Jinx Pech ตอนที่ 59 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.59 - Kapitel 25 : Auf den ersten Blick (แรกเห็น)


 

กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วกับทิวทัศน์และบรรยากาศที่ดูยังไงก็ดูคุ้นตาสำหรับชายหนุ่มรูปงามเพราะเขาไม่ได้จัดผมให้ดูไม่น่าพิศมัยที่สวมแว่นตาที่เอียงกระเท่เร่และเต็มไปด้วยรอยร้าว เนื่องจากปกติยามที่เขานอนหลับเขาก็มักจะฝันถึงภาพเหตุการณ์นี้อยู่บ่อยๆ แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ สำหรับคนที่หลับทีไรแล้วชอบหลุดไปฝันถึงอดีตชาติตอนที่ตนยังเป็นจอมมารอยู่มันก็คงไม่แปลกหรอกที่ภาพเหล่านี้จะดูคุ้นตาซะขนาดนี้

เพียงแต่หนนี้ทิวทัศน์รอบตัวของเขามันไม่ใช่ทิวทัศน์ที่อยู่ในฝัน เพราะมันเป็นภาพที่กำลังเกิดขึ้นจริงแบบเรียลไทม์เสียด้วย

“ให้ตายเถอะ นี่มันนรกชัดๆ” จิงคสบถออกมาเสียงเบาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาได้

ภาพกองทหารนับพันที่ตรึงกำลังรอบนอกสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลุ่มควันจากเพลิงไหม้และเสียงกรีดร้องระงมของเหล่าผู้คนที่โชคร้ายที่มาติดร่างแหเพียงเพราะพวกเขาดันบังเอิญมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ มันได้กระตุ้นให้จิงครู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆ เพราะถึงจะว่าอย่างไรก็ตามเขาก็มีส่วนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้อยู่เกินครึ่งเลยทีเดียว

ถ้าจะพูดให้ถูกคือตัวเขาในชาติที่แล้วเป็นคนวางแผนไว้เองเสียด้วยซ้ำ

 “นี่คือผลลัพท์ที่เกิดขึ้นงั้นเหรอ”

เขาทอดสายตามองไปรอบบริเวณแห่งนี้เพื่อสังเกตภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนี้อย่างหดหู่แต่ถึงกระนั้นเท้าของเขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับกองทหารหนึ่งกองพันที่กำลังเฝ้าหน้าถนนที่เข้าไปสู่ใจกลางสถานที่ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา

เมื่อเขาไปเดินมาถึงหน้ากองทหารเหล่านั้นแทนที่พวกทหารจะเข้าขัดขวางหรือเข้ามาติเตียนว่าทำไมเขาถึงมาเดินในที่แห่งนี้ตามลำพัง พวกนั้นกลับทำเพียงแค่กระซิบกระซาบเพื่อยืนยันเรื่องอะไรบางอย่างในกลุ่มก่อนที่จะพร้อมใจหันมามองทางเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นชายหนุ่มที่ตกเป็นเป้าสายตาในตอนนี้กลับไม่มีท่าทีที่จะหยุดก้าวเดินเลย

เพราะบัดนี้เขาไม่สามารถที่จะถอยได้อีกแล้ว

ไม่นานนักหลังจากที่จิงคเดินมาถึงตรงหน้ากองทหารกลุ่มนี้พวกทหารก็เถอะเปิดทางให้จิงคเดินเข้าไปโดยไม่มีการขัดขวางหรือการพูดทัดทานจากทางทหารผู้คุมพื้นที่นี้เลยแม้แต่คนเดียว แม้ว่าในจิตใจของพวกเขาตอนนี้จะเต็มไปด้วยความสงสัยก็ตาม ท่าทางว่าในตอนนี้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดคงจะได้รับทราบถึงข้อมูลตัวเขาในระดับหนึ่งว่า ถ้าเขาเดินออกมาจากสถาบันเพื่อสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าใครก็ห้ามขวางเขาโดยเด็ดขาดสินะ เพราะตั้งแต่ยามหน้าสถาบันจนมาถึงที่นี่ก็ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะทำแบบนั้นกับเขามาตลอด ทำเป็นไม่สนใจยอมปล่อยไปแต่โดยดีแถมทหารบางนายยังก้มหัวให้เขาเสียด้วยซ้ำราวกับว่าพวกเขากำลังคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่

ตอนนี้เขาดูเป็นคนที่คาดหวังได้ขนาดนั้นแล้วหรือไงทั้งที่เขา

ใช้เวลาอยู่พอสมควรเขาก็เดินพ้นจากกองกำลังนั้นเขามาสู่เวทีหลักที่แท้จริงที่เขาต้องเผชิญในบรรยากาศรอบตัวที่บอกว่าเขากำลังเดินหลงเข้ามาในดินแดนที่เต็มไปด้วยความตายของเหล่าผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย

รอบกายที่เต็มไปด้วยกองเพลิงกองเล็กกองน้อยจนทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยที่เคยดูเจริญรุ่งเรืองและงดงามแห่งนี้กับเปลี่ยนผันกลายเป็นกองซากที่ไม่น่าดูไปได้ราวกับมีใครมากดสวิตซ์เปลี่ยนมันและศพผู้คนที่นอนเกลื่อนอย่างน่าเวทนา แม้จะดูมีปริมาณไม่มากเพราะส่วนที่เขาเดินอยู่ในตออนนี้จะอยู่แค่แนวขอบของจุดเกิดเหตุหลัก แต่กระนั้นเพียงแค่นี้มันก็ทำให้จิงครู้สึกสะอิดสะเอียนได้มาโขแล้ว

ไม่นานนักหลังจากจิงคยังคงฝืนอารมณ์ก้าวต่อไปข้างหน้านั้นเขาก็เห็นร่างของใครบางคนยืนขวางอยู่หน้าถนน

“ในที่สุดก็มาถึงสักทีสินะคะ”

หญิงสาวในชุดเมดที่ยืนอยู่หน้ากองซากศพจำนวนมหาศาลได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ในขณะที่มือของเธอยังคงกำไม้กวาดที่โชกไปด้วยเลือดสีแดงสดของผู้คนที่ล้มตายด้วยน้ำมือของเธอไว้แน่นราวกับมันเป็นเครื่องรางอันแสนศักดิ์ที่มีอิทธิฤทธิ์เข้าขั้นปาฏิหาริย์ก็ไม่ปาน

“ฝีมือเธอทั้งหมดเลยงั้นเหรอ” จิงคที่เห็นภาพเหตุการณ์ที่ชวนอนาถนี้ได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย

“แล้วคิดว่าเป็นฝีมือใครล่ะคะ” หญิงสาวสาวถามกลับเสียงเย็น

“ก็นะ” จิงคมองไปที่ไม้กวาดที่ชุ่มไปด้วยเลือดก่อนที่จะเอ่ยประโยคที่ดูไร้ความหมายนั้นออกมาเบาๆ

“ถ้าเข้าใจแบบนั้นก็ดีคะ แต่ว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักนะคะ เพราะที่ฉันมายืนอยู่ตรงไม่ใช่เพื่อตอบคำถามคุณ แต่มาเพื่อนำทางคุณไปพบกับท่านรีเวิร์สคะ” ฟอร์เวิร์ดเอ่ยเข้าประเด็นทันทีราวกับเธอกำลังรีบเร่งอยู่

“นั้นก็นำทางไปเลย” เขาเอ่ยเสียงเย็นแบบไม่แสดงอารมณ์แต่อย่างใดพร้อมทั้งผายมือเป็นเชิงบอกว่าให้เธอนำทางไปเสียด้วยซ้ำ

“คะ” เธอรับคำเสียงสั้น

ก่อนเธอจะหมุนตัวเดินนำทางเขาไปด้วยท่าทางที่ช่ำชองราวกับทางที่เต็มไปด้วยศพคนตายแห่งนี้เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เธอทำงานอยู่ก็ไม่ปาน จิงคเองก็เดินตามไปอย่างไม่ปริปากบ่นมากนัก เพราะถึงเขาจะอุทธรณ์ว่าอย่างไรดูจากสภาพแล้วอีกฝ่ายคงไม่รับฟังอยู่ดี และที่สำคัญเขาเองก็ตัดสินใจแล้วด้วยกับการกระทำในครั้งนี้

เพราะฉะนั้นเขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินตามเธอคนนี้ไปเท่านั้น

“ว่าแต่จากนี้ต้องเดินไปอีกไกลหรือเปล่า” จิงคเอ่ยถาม

“ก็พอสมควรคะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ

“งั้นเหรอ” จิงคเอ่ยรับแบบขอไปทีก่อนที่จะเบนสายตาไปมองบรรยากาศรอบตัวที่สภาพเข้าขั้นน่าขนลุกมากยิ่งขึ้นเพราะตอนนี้เขากำลังเดินเข้าสู้ใจกลางพื้นที่กราวน์ซีโร่อันเป็นจุดเกิดเหตุหลักของโศกนาฏกรรมหมู่ครั้งนี้อยู่นี่นา

ขนาดนี้อยู่ห่างตั้งไกลยังมีสภาพราวกับซึนามิที่ไร้ซึ่งน้ำถล่มแบบนี้ถ้าเขาเดินไปถึงใจกลางเมื่อไรสงสัยสภาพที่นั้นคงจะ...

จิงคได้แต่ถอนหายใจอย่างหดหู่

“ขอโทษด้วยนะ” เขาเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก

“รู้สึกผิดด้วยเหรอค่ะ” เมดสาวเอ่ยถามเสียงเรียบ

“ก็นะ ฉันเองก็ไม่ได้อยากให้มันแบบนี้หรอกนะ”

สิ้นคำตอบนี้ของจิงคฉับพลันฟอร์เวิร์ดก็หยุดเดินก่อนที่จะหันมากระชากคอเสื้อของจิงคอย่างแรงด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ดูเหมือนว่าคำพูดนี้ของเขาจะไปกระตุ้นต่อมรับความโกรธของเธอเขาพอดี

“งั้นเหรอ แล้วเธออยากให้เป็นแบบไหนกันล่ะ” สายตาของฟอร์เวิร์ดหรี่ลงอยากน่ากลัว

“นี่คุณ...” จิงคจ้องมองเธอกลับด้วยความรู้สึกตกใจ

“ให้ตายเถอะ เพราะเธอเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยก่อน มันเลยทำให้ทั้งฉันและท่านรีเวิร์สถึงต้องเป็นแบบนี้ยังไงล่ะ ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ทำไมฉันถึง... ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าอดีตของเธอจะเป็นยังไงมาก่อน เธอจะโกรธแค้นโลกนี้มากขนาดไหนหรือบางทีเธออาจจะไม่คิดแบบนั้นเลยก็ตาม แต่ว่านะ ฉันขออย่างหนึ่งเถอะ หยุดคิดเรื่องคนอื่นได้แล้ว”

“พูดอะไรของ...”

“ฉันน่ะทั้งอิจฉาและเกลียดเธอมากก็จริง เพราะเธอเป็นที่ทำให้ท่านรีเวิร์สเปลี่ยนไปทั้งที่ฉันอยู่กับท่านรีเวิร์สมาตลอดก็ไม่อาจจทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่นึกสำนึกถึงบุญคุณของเธอที่ทำให้คนที่ฉันรักที่สุดเปลี่ยนไปในแง่ดีได้ขนาดนั้นหรอกนะ เพราะฉะนั้นในวันนั้นวันที่เธอขอร้องท่านริเวิร์สและบอกความจริงทั้งหมดให้ฉันรู้พร้อมทั้งแผนการที่เธอจะทำต่อไป ฉันถึงยอมที่จะร่วมด้วยหรอกนะ แต่ว่าหลังจากนี้ฉันจะไม่รับประกันอะไรทั้งสิ้นหรอกนะ”

ว่าจบหญิงสาวผู้นี้ก็พลักร่างของเขาทิ้งทันทีจนจิงคแทบสะดุดเสียหลักล้ม

“ขอโทษ...” จิงคก้มหน้าเอ่ยออกมา

แต่ว่าคำตอบรับนั้นกลับกลายเป็นเสียง เพี๊ย! ดังสนั่นอันเนื่องจากความไม่พอใจของเมดสาวของคำพูดที่จิงคเอ่ยมา

“ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเลยสินะ” เมดสาวเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะหันเดินไปทิ้งให้จิงคต้องยืนมองเธอด้วยรอยยิ้มบางๆ

“ใครว่าล่ะ” เขาลูบใบหน้าของเขาที่โดนตบเบาๆ

“ท่าทางว่าฉันจะเป็น M จริงสินะ”

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ภาพของเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้สิ่งกองสร้างได้สะท้อนเข้ามาในสายตาของบุรุษสวมหน้ากากตัวตลกสีดำที่กำลังยืนอยู่ใจกลางที่แห่งนี้อยู่เพียงลำพัง โดยสายตาของเขาได้ทอดมองไปทั่วบริเวณแห่งนี้อย่างหดหู่ใจกับสภาพที่เกิดขึ้น

“นี่สินะ คือโลกที่เธออยู่มาตลอด...” เขาพึมพำออกมาเสียงค่อย

ก่อนที่เขาจะปักดาบที่เขาถือไว้ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหลังจากมั่นใจแล้วว่าในสถานที่แห่งนี้นอกเหนือจากซากปรังหักพังที่กำลังมอดไหม้และซากศพที่กองอยู่บนพื้นเกลื่อนกราดแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นที่สามารถเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดกลางและใหญ่ได้

“จะว่าไปตอนที่ได้พบเฮเลนครั้งแรกก็อยู่ในทิวทัศน์แบบนี้เหมือนกันสินะ บ้านที่มอดไหม้กับซากศพจำนวนมหาศาลและร่างกายที่ถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉานของเฮเลน ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าทำไมที่แห่งนั้นถึงเป็นแบบนั้นได้และทำไมเฮเลนถึงอยู่ในสภาพนั้น ที่ได้รับรายงานมาก็มีแค่กลุ่มแม่มดและพวกปิศาจโจมตีหมู่บ้านแถวหุบเขานั้น ส่วนเฮเลนซึ่งสูญเสียครอบครัวจากเมืองที่ล่มสลายเพราะถูกโจรเข้าโจมตีก็บังเอิญหนีมาพักอาศัยอยู่ที่เมืองนี้พอดี

อันที่จริงฉันก็เคยคาใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นคนนั้นถึงสามารถเดินทางไกลมาจากเมืองเกิดได้ขนาดนั้น เพราะว่าจากเมืองทรอยถึงหุบเขาอาลัยระยะทางมันแทบเฉียดพันกิโลเลยก็ว่าได้ กระนั้นฉันกลับลืมคำถามนั้นสิและรับเธอเข้ามาอยู่ด้วย ตอนแรกก็เพราะสงสารแหละนะ แต่ไปไปมามามันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่นตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้นี่สิ ” รีเวิร์สพูดคุยกับตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวราวกับว่าเขากำลังนั่งเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอยู่

โดยสายตาของเขาได้มองตรงไปที่ร้านค้าที่กำลังลุกไหม้ราวกับว่าเขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างจากที่แห่งนั้น ก่อนที่สายตาจะสะท้อนร่างของหญิงสาวผมสีน้ำตาลประบ่าในสภาพสุดโทรมโดยที่ร่างของเธอได้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉานซึ่งตัดกับผิวขาวนวลและชุดวันพีซสายเดี่ยวสีขาวที่เธอสวมใส่ใส่อยู่จนเห็นได้ชัดในความทรงจำของเขาออกมา

 

“ยังมีคนรอดชีวิตด้วยงั้นเหรอ?”

นั้นคือประโยคแรกที่หญิงสาวสุดน่ารักที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเอ่ยออกมาหลังจากที่เดินมาปรากฎตัว ณ สถานที่แห่งนี้ ท่ามกลางความประหลาดใจของชายหนุ่มในชุดอัศวินเกราะเบาที่กำลังยืนสำรวจที่แห่งนี้อยู่

“นั้นเป็นคำพูดของทางฉันต่างหาก” ชายหนุ่มสวมเกราะเอ่ยตอบอย่างหวาดระแวงก่อนที่มือของเขาจะกระชับดาบที่เหน็บไว้ข้างตัวแน่น

“นั้นสินะ” เธอเอ่ยด้วยเสียงเนือยๆ

“ว่าแต่ทำไมเธอถึงอยู่สภาพนั้นล่ะ” เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ยอมลดการป้องกันลงเลยแม้แต่น้อย

“หืม?” เธอสำรวจสภาพตัวเองทันทีที่โดยชายหนุ่มถามแบบนั้น

“เธอคือ ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ สินะ” เขาเอ่ยถามพร้อมทั้งเตรียมชักดาบออกมาทันที

“หืม... ทำไมถึงคิดว่าเป็นแบบนั้นล่ะ”

“ก็เขาว่ากันว่า ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ เป็นหญิงสาวแสนสวยอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ซึ่งเธอก็ดูเข้าเค้าพอดีเสียด้วย” เขาเริ่มชักดาบขึ้นมาอีกหน่อยเพื่อเตรียมการตั้งรับการโจมตีจากยิ่งสาวผู้นี้อย่างหวาดระแวง

“นี่นายบอกว่าฉันสวยงั้นเหรอ” หญิงสาวถามสวนออกมาอย่างยิ้มแย้ม

“มากๆเลยล่ะ” เขาตอบทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด

แต่ก็นะ ถ้าคิดนานก็แปลกแล้วล่ะกับภาพที่เขาเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาในตอนนี้ภาพของหญิงสาวในชุดวันพีซสายเดี่ยวเปิดผิวแม้ว่าตัวเธอจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดก็ตามแต่ถึงอย่างนั้นรัศมีความงามเธอก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

แถมยังหน้าอกที่มีขนาดชวนดึงดูดสายตาอย่างเต็มที่นั้นอีกจะเรียกว่าใหญ่ก็ใหญ่นะแต่มันก็ไม่ถึงกับใหญ่จนดูแล้วขัดลูกตา

ช่างเป็นการผสมผสานของการสรรสร้างที่ธรรมชาติให้มาอย่างลงตัวเสียเหลือเกิน

หากว่าบรรยากาศในตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ เขาคงมองเธออย่างหลงใหลแบบไม่อาจหักห้ามใจได้แน่ ถึงแม้ว่าคาแรคเตอร์ของเขาจะไม่เป็นแบบนั้นก็ตาม

“อ่านะ แต่ก็น่าจะรู้นะว่าถ้าฉันใช่ ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ จริงๆ ไอ้ดาบที่นายคิดจะใช้อยู่ในตอนนี้มันคงทำอะไรกับฉันไม่ได้นอกเหนือจากมันจะเป็นเศษขยะเอาไว้ถ่วงความตายของนายให้ช้าลงแค่วินาทีเดียวเท่านั้น” หญิงสาวหรี่ตาตอบเสียงเย็น

“แล้วสรุปเธอใช่หรือเปล่าล่ะ” ชายหนุ่มยังคงถามย้ำเพื่อยืนยันความมั่นใจ

“ถ้าฉันตอบว่าใช่ล่ะ”

“ฉันก็คงต้องจัดการเธอให้ได้ในตอนนี้น่ะสิ”

“แล้วจะทำยังไงล่ะในเมื่อดาบนั้นมันทำอะไร ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ ไม่ได้หรอกนะ”

“มันก็ต้องมีสักทางที่ทำได้แหละน่ะ”

“แต่ถึงตอนนั้นนายคงได้ตายไปแล้ว”

“แต่อย่างน้อยก็ยังได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ถึงตายไปก็ยังน่าภูมิใจอยู่” เขาเอ่ยออกมาอย่างมุ่งมั่นพร้อมทั้งชักดาบออกมาทันที

“เยี่ยมมาก ตอบได้ดีมากจริงๆ ฉันชักเริ่มที่จะชอบนายแล้ว.... สิ”

ว่าจบร่างของเธอก็ล้มลงไปนอนกองบนพื้นทันทีราวกับว่าเรี่ยวแรงที่อยู่ในตัวเธอทั้งหมดในตอนนี้มันได้ระเหยหายไปเนื่องจากการใช้งานจนหมดสิ้นแล้ว ทันทีที่เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มผู้นี้จึงรีบเก็บดาบเข้าฝักแล้ววิ่งไปหาเธอคนนั้น

“นี่เธอ” เขาเอ่ยเรียกเธอคนนั้นหลังจากเขาได้นั่งอยู่ข้างตัวเธอแล้ว

ทว่าหญิงสาวผู้ที่นอนอยู่บนพื้นกลับไม่พูดตอบคำเรียกเขาแต่อย่างใด เพราะเธอนั้นได้ยกมือขึ้นมาสัมผัสแขนข้างที่ชายหนุ่มผู้นี้กำลังยื่นมาประคองเธออย่างแผ่วเบา

“นี่คือคำตอบของฉัน” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นครือเนื่องจากฝืนพูด

“หา?”

“ก็เรื่องที่นายถามว่าฉันเป็น ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ หรือเปล่ายังไงล่ะ นายน่าจะรู้นะ ว่าลักษณะเด่นของ ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ คืออะไร” หญิงสาวพยายามอธิบายในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ

“ทุกสิ่งที่ ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ สัมผัสจะสูญสลายทันทีไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิต” เขาเอ่ยตอบอย่างเข้าใจในสิ่งที่หญิงสาวผู้นี้ต้องการจะบอกในทันที “นั้นสินะ ถ้าเธอคือ ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ จริง ป่านนี้ฉันคงได้ไปเดินหายมบาลเรียบร้อยแล้วสินะ”

“ก็นะ” หญิงสาวพยักเบาๆ

“ว่าแต่เธอเป็นคนที่นี่งั้นเหรอ แล้วทำไมเธอถึงมีสภาพแบบนี้ได้ล่ะ”

“จะว่ายังไงดีล่ะ ฉันน่ะไม่ได้เป็นคนแถวนี้หรอก ส่วนเรื่องที่ฉันมีสภาพแบบนี้ก็เพราะตอนที่ฉันพักผ่อนในห้องพักอยู่ดีๆ จู่จู่มันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้น ฉันที่หนีไม่ทันก็เลยโดนลูกหลงไปด้วย เลือดที่เห็นเนี้ยเป็นเลือดของคนที่พักอยู่ที่เดียวกับฉันแล้วบังเอิญหนีจากเหตุการณ์นั้นไม่ทัน” เธอพยายามเอ่ยตอบจนชายหนุ่มเข้าใจว่าเหตุที่หญิงสาวผู้นี้อยู่ในสภาพชุดที่ชวนทรมานใจชายแบบนี้ก็น่าจะเป็นเพราะตอนเธออยู่ในห้องพักเธอคงแต่งตัวตามสบายพอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เธอจึงไม่มีเวลาได้สวมเสื้อนอกทับ

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเธอเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ที่เกิดสินะ”

“ประมาณนั้นแหละ” หญิงสาวเบือนหน้าเอ่ยตอบเสียงเบา “ว่าแต่นายเถอะ มาทำอะไรในที่แบบนี้เท่าที่ดูเครื่องแบบแล้วน่าจะเป็นอัศวินในพระราชสำนักสินะ”

“ถูกครึ่งหนึ่งน่ะ คือว่าตอนที่ฉันออกมาเดินเล่นที่ตัวเมืองไม่ห่างจากที่นี่มากนัก ฉันได้ข่าวว่ามีแม่มดและปิศาจเข้ามาทำลายหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ฉันเลยรีบมาที่แห่งนี้น่ะ”

“งั้นเหรอ มาช่วยคนในหมู่บ้านสินะ”

“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ถึงมาช่วยก็ดูเหมือนจะช้าไปแล้วสินะ”

ชายหนุ่มกวาดสายตามองสถานที่รอบตัวในตอนนี้อย่างไม่อาจที่จะกล่าวพูดอะไรได้มากนัก เพราะจากสภาพหมู่บ้านที่พังพินาศได้ขนาดนี้ แค่มีหญิงสาวคนนี้รอดชีวิตมาได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว ส่วนผู้เหลือรอดรายอื่นคงแทบไม่ต้องค้นหาแล้ว เพราะถึงหาไปยังไงก็น่าจะไม่เจอ

“ว่าแต่เธอเนี้ยดวงแข็งชะมัดเลยนะ”

“ดวงแข็งงั้นเหรอ?” หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อได้ยินแบบนั้นจนชายหนุ่มต้องเลิกคิ้วมองเธออย่างสงสัย

“หัวเราะอะไรงั้นเหรอ”

“ก็นะ ฉันคงดวงแข็งจริงๆนั้นแหละ ว่าแต่นายเถอะชื่ออะไรงั้นเหรอ” หญิงเปลี่ยนบทสนทนาทันทีอย่างไม่อยากคุยเรื่องนั้นต่อมากนัก

“ก่อนที่จะถามชื่อคนอื่นเธอเองก็น่าจะบอกชื่อตัวเองมาก่อนนะ” ชายหนุ่มถามสวนแบบไม่ต้องการที่จะบอกชื่อให้เธอรู้ก่อน

“นั้นสินะ ว่าแต่นายอยากจะรู้ชื่อที่พ่อแม่ของฉันต้งให้หรือชื่อที่ฉันใช้อยู่ปัจจุบันดีล่ะ” หญิงสาวยิ้มบางๆตอบคำถามนั้น

“ชื่อไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ” ชายหนุ่มเอ่ยตอบแบบตัดความรำคาญ

“งั้นเอาเป็นพ่อแม่ของฉันตั้งให้ก็แล้วกัน”

“ตามสบาย” ชายหนุ่มเอ่ยรับ

“อ่านะ ฉันชื่อเฮลีน ทรอยน่ะ”

“เฮลีน ทรอยงั้นเหรอ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วออกมาทันทีที่ได้ยินชื่อนี้

“อือ แต่ว่าเรียกเฮเลนก็ได้นะ เพราะว่ามันน่าจะสะดวกปากกว่า”

“หืม นี่เธอมีความเกี่ยวข้องกับเมืองทรอยที่ล่มสลายเพราะถูกกลุ่มโจรเข้าโจมตีหรือเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อขึ้นได้ว่าทำไมเขาถึงคุ้นชื่อนี้นนักจนทำเอาหญิงสาวนามว่าเฮลีนนั้นปั้นหน้าแทบไม่ถูก

“ก็พอสมควรเลยล่ะ เพราะฉันเป็นลูกสาวคนเล็กของเจ้าเมืองเมืองนั้นน่ะ” เฮลีนเอ่ยรับอย่างไม่อยากจะพูดถึงมากนัก

“อะไรนะ นี่เธอเป็นพูดรอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่กลุ่มโจรเข้าปล้นที่คฤหาสน์เจ้าเมืองทรอยงั้นเหรอ ไหนรายงานของกองสืบสวนเขาว่าเสียชีวิตกันหมดคฤหาสน์ยังไงล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย

“เผอิญฉันหนีออกมาทันน่ะ”

“ได้ยังไง” เขายิ่งขมวดคิ้วมองเธออย่างสงสัยขึ้นมากกว่าเดิม

“พี่ชายฉันเป็นคนช่วยไว้น่ะ”

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเธอน่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับโจร...”

“ไม่รู้” เฮลีนปฏิเสธทันที “ฉันไม่รู้อะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น พอฉันหนีออกจากคฤหาสน์ได้ ฉันก็รีบวิ่งขอความช่วยเหลือจากคนในเมืองทันที แต่สุดท้ายพอเห็นว่าไม่ใครออกมาช่วยฉันถึงหนีไปหลบที่ป่าข้างเมืองแล้วหลังจากนั้นฉันก็เร่ร่อนไปเลย”

“โดยตัวคนเดียวนี่นะ”

“ก็แล้วแต่จะคิดน่ะ แต่ว่านี่คิดจะฟังเรื่องของฉันอยู่ฝ่ายเดียวไม่คิดจะแนะนำตัวเลยหรือไง”

“ก็นะ” ชายหนุ่มยิ้มรับน้อยๆ

“แต่ก็นะ ถึงนายจะไม่บอกแต่ฉันก็พอจะเดาออกแล้วล่ะ”

ว่าจบเสียงของเหล่าทหารกองหนึ่งที่กำลังร้องเรียกใครบ้างคนก็ได้ดังขึ้นผ่านสายลมที่เต็มไปด้วยความพินาศนี้เบาๆ

“ท่างทางว่าฉันจะเสียมารยาทกับท่านไว้เยอะเลยนะค่ะ ท่านเมนนิลิอัส ซิปซีลัส ดิคอรินท์”

สิ้นเสียงการเรียกชื่อของหญิงสาวผู้นี้ชายหนุ่มก็ช้อนเธอมาไว้ที่อ้อมแขนก่อนที่จะอุ้มเธอในท่าอุ้มเจ้าหญิงเพื่อพาเธอออกจากสถานที่แห่งนี้

“ไม่หรอก ฉันต่างหากที่เสียมารยาทกับเธอไว้มากแถมยังชวนเธอคุยทั้งที่สภาพเธอในตอนนี้ก็ย่ำแย่ด้วย อันที่จริงฉันต้องขอโทษเธอด้วยซ้ำที่ทำตัวไม่สมกับเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้” ชายหนุ่มเอ่ยพูดกับเออย่างสำนึกผิด

“เรื่องนั้นไม่ว่ากันคะ เพราะฉันเองก็ฝืนพูดคุยกับคุณเองด้วย” เฮลีนยิ้มบางๆตามกลับคำพูดนั้นของกษัตริย์หนุ่มผู้นี้

“ถ้าอย่างนั้นเพื่อเป็นการรับผิดชอบฉันขอพาเธอไปที่พักเพื่อรักษาเธอก็แล้วกัน”

“ตามที่ท่านต้องการเถอะคะ”

จากนั้นหญิงสาวผู้นี้ก็หลับตาลงเพื่อพักผ่อนร่างกายทันทีโดยไม่สนใจว่าชายหนุ่มผู้นี้จะพาเธอไปที่ไหนแล้วหรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอคงมิอาจฝืนอาการเจ็บปวดได้มากกว่านี้แล้วเธอจึงสลบไป แต่ไม่ว่าจะแบบไหนมันก็ทำเอาชายหนุ่มผู้นี้อดที่จะอมยิ้มไม่ได้

“นี่ฉันทำแบบนี้ก็เป็นด้วยเหรอเนี้ย” เขาพึมพำออกมาเบาๆ

 

เสียงฝีเท้าคนเดินดังเข้ามาในโสตประสาทการรับฟังของเขาเบาๆหลังจากที่เขานั่งนิ่งรำลึกความหลังอยู่นาน เมื่อเขายืนยันด้วยสายตาแล้วว่าใช่คนที่เขาต้องการอย่างพบในตอนนี้เขาก็รีบลุกขึ้นยืนทันทีก่อนที่จะดึงดาบที่ปักอยู่ที่พื้นมาถือในมือ

“เอาล่ะ ได้เวลาที่เวลาของฉันจะเริ่มเดินไปข้างอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายสักที”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 




NEKOPOST.NET