Jinx Pech ตอนที่ 56 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.56 - Kapitel 22 : Aktion (เคลื่อนไหว)


 

“ให้ตายเถอะ พวกนั้นรู้หรือเปล่าว่าพวกเราต้องทนลำบากขนาดไหน ที่จิตใจต้องแยกออกจากวิญญาณเท่านั้นยังไม่พอไอ้พวกนั้นยังหั่นครึ่งเรื่องความทรงจำอีก แม่เจ้า ถ้าพวกนั้นคิดว่าการหั่นพวกเราเป็นชิ้นมันไม่เป็นเรื่องที่ดูแล้วโหดร้ายสงสัยว่าพวกนั้นคงน่าจะทำไปแล้วว่ามั๊ย?”

เสียงบ่นของผู้หญิงคนหนึ่งดังเขามาในหัวเขาตรงโดยมีออฟชั่นเสริมตรงเงาหน้ากระจกเงาบานยักษ์ในห้องน้ำที่กว้างขวางชวนหนาวเหน็บ เพราะมันกว้างเกินไปที่เขาส่องนั้นมีภาพของร่างเฮเลนในชุดชวนปลุกใจเสือป่านั้นกำลังเคลื่อนไหวประกอบท่าทางที่พูดอยู่นั้นนั้นอย่างออกรสออกชาติเลยทีเดียว แบบว่าแย่เป็นบ้าเลย เพราะการที่กระจกไม่สามารถสะท้อนตัวเขาได้แต่กลับไปสะท้อนภาพอื่นที่มันดูน่าประหลาดตาและประหลาดใจแบบนี้นั้น มันทำให้เขารู้สึกว่าการแต่งตัวของเขามันยากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

เนื่องจากการที่เขาจะเป็น ‘จิงคในตอนนี้’ ได้ไม่ใช่ว่าตื่นมาขยี้หัวแล้วจะเป็นได้เลยหรอก แต่ต้องอาศัยการแต่งตัวและเติมแต่งบุคลิกภายนอกประกอบด้วยนะ

อันที่จริงตอนแรกเขาก็ตกใจกับเรื่องนี้อยู่หรอกนะ แต่ไปไปมามาหลังจากเขาเริ่มทำใจได้เขาก็เลิกที่จะตกใจไปในที่สุดแถมยัยผู้หญิงในหัวคนนี้ก็ยังช่างพล่ามเสียด้วย ทั้งเรื่องโครนอสเอย... เรื่องทำลายล้างโลกเอย... หรือจะเรื่องปรัชญาต่างๆกับความนึกคิดของคน และที่พล่ามไม่หยุดก็คิดเรื่องที่เธอพูดเมื่อครู่นี้นี่แหละ ถ้าจำไม่ผิดเขาฟังเธอพูดเรื่องนี้มาได้สักสามสิบหนแล้วมั้งตั้งแต่เมื่อคืน

ให้ตายเถอะ เขาไม่น่าที่จะหาวิธีรับรู้ถึงตัวตนของยัยนี่ได้เลย

แย่ชะมัดยาด....

“นี่จิงคนายจะไม่พูดตอบอะไรหน่อยเหรอ....”

เสียงของเฮเลนที่ดังอยู่ในหัวของเขาเอ่ยทักเขาด้วยความรู้สึกชวนน่ารำคาญสำหรับชายหนุ่มผู้นี้เป็นบ้า

อันที่จริงชีวิตเขาจะว่าไปก็โดนรอบล้อม ไม่สิ โดนล้อมกรอบด้วยผู้หญิงเป็นจำนวนมากมายเกือบเกินโหลอยู่แล้ว นี่เขายังไม่วายต้องมีผู้หญิงมาอยู่ในหัวและปรากฏตัวยามที่เขาส่องกระจกอีก

ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นก็คงจะสุขดีอยู่หรอกนะ

แต่สำหรับเขามันจะชวนบ้านะสิโว้ย!!!

“แล้วจะให้พูดอะไรกันอีกล่ะ”

“ก็แนะนำตัวอะไรเทือกนี้”

“เพื่อ... เพราะถ้าจำไม่ผิดถ้าดูจากสภาพตอนนี้เธอน่าจะรู้อยู่แล้วนี่นาว่าฉันคือใครและฉันไม่คิดจะเป็นใคร” จิงคเอ่ยตอบเสียงเรียบก่อนที่เขาจะตัดสินใจขยี้ผมแบบไม่มองกระจกอย่างสุดเซ็ง

“นั้นสินะ” เฮเลนเอ่ยรับคำออกมาเสียงเรียบพร้อมทั้งพยักหน้าเบาๆ

“เพราะฉะนั้นรีบไสหัวไปให้พ้นสักทีเถอะนะคุณผู้....”

เพี๊ย!!

แต่ว่าก่อนที่เขาจะได้พูดจบประโยคมือเจ้ากรรมที่เขาเคยควบคุมได้ก็พลันพุ่งมาตบแก้มซ้ายของเขาดังสนั่นจนเขาหน้าหงายไปตามแรงมือ

โอ๊ย... เจ็บชะมัดยาด

ให้ตายเถอะ เดี๋ยวนี้ตัวเขาชักจะเริ่มพัฒนาแล้วสินะ จากโดนผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในตัวเขาตบมาเป็นผู้หญิงที่อยู่ตัวเขาตบแล้ว

ยิ่งบรรยายไปก็ยิ่งงงเป็นบ้าเลยนะว่าไหม?

“นี่เธอ...”

“ก็นายเล่นมาพูดอะไรแบบนี้ก่อนเองนี่นา”

“ก็เพราะว่า...”

“เอาเถอะ ฉันเองถึงจะโกรธแต่จะไม่ถือสาก็ได้เพราะนายเองยังจำไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของพวกเราในอดีตนี่นา”

นี่คุณเธอคนนี้ไม่คิดว่าตัวเองผิดเลยใช่ไหมเนี้ย ว่าแต่ไอ้บทพูดประโยคสุดท้ายนั้นมันยังไงกัน ชักสงสัยแล้วสิ หรือว่าฉันกับยัยนี่จะเคย....

“นี่นาย ฉันจะบอกอะไรให้ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าทุเรศพรรณนั้นหรอก เพราะฉันกับตัวนายเป็นคนคนเดียวกันอย่างแน่นอน”

“แล้วโครนอสล่ะ”

“นั้นก็ใช่เหมือนกัน”

ให้ตายเถอะ โลกนี้มีเรื่องชวนงงทั้งนั้นเลยนะโดนเฉพาะไอ้เรื่องพวกนี้

“อ่านะ เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะเพราะตอนนี้ฉันจะออกจากห้องไปเรียนแล้ว” จิงคเอ่ยตัดบทอย่างไม่อยากสนทนากับผู้หญิงที่ให้กำเนิดเสียงในหัวของเขาต่อแล้ว

“ในสภาพแบบนี้นี่นะ” น้ำเสียงของหญิงสาวตอบกลับมาด้วยความรู้สึกที่ฟังแล้วเธอกำลังขำขันอยู่

ว่าจบร่างของเธอก็หายไปจากกระจกที่เขาเคยส่องอยู่เพื่อปรากฏให้เขาเห็นตัวเองในร่างผู้ชายที่อยู่ในสภาพของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลหัวยุ่งไปมาแต่ไม่ไร้ระเบียบมากแบบที่เขาเคยเป็น เอาเป็นว่ามันทำให้เขาดูดีได้แบบไร้ที่ติราวกับเจ้าชายรูปงามของเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้

“ก็แล้วมันความผิดของใครล่ะ” จิงคเอ่ยออกมาอย่างมีโทสะพร้อมทั้งพยายามจะจัดทรงผมนั้นใหม่ทันทีแต่ทว่าก็ช้าไปเพราะเฮเลนได้กลับมาในกระจกอีกแล้ว

“จะบอกว่าเป็นความผิดฉันงั้นเหรอ”

“เออ” จิงรับคำอย่างไม่ใส่ใจเสียด้วยซ้ำ

“ดีใจจัง” เฮเลนเอ่ยร้องออกมาอย่างร่าเริงเมื่อได้ยินแบบนั้นจนทำเอาจิงคหงุดหงิดกว่าเดิม

“นี่เธอ...”

“เอาล่ะเราไปเรียนกันได้แล้วมั้ง”

แต่ว่าก่อนที่จิงคจะได้เอ่ยอะไรมากกว่านี้จู่จู่เฮเลนก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาพร้อมกับเท้าของเขาก็ก้าวออกจากห้องน้ำทันที โดยที่ไม่สนว่าเจ้าตัวจะตั้งใจออกไปเองหรือไม่ ทั้งที่มือเขายังคงพยายามที่จะทำผมให้ยุ่งกว่าเดิมอยู่

“นี่เธอฉันยัง...”

“อย่าลืมสิว่าพวกเราเป็นคนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องสิทธิ์ในการคุมร่างฉันก็มีอยู่เหมือนกันนะคุณจิงค แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องรูปลักษณ์หรอกนะ เพราะอีกไม่นานก็จะไม่มีใครมาสนใจเรื่องรูปลักษณ์ของนายอีกแล้วเพราะพวกนั้นคงมีอย่างอื่นให้ต้องสนใจอีกเยอะ” เธอส่งเสียงตอบในหัวเขาเบาๆอย่างอารมณ์ดี

ว่าในที่สุดเธอก็จะได้ทำในสิ่งที่เธอปรารถนาเสียทีหลังจากที่เธอต้องทนเก็บกดมันไว้มานาน

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

บนลานกลางกว้างของเมืองอีทรูเดียนที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินกันขวักไขว่โดยที่ใจกลางของความจอแจนั้นได้ปรากฎร่างของชายหนุ่มวัยรุ่นสวมหน้ากากเปเปอร์มาเช่สีขาวแต้มรอบร่องตาด้วยสีดำที่นิยมใช้ในงานเทศกาลสวมหน้ากากผู้หนึ่งในชุดที่ดูแล้วน่าจะเด่นเป็นสง่าไม่เหมือนใครเนื่องจากความอลังกาลของชุดนั้นยืนอยู่ในที่แห่งนั้นพร้อมกับหญิงสาวที่แต่งตัวในชุดสาวใช้อีกคนแบบไม่เป็นที่สะดุดใครๆ เพราะทุกคนที่เดินผ่านไปมาในที่แห่งนี้ได้เดินผ่านคนทั้งสองไปแบบไม่ได้หันมามองพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

อาจจะเป็นเพราะทุกคนคิดว่าคนทั้งสองเป็นเพียงนักแสดงบนท้องถนนที่มาแสดงเปิดหมวกเพื่อหาเศษเงินจึงไม่ได้ทำให้พวกเขาสะกิดใจมากนักถึงการแต่งตัวที่แปลกประหลาดของคนพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

“เอาล่ะ ฉันคิดว่าที่ตรงนี้น่าจะเหมาะที่สุดแล้วนะ” ชายหนุ่มสวมหน้ากากเอ่ยออกมาอย่างพอใจกับสถานที่แห่งนี้

ก่อนที่หญิงสาวในชุดเมดจะยื่นห่อผ้าสีดำที่ห่อสิ่งของที่ดูยาวขนาดพอเหมาะมาให้เขาถือ

“ขอบใจนะ” ชายหนุ่มสวมหน้ากากผู้นั้นรับของในห่อนั้นมาถือด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป

“ได้เวลาที่จะวนเรื่องเข้าสู่ปมหลักแล้วสินะ หลักจากที่ปล่อยยืดเยื้อมานาน”

ว่าจบชายหนุ่มสวมหน้ากากก็ชูมือซ้ายที่ไม่ได้ถือห่อผ้านั้นขึ้นมาไว้เหนือหัวทันทีก่อนที่เขาจะดีดนิ้วดังลั่นราวกับว่าเขากำลังส่งสัญญาณเริ่มเปิดการแสดงก็ไม่ปานพร้อมทั้งบรรยากาศอันน่าพรั่นพรึงที่ก่อตัวขึ้นมาทันทีที่สิ้นเสียงดีดนิ้วของชายหนุ่มผู้นี้

“เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะกับท่วงทำนองแสดงความรักของฉันที่มีต่อเฮเลน เพื่อตัวเราและโลกใบนี้....””

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

เสียงจอแจของบุคคลซุบซิบกันภายในห้องเรียนกับเหล่าหญิงสาวจากต่างชั้น ต่างคลาสและต่างห้องที่พยายามมามุงดูตัวเขาที่ตอนนี้กำลังถูกนั่งประกบคุมเข้มราวกับผู้ปกครองห่วงบุตรโดยสองสาวแสนสวยผู้มีสมญานามเป็นถึงเทพธิดาและแม่มด มันได้สร้าคงวามรู้สึกลำบากใจให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงเสียงในหัวที่กำลังพร่ำบ่นอะไรที่ไม่ได้ศัพท์อีกด้วย

ให้ตายเถอะ ชีวิตหนอชีวิต...

แต่ทว่าในระหว่างที่เขากำลังคิดอย่างนั้นอยู่เขาก็พลันไปสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะของเขาอย่างเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก มันเป็นเศษกระดาษเล็กๆที่ถูกฉีกออกมาจากสมุดจดบทเรียนที่ดูไม่น่าจะมีค่าอะไร แต่เขากลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่บ่งบอกถึงความสำคัญของตัวมันแผ่ออกมาจนทำให้เขาอดที่เอามือไปหยิบมันมาดูไม่ได้

 

‘A man cannot know his destiny. He can only do what he can, until his destiny is revealed (มนุษย์ไม่อาจที่จะรู้ชะตากรรมของตน เขาจะรู้เพียงแต่ว่าอะไรที่เขาทำได้จนกระทั่งชะตากรรมของเขาถูกเปิดเผย)’*

 

เขาไม่แน่ใจว่าทำไมกระดาษนั้นถึงได้เขียนประโยคแบบนี้ไว้บางทีอาจจะมีใครบางคนตอนเรียนวิชานี้เกิดอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งแล้วประทับใจคำพูดนี้เลยทำให้เขาอยากจะเขียนเก็บเอาไว้ก็เป็นไปได้

แต่ทำไมทั้งที่มันมีความน่าจะเป็นได้มากมายหลายเรื่องได้ขนาดนั้น แต่เขากลับรู้สึกยินดีที่ได้เห็นกระดาษที่เขียนประโยคคำพูดที่ฟังดูเท่ๆแบบนี้เอาไว้แต่ในทางกลับกันเขาก็รู้สึกเศร้าใจที่ต้องมาเห็นเศษกระดาษอันนี้ถูกเขียนทิ้งไว้ในที่แบบนี้ด้วย

เขาไม่เข้าใจเลย ไม่สิ เขาไม่อาจจะเข้าใจได้มากกว่า เพราะว่าเขาตอนนี้ยังไม่ใช่เธอหรือเขานี่นา

เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวสิ เธอหรือเขางั้นเหรอแล้วเธอหรือเขาหมายถึงใครกันล่ะหรือว่าจะหมายถึงโครนอสกับเฮเลนหรือเปล่านะทำไมตัวเขาถึงมากมายไปด้วยความลับแบบนี้นะ แล้วทำไมตัวเขาถึงรู้สึกว่าเขาเป็นตัวตนที่เข้าใจได้ยากแบบนี้กันนะ

แต่ว่าก่อนที่เขาหรือหญิงสาวสองคที่นั่งข้างๆจะรู้ตัวเขาก็พลันกำเศษกระดาษไว้เพื่อซ่อนมันจากสายตาคนอื่นเสียแล้วด้วยความท่าทางที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแถมสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ได้มาจากการควบคุมของเฮเลนด้วยแต่มากจากความตั้งใจของเขาเอง แม้จะรู้ว่ากระดาษแผ่นนั้นมันอาจจะเป็นลางบอกเหตุถึงเรื่องหายนะที่จะเกิดขึ้นในเมืองนี้หรือตัวเขาก็ตาม

“ทำถูกแล้วจิงค...” เสียงของเฮเลนดังขึ้นมาในหัวของเขาค่อยๆ

“นายเนี้ยเอาเข้าจริงๆก็เสน่ห์ร้ายเหลือเลยนะ” นานาเอลหันหน้ามาพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยกับสภาพในตอนนี้ของเขา

ที่มีสาวๆมาติดตรึมเยี่ยงนี้

“ก็นะ” ชายหนุ่มตอบกลับอย่างไม่อยากพุดอะไรมากกว่านี้

ก็เพราะเขาไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้ซะหน่อยนี่นา

“ถ้างั้นก็แล้วไป” นานาเอลเอ่ยออกมาเบาๆแล้วเธอก็เบือนหน้าไปมองทางอื่นหลังจากที่เธอได้เห็นความคิดของจิงคที่คิดมาเมื่อสักครู่นี้แล้ว

จะว่าไปท่าทางแบบนี้ก็ดูน่ารักดีอยู่หรอกนะถ้าไม่ติดที่ว่า....

ฉับพลันเขาก็รีบเหล่สายตาไปมองนานาเอลทันทีอย่างหวาดระแวง แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ฉุดคิดที่จะหันมามองเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้เธอยังอยู่ในอารมณ์ที่ยิ้มร่าราวกับสาวน้อยวัยแรกแย้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขอยู่

อันที่จริงเธอเองก็เป็นสาวน้อยแรกแย้มอย่างที่ว่านั้นล่ะนะเพราะเธอยังไม่แก่สักหน่อยนี่นา

“ดูท่าทางว่านายจะติดใจสาวน้อยคนนี้มากเลยนะ ทั้งตอนนั้นและก็ตอนนี้”

จู่จู่เฮเลนก็พูดขึ้นมาจากในหัวของเขาด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาไม่ออกสำหรับจิงคว่าเธอคนนี้กำลังพูดประโยคนี้ออกมาด้วยความรู้สึกไหนกันแน่

“หมายความว่ายังไง” เขาถามกลับในใจ

“ก็หมายความว่านายน่ะจะจริงจังกับผู้หญิงคนนี้เกินไปหน่อยแล้วยังไงล่ะ” เฮเลนตอบกลับเสียงเรียบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยอารมณ์ที่จริงจังจนเขารู้สึกได้

“ฉันเนี้ยนะ จริงจังกับนานาเอล” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อกับคำพูดของเฮเลน

ให้ตายเถอะ ยัยนี่ดูยังไงว่าเขาจริงจังกับนานาเอลน่ะตาบอดหรือไงฟะเนี้ย เขาไม่ใช่บุคคลวิปริตประเภทชอบความเจ็บปวดซะหน่อย และที่สำคัญเขาน่ะนะตอนนี้ถ้าให้พูดถึงความรู้สึกรักชอบแล้วคนที่มาที่หนึ่งก็ไม่ใช่หญิงสาวที่ชื่อนานาเอลแน่นอน แต่คนคนนั้นคือ....

“ใช่ นายนั้นแหละ”

“นี่เธอตาบอดหรือว่าประสาทกลับทางความคิดกันแน่หรือไง ถึงมองฉัน....” เขาตอบสวนพร้อมทั้งพยายามสะบัดหัวเพื่อไร้ความคิดที่เขาเผลอนึกขึ้นมาทันที

ความคิดที่ว่าใครเป็นผู้หญิงที่เป็นที่หนึ่งในใจของเขาตอนนี้

“ไม่หรอก ฉันไม่ได้เป็นอย่างนายว่าเลยแม้แต่น้อยกลับกันบางทีฉันอาจจะตาดีกว่านายที่ยังคงพยายามปิดกั้นตัวจริงของตัวเองอยู่อย่างนี้เสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ตัวเองก็พยายามมาตลอดแท้ๆแต่พอได้ลิ้มรสกับความธรรมดาครั้งหนึ่งก็เลยติดใจเกิดอยากที่จะถอนตัวออกจากโลกที่ควรเป็นซะอย่างนั้น” เฮเลนยังคงย้ำคำพูดของเธอพร้อมทั้งกล่าวเตือนสติถึงสิ่งที่จิงคกำลังทำอยู่ตอนนี้ไปด้วยอย่างได้ที

“นั้นก็เพราะว่าฉันเป็นคนธรรมดานะสิ” จิงคยังคงพยายามที่จะพูดเถียงเพื่อปฏิเสธตัวตนอีกคนหนึ่งของเขาอย่างสุดความสามารถเพราะเขาหาได้ที่ต้องการจะเป็นหรือต้องการที่อยู่ในฐานะตัวตนนั้นไม่

เพราะตัวตนมันเป็นตัวตนที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตัวเขาและโลกใบนี้

“คิดอย่างนั้นเหรอนายน่ะ นายเนี้ยนะเป็นคนธรรมดา ทั้งเรื่องหน้าตา พลังความสามารถและบารมีอำนาจที่นายพยายามปิดบังมันไว้แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่มิดพอนั้นน่ะ นายยังคิดว่านายเป็นแค่คนธรรมดาอีกงั้นเหรอ พ่ออัจฉริยะไอคิวร้อยแปดผู้มีความสามารถทางวิชาการเทียบเท่าพระเจ้าอย่างนายนะ ยังเอ่ยปากเรียกตัวเองว่าคนธรรมดาได้จริงๆงั้นเหรอ”

“ฉันก็แค่ฉลาดเกินไปหน่อยก็เท่านั้นเอง...”

“แล้วเรื่องพลังล่ะ แถมยังการห้อมล้อมที่เหมือนฮาเรมแต่แท้จริงแล้วคือการจัดฉากเพื่อจับตาดูนายอย่างใกล้ชิดนี่อีกล่ะ นายจะว่ายังไง”

“ฉัน....”

มาถึงตรงจุดนี้เขาไม่อาจที่จะพูดเถียงอะไรออกไปได้เพราะเขาก็รู้อยู่ว่าถึงเขาจะพยายามที่จะพูดเถียงออกไปแต่ความสมเหตุสมผลมันก็คงไม่เพียงพอที่จะโต้แย้งคำพูดนั้นได้เต็มที่อยู่ดี

“ยอมรับเถอะจิงคว่านายน่ะคือจอมมาร ไม่ใช่คนธรรมดาและถึงนายจะไม่ใช่จอมมารแต่นายก็ไม่สามารถเป็นคนธรรมดาได้อยู่ดีเพราะตัวตนของนายไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นอย่างนั้น”

“พูดแบบนี้ฟังดูไม่ค่อยเข้าหูเลยนะ”

“ก็เพราะนายยังไม่คิดที่จะปรับความคิดนะสิ”

“แล้วฉันจำเป็นต้องปรับงั้นเหรอ”

“จำเป็นสิ จำเป็นเป็นอย่างมากด้วยเพราะทุกอย่างนั้นมันเพื่อโลกใบนี้ ตัวนาย ความฝันและคนที่นายรักเองด้วย เพราะฉะนั้นนายคงไม่อาจที่จะติดอยู่ในโลกที่เพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้นี้อีกแล้ว”

“พูดอย่างกับว่าฉันจะ...”

แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดจบเขาก็รู้สึกว่าพื้นห้องที่เขานั่งอยู่มันเกิดแรงสะเทือนเบาๆพร้อมกับอะไรบางอย่างที่แว่วดังมาผ่านสายลมราวกับว่ามันเป็นเสียงระเบิดที่ปะทุขึ้นจากภูเขาไฟก็ไม่ปาน

“นี่มัน...” จิงคเอ่ยออกมาเบาๆอย่างลืมตัว

“สัญญาณที่บอกว่านายหมดเวลาที่นายจะได้เป็นจิงคอย่างที่นายเป็นแล้วยังไงล่ะ”

“หา?”

“A man cannot know his destiny. He can only do what he can, until his destiny is revealed

หนนี้เฮเลนกลับตอบเป็นคำพูดที่เขาปรากฏในกระดาษที่เขาเจอเมื่อครู่นี้แทนก่อนที่เธอจะพยายามพูดเพื่อไล่ต้อนจิงคต่อ

“มนุษย์น่ะไม่อาจที่จะล่วงรู้ชะตากรรมของตน เขาจะรู้เพียงแต่ว่าอะไรที่เขาทำได้จนกระทั่งชะตากรรมของเขาถูกเปิดเผยและตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่ชะตากรรมของนายจะถูกเปิดเผยแล้วเสียด้วยนะคุณจิงค ชะตากรรมของจอมมารที่แท้จริงผู้มีสิทธิ์ขาดที่คิดจะตั้งตัวเป็นกบฎต่อพระเจ้าเพื่อทำลายโลกนี้”

“นี่เธอ...”

“แต่ว่าอย่าพึ่งคิดมากไปเลยเพราะกว่าที่นายจะได้เป็นโครนอสอีกครั้งอย่างเต็มตัวนายต้องเป็นผ่านการเป็นอย่างอื่นก่อน เพราะนี่คือแผนอันสมบูรณ์ที่พวกเราวางไว้เพื่อใช้ปูทางสู่การทำลายล้างที่แท้จริงยังไงล่ะ”

“ฉันจะไม่ทำ...”

“นายไม่มีสิทธิ์จะไม่ทำหรอกนะ เพราะทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะต่อต้านมัน”

“เปล่าประโยชน์นายทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

“ถึงอย่างนั้นฉันก็จะทำ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องทำอะไรรุนแรงกับนายซะหน่อยแล้วล่ะ”

สิ้นเสียงของเฮเลนร่างของจิงคก็กระตุกขึ้นมาทันทีอย่างรุนแรงก่อนที่เขาจะล้มพับหมดสติไปท่ามกลางความตกใจของคนในห้องที่จู่จู่ก็เห็นจิงคมีสภาพเช่นนี้

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ภาพของเสาเพลิงสีแดงฉาดที่พุ่งสูงขึ้นฟ้าที่ปรากฏอยู่ใจกลางเมืองแห่งนี้ได้ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มที่คลุมศีรษะด้วยฮู้ดสีดำยาวปิดด้านหน้าจนทำให้ยากที่จะมองเห็นใบหน้าของผู้สวมฮู้ดนั้นให้มองภาพนั้นอย่างชวนหลงใหลด้วยความรู้สึกที่ว่าในที่สุดแผนการของเขาก็ได้เริ่มต้นสักที

แผนการที่ไม่ใช่เพื่อโค่นล้มพระเจ้าหรือทำเพื่อช่วยเหลือตามคำสั่งใครบางคน

แต่แผนการนั้นเป็นแผนการที่เขาคิดขึ้นเพื่อบรรลุความประสงค์ของเขาเอง ความประสงค์ที่เขาอยากจะครอบครองสิ่งที่เขาไม่อาจเอื้อมมาไว้ในมือ

“โชคดีจริงที่เรามาอยู่ในกองกำลังนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ยังคงย้ำต๊อกอยู่กับที่เหมือนตอนนั้น”

ชายหนุ่มพึมพำออกมาเบาๆพร้อมกับยกมือเอื้อมไปที่เสาเพลิงสีแดงที่พุ่งขึ้นฟ้านั้นอย่างโหยหาและปรารถนาถึงความหวังและความต้องการที่หมายจะให้มันลุกโชติช่วงและรุ่งโรจน์แบบนั้นมากโดยไม่สนใจถึงเสียงกรีดร้องซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกของผู้คนที่วิ่งหนีผ่านตัวเขาที่กำลังยืนมองเสาเพลิงนี้อยู่กลางถนนกว้างกว่าสิบเมตรที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย

แถมเขายังหลงใหลกับภาพเหตุการณ์นี้จนลืมระวังตัวอย่างเช่นที่เขาเคยเป็นไปจนหมดสิ้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังตกเป็นเป้าสายตาของหญิงสาวผมสั้นผู้มีศักดิ์เป็นสาวใช้ส่วนตัวของจิงคที่ยืนอยู่บนด่านฟ้าของอาคารพาณิชย์สามชั้นที่อยู่ไม่ไกลากที่ชายสวมฮู้ดอยู่มากนัก

“หืม... คนคนนั้นสินะคือบุคคลที่ท่านจิงคควรระวังมากที่สุดในตอนนี้” ไซธีเรียคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีที่ได้เห็นเป้าหมายผู้นี้

แต่กระนั้นเธอกลับเบนหน้าออกจากเป้าหมายผู้นั้นไปอย่างไม่ยอมทำอะไร

“แต่กระนั้นเขาก็ยังมีประโยชน์อยู่สำหรับท่านจิงคที่กำลังจะเป็นโครนอสอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะคุณอีคิดน่า” ไซธีเรียหันไปพูดกับหญิงสาวผมเปียในชุดนักศึกษาสายวิชาการที่ยืนอยู่ไม่ห่างเธออย่างไม่ติดใจเลยว่าทำไมหยิงสาวผู้นี้ถึงมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ทั้งที่เธอก็ไม่ได้เป็นทั้งนักศึกษาทุนและนักศึกษาลับ

โดยปกติทางสถาบันจะอนุโลมให้นักศึกษาทุนและนักศึกษาลับออกจากสถาบันได้ ถ้ามีเหตุผลส่วนตัวที่เพียงพอแต่สำหรับนักศึกษาธรรมดาแล้วสิทธิ์นั้นจะมีได้แค่ตอนพวกเธอป่วยหนักเพราะเป็นโรคระบาดหรือไม่ก็เพราะเป็นวันหยุดยาวที่ทางราชวงศ์เป็นผู้กำหนด

เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่หญิงสาวผมเปียผู้นี้จะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ในสายตาของนักศึกษาและอาจารย์ทั่วไปที่รู้กฎข้อนี้

“ก็อย่างที่บอกคะ เพราะฉะนั้นยังฆ่าตอนนี้ไม่ได้นะค่ะ” อีคิดน่ายิ้มตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก

“ก็ถ้าเขายังไม่ทำอะไรที่บ้าบิ่นและเกินเลยกับท่านจิงคนะค่ะ” ไซธีเรียเอ่ยตอบสั้นๆ

“และถ้าเขาทำล่ะค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเขาคงได้ไปเดินข้ามแม่น้ำยมโลกก่อนกำหนดที่พวกคุณตั้งไว้แน่นอนคะ”

“แหม... กล้าพูดนะค่ะ ถึงจะเห็นอย่างนั้นแต่เขาก็เป็นถึงพวก ‘เทวัญตกสวรรค์’ ระดับสูงที่เทียบเท่ากับฉันได้เลยนะค่ะ” อีคิดน่าหรี่ตามองหญิงสาวผู้นั้นด้วยแววตาที่ประหลาดใจ

“คะ ฉันทราบดี เพราะคนผู้นั้นคือ ‘อูเกอโนท์ บาโทโลมิว’ ผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ฆาตกรไร้หัวใจ’ ที่ดำรงตำแหน่งในระดับหนึ่งในห้าของผู้บัญชาการแห่งเหล่าเทวัญใช่ไหมค่ะ”

“รู้ดีนี่ค่ะ”

“เพราะหนังสือเรียนมันเขียนไว้คะ เรื่องของคุณก็มีเหมือนกันนะคะคุณ ‘Puppet master’” ไซธีเรียหันมายิ้มให้อีคิดน่าเล็กน้อย “แต่ที่จะไม่มีก็คือเรื่องของคุณรีอาที่ว่าเป็นภรรยาของโครนอสนี่แหละคะ”

“ว้าว ข้อมูลแน่นมากเลยนะค่ะคุณไซธีเรีย”

“ก็ติดนิสัยชอบอ่านมาจากท่านจิงคแหละคะ” ไซธีเรียตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สดใสที่เปล่งประกายกว่าทุกครั้งเมื่อเธอเอ่ยถึงจิงค

“หืม... น่าแปลกนะค่ะ ทำไมคุณถึงมองคุณจิงคเป็นแบบนี้ทั้งที่คุณน่าจะต้องโกรธและเกลียดเขาเพราะเหตุการณ์นั้นแท้ๆ และแถมตอนนี้คุณยังรับเรื่องที่คุณจิงคเป็นท่านโครนอสกลับชาติมาเกิดได้อย่างหน้าตาเฉยและแถมยังยืนยันว่าจะเข้าร่วมช่วยคุณจิงคด้วยถ้าคุณจิงคกลับมาเป็นท่านโครนอสแล้ว เพราะอะไรทำไมคุณถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะค่ะ” อีคิดน่าเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจกับท่าทีของไซธีเรีย

“ท่าทางว่าคุณจะรู้ประวัติของฉันมาพอสมควรสินะค่ะ”

“ก็ในจุดที่พอที่จะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบตัวคุณนั้นแหละคะ” อีคิดน่าตอบรับอย่างไม่คิดจะปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย

“งั้นเหรอค่ะ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นฉันเองก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ฉันก็เคยเกลียดท่านจิงคจนถึงพยายามที่จะฆ่าท่านให้ตายอยู่แท้ๆ มันช่างเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจเป็นอย่างมากเลยนะค่ะว่ามั้ย” ไซธีเรียเอียงคอตอบกลับพร้อมยิ้มหวานออกมาน้อยๆ

“นั้นสินะ เอาเถอะ แค่ตอนนี้เธอไม่เป็นศัตรูก็พอแล้วเพราะถ้าเธอคิดจะเป็นศัตรูกับพวกเราเพื่อต้องการจะปกป้องโลกนี้จริงๆ ฉันว่าคุณจิงคคงทำใจได้ลำบากอย่างแน่นอนคะ”

“เรื่องนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกคะ เพราะดิฉันไม่คิดจะทำในสิ่งที่ทำให้ท่านจิงคต้องเจ็บปวดอย่างแน่นอนคะ” ไซธีเรียเอ่ยรับ

ก่อนที่เธอจะหันไปมองเสาเพลิงที่ยังคงพุ่งทะยานขึ้นบนฟ้าพร้อมทั้งแผดเผาวัตถุที่อยู่บนพื้นดินนี้ให้พินาศย่อยยับด้วยสายตาที่เหม่อลอยมากกว่าเดิม

“เพราะท่านจิงคคือคนที่ฉัน....” ไซธีเรียพึมพำออกมาเบาๆ

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET