Jinx Pech ตอนที่ 55 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.55 - Kapitel 21 : Spiegel (กระจก)


“ช่วยด้วย...”

เสียงแผ่วเบาๆที่ถูกเค้นออกมาอย่างฝืนทนของเด็ก สาวแสนน่ารักผู้หนึ่งในขณะที่ร่างของเธอได้ลากสังขารที่ถูกทำร้ายจนบอบซ้ำ นั้นเดินออกจากสถานที่ที่เกิดโศกนาฎกรรมกับครอบครัวที่เคยเป็นครอบครัวที่ แสนอบอุ่นของเธอ แต่บัดนี้ครอบครัวนั้นได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว

“ช่วยหนูด้วย...”

เด็ก สาวยังคงเค้นเสียงพูดต่อไปแม้ว่าจะไม่มีใครมาช่วยเธอก็ตามเพราะบัดนี้เธอยัง คงเดินอยู่บนถนนลูกรังที่ไร้ผู้คนแม้ว่าจะจะมีบ้านพักอาศัยอยู่ข้างถนนแบบปะ ปรายก็ตามแต่ก็ดูเหมือนว่าเหล่าผู้อยู่อาศัยในบ้านแถวนั้นจะไม่มีใครคิดที่ จะออกมาเพื่อช่วยเด็กสาวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

“ใครก็ได้ช่วยครอบครัว หนูด้วย...” เธอพยายามที่จะแผดเสียงร้องที่ไร้ซึ่งความดังนั้นออกมาอย่างหมดหวังก่อนที่ ร่างของเธอจะล้มกองอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง

“ตัวหนูจะเป็นยังไงก็ได้ ใครก็ได้แค่ช่วยครอบครัวของหนูก็พอ...” เธอพยายามที่จะคั้นเสียงเปล่งออกมาเฮือกสุดท้ายก่อนที่เธอจะสิ้นสติไป

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“หนูจิงค....”

เสียง เอ่ยลากคำที่แสดงออกถึงความน่าหวาดเสียวในจิตใจของจิงคได้ดังขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับลมหายใจของเจ้าของเสียงที่ค่อยๆเฉียดใกล้เข้ามาอย่างช้าๆกับริม ฝีปากที่ยื่นมาล้ำหน้าจนกรรมการข้างสนามยกธงแทบไม่ทันในยามค่ำคืนที่เขาโดน มิคาเอลทำให้บินออกจากห้องของผอ.สถาบัน

ไม่บอกก็รู้ถึงจุดประสงค์เลยว่าหมอนั้นมันต้องการจะทำอะไร

ดัง นั้นเข้าจึงจัดแจงซัดหมัดซ้ายข้างถนัดพุ่งเข้าใส่ใบหน้าที่หล่อเหลาจนน่า หมั่นไส้ของหมอนั้นแบบเอาหน้าหันผิดรูปทันทีพร้อมทั้งขยับตัวถอยห่างจากจุด เกิดเหตุในตอนนี้ด้วยใจหวาดระแวง ก่อนที่เขาจะเริ่มเอะใจถึงเสื้อผ้าที่หลุดรุ่ยของเขาในตอนนี้

“นี่มัน...”

เขา ร้องออกมาอย่างตกใจ เพราะตอนนี้เครื่องแบบนักศึกษาลับที่เขาสวมใส่อยู่มันได้ถูกปลดกระดุมออกจน เหลือแค่สองเม็ดจากทั้งหมดหกเม็ด สองในสามเชียวนะ สองในสามจากกระดุมทั้งหมด แค่นั้นยังไม่พอไอ้หมอนั้นมันจงใจดึงเสื้อที่ถูกปลดกระดุมออกให้แหกกว้างออก จากกันเพื่อที่จะได้เห็นเนื้อหนังมังสาภายใต้เสื้อกล้ามรัดรูปสีขาวนั้น อย่างชัดเจนอีก นี่ยังไม่รวมถึงกระโปรงที่ถูกถลกขึ้นมาจนแทบจะเห็นกางเกงในของผู้หญิงที่เขา สวมใส่มาเพราะบทบังคับตามมาตราอาญาสิทธิ์ของไอ้คุณนางมารบ้าอำนาจนั้นด้วยนะ

เอาเป็นว่าแบบนี้มันไม่ใช่แค่ลวนลามแล้ว

แต่กะข่มขืนเต็มที่เลยต่างหาก

ดูยังไงก็ไม่ใช่วิถีทางผู้เป็นมังสวิรัติด้านเนื้อหนังมังสาของหญิงสาวแบบไอ้คุณไดเต้จะกล้าทำได้เลย แล้วไหงถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ

“แหม.. ก็หนูจิงคนะสิแต่งตัวไม่เรียบร้อยพี่ก็เลย...” มันยังคงพูดแก้ตัวหน้าตายอีกนะไอ้คุณกระเทยสายวายผู้ไร้สามัญสำนึก

“ทำให้ไม่เรียบร้อยเพิ่มสินะครับ ไอ้คุณวิปริตเรียกทวด” จิงคพยายามที่จะข่มอารมณ์พูดตอบกลับไป

“แหมๆๆ ก็แค่เล็กน้อยๆเอง หนูจิงคเองก็ไม่ได้เสียหายอะไรซักหน่อยนี่นา เพราะคนที่เสียหายมันน่าจะเป็นพี่มากกว่านะที่ต้องมามองของแสลงตาคู่ใหญ่คู่ นั้นน่ะ”

แถมคุณไดเต้พูดไม่พูดเปล่านะ เพราะเขาเอานิ้วมาชี้แบบสัมผัสอีกต่างหาก ที่สำคัญมันยังทำหน้าตาขยะแขยงที่ต้องมาสัมผัสด้วย

แล้วเอ็งจะมาจับของเขาทำไมล่ะฟะหรืออิจฉาที่ไม่มีมันเหมือนเขา

แต่ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เนื่องจากเขารู้สึกหงุดหงิดกับประโยคนั้นยังไงชอบกลก็ไม่รู้กับการที่ไอ้คุณ ไดเต้มาแอบมองรูปร่างระดับชุปเปอร์โมเดลของจักรวาลในร่างเฮเลนที่ชายไหนเห็น เป็นใจละลายแล้วยังมาบอกว่าเป็นของแสลงตานี่อีก ทั้งที่มันเป็นเหตุผลไม่น่าจะชวนหงุดหงิดเลยแท้ๆ

แล้วทำไมตอนนี้เขา ถึงรู้สึกหงุดหงิดเข้าเส้นแบบหาคำตอบไม่ได้เลย รู้แต่เพียงว่าถ้าเท้าของเขายังไม่สัมผัสอะไรที่มันน่าสัมผัสในตอนนี้แล้ว ล่ะก็

เขาคงจะได้บ้าตายก่อนแน่นอน

“นั้นสินะ ของแสลงตาสินะ”

ว่า จบเท้าน้อยๆของจิงคในร่างเฮเลนก็ระดมถีบใส่ไอ้คุณกระเทยรูปงามแต่ปากหมา นนั้นทันทีอย่างไม่ยั้งแบบไม่สนภาพพจน์ของตัวเองที่ตอนนี้เขาอยู่ในร่างหญิง ที่สวมชุดหลุดหลุ่ยที่ดูไม่ค่อยงามเลยแม้แต่น้อย

“เอาอีกสิจ้ะ หนูจิงคเอาอีกกกกก....” ไดเต้เริ่มร้องออกมาอย่างปิติหลังจากที่จิงคเริ่มลงไม้ลงมือกับเขาหนักขึ้น พร้อมกับจิงคที่เริ่มฉีกยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีที่ได้เห็นแบบนั้น

“แกชอบมันใช่มั้ย...”

“ใช่เลย เอาแรงกว่านี้สิจ้ะ เอาส่วนส้นของรองเท้ามากระแทกหน้าเลยยิ่งดี”

ดู เหมือนว่าทางไดเต้จะเริ่มเข้าถึงอารมณ์ขึ้นมาแล้วสินะ หลังจากที่จิงคเริ่มทำร้ายเขาด้วยร่างที่ดูอรชรอ้อนแอ้นร่างนี้ แต่ว่ามันคงจะดีกว่านี้สำหรับไดเต้ถ้าจิงคทำร้ายเขาในร่างของจิงคเอง เพราะมันคงให้อารมณ์ที่คึกครื้นและคึกคักกับไดเต้อย่างแรงเลย

“งั้นก็ตามศรัทธาเลย”

ว่าจบเท้าจิงก็จัดให้ตามคำขอของไอ้กระเทยมาโซโรคจิตนี้ทันที

สะใจจริงวุ้ย!!!!

เสียงในหัวใจที่บ่งบอกถึงความวิปริตน้อยๆของเขาดังขึ้นมาเบาๆอย่างปรีดา

ผั้ว!

เสียง เอฟเฟคสั้นๆง่ายๆแต่ได้อารมณ์ของคนที่สลบไปเพราะแรงเท้าผสมผสานกับมุมกระทบ ของส้นรองเท้าดังออกมาเบาๆ ก่อนที่จิงคชักสีหน้าออกมาอย่างสบอารมณ์กับสภาพของไอ้คุณกระเทยวิปริตผู้นี้

“เริ่มเข้าสู่สาย S เต็มตัวแล้วหรือไง”

เสียง ของเรธิเซียเอ่ยดังมาจากทางด้านหลังของเขาในขณะที่เธอเดินกลับมาในที่นี่อีก ครั้งหลังจากที่เธอฝึกสอนจิงคและไดเต้เสร็จในช่วงแรกและปล่อยให้พวกเขาได้ พักผ่อนก่อนที่จะฝึกต่อในช่วงหลัง เลยทำให้เหตุการณ์มันออกมาในสภาพที่เห็นก่อนหน้านี้เพราะไอ้คุณจิงคมันเลือก ที่จะนอนหลับเพราะคิดว่าไอ้ไดเต้คงไม่ทำอะไรร่างนี้แน่ ส่วนไอ้คุณไดเต้ก็มาทำเรื่องผิดคาดให้จิงคเห็นซะอย่างนั้น

เสียแรงที่ ไว้ใจ ไม่สิ เสียแรงที่คิดว่ามันจะมีจรรยาบรรณของกระเทยชั้นสูงซะอีก ที่ว่าจะไม่แตะต้องตัวเมียที่น่ารังเกียจตามคำปฎิญาณที่ว่าไว้อย่างหลักลอย กับตัวเอง

ก็เห็นพูดทุกทีว่าผู้หญิงคืออีนังชะนีที่น่ารังเกียจนี่นา

“มันเรื่องของผมนี่ครับ” จิงคสะบัดหน้าตอบอย่างไม่พอใจ

“หลุดแล้วนะคุณเฮเลน...” เรธิเซียรีบพูดสวนขึ้นมาทันทีที่เขาพูดในรูปแบบผู้ชายแทนที่จะเป็นผู้หญิง

“ช่างมันสิครับ ผมไม่สนใจมันแล้ว” จิงคตอบปัดแบบไม่คิดอะไรมาก

“อ่านะ ก็เป็นซะอย่างนี้แหละนะ”

“ก็ครับ เอาเป็นว่าคาบต่อไปผมลาก็แล้วกันง่วงนอนจะตายอยู่แล้ว” จิงคเอ่ยตัดบท

ก่อนที่จะหมุนตัวเดินกลับอาคารเรียนเพื่อมุ่งไปที่หอพักของตน แต่ทว่าเรธิเซียกลับพูดขัดไว้ก่อนที่เขาจะเดินไปไกล

“ไดเต้เป็นห่วงเธอมากนะรู้มั้ย”

“ครับผม?” จิงคปั้นหน้าสงสัยหันกลับไปมองเรธิเซีย

“ก็ตั้งแต่ตอนที่เธอไม่เป็นเธอมาตั้งแต่วันนั้นยังไง”

“ผมที่ไม่เป็นผมงั้นเหรอ”

“ใช่ เธอที่ไม่เป็นเธอ เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าทุกคืนที่ผ่านมาเธอน่ะทำอะไรลงไปบ้าง” เรธิเซียหรี่ตามองจิงคพร้อมทั้งเอ่ยสานบทสนทนาต่อด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะ เป็นห่วงเขา

“ก็....”

จิงคไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ทันทีเพราะอันที่จริงแล้วเขาเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทุกคืนเขาในร่างนี้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่

“ตอบ ไม่ได้สินะ งั้นฉันจะบอกอะไรให้อย่างนะจงเลี่ยงเด็กหนุ่มที่ชื่อรีเวิร์สนั้นไว้ให้ดี ถ้าเธอยังไม่อยากสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองของคนที่ชื่อว่าจิงคไป จงพบเขาเท่าแค่ที่จำเป็นต้องจงเลี่ยงเขาเท่าที่เลี่ยงได้และจงหวาดกลัวเขา หน่อยก็ดี เพราะว่าเธอนะเป็นคนที่เขา....”

เรธิเซียหยุดพูดก่อนจะจบ ประโยคด้วยแววตาที่จริงจังก่อนที่จะหันหน้าเดินไปหาไดเต้แล้วใช้เวทยกร่าง ของกระเทยหล่อที่สลบไสลอย่างเป็นสุขเพราะสัมผัสรองเท้าที่นุ่มนวล?อันน่า พิศวงให้ลอยไปที่อาคารเรียน

“นี่อาจารย์เรธิเซีย...”

“ที่ฉัน เตือนเพราะฉันไม่อยากเห็นนายต้องเจ็บปวดเพราะต้องสูญเสียอะไรไปหรอกนะ เพราะฉะนั้นขอร้องไม่ว่านายจะวางแผนไว้ยังไง ฉันขอเถอะให้นายหยุดมันตั้งแต่ตอนนี้เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ดีที่นายจะมี ความสุขกับมันอย่างแน่นอน”

ว่าจบร่างของเรธิเซียก็หายไปจากที่แห่งนี้ ทันทีทิ้งให้เหลือแต่ร่างของไดเต้ที่ลอยกลับที่อาคารเรียนด้วยท่าทางที่ราว กับผีตายซากหรือแบบซอมบี้ลืมหลุมอย่างหมดสภาพมาดหล่อเหลาของเขา แต่ก็ช่างเถอะ เพราะเจ้าตัวก็ไม่อยากให้มีใครคิดว่าตัวเองหล่ออยู่แล้วนี่หว่า

เพราะเขาอยากให้ทุกคนคิดว่าตัวเองสวยมากกว่านี่นา

“ให้ ตายเถอะ  คนพวกนี้ชอบพูดเปิดประเด็นแบบให้อยากแล้วจากไปทุกทีสินะ ว่าแต่ฉันที่ไม่เป็นฉันงั้นเหรอ...” จิงคพึมพำออกมาเบาๆแล้วเขาก็นึกถึงความฝันที่เขาฝันก่อนจะตื่นขึ้นมาและพบ ว่ามีกระเทยที่หล่อมากๆๆมาลวนลามเขาอยู่

 

และอีกอย่างนะค่ะ คนที่สองบุคลิกไม่ใช่ฉันหรอก แต่เป็นคุณต่างหากคะคุณจิงค

 

คำ พูดที่ไดอาน่าเคยพูดได้แว่วผ่านเข้ามาในความทรงจำเขาอย่างฉับพลันก่อนที่เขา จะเริ่มรู้สึกตัวถึงเรื่องราวทั้งหมด ความฝันที่แปลกประหลาด ความทรงจำที่ขาดหายเป็นบ้างครั้งในทุกคืน ความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจ และความเป็นจริงที่เขาไม่อยากจะพบเจอ

“ให้ตายเถอะ ทั้งที่ฉันก็แค่อยากจะอยู่อย่างสบายๆไปวันๆแท้ๆแล้วทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ ทุกทีล่ะเนี้ย ไม่เข้าใจเลย” จิงคในร่างเฮเลนขยี้หัวตัวเองเบาๆอย่างหัวเสีย

แต่ ทว่าฉับพลันจู่จู่ร่างของเขาก็มีอันต้องทรุดลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นอย่างไม่ มีสาเหตุทันทีที่มือซ้ายของเขาไปสัมผัสกับกระดาษที่ติดอยู่ข้างผนังแผ่น หนึ่งเข้า

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“รีอาเธอคิดว่าสิ่งที่สะท้อนภาพตัวเราได้คืออะไรงั้นเหรอ”

เสียง ของชายหนุ่มสวมหน้ากากตัวตลกได้เอ่ยถามหญิงสาวผมสีน้ำตาลแสนสวยสุดน่ารักที่ ยืนอยู่ข้างหลังเขาในห้องนอนที่เงียบงันแต่บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรู้สึก ที่น่ากดดันอะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นประโยคคำพูด

“ถามแปลกๆก็ต้องเป็นกระจกนะสิ” รีอาเอ่ยตอบทันทีอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด

“นั้น สินะ สิ่งที่สะท้อนภาพตัวเราได้ก็ต้องเป็นกระจกสินะ” โครนอสเอ่ยทวนคำตอบของรีอาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีถึงเรื่องอะไร บางอย่างที่น่าปลาบปลื้ม

“ว่าแต่ถามทำไมงั้นเหรอโครนอส” รีอาเอียงคอถามสวนอย่างสงสัย

“ก็ ไม่มีอะไรมากหรอกฉันก็แค่กำลังลงมือทำอะไรสักอย่างที่น่าสนุกกับตัวฉันใน อนาคตและคงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเธอด้วยน่ะ” โครนอสเอ่ยตอบแบบไม่สนใจอะไรมากนัก

เพราะตอนนี้สายตาของเขา กำลังมองตรงไปที่กระจกบานยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางที่ ราวกับมันเป็นสาวน้อยแสนสวยร่างอ้อนแอ้นที่กำลังโพสท่าสุดแสนเซ๊กซี่ให้เขา อยู่ก็ไม่ปาน

“ถ้าคุณยังมองเจ้ากระจกนั้นด้วยสายตาที่ชวนให้ น่าริษยานานกว่านี้ฉันมีสิทธิ์ที่จะหึงแบบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับไอ้กระจก ที่ชวนกวนเส้นประสาทรับความโกรธานั้นได้นะ” รีอาเอ่ยขัดออกมาอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมากจนเกือบมากที่สุดกับท่าทีของชาย หนุ่มผู้นี้

“นี่รีอาจะเกินไปหรือเปล่า”

“โทษทีนะ โครนอสคำว่าเกินไปสำหรับฉันน่ะมันไม่ได้มีบัญญัติในพจนานุกรมรวมคำศัพท์ทั่วไปสำหรับฉันมาตั้งแต่ต้นแล้ว”

“งั้นเหรอ”

“อือ ก็ใช่นะสิ” หญิงสาวฉีกยิ้มรับคำอย่างน่ารัก

“แย่จริงเชียว กะอีแค่กระจกเธอยังหึงขนาดนี้ถ้าฉัน...”

“จุ๊ๆๆ”

รี อายกนิ้วขึ้นมาทาบริมฝีปากของเธอเบาๆพร้อมทั้งส่ายศีรษะของเธอน้อยๆอย่างน่า เอ็นดู ก่อนที่เธอจะก้าวเดินมากอดจากทางด้านหลังของชายหนุ่มผู้นี้อย่างแผ่วเบา

“เรื่อง ตามแผนก็ส่วนตามแผนสิ แต่เรื่องที่จริงจังที่ไม่เกี่ยวกับแผนน่ะ ฉันไม่ขอทนเป็นอันขาดรู้ไว้ซะด้วย” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาที่คงไว้ซึ่งอำนาจแห่งการข่มขู่อย่าง เต็มที่จนทำให้โครนอสรู้สึกเสียวสันหลังที่หญิงสาวผู้นี้กำลังแนบส่วนที่นูน ที่สุดบนร่างกายของเธอไว้อย่างแนบแน่นเป็นอย่างมาก

“ที่รีอา...”

“หืม...”

“ฉันดีใจจริงๆนะที่เธอไม่ได้ศัตรูกับฉัน” เขาปั้นเสียงหล่อพูดตอบกลับ

“งั้น เหรอ ฉันก็ดีใจเหมือนกันที่โครนอสเลือกฉันเป็นคนที่อยู่เคียงข้างด้วย” หญิงสาวยิ้มตอบรับอย่างไร้เดียงสาโดยหารู้ไม่ว่าชายหนุ่มผู้ที่สร้างความ พรั่นพรึงมาทั่วแคว้นแดนไพศาลผู้นี้กำลังตัวสั่นงั่นงกแบบเก็บอาการไว้ภายใน อยู่

ว่าเมียเขาน่ากลัวเป็นบ้าเลย.....

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

ความ ทรงจำที่แสนจะทำลายภาพพจน์ความเป็นจอมมารที่แสนน่ากลัวและน่าพรั่นพรึงผู้ ซึ่งถูกคนขนาดนามว่าเป็นจอมมารที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ได้แว่บผ่าน เขามาในความทรงจำของเขาในขณะที่เขากำลังเดินอยู่บนระเบียงทางเดินในตึกเรียน ที่แสนจะงดงามแห่งนี้อย่างช้าๆอยู่เพียงลำพังแต่ผู้เดียว

“กระจก...” จิงคเอ่ยพึมพำขึ้นมาเบาๆอย่างไม่มีความหมายหลังจากตั้งสติได้แล้ว

ก่อน ที่เขาจะจัดแจงมองซ้ายขวาเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่น่าจะปรากฏอยู่แถว ระเบียงแห่งนี้ อะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นการตอบโจทย์ของคำถามที่เขามีอยู่เป็นโหลหลายๆโหล นี้ได้เกือบทั้งหมด

“นั้นไง” เขาร้องออกมาอย่างยินดี

ก่อนที่ เขาจะจัดแจงก้าวเท้าเดินเข้าไปหาสิ่งที่เขาค้นพบนั้นทันที แต่กระนั้นเขาก็ไม่วายจัดแจงการแต่งตัวให้พอดูดีเป็นพิธีอย่างเช่นทุกทีที่ เขาจะใช้สิ่งนั้น ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยที่จะทำแบบนั้นเลย แต่ตั้งแต่ที่เขามาอยู่ในสภาพแบบนี้เขาเริ่มจะติดนิสัยบ้าๆนี้มาโดยไม่รู้ ตัว

“กระจกเอย... จงบอกข้าเถอะ ใครงามเลิศในปฐพี ว่าไปนั้นแฮะเรา” จิงคเอ่ยออกมาเบาๆ

หลัง จากที่เงาสะท้อนของกระจกบานใหญ่ที่ติดอยู่หน้าห้องปกครองของสถาบันแห่งนี้ ได้แสดงภาพสะท้อนของร่างเฮเลนที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้แล้ว แต่แล้วเขาก็มีอันต้องสะดุ้งโหยงแบบสุดตัวเมื่อมีเสียงใสๆที่แสนน่ารักของ หญิงสาวผู้หนึ่งตอบกลับมา

“ถามแปลกๆก็ต้องเป็นฉันสิจะให้เป็นใครไปได้ล่ะ”

“อะไรน่ะ!!!! จิงคร้องลั่นพร้อมทั้งหันมองไปรอบตัวทันที

“หันไปมองทางไหนก็ไม่เจอหรอกเพราะฉันอยู่ตรงนี้”

เสียงหญิงสาวคนเดิมที่ฟังดูแล้วคุ้นหูอย่างน่าประหลาดร้องเรียกเขาพร้อมทั้งโบกไม้โบกมือไปมาเพื่อเรียกร้องความสนใจให้เขาหันมามองเธอ

แต่รู้สึกเหมือนว่าเขากำลังโบกมือเองยังไงก็ไม่รู้

“ในที่สุดก็ได้คุยกันสักทีนะคุณจิงค” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นว่าจิงคได้มองมาตรงที่เธอยืนอยู่เรียบร้อยแล้ว

“นี่เธอ...”

“ฉัน ชื่อเฮลีน ทรอย หรือจะเรียกว่า เฮเลนก็ได้เพราะยังไงซะการอ่านออกเสียงก็ไม่ได้ต่างกันอยู่แล้ว เอาเป็นว่ายินได้ที่ได้รู้จักนะ ผู้เป็นตัวฉันอีกคน” หญิงสาวผู้นั้นได้โค้งทักทายเขาอย่างเป็นกันเองด้วยท่าทีที่น่ารักน่าหลงใหล สมกับเป็นสาวงามที่ไม่ถือตัวแบบประมาณว่า ถ้าเธอยื่นมือมาจับมือทักทายเขาได้เธอคงทำไปแล้ว แต่มันมีส่วนสำคัญที่ติดไม่ให้เธอทำอย่างนั้นได้อยู่นี่สิ

เพราะเธอคนนั้นคือร่างสะท้อนของเขาที่อยู่ในกระจก

“โอ้ แม่เจ้า เกิดมาพึ่งเคยพบเจอผีในกระจกตัวเป็นๆแถมยังหน้าตาน่ารักอีก” จิงคพูดออกมาแบบไม่คิดเพราะสติกระเจิงไปแล้วกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอน นี้

แม้ว่าก่อนหน้าที่เขาคิดจะมาส่องกระจกเขาก็คิดอยู่แล้วว่ามันน่า จะเป็นแบบนี้ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้เตรียมใจไว้ว่ามันจะเป็นแบบที่เขาคิดจริงๆร้อย เปอร์เซ็นต์แบบไม่มีค่าความผิดพลาดหักลบติดมาให้เห็นแบบนี้

“ให้ตายเถอะ แบบนี้ท่าทางจะแย่แฮะ” เฮเลนผู้อยู่ในกระจกกุมขมับเบาๆด้วยท่าทีที่ซีเรียส

 

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

 

“เฮ้อ...”

เสียง ถอนหายใจเบาๆของหญิงสาวรูปงามนามว่าเรธิเซียได้ดังขึ้นมาเบาๆหลังจากที่เธอ พาร่างไดเต้ลอยออกจากที่ที่จิงคอยู่เรียบร้อยแล้วก่อนที่เธอจะหยุดเท้าแล้ว หันไปมองจุดที่เธอเดินจากมาเล็กน้อยปล่อยให้ร่างของไดเต้ลอยไปอย่างไร้จุด หมายจนพ้นสายตาเธอไป

“นี่เรื่องนี้มันจะจบดีหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆบนระเบียงที่เธอยืนอยู่คนเดียวในตอนนี้

“ขนาดคุณผู้มีศักดิ์เทียบเท่าเป็นพระเจ้าของใบโลกนี้ยังตอบไม่ได้แล้วฉันจะตอบได้เหรอค่ะ”

เสียง ของหญิงสาวอีกคนตอบกลับจากหลังเสาอาคารเรียนที่อยู่ในจุดมุมมืดที่สุด ก่อนที่ร่างของผู้ที่ตอบคำถามนั้นจะเดินมาปรากฎตรงหน้าเธออย่างเชื่องช้า ปรากฎให้เห็นร่างของหญิงสาวผมสีน้ำตาลยาวสลวยที่ดูน่ารักเป็นอย่างมาก

“ว่าแต่อันที่จริงจะให้ฉันไปคุยกันตรงๆฉันก็...”

“แต่ ฉันไม่ชอบนี่นา ให้ตายเถอะ รู้หรือเปล่าว่าเฟรย์พูดถึงคุณวันละกี่หนหลังจากเหตุการณ์นั้นน่ะ” เรธิเซียเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก

“หึงว่างั้นเถอะ” หญิงสาวผู้นั้นตอบกลับอย่างรู้ทัน

“แล้วผิดด้วยหรือไง” เรธิเซียยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ก็เปล่าหรอกคะ”

“เอา เป็นว่าเรื่องนั้นพักไว้ก่อนเถอะ หลังจากที่ฉันแจ้งเรื่องนี้ไปมีข่าวคราวอะไรมาจากทางคุณบ้างมั้ย” เรธิเซียลดเสียงลงพร้อมทั้งเดินเข้าไปหาหญิงสาวอีกคนด้วยสีหน้าที่จริงจัง กับเรื่องนี้

“ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหรอกคะ”

“แล้วถือว่าเป็นข่าวดีหรือเปล่า”

“ก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไรด้วยคะ”

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องทำใจไว้หน่อยแล้วสินะ”

“คะ คุณน่าจะควรทำใจไว้หน่อยก็ดี”

“เหมือนกับที่เธอต้องทำใจเรื่องนั้นสินะ” เรธิเซียเอียงคอมองหน้าหญิงสาวผู้นั้นอย่างได้ทีเอ่ยตอกกลับ

“ให้ตายเถอะ คุณเนี้ยนิสัยเสียจังเลยนะค่ะ” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยสวนด้วยน้ำเสียงที่ซีเรียส

“ก็นะ สันดานฉันมันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา”

“และก็คงแก้ไม่ได้ด้วยสินะค่ะ”

“ใช่คงแก้ไม่ได้อีกแล้วล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายนะค่ะ”

“อือ ฉันก็ว่าอย่างงั้นนั้นแหละ”

จาก นั้นทั้งสองสาวก็เงียบลงไม่พูดคุยอะไรต่อปล่อยให้บรรยากาศแถวมันเต็มไปด้วย ความคุกรุ่นของอารมณ์บางอย่าง ก่อนที่เธอทั้งสองจะเปลี่ยนอารมณ์มาหัวเราะเสียงดังลั่น

“อ่านะ เราสองคนเนี้ยเหมือนกันจริงๆเลยนะ”

“เห็นเขาว่าเป็นเพราะฉันได้รับพลังของคุณมากเกินไป” หญิงสาวผู้นั้นตอบกลับหน้านิ่ง

“นั้นสินะ ก็อาจเป็นไปได้”

“ใช่แล้วคะ เพราะอย่างนั้นฉันถึงมาอยู่ที่นี่ในฐานะตัวกลางยังไงล่ะค่ะ เพื่อเชื่อมต่อตัวคุณและโลกของคุณเข้ากับโลกของพวกฉัน”

“เตรียมพร้อมเพื่อแผนการสุดท้ายสินะ”

“ใช่ คะ แต่ก่อนหน้านั้นคุณต้องทำแผนตรงจุดนี้ให้จบให้ได้ก่อน โดยที่ทุกคนในที่นี้ไม่รู้ตัวด้วยว่าแผนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็น แผนของคุณผู้มีพลังดลบันดาลได้ทุกสิ่งในโลกนี้ คุณรีเซียน่า” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยออกมาอย่างเป็นงานเป็นการ

“เรื่องนั้นฉันถนัดอยู่ แล้วน่ะ ฉันรับรองได้เลยว่าเรื่องจะจบลงในรูปแบบที่ทางคนคนนั้นปรารถนาอย่างแน่นอน” เรธิเซียเอ่ยรับคำด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแต่แฝงไปด้วยความไม่สบายใจ

“งั้น ก็ดีคะ เพราะทางคนคนนั้นก็หวังไว้มากเหมือนกับตัวคุณ” หญิงสาวผู้เอ่ยรับอย่างพอใจกับประโยคยืนยันความั่นใจจากเรธิเซีย ก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินกลับที่หลังเสาที่เธอเดินออกมา

“นี่คุณศิ”

“หือ”

“คุณเคยแค้นใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้บ้างหรือเปล่า”

“อย่างมากเลยคะ” หญิงสาวที่ชื่อศิเอ่ยตอบกลับแบบไม่คิด

“แล้วคุณไม่เคยคิดที่จะต่อสู้มันบ้างเหรอ”

“แบบที่ชายหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของเรื่องนี้กำลังทำอยู่เหรอค่ะ”

“ก็ประมาณนั้น”

“ก็ ไม่ใช่ว่าไม่เคยหรอกนะค่ะ แต่ฉันคิดว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์คะ เพราะลำพังพลังของฉันคงไม่อาจที่จะทำให้คนคนนั้นเปลี่ยนไปได้ และที่สำคัญคนคนนั้นก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่คนที่เลวร้ายด้วย เพราะดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่เข้าใจความทุกข์ของทุกคนดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะยอมรับสิ่งที่เขากำหนดมาทุกอย่างหรอกนะค่ะ เพราะบางอย่างมันก็เป็นทางเลือกของตัวฉันเองด้วยคะ”

“อย่างเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้สินะ”

“คะ ถึงจะรู้ว่าต้องเจ็บปวดแต่ฉันก็อยากจะมีความสุขกับสิ่งที่ฉันเลือกให้นานที่ สุดอย่างน้อยก็จนวันสุดท้ายของช่วงเวลานี้” หญิงสาวที่ชื่อศิก้มหน้าลงมองพื้นเล็กน้อยอย่างเจ็บปวดกับเรื่องราวนั้น

“คุณเนี้ยเข้มแข็งจังเลยนะ”

“เพราะ มันไม่มีทางเลือกนอกจากนั้นนี่ค่ะ หรืออาจจะมีแต่ฉันเลือกที่จะไม่มองเองก็ได้คะ เพราะอย่างถึงอย่างนั้นยังไงก็ฝากด้วยนะค่ะเรื่องคุณจิงค พีซ ฉันหวังว่าฉันคงได้ฟังข่าวดีจากทางโลกของคุณนะค่ะ”

“เธอคงจะไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะขนาดตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเขากำลังเดินไปในเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้อยู่จากทางฝั่งคุณและทางตัวฉันเอง”

“นั้นก็ดีคะ”

ว่า จบร่างของหญิงสาวผู้นั้นก็หายไปจากระเบียงทิ้งให้หญิงสาวผมดำต้องปั้นหน้า อย่างคิดไม่ตกกับสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อจากนี้ ก่อนที่เธอจะหันไปมองจุดที่จิงคเดินเข้าอาคารเรียนด้วยท่าทางที่รู้สึกผิด กับตัวเขาเป็นอย่างมาก

“ฉันเองก็รู้สึกสงสารเธออยู่หรอกนะจิงค แต่ว่าทางฉันเองก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอกนะ”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET