Jinx Pech ตอนที่ 75 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.75 - Chapter 5 : Chaining Intention (เจตนาผูกมัด)


 

‘ท่าทางวันนี้มันคงจะเป็นวันแห่งปาฎิหาริย์หรืออาจจะเป็นวันสิ้นโลกก็ได้’

ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้นั้นเหรอ คำถามนั้นตอบได้ไม่ยากเลยเพราะตอนนี้เขายังคงมีชีวิตโดยยังสามารถเดินสองขาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องนอนอยู่บนเตียงนอนให้ห้องพยาบาลที่มีชื่อเขาแปะอยู่เป็นสง่าเพื่อประกาศศักดาความเป็นเจ้าประจำของห้องพยาบาลในสถาบันที่แสดงถึงความเป็นเจ้าประจำจนถึงขั้นมีเตียงเป็นของตัวเอง

จะว่าไปอันที่จริงวันนี้เขาก็คิดด้วยซ้ำแล้วว่าไม่น่าจะรอดเลยจัดการเตรียมโทรจองโลงศพและทำพินัยกรรมแบ่งสมบัติกับทนายคนสนิทที่มีศักดิ์เป็นสาวใช้ส่วนตัวไว้เรียบร้อยจนถึงขั้นที่สาวใช้ส่วนตัวเขาถึงกับรวบรวมอาวุธที่พกติดตัวมาทั้งหมดเพื่อป้องกันเขาจากเหตุการณ์ที่เธอจะได้ส่วนแบ่งในพินับกรรมจากแม่เทพธิดาจอมมารคนสวยที่หมายชีวิตเขาเลยทีเดียว

แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับกลับตาลปัตรไปเสียหมดเมื่อไซธีเรียนั้นกลับไม่ได้ใช้อาวุธที่พกมาเพื่อปกป้องเจ้านายสุดที่รักแสนน่าชังคนนี้

“ให้ตายเถอะ มันมีอะไรเกิดขึ้นกับยัยนั่นหรือเปล่าเนี้ย”

จิงคอดที่จะเอ่ยออกมาอย่างเป็นห่วงปนสงสัยไม่ได้ว่าทำไมยัยนางมารนามว่านานาเอลถึงไม่ทำตามดั่งที่ความคิดเธอน่าจะประสงค์ให้เกิดกับเขาหลังจากจบคาบวิชาการปกครองที่ผ่านมา

“บางทีน้องนานาเอลเขาอาจจะวางแผนชั่วร้ายซ่อนไว้ทีหลังก็ได้นะจ้ะ”

เสียงของหญิงสาวที่ฟังดูแล้วมีเสน่ห์อย่างท่วมท้นโดยไม่ต้องหันไปมองก็พอจะนึกภาพออกได้ว่าเธอคนนี้น่าจะงามดั่งนางฟ้าเทพธิดาแสนสวยแน่ๆได้ดังขึ้นจากทางด้านหลังของเขาพร้อมลมหายใจที่มีกลิ่นหอมรัญจวนใจที่พุ่งผ่านแก้มขวาของเขามากระทบจมูกที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่พ้นโผล่ออกมาจากผ้าพันแผลที่ผันรอบตัวของเขาในตอนนี้

“แหม... เรื่องนั้นน่ะผมก็คิดไว้อยู่แล้วครับรุ่นพี่เฮร่า”

จิงคหันไปยิ้มตอบคำถามนั้นเพียงเพื่อจะได้เห็นอาหารสายตาของผู้ชายทั่วไป ก็นะ เพราะคุณเธอคนนี้ผู้มีผมสีน้ำตาลอ่อนเส้นหนาที่ดูยาวสลวยไปถึงกลางหลังอันน่าลูบไล้ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่ดูแล้วชวนน่าดึงดูดกับใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และท่าทางที่น่าปกป้องนั้นมีส่วนที่ดีที่สุดที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบมากเป็นพิเศษนี่นา

ภูเขาสองลูกขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ระดับหน้าอกของเธอ

“ถ้ารู้แบบนั้นก็ดีแล้ว” เฮร่าเอ่ยตอบด้วยแววตาที่สื่อถึงอารมณ์บางอย่างที่จริงไม่อาจจะเข้าใจได้

“ครับ ว่าแต่วันนี้พี่เฮร่าว่างเหรอครับปกติไม่ค่อยจะเห็นมาเดินเล่นแบบนี้นานแล้ว” จิงคเอ่ยเพื่อเปลี่ยนบทสนทนาที่ชวนเข้าสู่อารมณ์ที่ยากแท้หยั่งถึงนั้น

“แหม... ก็เพราะพี่ต้องตามเรื่องทั้งหมดใน ‘วันมหาราชันย์วิปริต’ในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับทางรชวงศ์นั้นแหละเลยทำให้พี่อดที่จะมาคลอเคลียกับน้องจิงคแบบนี้”

ว่าจบไม่จบเปล่าคุณเธอเล่นเอาภูเขาไฟสองลูกมาเสียดหลังของเขาพร้อมกับนำแก้มที่นวลเนียนของเธอมาถูกกับแก้มที่ผันไว้ด้วยผ้าพันแผลของเขาเบาๆซึ่งจิงคก็ปัดป้องการกระทำนั้นของเธออย่างสุภาพ เพราะถ้าดูจากรูปการแล้วมันคงไม่ดีแน่ ถ้าเขาปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป

เพราะเขาไม่อาจรู้ได้ได้เลยว่ายมทูตในชีวิตของเขาจะผ่านมาตอนไหน

“ว่าใครเป็นยมทูตกันยะ”

นั้นไงยังไม่ทันคิดจนจบดีเลยเสียงตวาดแว้ดใสๆก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเขาซะอย่างนั้น นี่ยังโชคดีนะ ที่วันนี้มันเป็นวันแห่งปาฎิหาริย์แห่งปี เพราะปกติก่อนเสียงแว้ดนั้นจะมาส่วนใหญ่สิ่งรองบาทามันจะพุ่งมาที่หัวของเขาเสียก่อน

ทางเฮร่าที่เห็นแบบนั้นได้คลายวงแขนออกอย่างว่าง่ายก่อนที่จะหันไปสบตากับนานาเอลที่ตอนนี้ยืนท้าวเอวราวกับภรรยาสาวที่เดินมาเห็นสามีกำลังนอกใจอยู่พ่อดี

“ฉันไม่ยอมรับเธอหรอกนะ” เฮร่าเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“แต่ถึงอย่างนั้นรุ่นพี่ก็ต้องยอมรับอยู่ดีนั้นแหละค่ะ เพราะถ้าพูดตอบศักดิ์ทั่วไปแล้ว ภาษีทางสังคมของตัวฉันที่เป็นอยู่ในตอนนี้ดีกว่าของรุ่นพี่เป็นอย่างมากในหลายรูปแบบเลยนะคะ” นานาเอลตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้

“นี่เธอ...”

“ยิ่งตอนนี้ถ้าจำไม่ผิดทางองค์ราชินีธีโอดีร่าก็ยังยอมรับเรื่องนี้ได้เลยนี่คะ”

พอมาถึงประโยคนี่ดูเหมือนว่ารุ่นพี่เฮร่าจะกัดฟันกรอดๆแต่ก็ไม่อาจพูดเถียงอะไรได้มากนัก เท่าที่เห็นจากสภาพการแล้ว ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องว่าพวกเธอคุยเรื่องอะไรกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าสถานะทางชีวิตของเขามันน่าจะมีความวิบัติเข้ามาทักทายอีกครั้งแน่ๆ

“ไม่มีอะไรจะเถียงสินะคะ ตอนนี้รุ่นพี่เฮร่าน่าจะเตรียมการประกาศเกี่ยวกับเรื่องงานที่ทางท่านราชินีธีโอดีร่าได้รับสั่งไว้น่าจะดีกว่านะคะ เพราะอีกไม่นานแล้วนี่คะ” นานาเอลได้ทีพูดเสริมในสิ่งที่เธออยากเอ่ยต่อ

“อ่านะ อย่านึกว่าครั้งนี้จะชนะล่ะ ยังไงซะ ถ้าเอาเข้าจริงหลังจากเรื่องนี้จบคนที่ร้องไห้อาจจะเป็นเธอก็ได้เพราะทางเสด็จแม่ ไม่สิ ทางองค์ราชินีเองก็ไม่ค่อยปลื้มกับเรื่องสักเท่าไรหรอกนะ” เฮร่าพูดด้วยแววตาอันดุดันจนทำเอาจิงคที่ยืนอยู่ข้างหลังเอยังรู้สึกขนลุกซู่กับอารมณ์โกรธเกินพิกัดของเธอคนนี้

“เรื่องนั้นก็ต้องดูกันต่อไปค่ะ” นานาเอลเองกลับตอบแบบไม่เกรงกลัวท่าทีของเฮร่าเลยแม้แต่น้อย

ทั้งที่เฮร่านั้นแผ่บรรยากาศสมกับเจ้าหญิงอค์เดียวแห่งราชวงศ์ซะขนาดนั้น แต่คุณนานาเอลนั้นกลับไม่สะทกสะท้านเลย

ท่าทางว่าเรื่องยศศักดิ์เนี้ยจะไม่มีผลกับแม่นางมารคนนี้เลยสินะ

“เรื่องนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีผล แต่ถ้าได้ข้อสรุปมาแบบนี้แล้วทางฉันเองก็สามารถจะเปลี่ยนลำดับยศศักดิ์ทางสังคมที่พอจะกล้าต่อกรกับรุ่นพี่เขาได้ต่างหาก ใช่ไม่คะ คุณ....”

มาถึงคำสุดท้ายนานาเอลกับไม่ยอมพูดออกเสียงเพราะคุณเธอได้หันหน้าไปมองเฮร่าและขยับปากบอกคำสุดท้ายนั้นโดยไม่ออกเสียง ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเป็นคำอะไรที่ดูไม่ดีสำหรับองค์หญิงของโลกผู้ปลอมตัวมาเรียนในสถาบันแห่งนี้เอามากๆเสียด้วย

“จำไว้เลยนะ”

เฮร่าตะโกนตอบกลับก่อนที่จะกระทีบเท้าเดินจากไปแบบทำเอาสภาพความน่าเกรงขามก่อนหน้านี้ของเธอหายวับไปกับตา

“เอาล่ะ ทางฉันเองก็มีธุระน่ะ ไว้เจอกันที่ห้องนะ”

นานาเอลยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดีเหมือนเห็นเฮร่าออกอาการซะขนาดนั้นก่อนที่จะเดินจากจิงคไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะร่าเริง ทิ้งให้จิงคยืนงงเป็นไก่ตาแตก

ว่าสรุปแล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ล่ะเนี้ย?

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“มากันแบบนี้เลยงั้นเหรอ...”

อีคิดน่าที่นั่งอ่านจดหมายได้รับมาจากมือเจ้านายสาวนามว่ารีอาที่บัดนี้ยังคงซ่อนใบหน้าอยู่ในเงามืดของห้องได้เอ่ยออกมาด้วยอารมณ์ที่ยากจะบรรยายออกไปคำพูดได้หลังจากที่เธอได้รับรู้ข่าวสารนั้นมาจากทางรีอาแล้ว

“ก็นะช่วยไม่ได้ อันที่จริงเรื่องนี้ก็อยู่ในการคาดการของแผนที่โครนอสกำหนดไว้อยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นทางฉันเองก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้หรอกนะสำหรับเรื่องนี้” รีอากัดฟันตอบราวกับต้องการข่มอารมณ์โกรธาที่เธอแสนเร้าร้อนจนชวนให้มันปะทุออกมาข้างนอกเสียจริงๆเอาไว้ด้วยความพยายามทั้งหมดที่มี

ทั้งที่วันนี้มีเรื่องที่ชวนอารมณ์ดีแท้ๆแต่มาเจอแบบนี้ไปไม่เป็นเลย”

“ค่ะ” อีคิดน่าเอ่ยตอบอย่างไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี

“แต่ก็เอาเถอะ ถ้าว่ากันตามตรงแล้วถ้าผลออกมาแบบนี้มันน่าจะทำให้แผนการที่เราวางไว้ดีมากยิ่งขึ้นเสียอีก” รีอาพยายามที่จะปรับอารมณ์ในการพูดให้ฟังดูใจเย็นมากขึ้น

“แต่ว่าถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสินะคะ”

“ถ้าฉันตอบว่าใช่แล้วล่ะก็ฉันคงไม่ยืนอยู่นะตรงนี้ถึงป่านนี้หรอก”

“แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้คุณก็ยังอยู่ที่ตรงนี้นี่นา” หญิงสาวผมสีน้ำตาลสั้นประบ่าในชุดวันพีซสีขาวตัดดำกระโปรงยาวที่ข้างเอวของเธอเหน็บคาตานะเล่มยาวได้เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่เธอเปิดประตูเข้ามาในห้องนี้

“ก็นะ มันไม่มีทางเลือกนี่คะ ทางคุณเองก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอคะ คุณเฮเลน” รีอาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจกับการปรากฎตัวของเธอคนนี้มากนัก

“นั้นสินะ” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเฮเลนพยักหน้าตอบกลับอย่างง่ายๆ

“ว่าแต่ทางคุณเฮเลนเถอะคะ ได้ข่าวว่าวันนี้เล่นทางคุณมุจินะซะเต็มที่เลยนะคะ” รีอาได้ทีเอ่ยเข้าถึงประเด็นที่เธออยากพูดกับคนคนนี้

“ก็นิดหน่อยน่ะ เพราะถ้าไม่ทำถึงขนาดนั้นแผนมันก็ไม่เดินพอดีสิ” เฮเลนเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

“ก็ใช่อยู่ล่ะ แต่ว่าจะดีเหรอคะกับเรื่องนี้”

“เอาน่าหมอนั้นคงประหลาดใจน่าดูเลยล่ะ เพราะคงคาดไม่ถึงว่าคนที่ตัวเองสาบานว่าจะปกป้องตราบที่ลมหายใจของเขายังมีอยู่จะสามารถยืนสองที่ในเวลาเดียวกันได้แบบนี้”

“อย่าว่าแต่คุณมุจินะเลยคะ ตอนแรกฉันเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกันนะคะ” รีอาสานบทสนทนาที่ชวนปวดหัวนั้นด้วยรอยยิ้ม

“นั้นสินะ มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นอยู่หรอกสำหรับคนธรรมดาทั่วไป”

“แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ฉันก็ไม่ธรรมดานะคะ”

“ก็นะ แต่สำหรับมุมมองของเจ้านั้นตอนที่พบเธอครั้งแรกแล้วมันไม่ได้คิดแบบนั้นนะสิ” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเฮเลยพูดเถียง

“นั้นก็เพราะเขาแตกต่างจากคนธรรมดานี่คะ”

“เพราะเขาสัมผัสเธอได้สินะ แถมยังสร้างอะไรหลายๆอย่างให้เธอรู้จักสิ่งที่เรียกว่าการสัมผัสนอกเหนือจากคนในครอบครัวด้วย”

มาถึงประโยคนี้รีอานั้นได้ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเขินอายที่มีออกมาผ่านทางเงามืดที่ซ่อนใบหน้าของเธอ

“นั้นก็ใช่อยู่ค่ะ”

“แต่ว่านะ ถึงหมอนั้นจะไม่มีความสามารถที่สัมผัสเธอได้ก็ตาม ถึงอย่างนั้นหมอนั้นก็คงไม่มองเธอด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดหรอก เชื่อฉันสิ” เฮเลนเอ่ยเสริมถึงเรื่องที่เธอคิดอยู่ในตอนนี้ให้รีอาฟัง

“เรื่องนั้นฉันรู้ดีค่ะ เพราะที่ฉันรักเขาไม่ใช่เพราะว่าเขาสัมผัสฉันได้หรอกนะคะ แต่เป็นเพราะว่ามุมมองที่เขามองฉันต่างหาก มุมมองที่ฉันเองไม่คิดว่าจะโดนมองจากมุมมมองของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เหมือนกัน มุมมองที่ทำให้ฉันเปลี่ยนทัศนคติต่อโลกนี้จนถึงกระทั่งยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เขาต้องการ ถึงแม้ว่าจุดจบของการกระทำเหล่านั้นจะทำร้ายตัวฉันเองก็ตาม”

“งั้นเหรอ แต่ถึงอย่างนั้นหมอนั่นก็คงกังวลอยู่ดีล่ะนะถึงเรื่องของเธอที่เธอต้องทำต่อจากนี้” จู่จู่น้ำเสียงของเฮเลนก็เปลี่ยนไปเป็นอาการที่บ่งบอกถึงความเศร้าสร้อย

“แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องทำอยู่ดีนั้นแหละคะ เหมือนกับตอนเหตุการณ์ใน ‘วันมหาราชันย์วิปริต’ ที่ผ่านมา”

มาถึงตรงจุดนี้ดูเหมือนว่ารีอาจะมองไปที่เฮเลนด้วยแววตาที่ยากจะบอกถึงความต้องการที่เธอจะสื่อให้หญิงสาวคู่สนทนาคนนั้นจะเข้าใจได้

“ก็นะ คงต้องเป็นแบบนั้น ไม่งั้น ที่ทำมาทั้งหมดก็คงสูญเปล่ากันพอดี เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่าเรื่องในตอนนี้เธอก็ต้องทำใจหน่อยแล้วกัน” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยตอบก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

“นั้นสินะ ฉันคงต้องทำใจให้กว้างหน่อยสินะคะ” รีอาพูดพึมพำกับตัวเอง

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ฟุบๆๆ!

เสียงเอ็ฟเฟ็คประกอบฉากผาดโผนของหนังต้นทุนสูงเรื่องหนึ่งได้ดังขึ้นเป็นระยะในขณะที่ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นพระเอกของนิยายเรื่องนี้ก็กำลังกระโดดหลบตีลังกาพริ้วไหวไปมาราวกับพระเอกหนังแอ็คชั่นที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่ากำลังเข้าสู่ช่วงไคล์แมกซ์อย่างเต็มที่

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นงั้นเหรอ?

อันที่จริงคำตอบนั้นยังไม่เป็นที่ประจักษ์สำหรับจิงคมากนัก เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องมาทำแบบนี้เนื่องจากจู่ๆผอ.มิคาเอลที่ดูเหมือนจะมายืนดักรออยู่หน้าหอพักแอ๊บสแตคอันเป็นหอพักนักศึกษาสำหรับนักเรียนทุนระดับรอยัลแพลตินั่มอยู่ได้ประมาณหลายชั่วโมงได้พุ่งเข้าโจมตีเขาทันทีที่เห็นเขาด้วยท่าทางราวกับสิงโตที่กระหายอยางกทานเหยื่ออันโอชะหลังจากที่อดอยากปากแห้งมานานด้วยขวานขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าเขาจะพกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ไอ้ช่วงแรกๆตัวจิงคเองก็นึกว่าฯพณฯท่านผอ.ผู้นี้กำลังล้อเล่นเสียอีก แต่ที่ไหนได้คุณท่านเขากลับเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ซะจนทำเอาจริงเกินได้แยกร่างขาดออกเป็นสองซีกในแนวตั้ง ถ้าตัวเขากระโดดหลบช้ากว่านั้นเพียงเสี้ยววินาทีเดียว

ครั้นตะโกนถามกลับไปว่าทำไมถึงทำแบบนี้

คำตอบที่เขาได้หลบกลับมาจากบิดาของนางฟ้าจอมมารนั้นกลับเป็นเสียงขู่ฟ่อๆราวกับงูที่กำลังจะงับเหยื่อซะงั้น

เจอแบบนี้มันน่ากลัวเอามากๆจนแทบทำอะไรไม่ถูกเลยนะ

ที่สำคัญทันทีที่เขารู้ว่าผอ.ไม่ได้มาเพื่อหยอกเล่นเขาก็เริ่มโต้ตอบตามความสามารถที่เขามีตอนนี้โดยฉับพลัน แต่ทว่าอาวุธเข้ากลับที่เขากลับมีแค่ดาบเรเปียร์เรียวเล็กซึ่งเป็นส่วนประกอบของเครื่องแบบชุดนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มที่เขาสวมใส่อยู่ในตอนนี้เท่านั้น

แถมยังไม่ทันที่จะใช้มันให้เกิดคุณค่าเลยก็โดนขวานยักษ์ของท่านผอ.สถาบันฟันขาดซะกระเด็น

เป็นอันจบทางดิ้นรนในการต่อสู้ด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำได้หลังจากนั้นคือการโดดหลบไปมาราวกับลูกลิงนี่แหละ

“อย่าหลบไปมาสิไอ้นักต้มตุ๋นบัดซบ มันทำให้ฉันฆ่านายลำบากนะเฟ้ย”

หลังจากเวลาผ่านไปได้ราวๆสิบนาทีจู่ๆท่านผอ.ที่พูดภาษาคนไม่เป็นในตอนแรกกลับเอ่ยคำพูดที่เป็นภาษามนุษย์อันแสนคุ้นเคยให้จิงคได้ยิน

“ก็ถ้าไม่หลบผมก็ตายสิครับ” จิงคเถียงสวนพร้อมทั้งเอี้ยวหลบปลายคมขวานที่พุ่งไหล่ขวาของเขาไปด้วย

“ก็นั้นแหละ แค่แกตายไปอย่างสงบเรื่องมันก็จบแล้ว”

ผอ.มิคาเอลเอ่ยเสริมขึ้นมาพร้อมทั้งเหวี่ยงขวานเล็งไปที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลของจิงคซึ่งแน่นอนล่ะพระเอกของเราก็หลบได้อีกครั้งอย่างหวุดหวิด

“แล้วทำไมผมต้องตายด้วยล่ะครับ” จิงคได้ทีถามต่อถึงคำถามที่ค้างคาใจของเขาในทันที

“เรื่องนั้นแกน่าจะรู้อยู่ในใจไม่ใช่เหรอ”

“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ถ้าผมรู้ผมคงไม่เอ่ยถามหรอกครับ”

“งั้นถ้าแกรู้เหตุผลแล้วแกจะยอมตายแต่โดยดีมั้ยล่ะ”

“เรื่องนั้นผมคงตอบว่าได้ไม่ได้หรอกครับ”

“ถ้างั้นแกจะถามให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาล่ะ”

“เพราะอย่างน้อยผมจะได้รู้ว่าผมควรแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นยังไงโดยที่ผมไม่ต้องหมดลมยังไงล่ะครับ” จิงคเถียงเสริมพร้อมให้เหตุผล

“เรื่องนั้นมันสายมาสามปีแล้วไอ้นักต้มตุ๋นปลิ้นปล้อน” มิคาเอลเอ่ยตอบด้วยอารมณ์กริ้วโกรธเต็มพิกัด

“อ๋อ ถ้าหมายถึงเรื่องนั้นผมว่ามันจะช้าเกินไปหน่อยที่จะมาฆ่าผมนะครับเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว...”

“แต่สำหรับฉันมันแค่แป๊บเดียวเท่านั้นเอง แถมยังมีเรื่องใหม่เข้ามาอีกนี่แกจะรบกวนชีวิตครอบครัวอันแสนสุขของฉันไปถึงไหนกันแน่” มิคาเอลเหวี่ยงขวานยักษ์ไปมาทั้นที่ยังสนทนาพาทีกับอริคู่แค้นอย่างจิงคอยู่

“ผมเองก็ไม่อยากจะทำแบบนั้นหรอกนะครับ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแกก็จงยอมหยุดหายใจเสียนี้ไปน่าจะเป็นการดีกว่านะ” มิคาเอลตะคอกลั่น

“เรื่องนั้นผมเองก็อยากทำอยู่เหมือนกันแหละครับ แต่เอาเข้าจริงผมว่าอย่าดีกว่า”

“แกนี่เรื่องมากๆจริงเลยนะ ทั้งที่อยากทำแต่ทำไมยอมทำ เพราะอย่างนั้นมาให้ฉันสงเคราะห์ให้แกตายไววเสียดีกว่า”

มิคาเอลพูดด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียมพร้อมทั้งเหวี่ยงขวานยักษ์ในมือในแนวที่จิงคนั้นหลบได้ลำบากที่สุดจนทำให้จิงคนั้นเริ่มเสียการทรงตัวซึ่งมิคาเอลนั้นก็ไม่ปล่อยให้โอกาสอันดีนั้นหลุดลอย เขาจึงเริ่มถีบเท้าเพื่อเสริมแรงเหวี่ยงเร่งความเร็วของขวานให้กลับมาฟาดจิงคอีกครั้ง

แต่ทว่าในขณะที่จิงคอยู่ในอารามที่ตกใจเพราะตัวเองนั้นเกิดพลาดท่าได้ง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่ออยู่นั้นก็พลันมีร่างของหญิงสาวผมบลอนด์ในชุดขาววันพีซบริสุทธิ์พุ่งเข้ามาขวางระหว่างตัวเขากับผอ.มิคาเอลด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แต่ทว่ามิคาเอลนั้นกลับหามีท่าทีจะหยุดโจมตีไม่ ไม่สิ อันจริงตรงพูดว่าความเร็วของขวานระดับนั้นต่อให้เขาอยากหยุดยังไงก็ไม่สามารถหยุดได้แล้วต่างหาก

ตูม!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นทันทีที่ขวานเล่มนั้นฟาดเขาที่ร่างอันแสนอ้อนแอ้นของหญิงสาวผู้นั้นแทนที่จะเป็น่ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของจิงคจนทำให้จิงครู้สึกตกใจเป็นอย่างมากที่จู่ๆเรื่องราวมันก็กลายเป็นแบบนี้

แต่ทว่าความตกใจของจิงคนั้นก็ไม่ได้จบเพียงครั้งเดียว เพราะมันบังเกิดขึ้นกับจิงคอีกครั้งหลังจากที่เขาเห็นร่างของหญิงสาวที่เข้ามาขวางระหว่างตัวเขากับผอ.มิคาเอลยังอยู่ครบสอมสิบสองแบบไร้รอยถลอกที่สำคัญขวานยักษ์ที่ผอ.มิคาเอลใช้ก่อนหน้านั้นกลับกลายเป็นสภาพที่น่าจะเป็นของหญิงสาวผู้นี้แทน

เพราะมันแหลกไม่มีชิ้นดี

“นี่เธอ.... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอกำลังทำธุระอยู่ทางเมืองแถวทิศตะวันออกงั้นเหรอ” มิคาเอลหน้าถอดสีทันทีที่เห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างชัดเจน

“ก็นะ ที่จริงฉันก็ยังทำธุระอยู่นั้นแหละ แต่ว่าพอได้ข่าวเรื่องนานาเอลลูกรักฉันก็เลยรีบกลับมาน่ะ” หญิงสาวผู้นั้นยิ้มออกมาบางๆรับคำพูดของมิคาเอลด้วยแววตาที่ดูแล้วหน้ากลัว

อันจริงหญิงสาวคนนี้ถ้ามองอย่างเผินๆก็ดูจัดได้ว่าคุณเธออยู่ในขั้นที่เรียกว่างดงามเป็นอย่างมากผมสีบลอด์ยักศกยาวสลวยประกอบผิวที่ขาวเนียนดุจหิมะ แต่มีข้อติอยู่อย่างเดียว แววตาที่เฉียงขึ้นของเธอนั้นกลับทำให้ใบหน้าสวยๆของเธอเป็นใบหน้าที่ดูแล้วน่าหวาดหวั่นในระดับหนึ่ง เพราะสีหน้าที่เธอแสดงออกมาไม่ต่างกับว่าเธอกำลังอยู่ในอารมณ์พิโรธอยู่ตลอดเวลา

ถ้าไม่ติดว่าจิงคเห็นว่าเธอกำลังย้มเหมือนคนที่อยู่ในอารมณ์ที่สดใสมากกว่าอามณ์โกรธในตอนนี้ เขาคิดว่าเธอคงกำลังโกรใครบางคนอยู่

“ว่าแต่ทำไมพอฉันกลับมาเรื่องที่กลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะเนี้ย” หญิงสาวเปลี่ยนลักษณะรอยยิ้มแล้วเอียงคอมองมิคาเอลด้วยแววตาที่แลดูน่ากลัวกว่าเดิม

ลักษณะแบบนี้เหมือนเขาจะเคยเห็นที่ไหนจากใครมาก่อนนะ

แถมเสียงของคุณเธอยังฟังดูคุ้นหูอยากน่าประหลาดอีก

“ก็ฉันแค่....” มิคาเอลอึกอักเมื่อเจอสายตานั้น

“เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้ว่ากันทีหลังดีกว่า เพราะฉันคงต้องหันมาทักทายกับชายหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นว่าที่เจ้าบ่าวของลูกสาวคนโตของฉันก่อน”

จู่ๆหญิงสาวคนนั้นก็เบนเข็มหันมามองทางจิงคซะอย่างนั้น เล่นทำเอาเขาตามอามณ์คุณเธอไม่ทันเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวสิ ว่าที่เจ้าบ่าวงั้นเหรอ?

“อ่า... ดูท่าทางว่าเธอยังไม่รู้สินะ ว่าตอนนี้น่ะคู่หมั้นของเธอได้เปลี่ยนไปแล้วจากคุณไซคี เพอร์ซีอุสมาเป็นลูกสาวของฉัน นานาเอลเซราฟิม”

“หา!!!!! จิงคร้องลั่นออกมาหลังจากได้ฟังประโยคนั้นของหญิงสาวผมบอลนด์ผู้นั้นจบแล้ว

“งงงั้นเหรอ ไม่แปลกหรอกเพราะฉันเองที่เป็นแม่ยังงงกับการตัดสินใจครั้งนี้ของลูกสาวของฉันเองเลย” หยิงสาวผู้นั้นพูดต่อด้วยท่าทางที่สบายๆกับเรื่องในตอนนี้

“แล้วทำไม...”

จิงคพยายามจะเอ่ยถามแต่ทว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับส่ายหัวเบาๆพร้อมทั้งพูดขัดออกมา

“เรื่องนั้นไปถามเจ้าตัวเองดีกว่า แต่ว่าสำหรับเธอคงจะพึ่งเคยพบฉันเป็นครั้งแรกสินะ เพราะฉะนั้นฉันขอแนะนำตัวพอเป็นพิธีหน่อยก็แล้วกัน”

ว่ามาถึงตรงนี้คุณเธอก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงสุภาพทั้งที่ดูยังไงเธอก็น่าจะอายุกว่าจิงคอยู่พอตัวเลยแถมท่าทางที่คุยกับผอ.มิคาเอลอีก

แล้วก็เรื่องที่เธอคนนี้เรียกนานาเอลว่าลูกสาว

มาถึงตรงจุดนี้จิงคเริ่มจะจับใจความสำคัญของตัวตนที่น่าจะเป็นของหญิงสาวคนนี้ได้แล้วซึ่งหญิงสาวคนนั้นหลังจากทราบว่าจิงคน่าจะรู้ตัวแล้วว่าเธอเป็นใคร เธอก็จึงเอ่ยออกมาต่อจากเมื่อครู่นี้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร แต่แววตากลับดูแล้วตรงกันข้ามกับรอยยิ้มนั้นของเธอ

“ฉันชื่อไซรินซ์ นิมฟ์ ยินดีที่รู้จักนะ คุณนักต้มตุ๋นแห่งอีทรูเดียน ไม่สิหรือจะให้ฉันเรียกเธอว่าจอมมารโครนอสดีล่ะ”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET