอยู่...

 

“ถึงว่าทำไมนักผจญภัยผมขาวถึงเชื่อในตัวของเพื่อนของเขานัก” เบียคุเร็นพยักหน้าเบาๆขณะที่มองไปยังรอบๆศาลเจ้าอย่างสนใจ

 

“ท่านพี่เรย์กะเจ้าค่ะ...เมื่อครู่ท่านพี่ได้ติดต่อไปยัง Hall Of Frame ใช่ไหมค่ะ” มากิสะพูดออกมาทำให้ทั้งเรย์โกะและเรย์กะหันมาสนใจสาวน้อยร่างเล็กแทน

 

“ใช่แล้วค่ะ มากิสะ พี่ได้ติดต่อขอกำลังเสริมมาค่ะพวกเขาบอกขอใช้เวลาเตรียมการ 1 ชั่วโมงค่ะและทางนั้นกล่าวมาว่าจะส่งนักเวทย์ที่เก่งที่สุดมาด้วยค่ะ” เรย์กะบอกตามความจริงที่เธอได้ยินมาแต่มันก็ยังทำให้พวกเธอยังสบายใจไม่ได้นัก... 1 ชั่วโมง กับการรับมือ 7 บาปทั้ง 5 ...

 

เป็นไปไม่ได้...

 

เป็นสิ่งที่เหล่ามิโกะคิดขึ้นมาพร้อมกัน โอกาสแทบจะเป็นศูนย์ในความคิดของพวกเธอ...

 

แต่มีคนหนึ่งที่ยังไม่ยอมแพ้...

 

“เราต้องวางแผนค่ะ เพื่อรับมือกับเหล่า 7 บาปค่ะ” เรย์กะกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่สุภาพก่อนที่จะเริ่มวางแผนกันเธอหันกลับไปมองที่ชายผมสีขาวพลางคิดในใจ...

 

ท่านเนโรทารอท...ท่านเป็นใครกันแน่ถึงรู้จักกับคนอย่างหนึ่งในผู้กล้าในตำนานได้...หือ...ไม่จริงหน่ะหรือว่า!!!

 

ดวงตาที่เบิกกว้างหันกลับไปหาร่างชายหนุ่มผมสีขาวแต่ทว่าร่างเขากลับหายไปแล้วเหลือเพียงแต่ชายที่เป็นเพื่อนเขาอีกคน

 

“เป็นอะไรงั้นหรือค่ะ ท่านพี่เรย์กะ” มากิสะกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นเธอหันหน้าไปหาชายที่กำลังยกสาเกดื่มเป็นว่าเล่นอยู่

 

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

 

ไม่น่าจะใช่หรอกมั้งค่ะ...

 

เรย์กะตอบมากิสะกลับและเก็บความคิดชั่ววูบของตัวไว้ในใจจากนั้นก็ชวนทุกๆคนมาร่วมกันวางแผนป้องกันแต่ภายในผู้คนเหล่านี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้ว่า เหล่า 7 บาปนั้นพยายามจะทำอะไรกัน ชายในผ้าคลุมขาวทั้งสองคนเพียงเท่านั้น...

 

 

 

 




NEKOPOST.NET