Jinx Pech ตอนที่ 66 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.66 - Kapitel 32 : Persönlichkeit (ตัวตน)


 

 

“เจ้าชาย”

“ท่านเมนนิลิอัส”

“องค์ราชา”

“นายเหนือหัว”

 

หลายคำเรียกที่ถูกใช้เรียกเขาได้ดังขึ้นมาในความทรงจำของเขาอีกครั้ง ว่ากับตามตรงเขาไม่เคยปลื้มกับคำเรียกพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงจะบอกว่าเกลียดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากคำเรียกเหล่านั้นไม่ใช่คำเรียกที่ใช้เรียกเขาอย่างแท้จริง

ไม่มีเลยซักคำเรียกเดียว

เพราะคำเรียกเหล่านั้นคือคำเรียกที่หลายคนใช้เพื่อบอกว่าพวกเขากำลังคาดหวังในตัวเขาอยู่ต่างหาก แถมยังเป็นความคาดหวังลมๆแล้งๆที่เขาต้องทำให้เป็นจริงเสียด้วย จนทำให้เขานั้นสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมถึงไม่มีใครสักคนที่คิดถึงเขาบ้างว่า เขานั้นจะคิดอย่างไรกับการคาดหวังที่เขาไม่ได้อยากให้มันมี

ทำไมคนเราถึงชอบโยนความหวังมาให้คนอื่นแล้วไม่ยอมทำมันเอง?

แล้วทำไมตัวเขาถึงต้องยอมรับแรงกดดันจากการคาดหวังนั้นด้วย?

คำถามเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่ติดใจเขาเรื่อยมาแม้ว่าเขาจะเข้ารับพิธีราชาภิเษกเพื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ตาม แต่ว่าคำถามเหล่านั้นก็ไม่ได้จางหายไปจากใจของเขาเลย

จนกระทั่งวันนั้นวันที่เขาได้เดินทางไปหุบเขาอาลัย อันที่จริงการเดินทางครั้งนั้นเขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจที่จะเดินทางไปหรอกนะ แต่ทางเหล่าขุนนางได้คาดหวังให้เขาไปต่างหาก เพราะฉะนั้นเขาเลยจึงต้องตอบรับการคาดหวังนั้นด้วยการเดินทางมาที่แห่งนี้

ทั้งเหนื่อยทั้งล้าแถมยังต้องมาทำงานอีก

การเดินทางแต่ละครั้งของคนที่เป็นกษัตริย์ไม่ได้สนุกเลยแม้แต่น้อยจนทำให้เขาแทบไม่อยากออกจากวังเลยด้วยซ้ำ

แต่ถ้าตอนนั้นเขาปฏิเสธที่จะไม่มาตามการคาดหวังนั้น เขาคงมาได้พบเจอกับบุคคลที่มาจะมาเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดของเขาเป็นแน่แท้

คนคนนั้นเป็นผู้หญิงที่ดูงดงามคนหนึ่งแต่ตอนที่เขาพบกับเธอครั้งแรกนั้นร่างของเธอคนนี้ได้โชกชุ่มไปด้วยเลือดของผู้คน อันที่จริงเขาเองนั้นรู้สึกสงสัยถึงสภาพของเธอคนนั้นมาก เพราะในขณะที่ทั้งเมืองนั้นพังพินาศและเต็มไปด้วยคนบาดเจ็บล้มตายจากการโจมตีของปิศาจ แต่เธอผู้งดงามและดูน่าทนุถนอมผู้นี้กลับรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ดูยังไงมันก็เป็นอะไรที่ขัดแย้งกับความจริงมากเกินไป

มากจนเกินที่เขาจะอดสงสัยในตัวเธอไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเธอคนนี้เป็นใครกันแน่ ยิ่งตอนเธอแจ้งชื่อของเธอออกมามันยิ่งทำให้เขานั้นเริ่มสนใจเธอคนนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

บุตรสาวของเจ้าเมืองทรอยผู้ซึ่งรอดชีวิตจากโศกนาฎกรรมอันเลวร้ายนั้นได้

 อันที่จริงถ้านำเรื่องทั้งสองนั้นมาปะติดปะต่อกันให้ดีแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจะทำความเข้าใจมากนักถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น

จุดเชื่อมโยงระหว่างสองเมืองที่ไปด้วยซากศพกับความจริงที่ว่าทั้งสองเมืองนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับหญิงสาวที่มีนามว่า เฮลีน ทรอย คนนี้ ถึงครั้งล่าสุดนี้จะมีนามของ ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ เข้ามาเอี่ยวด้วยก็ตามที แต่มันก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่าการล่มสลายของทั้งสองเมืองนั้นมีเฮลีนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

แสดงว่าเฮลีนคนนี้คงเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

บางทีเธออาจจะมีแผนการอะไรบางอย่างอยู่ในใจที่เธอต้องการจะทำให้สำเร็จจนถึงขนาดที่จะยอมแลกชีวิตคนเป็นร้อยอย่างแน่แท้

แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว

เพราะอย่างนั้นเขาถึงต้องยับยั้งเธอให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงไปในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดที่เธอคนนี้ต้องการให้จงได้

เพราะฉะนั้นถ้าเก็บเธอไว้ข้างตัวแล้วรอดูท่าทีน่าจะดีกว่า

ในตอนนั้นเขาคิดแบบนั้นจริงๆ เขาจึงพาเธอกลับมาที่วังเพื่อรอดูท่าทีต่อไป แต่ตอนไหนไม่รู้ที่เขารู้สึกเปลี่ยนไปจากการที่ต้องการจับต่อดูเป็นการที่ต้องการครอบครองหัวใจของเธอ

บางทีเพราะเธอคนนั้นอาจจะมีอะไรที่คล้ายกับเมลิสซ่ากระมั้ง

มันคงเป็นส่วนต่อของความรู้สึกผิดในใจที่เขานั้นอย่างหาทางที่จะไถ่ถอนมันออกมาอย่างสุดใจโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้นเขาจึงยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อเธอคนนั้น

เขาจึงยอมทำถึงขนาดทิ้งทุกอย่างที่ตัวเองมีเพื่อเพียงให้เธอคนนั้นทำตามแผนการสำเร็จทั้งที่ตอนแรกเขาตั้งใจจะยับยั้งมันไว้แท้ๆ

สรุปแล้วตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?

ทุกอย่างที่เขาทำมานั้นเขาทำตามความคาดหวังของเธอคนนั้นหรือเปล่าหรือแท้จริงแล้วเขากำลังทำตามความคาดหวังของตัวเอง ทั้งเรื่องเป้าหมายที่จะทำให้คนบนโลกนี้นั้น... หรือเรื่องเขาอยากให้เธอคนนั้นพอใจ

ทุกอย่างมันดูน่าสับสนและงงงวยไปหมดแล้ว

แต่ท้ายที่สุดเขาก้ได้ตัดสินใจที่จะทำไปแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาถึงได้มายืนอยู่ที่จรงนี้ ที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเน่ และตอนนี้เขากำลังฟาดฟันกับชายหนุ่มที่เขาเคยเป็นหญิงสาวคนนั้น คนที่เขารักหมดหัวใจด้วยเป้าหมายคือการที่เธอคนนั้นจะได้ปลิดชีพของเขาอย่างสมจริงสมจัง เพื่อที่เขาคนนั้นจะได้ก้าวสู่แผนการต่อไปที่เขาได้ตระเตรียมไว้มานานแล้ว

แต่ในใจของเขายังสับสนว่าเขานั้นต้องการอะไรกันแน่ระหว่างหน้าที่หรือความรู้สึกของตัวเอง

ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่แบบนั้นคำตอบหนึ่งที่เขานั้นไม่เคยคาดถึงกลับได้ผุดเข้ามาในความคิดของเขา คำตอบที่ดูยังไงมันก็เป็นประโยคที่ดูขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

ว่าบางทีเขานั้นอาจจะหลอมรวมทั้งหน้าที่และความรู้สึกของตัวเองเข้าไว้ด้วยกันไปแล้ว

ดังนั้นการที่เขาให้เลือกตอนนี้จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเขาคาดหวังกับจุดจบของเหตุการณ์นี้ไว้เรียบร้อยแล้วด้วยความรู้สึกที่หลอมรวมกับหน้าที่นั้นไว้อย่างแน่วแน่

“นั้นสินะระหว่างความรู้สึกกับหน้าที่ ผมควรเลือกอะไรกัน นั้นเป็นคำถามที่ผมถามย้ำตัวเองมาตลอดตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงตอนนี้ อันที่จริงผมเองก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าความรู้สึกและหน้าที่นั้นมันเป็นยังไงกันแน่ ถ้าให้อธิบายออกมาเป็นรูปร่างที่จับต้องได้เราจะอธิบายออกมาในรูปแบบไหนดี มันช่างเป็นคำถามอะไรที่เข้าใจยากเอามากๆเลย”

รีเวิร์สที่นิ่งเงียบไปนานได้เอ่ยปากพูดขึ้นมาพร้อมทั้งทอดสายตามองไปที่จิงคซึ่งบัดนี้ได้ถือดาบคาตานะพาดคอของเขาไว้อยู่

“แต่ว่านะ ตอนนี้ผมคงได้คำตอบที่ชัดเจนออกมาแล้วล่ะ”

ว่าจบรีเวิร์สก็ปัดดาบที่พาดอยู่บนคอของตนทิ้งอย่างไม่แยแสพร้อมทั้งชันร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลนี้ลุกขึ้นยืนเพื่อเผชิญหน้ากับจิงคที่ได้ยืนนิ่งมองภาพเหตุการณ์นี้แบบไม่แสดงอารมณ์แต่อย่างใด

“ถึงผมจะเป็นราชาที่ถูกขนานนามว่ามหาราชก็ตามทีแต่ถึงยังไงผมก็ยังเป็นมนุษย์อยู่นะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะให้เลือกทั้งสองอย่างที่ตัวผมนั้นต้องการทั้งคู่คงจะเป็นไปไม่ได้หรอก ก็เพราะผมน่ะยังมีความโลภอยู่ในใจน่ะสิ”

จากนั้นรีเวิร์สก็ยกดาบตั้งทางเตรียมต่อสู้อย่างช้าๆ

“หมายความว่า...”

“หมายความว่าผมจะเลือกมันทั้งสองอย่างน่ะสิ!!! รีเวิร์สตะโกนลั่นในขณะที่เขาได้พาร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้นเข้าจู่โจมจิงคทันที

“ให้มันได้แบบนี้สิ ถึงจะค่อยสมกับที่เป็นตัวคุณหน่อย” จิงคคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีพร้อมทั้งยกดาบเข้าปะทะกับชายหนุ่มผู้นั้น

“เท่านี้พวกเราก็จะได้หมดเรื่องค้างคาใจกันเสียที”

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“เฮ้อ... นึกว่าจะดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเลยเผลอเอาจริงขึ้นมาอีกนิดที่ไหนได้...”

หญิงสาวสวมหน้ากากนามว่ารีอาได้ถอนหายใจออกมาเบาๆในขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้กลมไร้พนักพิงทอดสายตาเหม่อมองไปที่นอกหน้าต่างภายในห้องพยาบาลของตัวสถาบันที่จิงคเคยนอนอยู่เป็นประจำ แต่ในขณะที่เธอกำลังเหม่อได้ที่อยู่นั้นกลับพลันมีเสียงอุทานของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากประตูห้องพยาบาล

“อุ๊ยตาย!

“หืม?”

รีอาหันหน้ากลับไปมองตามต้นเสียงนั้นเพื่อหาว่าบุคคลใดได้ก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ไม่ควรมีคนอยู่นี้ได้

“อ๊า... ท่านคลิ... ไม่สิ ตอนนี้ฉันคงต้องเรียกว่าคุณเฮร่าสินะคะ”

“จะเรียกแบบไหนก็ตามใจคุณเถอะค่ะ” เฮร่าเอ่ยตอบอย่างไม่ใจอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องนั้น “ว่าแต่เล่นซะเต็มที่เลยนะคะ”

เฮร่ากวาดสายตาไปมองทั่วห้องพยาบาลในตอนนี้ที่ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นห้องพยาบาลที่ดูแล้วสะอาดสะอ้านน่าใช้เป็นอย่างมาก แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นสมรภูมิที่เต็มด้วยเศษขยะและข้าวของที่แตกหักไปเสียแล้ว

“ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ทางฟีอานั้นเขาอยากเสนอเรื่องให้ฉันสนองเองนี่นา”

ว่าจบรีอาก็หันหน้ามองร่างของหญิงสาวผมดำที่นอนหมดสภาพอยู่มุมกำแพงด้วยสภาพดูแล้วน่าสงสารเป็นอย่างมาก

“แสดงว่าสภาพของคนนั้นเกิดจากฝีมือของคุณสินะคะ” เฮร่าเอ่ยถามออกมาซึ่งทางรีอาก็พยักหน้าตอบรับเบาๆ “แล้วอีกคนล่ะคะ”

เฮร่าชี้นิ้วไปทางหญิงสาวผมบลอนด์ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง

“อ๋อ รายนั้นฉันแค่เล่นลูกเล่นอะไรเล็กน้อยกับตัวเธอคนนั้นน่ะ คงลุกไม่ขึ้นไปอีกพักใหญ่ล่ะนะ” รีอาตอบแบบไม่ใส่ใจอะไรมากนัก

“แต่ว่าแบบนี้มันเล่นหนักมือเกินไปหรือเปล่าคะ”

“มันช่วยไม่ได้นี่นา ทางฉันเองก็ยังเป็นคนอยู่คะ เรื่องอารมณ์โกรธแค้นหึงหวงมันก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นคงห้ามกันไม่ได้หรอกนคะในบางเรื่องถึงแม้จะรู้ว่ามันไม่ดีก็ตาม”

“เอาเถอะค่ะ เรื่องนั้นฉันเองก็เข้าใจดีค่ะ แต่ว่ายังไงก็ช่วยเพลาๆมือหน่อยเถอะนะคะ แบบนี้มันออกจะเกินไปหน่อย”

ว่าจบเฮร่าก็เดินมาประคองร่างของฟีอาที่นอนอยู่บนพื้นให้มานอนบนเตียงแทน

“นี่ก็ออมมืออย่างสุดความสามารถของฉันแล้วนะคะ อันที่จริงคุณก็รู้ถึงสมญานามของฉันนี่คะ ว่าถ้าฉันเอาจริงความพินาศมันคงไม่จบแค่ภายในห้องนี้อย่างแน่นอน”

“ค่ะ ทราบดี ยังไงก็ยังดีนะคะที่คุณยังยั้งมือไว้อย่างสุดฝีมือ”

“ก็แน่อยู่แล้วค่ะ เพราะทางโครนอสเขากำชับไว้นี่นา ว่าแต่ทางคุณเฮ่ราเถอะค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ”

“ก็เป็นไปตามที่คุณได้ขอไว้นั้นแหละค่ะ”

“แค่นั้นก็ดีแล้วค่ะ”

จากนั้นเธอก็หันมองนอกหน้าต่างอีกครั้งอย่างเหม่อลอย

“เอาล่ะที่เหลือก็คือทางคุณแล้วนะ โครนอส”

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ตูม!!!

เสียงระเบิดยังคงดังลั่นขึ้นเป็นระยะในขณะที่ร่างของชายหนุ่มทั้งสองยังคนกระโดดไปมาพร้อมทั้งกวัดแกว่งดาบในมือเพื่อพิฆาตอีกฝ่ายให้ดาวดิ้นกับซากอาคารที่พังถล่มลงมาเป็นระยะท่ามกลางซากศพของผู้เคราะห์ร้ายที่กองบนพื้นถนนกันเกลื่อน ภาพเหล่านั้นได้สร้างความหวาดหวั่นให้แก่กองทหารสังเกตการณ์สวมชุดเกราะและมาลาเต็มยศที่คอยจับตาดูพวกเขาจากที่สูงจนทำให้แทบไม่อยากที่จะมองภาพการต่อสู้นั้นต่อ แล้วรีบวิ่งนี้จะที่แห่งนี้ไปให้รู้แล้วรู้รอด

พวกนั้นมันเป็นตัวอะไรกันแน่?

นั่นคือคำถามที่ผุดอยู่ในจิตใจองทุกคนในที่แห่งนี้ แค่คนสองคนสู้กันมันทำให้เมืองพินาศได้ถึงเพียงนี้เชียวงั้นหรือ นี่มันไม่ใช่ระดับที่เรียกว่าต่อสู้กันแล้ว

แต่นี่มันคือการทำลายล้างชัดๆ

จะเป็นผู้ชายวัยรุ่นที่ถือดาบยาวอันเป็นคนเริ่มต้นบทโศกนาฎกรรมบทนี้หรือไอ้หนุ่มวัยรุ่นอีกคนที่เข้าไปต่อสู้กับชายคนนั้นก็ดี แบบนี้มันดูแล้วเป็นเรื่องที่ยากจะทำความเข้าใจเกินไปแล้วนะ

เหตุผลที่ชายคนนั้นมาทำลายล้างเมืองคืออะไรพวกเขาก็ไม่รู้

แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องมาเสี่ยงตายจับจ้องคนสองคนนี้ต่อสู้กันแบบเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้แบบนี้อีก

ราวกับว่ามันเป็นบทละครที่ใครบางคนพยายามยัดเยียดแต่งเข้ามาให้มันดูน่าสนุกแค่นั้นเอง

ส่วนพวกเขาก็เป็นแค่ตัวประกอบที่คอยจับจ้องเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ว่าจะตายวันหรือตายพรุ่ง ถึงแม้จะบอกว่าพวกเขาคอยจับจ้องอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เฝ้ามองดูตลอดหรอกนะ เพราะพวกเขาเองก็เพิ่งมาเห็นเหตุการทั้งหมดตอนที่ตึกสูงส่วนใหญ่ถล่มหมดแล้ว ก่อนหน้าที่คนสองคนนี้จะสู้กันจริงจังแบบนี้เขาเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เพียงแต่เขารู้ว่าตอนนี้เขาควรเชียร์ใครเท่านั้น

ก็ถ้าให้เลือกระหว่างวัยรุ่นหนุ่มที่ทำลายล้างเมืองกับวัยรุ่นหนุ่มอีกคนที่เสี่ยงชีวิตเขาไปต่อสู้กับคนผู้นั้นดูยังไงตัวโกงก็ไม่น่าจะใช่วัยรุ่นหนุ่มคนที่สองเลย

เอาเถอะ ถ้าเรื่องมันจบดั่งนิยายที่ล๊อคตอนจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งไว้แล้ว มันก็คงจะดีกว่านิยายบางเรื่องที่กลับลำเปลี่ยนตอนจบเล่นเอาคนอ่านตีหน้าไม่ถูกเลยว่าทำไมคนแต่งถึงแต่งให้จบมาแบบนั้นด้วยอารมณ์ที่ไม่สนใจตัวละครข้างในว่าจะคิดอย่างไรกับชะตากรรมที่ตัวเองก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือก

เพราะดูยังไงสองคนนั้นก็เป็นตัวเอกของเรื่อง ส่วนพวกเขามันเป็นตัวประกอบต๊อกต๋อย

ถ้าคนแต่งเบื่อหน่าย ชีวิตของพวกเขาคงจางหายด้วยประโยคที่ถูกเขียนออกมาสั้นๆ แต่สื่อความหมายได้ชัดเจนถึงความตายของพวกเขาว่า ‘เหล่าทหารหาญผู้ไม่รู้เรื่องได้เสียชีวิตลงเพราะลูกหลงจากการต่อสู้ของสองคนนี้’ อย่างแน่นอน

เพราะอย่างนั้นแหละพวกเขาจึงยังสังเกตการณ์อยู่ห่างๆและเตรียมพร้อมที่จะชิ่งหนีอยู่ตลอดเวลา

“ท่านหัวหน้าครับ”

เสียงของทหารสวมชุดเกราะอ่อนได้ตะโกนลั่นเพื่อเรียกทหารหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่บนยอดตึกให้หันกลับมาสนใจตนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก

“มีอะไรงั้นเหรอ” ทหารหนุ่มที่เป็นหัวหน้าหันหน้าไปถามกลับ

“คือว่ามีคนต้องการขอพบครับ”

“ในเวลาแบบนี้นี่นะ”

“ครับ”

“แล้วคนคนนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ”

“ดิฉันเองค่ะ”

หญิงสาวรูปงามที่เดินตามหลังทหารยกศผู้น้อยมาได้เอ่ยขึ้นพร้อมทั้งโปรยที่สุดแสนจะน่ารักใส่ทหารหนุ่มที่ยืนล้อมรอบเธอในตอนนี้อย่างไม่เกรงใจใครจนทำเอาทหารทุกคนนั้นเคลิ้มกับบรรยากาศนั้นไปอย่างเต็มที่จนสติเริ่มร่องรอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะยกเว้นก็เพียงแต่ทหารหนุ่มที่เป็นหัวหน้าก็เท่านั้น

“หืม... ลมอะไรพัดมาล่ะเนี้ย ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้แถมยังอยู่ในร่างแบบนั้นอีก” หัวหน้าทหารหนุ่มผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ

“ก็นะ มันมีเรื่องที่ต้องทำนิดหน่อยน่ะ แต่ไม่นึกเลยนะว่าหลังจากจบเรื่องนั้นลงแล้วนายจะหนีมาอยู่ที่นี่มิน่าล่ะพยายามหาตัวเท่าไรถึงหาไม่เจอ” หญิงสาวสะบัดเรือนผมสีดำพร้อมทั้งก้าวเดินไปหาชายหนุ่มผู้นั้นแล้วถอดมาลาที่สวมศีรษะของชายผู้นั้นออกจนเผยให้เห็นผมสีแดงที่เขาได้ซ่อนไว้ภายใต้มาลาใบนั้น

“ก็ถ้าฉันอยู่ต่อฉันคงทนไม่ได้หรอกนะที่จะเห็นเธออยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน ถึงอดีตชาติของคนคนนั้นจะเป็นคนที่สำคัญสำหรับฉันอีกคนก็ตาม” ชายหนุ่มพูดตอบด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย

“ตรงจุดนั้นมันผิดที่นายเองเองนะ”

“ใช่ ฉันรู้เพราะอย่างนั้นฉันถึงเลือกที่จะหนียังไงล่ะ”

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ว่าแต่นายเองก็ลำบากไม่ใช่น้อยเลยนะกับการที่นายหนีมาอยู่ที่นี่”

“นิดหน่อย เพราะตอนแรกฉันเองก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับสภาพของที่แห่งนี้เท่าไรหรอกนะ แต่โชคดีที่มีหญิงสาวตระกูลเฮเฟตัสช่วยดูแลเลยทำให้ฉันได้มายืนอยู่จุดนี้ได้” เขาส่งยิ้มแหยๆให้หญิงสาว

“จากคนเร่ร่อนต่างแดนได้เชื่อมสัมพันธ์กับคุณหนูผู้ในตระกูลคุ้มกันชื่อดังจนได้มาเป็นขุนนางที่คุมกองทหารสังเกตการณ์ทั้งกอง มันช่างเป็นเรื่องที่ดูแล้วน่าเอาไปเขียนอัตชีวประวัติเล่นจังเลยนะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งเสียดสี

“ว่าแต่เธอเถอะ ตอนแรกฉันตกใจมากเลยนะที่รู้ว่าทางโรงเรียนมีอาจารย์สอนเวทมตร์และการต่อสู้เป็นผู้หญิงทั้งสองคนแถมหนึ่งในนั้นยังชื่อคุ้นว่าเฟรย์ริน่าอีก ไม่ว่าจะคิดยังไงอีกคนที่ชื่อเรธิเซียก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนที่ชื่อ ‘รีเซียน่า’ หรือไม่ก็ ‘รีเซิร์ก’ แน่ๆ” ชายหนุ่มพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยจากประเด็นเดิม

“ก็เพราะต้องการสื่อให้รู้น่ะสิ เพราะตั้งแต่เห็นหน้าของเด็กที่ชื่อวัลแคนแล้วดูยังไงเด็กคนนั้นก็น่าจะมีเชื้อทางพ่อเยอะอย่างแน่นอน ก็เลยลองตั้งชื่อตัวเองให้สื่อในความหมายในแบบที่นายจะเข้าใจได้ง่ายออกมาน่ะ ว่าแต่ลูกชายของนายเนี้ยนิสัยต่างจากนายลิบลับเลบนะฮาเก้น” เรธิเซียเอ่ยต่อแบบไม่ยอมเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“พอเถอะน่าเรื่องนั้น พวกเราเองก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วเพราะฉะนั้นพวกเราก็ควรจะก้าวไปในทางเดินที่ตัวเองเลือกแล้วมีความสุขนี่นา ตัวฉันเองก็มีความสุขกับภรรยาและลูกชายสามคนนี้ด้วย เพราะฉะนั้นถึงเธอจะหึงฉันมันก็เปล่าประโยชน์แล้วและที่สำคัญเธอเองก็เลือกที่จะเป็น ‘รีเซิร์ก’ ไม่ใช่ ‘รีเซียน่า’ แล้วนี่นา” ฮาเก้นพูดตอบ

“มันจริงตามที่นายพูดล่ะนะ เอาเป็นว่าเรามาจบการสนทนาเรื่องของพวกเราไว้เพียงแค่นี้ดีกว่า” เรธิเซียเอ่ยออกมาอย่างยอมแพ้

“ว่าแต่นั้นมันอะไรงั้นเหรอ”

ฮาเก้นยิ้มอย่างพอใจก่อนที่จะชี้นิ้วไปที่ชายสองคนที่กำลังสู้กันอยู่ในตอนนี้

“ก็ประสบการณ์เดจาวูยังไงล่ะ” เรธิเซียยิ้มตอบแบบกวนส้น

“นี่เธอช่วยตอบคำถามให้ตรงประเด็นหน่อยเถอะ ประเด็นที่ฉันถามไม่ใช่เรื่องที่ว่าสองคนนั้นกำลังสู้กันเพื่ออะไรแต่ทำไมทั้งสองคนนั้นถึงต่อสู้กันต่างหาก เพราะเรื่องในตอนนี้มันดูไม่สมเหตุสมผลหลายอย่างจนฉันเริ่มสงสัยแล้ว ว่าทำไมเหตุการณ์ไร้สาระพวกนี้ถึงเกิดขึ้นมาได้ ไม่ใช่ว่ามันมาจากฝีมือของเธอหรอกนะ”

“ถูกครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งนั้นนายคงต้องไปหาคำตอบเอาเองล่ะนะ” เรธิเซียยิ้มรับอย่างปฏิเสธแต่อย่างใด

“นี่เธอ...”

“นายก็น่ารู้ดีนี่นาว่าฉันเป็นคนจำพวกนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่มาเป็นแบบนี้ยังไงล่ะ แต่ก็ขอชื่นชมหน่อยเถอะที่นายสามารถสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลนั้นออกสมกับเป็น ‘หนึ่งในเก้ายอดขุนพลแห่งโลกปิศาจ’ ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ฮาเก้นผู้ลอกเลียน’ จริงๆ คำถามคือทำไมจู่จู่ชายคนนั้นถึงลุกขึ้นทำลายล้างเมืองแล้วทำไมชายหนุ่มอีกคนถึงต้องมาสู้ด้วย นั้นแหละเป็นเรื่องประเด็นสำคัญที่ฉันกลัวอยู่ว่าหลายคนจะสังเกตเห็นในตอนต้นซึ่งมันจะเร็วเกินไปสำหรับแผนการของฉัน

แต่ว่าเอาเข้าจริงคนที่กำลังจะถูกฆ่าหรือคนที่เห็นเหตุการณ์พวกนี้ส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะมองข้ามเรื่องเหล่านั้นในตอนเริ่มไปแล้วมองที่ผลลัพท์แทนมากกว่าจนทำให้แผนการเหล่านี้ดำเนินได้สะดวกขึ้น แต่ก็นะความกลัวตายของคนที่อยู่ในเหตุการณ์กับสามัญสำนึกเรื่องความดีงามของคนที่อยู่นอกเหตุการณ์มันเป็นสิ่งต้นๆที่คนชอบแสดงออกมาให้เห็นในยามที่เกิดวิกฤตนี่นาแม้ว่าท้ายที่สุดบ้างครั้งคนเราจะเริ่มออกลายชั่วในตอนท้ายก็ตาม” เรธิเซียอธิบายเรื่องราวหน้าตาย

“งั้นเหรอ ถ้านี่เป็นแผนการของเธอจริงงั้นทำไม...”

“เรื่องเหตุผลนั้นยังไม่ขอตอบตอนนี้ก็แล้วกัน” เรธิเซียเอ่ยดักคอออกมาอย่างรู้ทัน

“ถ้าอย่างนั้นขอเปลี่ยนคำถามว่าเรื่องราวในตอนนี้จะจบอย่างไรแทนก็แล้วกัน”

“เรื่องนั้นก็คงต้องรอดูต่อไปล่ะนะ” เรธิเซียหันหน้าไปมองฉากการต่อสู้ของจิงคกับรีเวิร์สต่อด้วยรอยยิ้ม

“แต่บางทีมันอาจจะไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งอย่างที่คิดก็ได้ถ้าหมอนั่นยังคิดที่อยากจะฝันต่อ...”

 

-----------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET