Jinx Pech ตอนที่ 76 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.76 - Chapter 6 : Inside identity (ตัวตนภายใน)


 

“จริงๆเลย”

หญิงสาวแสนงามผมดำขลับนามว่าเรธิเซียได้เอ่ยออกมาพร้อมทั้งมองจดหมายในมือด้วยสีหน้าที่เอือมระอากับเนื้อหาที่ถูกเขียนลงในกระดาษแผ่นนั้น แต่ถึงแม้ว่าเธอจะเอือมระอากับเนื้อความนั้นเพียงใดแต่เธอก็อดที่จะอมยิ้มกับเนื้อความในจดหมายนั้นไม่ได้อยู่ดี

“นี่รีเซิกร์ ถ้านายยังทำแบบนั้นอยู่อีกฉันจะไม่เอาผู้หญิงคนนั้นไว้แล้วนะ”

หญิงสาวผมสีขาวอมเขียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจอย่างมากที่เห็นหญิงสาวผมดำผู้นั้นเอาแต่มองจดหมายแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเนื้อความในจดหมายนั้น

“หึงเหรอ” เรธิเซียเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“คงไม่มั้ง” หญิงสาวผมสีโดดเด่นผู้นั้นสะบัดหน้าตอบแบบบ่งบอกอารมณ์เต็มเลยว่าตอนนี้เอกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่โดยไม่ต้องเดาให้ยาก

“อ่านะ โทษทีแล้วกัน เพียงแต่ว่าเนื้อหาในจดหมายนั้นมันน่าขำจริงๆนี่นา ถึงฉันจะสนิทกับไซรินซ์ได้ไม่นานเพราะแผนการมันพาไป แต่ว่าฉันก็ยังเดาใจเธอคนนั้นออกได้ไม่ยากเลยว่าเธอต้องทำแบบนี้ทันทีที่รู้ข่าวว่าลูกสาวคนโตของเธอกำลังทำเรื่องขอหมั้นผู้ชายคนนั้นน่ะ” เรธิเซียอมยิ้มแล้วพูดต่อ

“ก็แน่ล่ะ ปกติของคนที่เป็นแม่คนไม่ใช่หรือไง” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยตอบแบบไม่ใส่ใจอะไรมาก

“ก็นะ แต่เธอก็รู้นี่นาว่าทางไซรินซ์นั้นปฎิบัติกับลูกและเพื่อนลูกสาวของหล่อนเองยังไง เรื่องนี้มันก็เลยอดที่จะอมยิ้มไม่ได้น่ะ”

“นั้นสินะ ทั้งที่ทำกับลูกสาวถึงขนาดนั้น แต่ว่าตัวเองดันเป็นห่วงลูกสาวถึงขนาดที่รีบกลับมาจากธุระด่วนของตัวเองเพียงเพื่อมาถามไถ่ถึงความเป็นจริงว่าทำไมลูกสาวของตนถึงทำแบบนั้น ให้ตายเถอะ คิดแล้วก็น่าเครียดแทนสำหรับลูกสาวของเธอน่ะ”

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ก็ผู้ชายคนที่ลูกสาวคนโตขอหมั้นเด้วยเนี้ยเป็นถึงเด็กหนุ่มโลลิคอนที่ล่อลวงลูกสาวคนเล็กของเธอคนนั้นเมื่อสามปีก่อนนี่นา”

“จะว่าไปก็ใช่น่ะ”

“เพราะอย่างนั้นก็ต้องเป็นห่วงธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งว่าที่เจ้าบ่าวของลูกสาวคนโตเป็นแบบนี้ด้วยแล้วแถมยังเป็นร่างอวตารของจอมมารโครนอสที่ยากจะเดาอารมณ์คนนั้นอีก จะให้บอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนดีก็ไม่ได้ด้วย” เรธิเซียยิ้มออกมาบางๆเมื่อกล่าวถึงจุดนี้

“ทำไมงั้นเหรอ เท่าที่ดูฉันก็ไม่เห็นว่าคุณพีซจะดูเลวร้ายเลยนี่นา” หญิงสาวผมขาวอมเขียวเอียงขอถามอย่างสงสัย

“เพราะเฟรย์พึ่งรู้จักโครนอสตอนที่มาเป็นจิงค พีซเต็มรูปแบบก็คงไม่แปลกหรอกที่เฟรย์จะคิดอย่างนั้น แต่สำหรับฉันที่เป็นร่างแยกของเอรีซที่ศักดิ์เป็นพระเจ้าหรือว่าง่ายๆก็คือคนที่สร้างจอมราชันย์แห่งโลกทั้งสองคนนั้นขึ้นมา ถ้าจะบอกว่าฉันไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของโครนอสคนนั้นก็ไม่ได้หรอกนะ”

“หมายความว่า...” เฟรย์เอ่ยถามอย่างสงสัยกับสิ่งที่เรธิเซียพยายามอารัมภบทมานั้น

“นี่เฟรย์ ขอถามหน่อยนะเธอยังจำแอสทารอธได้หรือเปล่า”

“ถ้าฉันลืมหมอนั้นได้ฉันว่าฉันคงไม่ได้ตามเธอมาถึงตรงนี้หรอก”

“อ่านะ แล้วเธอคิดว่านิสัยของแอสทารอธเป็นอย่างไรบ้าง”

“เลวสุดขั้วเลย” เฟรย์เอ่ยตอบทันทีแบบไม่ต้องไตร่ตรองเลย

“อือ ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่านะ ถึงแอสทารอธจะเลวสุดขั้วยังไงแต่หมอนั้นก็จำกัดการกระทำอยู่ที่ความลุ่มหลงในตัวฉันซึ่งเป็นร่างแยกของผู้สร้างตัวหมอนั่นขึ้นมา แต่ว่าโครนอสไม่ใช่ หมอนั่นเป็นพวกประเภทที่หลงในสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องจนเรียกว่าเถรตรงเกือบไปเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ว่าความเถรตรงนั้นกับไม่จบที่ความเถรตรงทั่วๆไป ตรงที่ว่าถ้าหมอนั่นเห็นอะไรที่ดูแล้วผิดพลาดจาดที่ตนเองคิดนิดหน่อย หมอนั่นจะทำทุกอย่างให้กลับสู่สิ่งที่ควรจะเป็นโดยไม่สนวิธีการเลย” เรธิเซียอธิบายเสียงเนิบ

“แล้ว...”

“เพราะอย่างนั้นหมอนั้นเลยต้องถูกจับผนึกในครั้งแรกยังไงล่ะ เอาเข้าจริงถ้าหมอนั้นไม่มีส่วนต่อแผนการของพระเจ้าที่แท้จริงคนนั้น ฉันก็คงจะไม่ปล่อยให้หมอนั่นมาเดินเล่นตามใจตัวเองอยู่แบบนี้หรอก” เรธิเซียเอ่ยเสริมขึ้นมาหลังจากที่เห็นเฟรย์ยังคงทำหน้าสงสัยอยู่

“ขนาดนั้นเชียว” เฟรย์เอ่ยมาด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่อมากนัก

“ก็นะ ฉันถึงบอกไงว่าฉันสงสารจิงคในตอนนี้เสียจริงๆ เพราะถ้าเกิดจิงครู้ความจริงเรื่องนี้ฉันว่าเขาคงต้องบ้าแน่ๆ ว่าจอมมารที่เขาเป็นร่างอวตารอยู่ในนั้นไม่ใช่คนในรูปแบบที่เขาคิดเลย”

“อย่านั้นเหรอ จะว่ายังไงดีล่ะฉันเองก็งงๆกับสิ่งที่รีเซิกร์พูดมาอยู่นะ”

“ตรงไหนเหรอ”

“ตรงที่ว่าจิงคกับโครนอสที่นายพูดออกมาอย่างกับว่าสองคนนั้นเป็นคนละคนกันน่ะสิ” เฟรย์เอ่ยถามถึงประเด็นที่เธอยังคงสงสัยอยู่ในทันที

“จะบอกอย่างนั้นก็ไม่ถูกหรอกนะ จิงคกับโครนอสน่ะเป็นคนคนเดียวกันแน่นอน แต่ถ้าจะให้พูดแล้วล่ะก็นะ ก็คงต้องบอกประมาณว่าคนสองบุคลิกน่ะ”

“อธิบายแบบนี้ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เลยนะ”

“ก็นะ อีกไม่นานเธอก็น่าจะเข้าใจเอง ว่าที่ฉันอธิบายมันหมายความว่ายังไง”

“คำนี้อีกแล้วสมัยก่อนนายก็ชอบพูดแบบนี้จนฉัน...”

แต่ว่าก่อนที่เฟรย์จะเอ่ยจบประโยคเรธิเซียก็ยื่นนิ้วชี้เรียวงามมาหยุดคำพูดนั้นของเฟรย์เสียก่อนด้วยแววตาที่ยั่วเย้า

“ฉันอยากให้เธอเข้าใจอะไรหน่อยนะเฟรย์ว่าตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกันหรอกนะ ที่ตอนนั้นฉันพูดแบบนี้กับเธอเพราะฉันยังคิดว่าเธอไม่พร้อมที่ยอมรับมันต่างหาก แต่เรื่องในคราวนี้น่ะ มันแค่ยากจะอธิบายเท่านั้น แต่ว่าถ้าเธอเห็นด้วยตาและรับรู้ด้วยตัวเองน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่าที่ฉันอธิบายอย่างแน่นอน” เรธิเซียพูดแก้ตัวในสิ่งที่เธอทำในตอนนี้ด้วยเหตุผล

“เป็นอย่างนั้นแน่เหรอ” เฟรย์เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

“แน่สิ เอาเป็นว่าฉันจะบอกเธอเพิ่มอีกหน่อยก็แล้วกันว่าเผื่อเวลานั้นมาถึงเธอจะได้เข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้นได้ง่ายขึ้น แผนการนั้นมันไม่มีคำว่าสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้นหรอกนะ ต่อให้คนคนนั้นวางแผนเก่งยังไงก็ไม่มีทางที่จะคาดเดาเหตุการณ์และปัจจัยในอนาคตทั้งหมดได้หรอกนะ ยิ่งวางแผนล่วงหน้ามาเจ็ดพันปีด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยที่ทุกอย่างมันจะเป็นตามแผนซะขนาดนี้ถึงฉันจะคอยช่วยอยู่หน่อยๆก็เถอะ”

“นั้นคือคำใบ้งั้นเหรอ”

“ใช่แล้ว แต่ว่าประเด็นที่ฉันต้องการสื่อจริงๆคือ ทำไมแผนการที่โครนอสวางไว้ล่วงหน้าถึงตรงตามแผนได้ขนาดนี้ต่างหาก”

“เพราะมีคนช่วยไม่ใช่หรือไงก็ผู้หญิงที่ชื่อรีอา...”

มาถึงจุดนี้เรธิเซียคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยหลังจากที่เธอฟังคำตอบของเฟรย์ที่เอ่ยออกมาในตอนนี้

“เรื่องนั้นก็เป็นประเด็นหนี่ง แต่ใครล่ะที่เป็นตัวแปรหลักของแผนการที่ยากจะควบคุมมากที่สุดและที่สำคัญถ้าตัวแปรที่ว่านั้นเกิดทำอะไรที่ออกนอกแผนขึ้นมาแล้วมันจะทำให้แผนการเสียไปเลยล่ะ เฟรย์คิดว่าคนคิดแผนนั้นเขาควรจะทำยังไงเพื่อป้องกันจุดนั้นล่ะ” เรธิเซียอธิบายแบบทิ้งปมให้คนรับฟังนั้นต้องครุ่นคิดเล็กน้อย

“เรื่องนั้น...”

“ไม่เป็นไรยังไม่ต้องรีบตอบก็ได้ เพราะเรายังมีเวลาอยู่อีกหน่อยก่อนที่คำตอบนั้นจะเฉลยออกมา เพราะฉะนั้นค่อยคิดดูก็ได้แล้วเฟรย์ก็จะเข้าใจที่ฉันพูดเอง”

ว่าจบเรธิเซียก็ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งแล้วเดินไปที่หน้าต่างของห้องแห่งนี้ด้วยท่าทางที่สนุกสนานกับการที่เอได้เห็นหญิงสาวผมขาวอมเขียวคนงามผู้นี้ต้องมานั่งครุ่นคิดเรื่องยากจะเข้าใจแบบนี้ ก่อนที่จะพึมพำออกมาเบาๆ

“ใช่แล้ว ตอนนี้เรายังมีเวลาอยู่นิดหน่อยก่อนตัวร้ายที่แท้จริงของเรื่องราวนี้จะปรากฏ”

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

อ่า... ทำไมวันนี้ถึงหนาวและอุ่นไปในตัวได้แบบนี้นะ

ความคิดของของจิงคได้ประมวลผลความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้ออกมาเป็นคำพูดที่อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่เขาได้สติตื่นรับยามเช้าขึ้นมาบนพื้นแกรนิตหน้าห้องพักที่ควรจะเป็นที่ซุกหัวนอนของเขาในคืนที่ผ่านมา

แต่ว่าหลังจากที่เขาได้ทำความรู้จักกับหญิงสาวที่ชื่อว่า ‘ไซรินซ์ นิมฟ์’ ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปเพราะหลังจากที่เขาสนทนาพาทีทั่วไปกับเธอจบและเดินกลับมาที่ห้อง ทันทีที่เห็นคุณไซรินซ์ดึงหูของสามีตัวดีของเธอให้เดินไปคนละกับเขา เขาก็พบว่าเคราะห์กรรมของเขามันยังไม่หมดแค่นั้น เพราะว่าทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไปในห้อง เขาก็พลันได้ยินเสียงกรี๊ดของสามสาวรูมเมทที่ดังขึ้นเพราะความหวาดกลัวก่อนหมอนใบยักษ์ที่เคยหนุนอยู่บนศีรษะของพวกเธอจะถูกปามาทางเขา แต่ว่านะตอนนี้เขาซึ่งอัพเกรดขึ้นมาเพราะได้ความทรงจำและพลังของจอมมารบ้าบอนั้นบางส่วนมีหรือว่าเขาจะหลบหมอนพวกนั้นไม่ได้

หนึ่งใบ

สองใบ

หลบได้สบาย แต่เขาประมาณอันสุดท้ายเพราะไม่คิดว่าคุณเธอคนนั้นจะกล้าปามาจึงทำให้หมอนที่เต็มไปด้วยกลิ่นแชมพูของหญิงสาวผู้นั้นกระแทกเข้าที่หน้าเขาอย่างจังจนลื่นล้มไปทางด้านหลัง

“นี่มันอะไรกันแน่เนี้ย” เขาลุกขึ้นพร้อมทั้งดึงหมอนที่มาจากฝีมือของฟีอาออกจากหน้า

“ขอโทษนะจิงคคือว่ามันเผลอน่ะ พอจับกลิ่นอายของคนคนนั้นได้...” ฟีอาเอ่ยออกมาอย่างสำนึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“กลิ่นอายงั้นเหรอ” จิงคเอ่ยพร้อมทั้งยื่นจมูกไปดมกลิ่นรอบตัวของเขาว่ามีกลิ่นอะไรหรือเปล่า

“นี่จิงค นี่นายไปเจอใครมาหรือเปล่าระหว่างมาที่นี่”

ยัยนางมารบ้าอำนาจที่นั่งตัวสั่นระริกอยู่ขอบเตียงด้วยท่าทางที่แสนน่ารักนั้นได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่วางอำนาจตรงข้ามกับท่าทางของเธอ

“ใช่แล้ว เรื่องนี้ฉันอยากจะพูดอยู่พอดี”

ว่าจบจิงคก็ลุกขึ้นยื่นพร้อมก้าวเดินไปหาพวกนานาเอล แต่ทว่าสิ่งที่ขัดขวางกลับมาตอนนี้กลับไปมนตราการโจมตีด้วยลมระดับสูงที่ถ้าโดนจังๆเล่นเอาพิการได้เลย

ดูสิพื้นด้านหน้าปลายเท้าของเขาเป็นรูเลย

นี่นานาเอล เธอตั้งใจจะฆ่าฉันหรือไง!!!” จิงคตะคอกลั่นอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมากกับการกระทำนี้ของคุณเธอ

“ก็ถ้านายยังเข้ามาใกล้กว่านี้แล้วล่ะก็นะ” นานาเอลพูดตอบด้วยน้ำเสียงที่สื่อว่า เธอเอาจริงแน่ๆกับสิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่นี้ถ้าเขายังฝ่าฝืนคำสั่งของเธอ

เขาเองก็ไม่อยากให้ห้องนอนแห่งนี้เป็นสนามรบระหว่างหญิงสางผู้มีสมญานามว่านางฟ้ากับแนวร่วมที่ดูเหมือนพร้อมจะทำแบบนั้นด้วยหวาดกลัวอะไรบางอย่างที่ติดตัวเขามาในวันนี้

เพราะขนาดฟีอายังขาดสติมาทำร้ายเขาได้เลยนี่นา

“ก็ได้ ก่อนอื่นเลยนะฉันขอถามเธอหน่อยว่าเรื่องหมั้นนั้นมันยังไงกัน” จิงคเอ่ยอย่างยอมรับเงื่อนไขของนานาเอลก่อนที่จะเอ่ยบทสนทนาที่เขาต้องการอยากรู้ขึ้นมาทันที

“อ่านะ รู้แล้วเหรอ เรื่องนั้นก็ตรงตัวนั้นแหละ” นานาเอลเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มโดยมีท่าทางฟีอาที่ไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้แสดงเป็นพื้นหลังประกอบฉาก แต่กระนั้นถึงคุณเธอจะไม่พอใจแต่เธอก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาเพื่อโต้แย้งเลย

“แล้วเหตุผลล่ะ” จิงคหลี่ตามองนานาเอลด้วยแววตาที่ไม่ค่อยไว้ใจในตัวเธอมากนัก

“ก็นายทำฉันเสียหายแล้วนายก็ต้องรับผิดชอบสิ” แม่นางฟ้าจอมมารผู้นั้นทำเป็นแสร้งพูดเสียงอ่อยพร้อมทั้งประกอบท่าทางด้วยการยกผ้าห่มมาคลุมถึงอกของเธอ

“นี่เธอ... ฉันไปทำให้เธอ...”

“นี่จิงคเรานอนเตียงเดียวกันมาตลอดนะ”

“แต่ว่าเธอก็เปลี่นฉันเป็นผู้หญิง....”

“แต่ว่าช่วงเดือนที่ผ่านมาฉันก็ไม่ได้เปลี่ยนนายเป็นร่างผู้หญิงนี่นา ไม่สิ ต้องบอกว่าฉันไม่สามารถเปลี่ยนได้ต่างหาก” มาถึงจุดนี่นานาเอลหรี่ตามองข่มขู่จิงคบ้าง

“ฉันจะไปรู้เหรอนั้นเป็นมนตราที่เธอสร้างขึ้นมาไม่ใช่หรือไง” จิงคเอ่ยเถียง

“มาถึงขนาดนี้นายจะยังแกล้งทำเป็นไม่รู้อีกเหรอ ว่าไอ้ร่างผู้หญิงของนายนี่เกิดขึ้นเพราะอะไร นายที่น่าจะได้ความทรงจำของโครนอสกลับคืนมาเกือบทั้งหมดและเป็นตัวตนที่พร้อมจะเป็นจอมมารคนนั้นซะขนาดนี้แล้ว ทั้งพลังเวทและทักษะการต่อสู้” นานาเอลเอ่ยโต้กลับคำเถียงของจิงคนั้นด้วยแววตาที่ดุดันจนทำให้จิงคถึงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ว่าเขาก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ

“อ่านะ นั้นสินะถ้าจะบอกว่าฉันไม่รู้ก็คงต้องบอกเลยว่าฉันกำลังโกหกอยู่ แต่ว่านะ ฉันไม่รู้จริงๆว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนร่างฉันเป็นผู้หญิงไม่ได้” จิงคพูดตอบพร้อมทั้งจ้องมองนานาเอลกลับด้วยสายตาที่ไม่กลัวการข่มขู่นั้นของนานาเอลเลย

“คำพูดคำจาเปลี่ยนไปนะจิงค” หญิงสาวผมขาวออกเงินที่เงียบมานานได้เอ่ยพูดขึ้นมาด้วยแววตาที่น่ากลัวไม่แพ้นานาเอล

“ไม่รู้สิ บางทีอาจจะเป็นบุคลิกจำเพราะของโครนอสที่หลงเข้ามาในความทรงจำฉันเลยทำให้ฉันแสดงท่าทางที่ผิดจากฉันจริงๆไปโดยไม่รู้ตัวน่ะ” จิงคพูดตอบเสียงเรียบ

“งั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง”

ว่าจบไดอาน่าก็ร่ายเวทเรียกหนังสือเล่มหนามาไว้ที่มือขวาของเธอก่อนที่แผ่รังสีที่ที่ดูหน้าหวาดกลัวผิดกับรูปลักษณ์ของเธอใส่จิงคทันที

“พูดตรงๆนะ ฉันชอบจิงคคนที่ไม่มีพิษมีภัยคนนั้นมากกว่า ถึงกระทั่งยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือได้ แต่ว่านะ ถ้าจิงคนั้นกลับเปลี่ยนไปเป็นโครนอสเต็มตัวคนนั้นเมื่อไรฉันคงไม่เอานายไว้แน่ๆ เพราะฉันเกลียดเจ้าหมอนั่นมากจนถึงอยากจะฆ่าและป่นเป็นชิ้นๆเลย ถ้าจำไม่ผิดทางจิงคก็น่าจะเห็นฉันจากในอดีตชาติแล้วนะว่าฉันน่ะเป็นยังไง” ไดอาน่าพูดต่อด้วยแววตาที่เหี้ยมเกรียม

อุ๊ว๊า! แม่เจ้า! ไอ้คุณโครนอสชาติที่แล้วเนี้ยมันเลวขนาดไหนถึงไปทำเอาให้หญิงสาวโลลิไร้พิษภัยคนนี้ถึงกับเปลี่ยนให้ดูได้น่ากลัวขนาดนี้

จะว่าไปตอนนั้นก็...

สรุปแล้วโครนอสเป็นคนยังไงกันแน่เนี้ย

ถึงเขาจะได้ความทรงจำตอนเป็นโครนอสกลับมาเกือบหมด แต่ว่าเขาก็ไม่เห็นว่าโครนอสคนนั้นจะเป็นคนเลวได้ขนาดนั้นนอกจากเป็นกระสอบทรายให้ลูกน้องทำร้ายเล่นเลยนี่นา

จะบอกว่าตัวตนที่เขาเห็นจากความทรงจำนั้นมันหลอกลวงหรือไง

ยิ่งขึ้นยิ่งปวดหัวเป็นบ้าเลย

แตว่าตอนนี้ถึงคิดไปก็เปล่าประโยคเ ขาน่าจะแก้ไขสถานการณ์ตอนนี้ก่อนดีกว่าเพราะเขาเองก้ไม่อยากที่จะมีเรื่องกับหญิงสาวโลลิคนนี้จริงๆจังหรอกนะ

“อ่านะ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ตอนนี้ฉันก็ยังเป็นจิงค พีซอยู่ดีนั้นแหละ นั่งต้มตุ๋นจอมซวยที่ไม่รู้ว่าหลอกคนมาได้ยังทั้งที่มีนิสัยแบบนี้” จิงคยกมือขึ้นราวกับว่าเขายอมแพ้กับเรื่องพร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมลง

“แน่ใจงั้นเหรอ” ไดอาน่าเอ่ยถามย้ำความั่นใจ

“แน่สิ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าโครนอสที่เธอรู้จักเป็นยังไง แต่ว่าตอนนี้ฉันก็ยังเป็นฉันไม่ได้เป็นโครนอสอย่างแน่นอน” จิงครีบเอ่ยตอบกลับทันที

“นั้นสินะ ถ้านายเป็นโครนอสจริงนายคงต้องปลิ้นปล้อนได้มากกว่านี้และคงไม่ยอมถอยให้ใครง่ายๆแน่ ถ้ามันไม่เกี่ยวกับแผนการที่วางไว้แล้วล่ะก็นะ”

ว่าจบแม่นักบวชโลลิสาวนั้นก็สะบัดมือเก็บตำราเวทที่เธอเรียกมาไว้ที่มือให้หายไปก่อนที่จะเปลี่ยนท่าทางเป็นเด็กสาวอายุสิบปลายที่มีท่าทางไร้เดียงสาเหมือนเด็กอย่างเดิมจนทำเอาเขานึกถึงท่าทางก่อนหน้านี้ของเธอไม่ออกเลยทีเดียว

เดี๋ยวสิ ไอ้ท่าทางก่อนหน้านี้มันอะไรกันงั้นเหรอ นี่หน้าไหนเป็นที่แท้จริงของวัยรุ่นสาวไม่สมวัยคนนี้กันแน่เนี้ย

เขาชักสงสัยแล้วสิ

“ถึงจะสงสัยไปก็เปล่าประโยชน์น่ะจิงค แต่ว่านะการได้ยินว่านายยังคิดอยู่แบบนี้หน่อยฉันก็ดีใจนะ แต่ว่าเรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้” นานาเอลพูดขึ้นหลังจากเห็นว่าเรื่องราวกับเป็นปกติแล้ว

จากนั้นเธอก็โยนหมอนและผ้าห่มของจิงคที่เคยอยู่บนเตียงของเขาและเธอมาให้เขา

“วันนี้นอนนอกห้องก้แล้วกันนะ” นานาเอลยิ้มปิดท้าย

ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นดึงไปข้างนอกห้องพร้อมประตูที่เปิดออกอย่างอัตโนมัติเพื่อต้อนรับก่อนออกนอกห้องอีกครั้งของเขา

เอาเป็นว่าทุกอย่างของเมื่อคืนมันก็จบลงแค่ตรงนั้นแหละ เพราะยังงั้นเลยทำให้เขาต้องระเห็จมานอนอยู่นอกห้องแบบนี้

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ถึงสาเหตุของเรื่องหรอนกะนว่าทำไม

เพราะจาการกระทำเมื่อปีที่แล้วกับเรื่องราวในตอนนี้เขาเริ่มจะเดาออกไม่ยากแล้วว่าทำไม

สรุปแล้วผู้ศักดิ์เป็นมารดาของนานาเอลคงจะนากลัวสำหรับเหล่าลูกและเพื่อนๆของลูกเธอมากจริงๆ ไม่รู้ว่าคุณเธอทำอะไรกับสาวสาวพวกนั้นจนทำให้ถึงขั้นพวกเอกลัวหัวโกร๋นได้ขนาดนี้

ขนาดเจ้าตัวยังไม่มาเองนะเนี้ยยังขนาดนี้เลย

ว่าแต่ตอนนี้ไอ้ที่หนาวก็รู้อยู่นะว่าทำไมเพราะนอนนอกห้อง แต่ว่าไอ้ที่อุ่นๆนิ่มๆเนี้ยทำไมกันนะ

แต่ว่ายังไม่ทันที่เขาจะคิดจบดีเขาก็เห็นคำตอบและลางมรณะมาแต่ไกลเลยทีเดียว ทั้งที่มันน่าจะเป็นสรวงสวรรค์ของชายหนุ่มแท้ๆ แต่ทำไม่เขาถึงอยากจะร้องไห้ได้ขนาดนี้กันนะ

ทั้งที่สภาพแบบนี้มันฮาเรมชัดๆเลย

ก็นะ รู้สึกว่าที่หมอนหนุนเขาในตอนนี้จะเป็นตักของรุ่นพี่เฮร่า ส่วนขาของเขาก็เป็นหมอนให้สาวใช้ส่วนตัวที่อายุน้อยกว่าเขาอย่างสบายหัวของคุณเธอเลยส่วนแขนทั้งสองข้างรู้สึกจะเกิดการแก่งแย่งชืงดีระหว่างเพื่อนสาวร่วมห้องนามว่าซีรัสและน้องสาวคนสวยนามว่าลิอา และในระยะที่ไม่ห่างสายตาก็มีร่างของชายหนุ่มสุดหล่อที่มีรสนิยมเบี่ยงเบนที่ถูกหมุดตรึงไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว

ของทางเฮร่าและไซธีเรียเขาพอจะรู้ว่ามาที้ได้ยังไงแหละนะ เพราะพวกเธออาศัยอยู่ในหอนี้เหมือนกันเพียงแต่ต่างชั้น แต่ว่าไอ้สามคนที่เหลือเนี้ยพวกนั้นลักลอบเข้ามาในห้องได้ยังไงล่ะเนี้ย

ไหนบอกว่าระบบการกรักษาปลดภัยที่นี่มันดีเยี่ยมยังไงล่ะเนี้ย

“นี่จิงคมีอะไรจะสั่งเสียไหม” นานาเอลที่เปิดประตูห้องออกมาอย่างถูกจังหวะได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“อ่า... เรื่องนี้ผมไม่ผิดนะ...”

เขาเอ่ยแก้ตัวก่อนที่จะกลับไปนอนหลับอีกครั้งเพราะความแรงจากรองเท้าที่นานาเอลถืออยู่ในมือ

 

◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ที่หน้าประตูของสถาบันได้ปรากฎร่างของหญิงสาววัยรุ่นผมสีน้ำตาลสั้นประบ่าที่ดูแล้วน่ารักคนหนึ่งกำลังได้เงยหน้ามองชื่อป้ายสถาบันสีทองที่สะท้อนกับแดดในยามเช้าบนกำแพงศิลาแลงที่ถูกสร้างอย่างแข็งแรงพอที่จะกันช้างพุ่งชนแล้วทลายมันได้ด้วยแววตาที่ที่สดใส

ปิ๊ด ปิ๊ด ปรี๊ด.....

เสียงทักทายอันเป็นภาษาเฉพาะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลดภัยในสถาบันแห่งนี้ได้ดังขึ้นหลังจากพวกเขาเห็นหญิงสาวคนนี้หยุดมองอยู่หน้าประตูสถาบันมาได้สักพัก

“ค่ะ” หญิงสาวผู้นั้นเอียงคอตอบการทักทายของยามสถาบันด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ

ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ดด  ปิ๊ด ปี๊ดดดด.....

ยามคนนั้นเป่านกหวีดใส่หน้าหญิงสาวผู้นั้นด้วยความเคยชินหรือว่าบางทีหมอนั้นอาจจะถ๔กสอบว่าถ้าพูดด้วยภาษาอื่นนอกจากนกหวีดชีวิตตัวเองจะหาไม่ก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าภาษานกหวีดของยามคนนี้จะไม่ได้ทำให้เกิดความยากลำบากต่อเธอเลย

“คือว่าฉันต้องการมาพบคนที่อยู่ที่นี่ค่ะ”

ปิ๊ด ปรี๊ดดดด....

“ก็มีท่านพ่อ ท่านแม่ และก็พี่สาว กับพี่ชายที่ชื่อว่าจิงค พีซค่ะ” หญิงสาวคนนั้นไล่นับนิ้วถึงคนที่เธอต้องการจะพบด้วยท่าทางที่น่าเอ็นดู

ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด ปรี๊ดดดด...

“ชื่อของฉันเหรอคะ เรมิเอลค่ะ เรมิเอล เซราฟีน” หญิงสาวคนนั้นเอียงคอตอบด้วยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา.

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET