Jinx Pech ตอนที่ 77 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.77 - Chapter 7 : Masquerade (งานเลี้ยงสวมหน้ากาก)


“ไงครับ บังเอิญจังเลยนะครับ”

เสียงของเขาดังขึ้นเพื่อทักทายใครบางคนที่กำลังเดินมาบริเวณโต๊ะที่เขานั่งอยู่แถวคาเฟ่กลางแจ้งที่อยู่ในช่วงอากาศกำลังดีที่มีแดดอ่อนๆคอยให้ความอบอุ่น

“แน่ใจเหรอคะ ที่ว่าบังเอิญ”

เด็กสาวที่เป็นผู้ถูกทักเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มบางๆปรากฎอยู่แถวริมฝีปากจนดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนี้กำลังหยอกล้อเขาอยู่

“มันก็นะครับ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ใส่ใจอะไรมาก

“ว่าแต่มาดักรอตัวหนูที่นี่ทุกวันเนี้ยไม่เบื่อเหรอคะ” เด็กสาวเอ่ยถามพร้อมทั้งจัดแจงดึงเก้าอี้ที่ตรงอยู่ด้านตรงข้ามกับเขามาเป็นที่นั่งของตัวเองเสียเสร็จสรรพ

“แหม... อย่าพูดเหมือนคนอื่นเป็นสโตกเกอร์อย่างนั้นสิครับ” เขาเอ่ยสวนพร้อมทั้งยกมือสั่งออเดอร์กับทางบริกรหนุ่มด้วยความหมายที่สื่อออกมาว่าเอาเครื่องดื่มเหมือนเดิม

“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะค่ะ แต่เดือนนี้รู้สึกว่าพวกเราจะบังเอิญเจอกันที่นี่มาสองสัปดาห์แล้วนะคะ แถมในเวลาที่ไม่ซ้ำกันด้วยค่ะ”

“งั้นเหรอครับ ช่างบังเอิญเหลือเกินนะครับ”

“ยังจะแถต่อไปอีกเหรอคะ”

“ก็ผมคิดว่าเด็กสาวที่ถูกเรียกว่า ‘ผู้มองเห็นความจริง’ อย่างคุณคงน่าจะหาคำตอบได้เองนี่ครับว่าทำไม” เขาพูดตอบพร้อมทั้งส่งสายตาที่ชวนค้นหามาให้เด็กสาวผู้นี้

“แต่ถึงอย่างนั้นหนูเองก็มีขีดจำกัดเรื่องข้อมูลเหมือนกันนะคะ ถ้าข้อมูลไม่พอให้ตายยังไงหนูก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าความจริงตรงหน้าเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าคุณกำลังต้องการที่จะต้มตุ๋นหลอกลวงหนูก็ตาม”

“แต่ในทางกลับกัน ถ้าตัวคุณมีข้อมูลเพียงพอก็จะสามารถรู้เรื่องทุกอย่างที่ผมจะทำต่อไปได้สินะครับ รวมถึงความจริงที่ซ่อนไว้ในคำลวงพวกนั้นด้วย” เขาเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโกโก้แก้วเล็กที่ถูกวางลงตรงหน้าของเด็กสาวที่เป็นคู่สนทนาของเขาในตอนนี้

“ก็ประมาณนั้นค่ะ ว่าแต่พี่ชายต้องการอะไรจากหนูเหรอคะ” เด็กสาวเอ่ยตอบพร้อมทั้งยกโกโก้แก้วที่ถูกเสิร์ฟมาดื่มอย่างไม่ระแวงใจ

“คือว่าถ้าทำได้ก็อยากจะให้คุณช่วยถูกผมหลอกสักครั้งหนึ่งจะได้หรือเปล่าครับ” เขาเอ่ยคำขอร้องที่ชวนทำเอาคนฟังนั้นต้องฉงนออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“หมายความว่า...”

“ข้อมูลไม่เพียงพอเหรอครับ” เขาพูดขัดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่ฉีกกว้างกว่ากว่าเดิม

“อาจจะเป็นเพราะหนูมองตัวตนของพี่ชายไม่ออกในระดับหนึ่งด้วยค่ะ” เด็กสาวยิ้มตอบกลับคำพูดด้วยแววตาที่ท้าทายกับรอยยิ้มของเขา

“ตรงไหนเหรอครับ” เขาเอียงคอถาม

“หน้ากากไหนที่พี่ชายสวมใส่ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของพี่ชายกันแน่คะ นักต้มตุ๋นจอมซุ่มซ่ามผู้ใจดีที่ไม่กล้าหลอกเด็กและผู้หญิงกับคนชราหรือจอมมารในคราบนักต้มตุ๋นผู้หมายจะวางแผนทำลายโลกอีกครั้งโดยไม่เลือกวิธีการ หรือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” เด็กสาวมองตาของเขาด้วยท่าทางที่ต้องการหาคำตอบเต็มที่กับคำถามนั้น

“แล้วคุณคิดว่าเป็นหน้ากากใบไหนล่ะครับ” เขาเอ่ยตอบอย่างใจเย็นโดยแทบไม่มีความรู้สึกอื่นนอกเหนือจากอารมณ์ที่ต้องการถามคำถามนี้สวนกลับไปเลยแม้แต่น้อย

“นั้นสินะคะ หนูเองก็ไม่แน่ใจค่ะ” เด็กสาวเอียงคอตอบ

“ถ้าอย่างนั้นอยากลองมาศึกษาผมดูไหมล่ะครับจะได้รู้ว่าหน้ากากใบไหนเป็นหน้ากากที่แท้จริงของผม” เขาเอ่ยอย่างได้ทีสวนเข้าจุดที่คิดว่าเด็กสาวผู้นี้จะไม่สามารถปฏิเสธได้ในท้ายที่สุด

“คิดว่ามาไม้นี้แล้วหนูจะหลงกลเหรอคะ”

“ก็ไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อยนี่ครับ แค่คิดว่าเด็กสาวตรงหน้าคนนี้น่าจะไม่ปฏิเสธคำเชิญชวนที่ผมอุตสาห์ยอมลดตัวลงมาถึงขนาดนี้แล้ว”

“ใช้คำว่ายอมลดตัวเลยนะคะ พี่ชายเนี้ยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“แหม... อันที่จริงเรื่องนั้นคุณน่าจะรู้อยู่แล้วนี่นาถึงฐานะของผม” เขาลดเสียงลงเมื่อกล่าวถึงจุดนี้

“ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทราบค่ะ ว่าแต่แล้วนี่คิดจะหลอกหนูไปเพื่ออะไรเหรอคะ” เด็กสาวเอ่ยถามต่ออย่างไม่เว้นจังหวะ

“เรื่องนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าทางคุณจะยอมให้ผมหลอกหรือเปล่าครับ”

“ทางเลือกน้อยจังเลยนะคะ ที่จะทำให้หนูรู้เรื่องราวทั้งหมดจากพี่ชายได้”

“เรื่องนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่ต้องการจะล่วงรู้ความลับของทุกสิ่งบนโลกนั้นแหละครับ”

“ไม่มีการรู้ครั้งไหนที่ไม่เสี่ยงสินะคะ” เด็กสาวหลี่ตามองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาอารมณ์

“แล้วสนใจจะตอบคำถามของผมว่ายังไงครับ” เขาพูดเร่งรัดคำตอบจากเด็กสาว

“เรื่องนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับพี่ชายค่ะ ว่าจะหลอกหนูได้มากขนาดไหน”

“มาไม้นี้เหรอครับ ก็ได้ครับ เอาเป็นว่าถ้าคุณต้องการแบบนั้นผมก็จะสนองตามให้ที่ขอเลยแล้วกัน”

“ค่ะ ว่าแต่เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการเลยนะคะ พี่ชาย” เด็กสาวเอ่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างได้ที

“นั้นสินะครับ แต่มันอาจจะแปลกหน่อยนะครับที่นักต้มตุ๋นที่กำลังหลอกเหยื่อจะแนะนำตัวแบบนี้”

“แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้มันเป็นทางการค่ะ” เด็กสาวส่งสายตาที่ใสซื่อมาให้เขา

“งั้นเหรอครับ ก็ได้ครับ งั้นผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการก็แล้วกันครับ ผมชื่อ...”

 

◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ร่างของจิงคผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงขนาดคิงไซส์ในห้องพักของเขาเองด้วยแววตาและท่าทางที่ตกใจเป็นอย่างมากกับความฝันที่เขาฝันถึงเมื่อครู่นี้

ความฝันที่รู้สึกว่าเขาเป็นตัวเขาแต่ก็ไม่ใช่ตัวเขาเช่นกัน

“นั้นมันเรื่องอะไรกัน ที่ฝันมันตัวเราไม่ใช่หรือไง” จิงคพึมพำออกมาเบาๆด้วยอรมณ์ที่ระงับความสงสัยและความตกใจไว้ไม่อยู่

มันหมายความไงเนี้ย?

เพราะเท่าที่เขาจำได้ เขาไม่เคยจำได้เลยว่าเขาเคยไปพูดแบบนั้นกับเด็กผู้หญิงคนไหนแบบนั้นมาก่อน ไม่สิ หรือว่าเขาจะเคยทำจริง แต่ว่าใบของเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ยังติดตรึงในความทรงจำที่ค้างคาจากในฝันนั้นมันยังชัดเจนอยู่เลยว่าเธอคนนั้นเป็นใคร

“เป็นอะไรหรือเปล่าจิงค” ฟีอาที่นั่งอยู่ข้างเตียงของจิงคในตอนนี้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“เปล่าหรอก”

เขารีบปฏิเสธทันควันพร้อมทั้งหันไปยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่เขาคิดว่าน่าจะสื่อถึงความไร้กังวลของเขาให้มากที่สุดอย่างเสแสร้งโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ทันรู้ตัวว่าทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน

“แน่ใจนะ” ฟีอาถามย้ำ

“แน่ใจสิ เผอิญฉันแค่ฝันร้ายน่ะ” จิงคตอบกลับ

“เกี่ยวกับเรื่องของ...”

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องของอดีตชาติแบบนั้นหรอก มันก็แค่ฝันประหลาดที่เหมือนจริงกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็เท่านั้นเอง” จิงครีบพูดตอบทันทีที่สังเกตเห็นว่าในห้องแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยคนอื่นนอกเหนือจากไดอาน่า

เพราะเหล่าพลพรรคฮาเรมทั้งชายและหญิงของเขานั้นแทบจะนอนหลับรอการตื่นของเขาอยู่ในห้องนี้กันเกือบครบถ้วน จะยกเว้นก็เพียงแต่แม่เทพธิดาสาวหน้าสวยที่ซ่อนหน้ากากนางมารไว้ภายใต้ชื่อที่สวยหรูเท่านั้นที่ไม่ได้ปรากฏกายอยู่ในห้องนี้

“แล้วนานาเอลล่ะ” จิงคเอ่ยถามอย่างสงสัย

“ฮ๋อ รายนั้นเขาโดนเรียกตัวด่วนเห็นว่ามีธุระสำคัญทางครอบครัวน่ะ” ฟีอาตอบเสียงเรียบ

“งั้นเหรอ” จิงคเอ่ยรับอย่างไม่ใส่ใจมากนักพร้อมทั้งพยายามที่จะลุกเดินไปหยิบน้ำมาดื่มซึ่งฟีอาก็ยกมือขึ้นห้ามมาไว้ก่อนโดยเธอเดินไปรินน้ำมาให้เขาดื่มแทน

“ว่าแต่แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร” ฟีอาเอ่ยถามย้ำอีกครั้งอย่างไม่คลายความกังวลลง

“แน่สิ ฉันพูดเองนะคงไม่คิดที่จะโกหกเธอหรอก” จิงคเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

“แต่มันก็ไม่แน่นี่นา ก็จิงคน่ะเป็นนักต้มตุ๋นไม่ใช่หรือไง” ฟีอาเอ่ยเถียงพร้อมทั้งยื่นแก้วน้ำให้เขาซึ่งเขาก็รับมาดื่มอย่างเต็มใจ

“แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าฉันไม่ใช่นะ”

“ถึงจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้แต่ท้ายที่สุดจิงคก็ยังนักต้มตุ๋นที่มีค่าหัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของนักต้มตุ๋นที่มีมาเลยนะ เพราะฉะนั้นคงจะให้ไว้ใจไม่ได้อย่างถึงที่สุดหรอก”

“นี่ฟีอาเธอจะสงสัยอะไรฉันถึงขนาดนั้นเธอก็เห็นนิสัยฉันแล้วนี่นา ว่าฉันไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้หรอกที่มีชื่อเสียงขนาดนั้นได้ก็เพราะว่าความโชคดีในดวงที่แสนซวยของการต้มตุ๋นก็เท่านั้นเอง”

“มันจะแน่เหรอ...” ฟีอายิ้มออกมาด้วยสีหน้าไร้อามณ์

แต่ในที่สุดเธอก็เอ่ยพูดตัดบทออกมาอย่างไม่ใส่ใจมากนักว่า “เอาเถอะ ทางฉันจิงคจะเป็นยังไงก็ช่างเพียงแต่ฉันเองก็อาจจะใช้เวลาอยู่กับสองคนนั้นนานไปหน่อย เลยเริ่มเป็นห่วงพวกนั้นน่ะว่าถ้าจิงคไม่ใช่จิงคแล้วพวกนั้นจะยอมรับเรื่องนี้ได้ขนาดไหน”

“เธอพูดเหมือนว่าฉันกำลังจะตายเลยนะ”

“เรื่องนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับอนาคตน่ะ” ฟีอาไม่เอ่ยแก้คำพูดเหมือนทุกครั้งแต่เธอกลับพูดตามน้ำในแนวทางที่เขาฟังแล้วอดจะสงสัยไม่ได้

“ทำไม...”

“เรื่องนั้นอีกไม่นานจิงคก็น่าจะได้รู้ด้วยตัวเองน่ะ” ฟีอาเอ่ยตอบกลับด้วยประโยคที่ชวนให้อยากรู้กว่าเดิม แต่เธอเลือกจะตัดบทสนทนาต่อไปของด้วยความเงียบและสีหน้าที่จริงจังจนเขานั้นไม่กล้าเอ่ยถามต่อ

ว่าตัวเธอนั้นรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเขากันแน่?

 

◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ และท่านพี่นานาเอล”

หญิงสาววัยรุ่นผมสีน้ำตาลสั้นประบ่าที่ดูแล้วน่ารักคนหนึ่งที่ได้สนทนาพาทีภาษานกหวีดกับยามหน้าสถาบันเมื่อเช้านี้ได้เอ่ยทักทายอย่างเป็นทางการกับคนในครอบครัวด้วยสีหน้าไร้เดียงสาที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

“นี่เธอคือเรมิเอลจริงๆงั้นเหรอ” นานาเอลที่ยืนอยู่ห่างกลุ่มครอบครัวแสนสุขของเธอประมาณห้าเมตรได้เอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ

อันที่จริงจะบอกว่าคุณเธอได้ลืมหน้าตาของน้องสาวแท้ๆของเธอไปแล้วเกือบหมดก็ไม่ผิด เพราะเธอเองก็ไม่ได้พูดคุยเห็นหน้าคุณน้องสาวคนนี้มากนัก เนื่องจากลักษณะนิสัยที่ต่างกันสุดขั้วของพวกเธอที่คนพี่นั้นมีนิสัยรักสนุกใจร้อนพอตัว ส่วนตัวน้องสาวนั้นกลับมีนิสัยที่ซื่อๆไร้เดียงสา ใจเย็น ดูสุขุมมากกว่าจึงทำให้สองคนนี้ไม่สนิทกันเท่าที่ควร

 แถมเมื่อสามปีที่ผ่านเรมิเอลยังได้หายตัวไปจากบ้านอย่างลึกลับโดยที่เธอก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม พอเอ่ยถามบิดาบิดาก็ไม่ตอบอะไรเอาแต่ตีหน้าเงียบใส่ ครั้นจะไปถามมารดา เธอก็กลับกลัวผู้เป็นแม่เสียขนาดนี้จะให้ไปถามก็คงเป็นไปไม่ได้

สรุปเธอก็เลยไม่รู้ว่าทำไมคุณน้องเรมิเอลถึงหายตัวไป

“ค่ะ หนูคือเรมิเอล เซราฟีนจริงถ้าท่านพี่นานาเอลไม่เชื่อก็ลองมาตรวจเช็คดูได้ค่ะ” เรมิเอลเอ่ยตอบ

“ไม่ล่ะ ขอผ่าน”

นานาเอลเหลือบสายตาไปมองหญิงสาวผมสีบลอด์ยักศกยาวสลวยที่มีแววตาที่เฉียงขึ้นแลดูน่ากลัวที่ยืนตัวตรงเป็นสง่าไม่ห่างจากมิคาเอลมากนักด้วยแววตาที่หวาดกลัว

“ว่าแต่น้องเรมิเอลไปไหนมางั้นเหรอ หายตัวไปตั้งสามปีนี่นา” นานาเอลเอ่ยถามต่อถึงคำถามที่เธออยากรู้แต่ไม่เคยได้คำตอบจากใคร

“หืม?” เรมิเอลยิ้มออกมาบางๆพร้อมทั้งหันไปมองพ่อแม่ของเธอด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม “ทางพ่อแม่ไม่ได้บอกอะไรเลยเหรอคะ”

“ไม่เลย” นานาเอลส่ายหัวพร้อมทั้งเอ่ยตอบทันที

“รักษาสัญญาดีนะคะเนี้ย” เรมิเอลพูดพึมพำออกมาเบาๆกับตัวเธอเอง

ก่อนที่จะเงยหน้ามองพี่สาวของเธอด้วยสีหน้าที่จริงจังจนทำให้บรรยากาศที่เคยฉายแววไร้เดียงสาของเรมิเอลก่อนหน้านี้จางหายไปในพริบตา

“เรื่องนั้น หนูคงยังตอบตอนนี้ไม่ได้หรอกนะคะ และหนูเองก็ไม่ได้คิดจะปิดเรื่องนี้ตลอดไปด้วย เอาเป็นว่าสักวันหนึ่งท่านพี่นานาเอลก็จะคำตอบทั้งหมดของคำถามนี้จากเรื่องที่จะเกิดขึ้นภายภาคหน้าเองค่ะ” เรมิเอลพูดทีเล่นทีจริงออกมาด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังชวนสับสน

“ว่าแต่เรมิเอลลูกมีเรื่องที่จะพูดกับพี่นานาเอลไม่ใช่หรือไงถึงให้เรียกพี่เขามาด้วย” ไซรินซ์ที่ยืนเงียบมานานได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ

“ใช่ค่ะ เรื่องนั้นหนูก็เกือบลืมไปแล้วนะคะคุณแม่” เรมิเอลหันไปมองใบหน้ามารคาของตนอย่างขอบคุณกับคำเตือนนั้น

“มีเรื่องจะคุยกับพี่งั้นเหรอ?” นานาเอลทวนคำอย่างฉงน

“ค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญด้วยค่ะ” เรมิเอลตีสีหน้าจริงจังพร้อมทั้งมองไปทางนานาเอลอย่างมาดมั่น

“เรื่องอะไรงั้นเหรอ?”

“เรื่องของคุณพี่จิงคค่ะ” เรมิเอลตอบกลับเสียงเรียบ

“เรื่องของจิงคงั้นเหรอ นี่คุณน้องมีปัญหาอะไรกับไอ้คุณจิงคงั้นเหรอ” นานาเอลตีหน้าเครียดด้วยความลืมตัวเมื่อเธอเจอคำถามที่ไม่ทันให้ตั้งตัวแบบนี้

“ก็นิดหน่อยค่ะ”

“นิดหน่อยยังไงล่ะ แต่ถึงบอกว่าเรื่องมันยาวพี่ก็จะฟังนะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เรมิเอลอมยิ้มน้อยๆกับท่าทางนี้ของพี่สาวของเธอ

“เล่ามาได้เลยพี่พร้อมแล้ว”

“แต่หนูไม่พร้อมอย่างรุนแรงค่ะ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็เพราะว่าหนูยังเล่าไม่ได้น่ะสิคะ จะบอกว่ามันอยู่ในข้อตกลงที่หนูกำลังเกี่ยวข้องอยู่ก็น่าจะเป็นแบบนั้นก็ได้”

“ข้อตกลง?”

“ค่ะ ข้อตกลงกับปิศาจที่ทำเอาไว้เพราะความโลภชั่วขณะจนยากที่จะถอนตัวออกมาได้เพราะบทลงโทษของการผิดข้อตกลงนั้นมันหนักหนาเหลือเกิน” เรมิเอลยังคงเอ่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่แสนใสซื่อจนยากที่จะหยั่งถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเธอว่ากำลังล้อเล่นอยู่หรือจริงจังกับสิ่งที่เอ่ยออกมา

แต่ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอนถ้าคุณเธอยังคงจริงจังกับเรื่องนี้

“ปิศาจสินะ” นานาเอลพึมพำเสียงค่อยพร้อมกับทำท่าจะเดินออกจากห้องนี้ไปโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น

“เดี๋ยวสิค่ะ ท่านพี่นานาเอล”

เมื่อเรมิเอลเห็นท่าทีนั้นของพี่สาวจึงตัดสินใจร้องเรียกชื่อนานาเอลขึ้นมาก่อนเพื่อรั้งเธอไว้ให้มาฟังเรื่องสำคัญที่เธอต้องการให้นานาเอลรับรู้

“หืม”

นานาเอลหยุดท่าทางที่จะเดินออกจากห้องเมื่อได้ยินเสียงของน้องสาวตนที่เรียกรั้งไว้ด้วยท่าทางที่เหมือนคนที่พึ่งตื่นจากภวังค์กะทันหัน

“อ๋อ โทษทีนะน้องเรมิเอลคือพี่ลืมตัวไปหน่อยน่ะ ว่าแต่เรื่องของจิงคที่น้องต้องการคุยกับพี่คือเรื่องอะไรงั้นเหรอ”

“ที่จริงถ้าให้พูดว่าเป็นการขอความช่วยเหลือก็ไม่ผิดค่ะพี่สาว คือว่าหนูอยากจะให้ท่านพี่สาวช่วยพาหนูไปแนะนำให้คุณพี่จิงครู้จักสักหน่อยจะได้หรือเปล่าคะ” เรมิเอลเอ่ยความต้องการของตนออกมาด้วยน้ำเสียงที่มาดมั่นราวกับคำขอนั้นคือคำสั่งที่สั่งให้พี่สาวของตนให้ทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

“เพื่อ?”

นานาเอลไม่เอ่ยรับปากแต่เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของน้องสาวเธอเมื่อครู่นี้

“เพื่อที่เรื่องทุกอย่างจะได้จบลงอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ”

เรมิเอลยิ้มตอบด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดราวกับเรมิเอลก่อนหน้านี่นั้นเป็นคนละคนกับเรมิเอลในตอนนี้เลยก็ว่าได้

“น้องเรมิเอลดูเปลี่ยนไปนะจากตอนที่ได้เจอกันครั้งสุดท้าย”

“ก็หนูเป็นผู้หญิงนี่คะ ผู้หญิงน่ะไม่เจอกันสามวันก็เปลี่ยนไปได้เป็นคนละคนแล้วนะคะ นับภาษาอะไรกับเวลานานตั้งสามปี ถ้าจะให้หนูเหมือนเดิมในตอนนั้นแล้ว หนูคงคิดว่าตัวหนูคงไม่ได้มายืนตรงจุดนี้ ณ ที่แหง่นี้แน่ค่ะ”

“ท่าทางจะเจออะไรมาหนักเลยสินะสามปีนี้”

“แต่ก็สนุกดีค่ะ เพราะอย่างน้อยหนูก็ได้พัฒนาให้สมสมญานามว่าเป็น ‘ผู้มองเห็นความจริง’ อย่างแท้จริงได้เกือบสมบูรณ์เสียทีค่ะ”

“งั้นเหรอ?”

“ค่ะ ว่าแต่เรื่องคุณพี่จิงคทางท่านพี่นานาเอลจะว่ายังไงเหรอคะ”

“ก็นะ ถ้าดูจากสภาพนี้แล้วถึงพี่จะไม่พาน้องไปแนะนำ แต่ทางน้องเองคงจะไม่ยอมแพ้แน่ๆสินะถึงแม้ว่าต้องบากหน้าไปหาเองโดยไม่มีพี่น้องก็คงจะทำแบบนั้นอย่างแน่นอนสินะ”

“ค่ะ แต่ถ้าได้ในรูปแบบแรกที่ให้ทางท่านพี่ไปแนะนำน่าจะดีกว่าค่ะ” เรมิเอลพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบางๆ

“พี่เองก็เห็นด้วยกับรูปแบบนั้น”

“เห.... เหรอคะ แบบนั้นก็ดีค่ะ ถ้างั้นหมายความว่าตกลงสินะคะ”

“อือ ก็ไม่รู้จะปฏิเสธให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาด้วย”

“ถ้างั้น ไปเลยไหมคะ”

เรมิเอลเอียงคอถามออกมาด้วยสีหน้าที่ไร้เดียงสาอีกครั้งหลังจากที่สีหน้านั้นได้ถูกลบหายไปจากใบหน้าของเธอสักพักก่อนหน้านี้โดยไม่สนใจว่าพ่อแม่ของเธอจะอยู่ตรงนี้อีกต่อไปหรือไม่

“รีบเหรอ” นานาเอลถามสวนเสียงเรียบราวกับต้องการแสดงอำนาจในฐานะที่สูงกว่าออกมา

“อย่างมากเลยค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นกำหนดการมันจะคลาดเคลื่อนไปมากกว่านี้ค่ะ” เรมิเอลตอบกลับด้วยท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านกับท่าทางนั้นเลยไม่แต่น้อย

 

◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ท่ามกลางแสงของดวงตะวันในช่วงเวลาใกล้เที่ยงได้ปรากฏร่างของชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำมืดสุดหรูที่ดูแล้วน่าจะแพงระยับโดยเขาได้ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากสีดำกำลังยืนอยู่บนยอดหอระฆังสูงในสถาบันด้วยท่าทางของคนอมทุกข์ที่ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ในห้วงอารมณ์ของคนที่คิดอะไรบางอย่างไม่ตกอยู่

“สงสัย สับสน ประหลาดใจ ไม่เข้าใจ แล้วจะทำยังต่อไปดี คงกำลังคิดเรื่องแบบนี้อยู่สินะคะ คุณมุจินะ”

จู่จู่ก็พลันมีเสียงของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเขาด้วยน้ำเสียงที่บงบอกถึงอารมณ์อะไรให้คนฟังรู้สึกได้

“นี่เธอ ยังอยู่แถวนี้อยู่อีกเหรอ ฉันถึงว่าตอนนี้เธอกำลังเดินทางลงใต้ซะอีก” ชายหนุ่มสวมสูทเอ่ยตอบแบบไม่หันกลับมามองหน้าหญิงสาวที่เข้ามาทักเขาจากทางด้านหลังแม้แต่น้อย

“อันที่จริงฉันเองก็ยังอยู่ในระหว่างเดินทางอยู่นั้นแหละค่ะ”

“แล้วทำไม...”

“เพราะว่าทางฝั่งนี้เองก็น่าสนใจเหมือนกัน ฉันก็เลยยอมเจียดเวลามาพบปะคุณซักหน่อย”

“ว่ามาตามตรงเถอะ ว่าฉันในตอนนี้ก็กำลังจะโดนชักชวนเข้าไปในแผนการที่ฉันเองต้องโดยปั่นหัวบ้างแล้ว” มุจินะพูดสวนเสียงเรียบ

“ก็อาจจะเป็นแบบนั้นค่ะ” หญิงสาวตอบรับทันทีแบบไม่ท่าทีที่คิดจะปฎิเสธคำพูดของมุจินะแม้แต่น้อย

“งั้นเหรอ”

“ดูไม่ประหลาดใจเลยนะคะ”

“ก็เพราะฉันเจอเรื่องที่น่าประหลาดใจมากกว่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะมาเจอเธอแล้วนะสิ”

“แย่เลยนะคะ”

“ก็นะ แต่ก็พอทำใจได้อยู่แหละนะ ว่าแต่คราวนี้ฉันต้องโดนเธอมาปั่นหัวอะไรบ้างเพื่อที่แผนการจะได้ดำเนินต่อไปงั้นเหรอ?” มุจินะพูดพร้อมทั้งหันไปสบสายตากับหญิงสาวในชุดสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังเขามานานด้วยท่าทางที่เหนื่อยหน่ายไร้ความกระตือรือร้น

“เข้าใจอะไรได้ง่ายดีจังเลยนะคะ งั้นเอาเป็นว่าเรามานัดเจอกันในสภาพตัวจริงของแต่ละฝ่ายเพื่อคุยเรื่องนี้กันดีกว่าค่ะ”

“คุยกันเลยแบบนี้ไม่ได้งั้นเหรอ”

“อย่าเลยดีกว่าค่ะ ฉันยังไม่อยากให้แผนการในตอนนี้มันมีความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นอันเกิดจากความรู้สึกที่ต้องการความสะดวกชั่ววูบในตอนนี้หรอกนะคะ” สาวใช้อธิบายเสียงฉะฉาน

“ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาทสินะ”

“ค่ะ เพราะสเกลงานที่ทำอยู่ในตอนนี้มันใหญ่มากจนไม่อยากให้มันผิดพลาดเพราะความสะเพร่าเล็กๆน้อยๆค่ะ”

“ก็ดี ถ้างั้นนัดวันและเวลากับสถานที่มาเลยดีกว่า”

“ใจร้อนจังเลยนะคะ”

“ก็อยากรีบให้มันจบๆไปน่ะ”

มุจินะตอบเสียงเรียบท่ามกลางท่าทีของสาวใช้ที่เริ่มคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอกกับคำตอบนั้นของมุจินะเนื่องจากเธอไม่นึกว่ามุจินะจะยอมเข้าร่วมกับเธอง่ายขนาดนี้ แต่ก็นะ ทางนั้นคงปูทางอะไรบางอย่างไว้ก่อนเพื่อที่เธอจะได้ไม่มีปัญหากับการชักชวนในวันนี้สินะ

ยังเป็นคนที่วางแผนได้เฉียบขาดเหมือนเดิม

“ถ้าต้องการอย่างนั้นทางดิฉันเองก็ไม่ขัดข้องค่ะ เอาเป็นว่าเรื่องวันเรามาเจอกันในวัน....” สาวใช้เริ่มเปิดประเด็นวันนัดทันทีด้วยแววตาที่แช่มชื่น

เพราะในที่สุดแผนการที่เกิดจากการเสียสละของเจ้านายเธอก็เริ่มที่จะเข้าเค้าเสียที

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET