Jinx Pech ตอนที่ 49 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.49 - Kapitel 15 : Vergangenheit (อดีต)




สัมผัสที่นุ่มนิ่มกับเสียงพูดคุยที่ดังก้องได้เรียกสติของจิงคกลับมาอีกครั้ง เพราะดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้เขาจะหมดสติไปได้สักพักหลังจากเหตุการณ์ที่จู่จู่ก็มีแสงสว่างสีขาวพุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าร่างกายและสติของเขาได้สลายหายไปในขณะที่แสงนั้นปกคลุมตัวเขาหมด แต่พอเขาได้สติขึ้นมาอีกครั้งเขาก็รู้สึกว่ามีแสงอีกแสงหนึ่งมาปกคลุมเขาต่อก่อนที่สติเขาจะเลือนลางลงไปอีกครั้งหนึ่งเป็นแบบนี้อยู่หลายรอบจนทำให้จิงคเริ่มสับสนกับสถานการณ์ของตัวเขาเป็นอย่างมาก
“นี่มันอะไรกันเนี้ย?” จิงคพึมพำขึ้นมาเบาๆ
ในขณะที่เขาก็พยายามที่จะชันร่างให้ลุกขึ้นนั่งหลังจากที่เขามั่นใจว่าจะไม่มีแสงนั้นพาเขาวาร์ปไปไหนอีก แต่ฉับพลันเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างบนร่างกายเขาเพราะเขารู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับลงมาบนร่างที่นอนแผ่ของเขาอยู่ ก่อนที่เส้นผมสีเงินออกขาวจะปรากฎขึ้นมาให้เขาเห็นทันทีที่เขาหันไปมองบริเวณที่เขารู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับเขาไว้
“นี่มัน....”
แต่ว่าไม่ทันที่จิงคได้เอ่ยอะไรร่างเล็กๆนั้นก็เงยหน้ามาจ้องประสานตากับจิงคด้วยแววตาที่ไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ไร้อารมณ์
“มาถึงแล้วงั้นเหรอ?” เธอเอ่ยถามขึ้นมาสั้นๆด้วยน้ำเสียงฟังดูกระด้างน้อยๆ
“ถึงไหนงั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยถามสวนอย่างสงสัย
เพราะอันที่จริงในตอนนี้เขาก็ออกจะสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา แล้วเขาวาร์ปมาอยู่ที่ไหนกันแน่
หรือวันนี้มันจะเป็นวันแห่งการเทเลพอร์ตแห่งชาติกันแน่?
“ก็อดีตยังไงล่ะคะ” ไดอาน่าตอบกลับเสียงเรียบ
“หืม... อดีตงั้นเหรอ” จิงคพยักหน้าอย่างรับด้วยท่าทีที่เหมือนจะเข้าใจแต่อันที่จริงเขาไม่ได้เข้าใจเลยแม้แต่น้อยนิดว่าไดอาน่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
“แล้วพวกเรามาอดีตได้ยังไง” จิงคเอ่ยถามไปอย่างนั้นแบบที่ไม่รู้จะพูดถามยังไงดี
“จากวงแหวนเวทที่ตั้งอยู่ตัวถ้ำประสานกับพลังของจิงค ฉัน และคุณคริสซาออสรวมกันยังไงล่ะคะ” ไดอาน่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่หาได้มีท่าทีที่จะลุกจากร่างของเขาไม่
ว่าแต่จะนอนทับไปถึงเมื่อไรเนี้ย
ถ้าท้องขึ้นมาโทษเขาไม่ได้นะเฟ้ย!!!
“นี่ไดอาน่า...” ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวจึงเอ่ยเรียกเธอออกมาในที่สุดเพราะจะว่าไปตรงที่พวกเขานอนกองอยู่ในตอนนี้มันอยู่กลางถนนที่มีผู้คนเดินกันพลุกพล่านเลยนี่นา เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีเสียงคนพูดนินทาดังอยู่เป็นระยะๆแบบนี้
“ทำไมงั้นเหรอคะ” เธอเอียงคอถามสวนด้วยแววตาที่ไร้เดียงสา
แต่ดูไปดูมาแบบนี้เธอน่าจะแกล้งแอ๊บแบ๋วมากกว่านะ ให้ตายเถอะ ทำตัวเป็นชื่อหอพักนักศึกษาปีหนึ่งของสถาบันที่ตัวเองเรียนไปได้
คิดว่าทำแบบนี้มันน่ารักมากนักหรือไง!!!
แต่ถ้าให้เขาถามเองตอบเอง เขาก็คงตอบแบบทันทีเลยว่า...
ใช่แล้ว
ก็แหม... ใบหน้าโลลิที่ให้อารมณ์ชวนกอดแบบนี้ ใครบอกว่าไม่น่ารักก็แปลกแล้ว ไม่สิ คงต้องบอกว่ารสนิยมไอ้หมอนั้นคงมองของน่ารักในความคิดคนทั่วไปไม่เป็นอย่างแน่นอน แถมนิสัยยังชวนน่าค้นหาในรูปแบบที่เขาสนใจนั้นอีก มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่า....
ผู้หญิงที่นอนทับเขาอยู่ในตอนนี้มันน่ารักได้แบบน่าหวาดหวั่นเสียจริงๆ
แต่เรื่องนั้นมันก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่เขาควรต้องสนใจหรอกนะ ในเมื่อเขายังคงตกเป็นเป้าสายตาที่เป็นจุดสนใจของบุคคลที่เดินไปมาบนถนนแห่งนี้ด้วยสายตาที่ชวนให้เขารู้สึกรุ่มร้อนแบบแปลกๆยังไงชอบกล เพราะความรู้สึกของสายตานั้นมันสื่อออกมาชัดเจนจนแทบจะเป็นคำพูดเลยว่า...
เขาจะชวนไดอาน่ามา outdoor ตั้งแต่หัววันเลยหรือไง?
“ถ้ายังไงเธอช่วยลุกออกจากตัวฉันก่อนจะได้หรือเปล่า” จิงคเอ่ยประโยคที่สื่อถึงความหมายที่เขาต้องการสื่อสารมากที่สุดออกมา
“จิงคไม่ชอบเหรอคะแบบนี้” เธอถามกลับพร้อมกับส่งสายตาใสซื่อมามองเขาจนทำให้จิงครู้สึกได้ว่าถ้าให้เทียบกับผู้หญิงที่เขาเคยรู้จักในชีวิตมาเกือบทุกคนแล้ว
ยัยนี่ดูท่าจะตอแหลได้เก่งในระดับต้นๆเลยแฮะ
ทั้งที่รูปลักษณ์ไม่น่าชวนจะให้ดูเป็นหญิงสาวที่มีสันดานแบบนั้นได้เลยแม้แต่น้อย แต่เพราะอย่างนั้นมันเลยทำให้เขารู้สึกไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอคนนี้ถึงอยู่กับนานาเอลได้
เพราะคนที่นิสัยเสียเหมือนกันมันย่อมดึงดูดกันสินะ
“โทษทีนะ เผอิญฉันไม่ค่อยชอบผู้หญิงอกกระดานหรอกนะ” จิงคได้ทีเอ่ยสวนเข้าเป้าปมด้อยของหญิงสาวผู้นี้ทันที
เอาสิ เจอเข้าไปแบบนี้จะยังนิ่งได้อยู่อีกหรือเปล่า
“งั้นเหรอคะ แย่จังทั้งที่มันเป็นจุดขายของฉันแท้ๆ”
ไดอาน่าปั้นอีกสีหน้าหนึ่งที่จิงคไม่ค่อยได้เห็นออกมา เพราะเธอแสดงสีหน้าที่เหมือนจะครุ่นคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องนั้นอย่างซีเรียส ก่อนที่เธอจะก้มลงมองหน้าอกของเธออย่างไม่คิดอะไรไปมากกว่าว่าจุดขายของเธอมันทำให้จิงคพอใจไม่ได้
เอาเป็นว่ายัยนี่ไม่สะทกสะท้านเลยกับประโยคนั้นของจิงคเลยแม้แต่เศษเสี้ยวของคำว่าน้อย
บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเธอเข้าใจถึงเสน่ห์ของตัวเองดีล่ะมั้ง เพราะถ้าให้เธอเปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นที่แปลกแยกมากกว่านี้ มันก็คงอาจจะไม่สามารถทำให้เธอดูน่ารักน่าลงตัวได้แบบนี้
ไปไปมามาเขารู้สึกว่าเขารับมือไดอาน่าได้ยากกว่ายัยนางมารแอ๊บแบ๋วนานาเอลอีกแฮะ
“ถ้าเข้าใจแล้วก็ช่วยลุกหน่อยได้หรือยัง” จิงคพยายามที่จะพูดชักจูงให้หญิงสาวผู้นี้ลุกขึ้นต่อทันที
“อือ”
ไดอาน่าพยักหน้าน้อยๆเป็นการตอบรับอย่างว่าง่ายด้วยสายตาที่หดหู่แบบประมาณว่าเธอคงจะคิดมากเรื่องที่เป็นจุดขายของเธอมันทำให้เขาพอใจไม่ได้ล่ะนะ
แต่ก็นะ สภาพแบบนั้นถ้าเขาเผลอไปหลงใหลเธอคนนี้ได้ลงคงมีหวังว่าความรู้สึกที่ถูกต้องที่ยึดมั่นในหลักจริยธรรมที่เขามีอยู่น้อยนิดจนแทบจะไม่เหลืออยู่แล้วบางอย่างของเขามันคงจะสูญหายไปพร้อมกับความรู้สึกนั้นอย่างแน่นอน
แม้ว่าในความเป็นจริงเธอคนนี้จะไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้นก็ตาม
แต่ทว่าหลังจากที่ไดอาน่าลุกขึ้นมาได้สักพักแล้วสังเกตเห็นสภาพรอบตัวของเธอในตอนนี้เธอก็รีบวิ่งเอาหน้ามาซุกที่หลักจิงคทันทีพร้อมทั้งกอดเขาไว้แน่นด้วยท่าทีที่ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคนกับเมื่อครู่นี้จนทำเอาประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“นี่ไดอาน่าเป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย
ว่าทำไมยัยผู้หญิงโลลิที่ดูหน้าด้านตอนแรกถึงเปลี่ยนกลายเป็นหญิงสาวขี้อายกะทันหันได้อย่างไม่มีเหตุผล
“มีคนเยอะแยะเต็มไปหมดเลย” เธอตอบเสียงแผ่วเบา
“หา?” คำตอบนั้นทำเอาจิงคต้องขมวดคิ้วเป็นปมเงื่อนตายที่แก้ไม่ออกได้ง่ายๆออกมาทันที
แล้วไอ้ที่คุณเธอทำเมื่อกี้คุณเธอไม่รู้เหรอว่าคุณเธอกำลังอยู่ท่ามกลางผู้คนแบบนี้
“นี่เธอไม่รู้เหรอว่าเรามาโผล่อยู่กลางถนนใจกลางเมืองแบบนี้” จิงคได้ทียิงคำถามที่ค้างอยู่ในใจเขาออกไปทันที
“ใครจะไปรู้ล่ะ” เธอตอบกลับมาแบบกึ่งไม่พอใจทั้งที่ตัวเธอในขณะนี้แทบที่พยายามจะแหวกผิวหนังด้านหลังของเขาเพื่อที่จะมุดเข้าไปให้ได้อยู่แล้ว
ถ้าไม่ติดว่าเห็นเธอกำลังกลัวออกนอกหน้าแบบนี้อยู่เขาคงแหกปากร้องลั่นว่าเจ็บไปแล้ว
“อย่างกับเป็นคนละคนกับตอนเมื่อครู่นี้เลย” จิงคพึมพำออกมาเบาๆ
แต่กระนั้นเขาก็เริ่มพอจะเข้าใจในตัวหญิงสาวผู้นี้มากขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเขาเคยพูดก่อนหน้านี้กับไดอาน่าหลังจากที่เขาสังเกตเธอมานานเป็นปี

“นี่ไดอาน่าอันที่จริงเธอไม่ใช่ผู้หญิงขี้กลัวหรอกนะ เพียงแต่ว่าเธอกลัวที่จะเผชิญหน้าในตอนแรกมากกว่า แต่ถ้าลองเธอได้เผชิญแล้ว เธอจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเลยเพราะเธอจะมากไปด้วยความมั่นใจที่ล้นเปี่ยมซึ่งเป็นเอกลักษณ์และลักษณะนิสัยของคนที่น่าประหลาดมากๆเลย มากจนบางครั้งฉันก็สนใจที่จะค้นหาในตัวเธอ ว่าสรุปแล้วตัวตนไหนคือตัวตนที่แท้จริงของเธอกันแน่”

สรุปง่ายๆผู้หญิงคนนี้เป็นพวกกลัวในการเริ่มต้นหรือพูดให้ถูกคือกลัวที่จะเข้าหาในสิ่งที่ไม่รู้นั้นเอง แต่ถ้าเธอกล้าที่จะเข้าหาเมื่อไรความกลัวพวกนั้นจะหายไปจากเธอสิ้น
มันช่างเป็นนิสัยที่น่าประหลาดดีแท้
แต่ว่ามันก็น่าแปลกที่บุคลิกแบบนั้นกลับดูมีเสน่ห์ชวนเข้าหามากกว่าน่ารำคาญสำหรับตัวจิงค
“นี่จิงคไปจากที่นี่กันเถอะ” ไดอาน่ารีบพูดออกมาทันที
“จ้า จ้า” จิงครับคำแบบขอไปทีพร้อมอมยิ้มน้อยๆ
แบบนี้ก็ดูน่ารักไปอีกแบบแฮะ

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

ผู้คนที่เดินขวักไขว่กับเครื่องแต่งกายที่ดูแล้วไม่คุ้นตาสองสิ่งนี้ทำให้จิงครู้สึกมึนงงและสงสัยเป็นอย่างมากว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่ แม้จะบอกว่าเขาย้อนกลับมาอยู่ในอดีตก็เถอะ แต่เรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้งั้นเหรอด้วยความสามารถของจอมเวทเพียงไม่กีคนนี่นะ เพราะเวทกาลเวลาถือว่าเป็นเวทขั้นสูงที่ต้องสิ้นเปลืองพลังเวทเป็นจำนวนมากถึงมากที่สุดแท้ๆ
เอาเป็นว่าเป็นเวทที่ถึงขนาดจอมเวทขั้นสูงยังยากที่จะใช้เลย
“นี่สรุปแล้ว....”
จิงคทำท่าจะหันไปถามไดอาน่าที่ตอนนี้ซุกหน้าอยู่ที่แผ่นหลังของเขาด้วยท่าทีที่น่ารักน่าเอ็นดู แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบประโยคแม่สาวสองอารมณ์ก็เอ่ยตอบดักอย่างรู้ทันขึ้นมาก่อน
“เมืองหลวงของโลกที่ซึ่งเป็นพำนักของเหล่าบุคคลในราชวงศ์และนักบวชระดับสูง ‘อาคาเดีย’”
คำตอบที่ตรงคำถามก่อนที่เขาจะถามได้จบประโยคนั้นได้สั่นผ่านอากาศเข้ามาในหูของเขาก่อนที่ชายหนุ่มผู้นี้จะปั้นหน้าออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
นี่เขามาอยู่ในเมืองหลวงของโลกในยุคอดีตงั้นเหรอ?
แล้วทำไมเขาถึงต้องมาที่นี่ล่ะ?
สองคำถามสั้นๆได้บังเกิดขึ้นมาในความคิดของเขาอย่างหาคำตอบไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวที่ซุกหน้าอยู่ที่แผ่นหลังของเขาจะรู้ทันถึงคำถามที่เขาไม่ได้พูดออกมานั้นอย่างชัดเจน
“การค้นหาความรู้สึกของจิงคมันไม่ใช่สักแต่ว่าจะไปค้นหาที่ไหนก็ได้หรอกนะคะ” ไดอาน่าเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบเป็นการพูดอธิบาย
“แหม... ทำยังไงกับว่าความรู้สึกของฉันมันเป็นสิ่งที่หายากเลยนะ”
“แล้วจิงคคิดว่าตัวเองเป็นใครล่ะคะ” ไดอาน่าถามสวนขึ้นมาทันที
“ชายหนุ่มที่ชื่อว่า ’จิงค พีซ’ นักต้มตุ๋นตัวซวยผู้ไร้คำว่า ‘โชคดี’ เข้ามาในชีวิตประจำวันนะสิ” จิงคเอ่ยตอบแบบพยายามเถียงกลับคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงที่ตอกย้ำว่าเขาคือจิงค พีซ
“พยายามที่จะคิดแบบหนีความจริงอยู่สินะคะ”
“ไม่หรอกนี่แหละความจริงของฉัน”
“งั้นก็ขอให้มันเป็นความจริงได้จนจบเรื่องนะคะ” ไดอาน่าพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะเยาะเย้ยพร้อมทั้งกระตุกเสื้อเขาเพื่อบอกอะไรเขาอีกอย่าง “ถึงแยกหน้าให้เดินเลี้ยวขวานะคะ”
“หืม?” จิงคขมวดคิ้วกับคำสั่งนี้พอสมควร
“นี่จิงคพวกเราไม่ได้มาที่นี่อย่างไร้เหตุผลและเป้าหมายที่จะไปหรอกนะคะ”
“แล้วถ้าอย่างนั้นเป้าหมายที่จะไปในตอนนี้คือที่ไหนกัน” จิงคได้ทีเอ่ยถามถึงคำถามที่เขาอยากจะรู้ทันที
“แอสการ์ด” ไดอาน่าตอบกลับคำถามนั้นอย่างสั้นๆ
แต่ทว่าคำตอบนั้นเล่นทำเอาจิงคตาแถบถลนออกมาแบบตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
ไม่ใช่ว่าเขาฟังผิดไปเองหรอกนะ ว่าไดอาน่ากำลังต้องการให้เขาและเธอไปที่พระราชวังหลวงของโลกอันเป็นที่ประทับของเหล่าราชวงศ์และนักบวชระดับสูงของโลกใบนี้
พระราชวังที่คนธรรมดายากจะย่างกรายเข้าไปถึง
“นี่ไดอาน่าเธอกำลังล้อเล่นฉันอยู่ใช่ไหม”
“นี่จิงคคิดว่าฉันเป็นคนที่ชอบพูดล้อเล่นขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ” ไดอาน่าตอบกลับเสียงเรียบด้วยคำตอบที่ทำให้จิงคอยากกุมขมับ
เพราะจะว่าไปหญิงสาวผู้นี้ก็ไม่ค่อยชอบพูดล้อเล่นกับเขาอยู่แล้ว ไม่สิ ไม่ค่อยพูดด้วยเลยมากกว่าเพราะถ้าบอกว่าหนนี้ที่จิงคพูดคุยกับไดอาน่าอยู่ถือเป็นสถิติใหม่ล่าสุดที่เขากับไดอาน่าจ้อกันยาวที่สุดก็คงจะไม่ผิดนั้นเนื่องจากทุกครั้งที่พวกเขาพูดคุยกันยังไม่ถึงห้านาทีดีการสนทนานั้นก็จบลงแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ไดอาน่าถามกลับแบบนี้ก็ออกจะเป็นคำถามที่ตอบลำบากสำหรับจิงคพอสมควร
เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนชอบพูดยังไงกันแน่
“แต่ว่าเธอก็รู้เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของที่แห่งนั้นนี่นาว่า...”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกยิ่งถ้าเป็นจิงคในตอนนี้ด้วยแล้วยิ่งสบายเข้าไปใหญ่เสียด้วยซ้ำ” ไดอาน่าตอบขัดก่อนที่จิงคจะได้พล่ามจบพระโยคจนทำให้เขาเขารู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้ชอบพูดขัดก่อนคนอื่นจะพูดจบประโยคเป็นอย่างมาก
คงจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกสำหรับเธอสินะเรื่องแบบนี้
“หมายความว่ายังไง?” จิงคหันหน้าไปมองไดอาน่าด้วยแววตาที่สงสัย
“ก็หมายความว่าการที่จิงคคิดว่าตัวเองเป็นชายหนุ่มที่ชื่อว่า ’จิงค พีซ’ นักต้มตุ๋นตัวซวยผู้ไร้คำว่า ‘โชคดี’ เข้ามาในชีวิตประจำวันนั้นเป็นเรื่องที่จิงคคิดผิดและหนีความจริงเป็นอย่างมากน่ะสิคะ” เธอยิ้มออกมาปิดท้ายประโยคคำพูดที่เขาเคยพูดแก้ตัวกับเธอไปเมื่อครู่นี้อย่างอารมณ์ดี
แต่เพราะประโยคนั้นมันยิ่งทำให้จิงคตีสีหน้าออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจเป็นอย่างมาก
“ให้ตายเถอะ ฉันไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้เลยสิผับพ่า...” เขาสบถออกมาเสียงค่อย

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

“พวกจิงคจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ”
หญิงสาวผมบ๊อบที่เดินอยู่ในกลุ่มหนึ่งหนุ่มหล่อ หนึ่งแม่มดสาวแสนสวยและหนึ่งชายหน้าหม้อได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงกับสถานการณ์ของพวกจิงคที่ต้องไปที่ริโอเน่ดิเอทรูเดียนด้วยภารกิจที่ฟังดูแล้วไม่เป็นรูปธรรมเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อเทียบกับภารกิจของเธอและสถานที่ที่เธอต้องมาแล้วมันช่างแตกต่างกันลิบลับเลย
‘ให้ไปเก็บเห็ดสดที่ใต้ต้นอิกดราซิล’
เอาเป็นว่ามันดูแล้วเป็นภารกิจที่ไร้สาระยังไงพิกลก็ไม่รู้กับภารกิจที่ดูเหมือนจะเสี่ยงตายแต่ดูง่ายดายอย่างนี้
เพราะตอนนี้พวกเธอได้เก็บเห็ดสดที่ว่ามาเรียบร้อยแล้ว
“เป็นห่วงงั้นเหรอซีรัส” วัลแคนเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยกับท่าทีของซีรัสที่แสดงออกมา
“ก็แหงสิ ทางจิงคกับพวกคุณนานาเอลยังไม่เท่าไรหรอกแต่ไซคี...” ซีรัสกำลังเอ่ยตอบแต่ว่าวัลแคนกลับพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“แน่ใจว่าเป็นห่วงแค่ไซคีน่ะ”
คำถามนี้เล่นทำเอาซีรัสสะอึกขึ้นมาทันทีอย่างเอียงอายเมื่อเธอถูกไอ้หนุ่มผมแดงผู้นั้นจับพิรุธของเธอได้
“มันแน่อยู่แล้วสิก็ไซคีน่ะ...” ซีรัสพยายามที่จะพูดแก้ตัว
“แหม... เอาเพื่อนมาอ้างแบบนี้ไม่ดีเลยนะ” วัลแคนพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สนุกสนานกับเรื่องนี้
แต่ก็แน่ล่ะ เพราะว่านานๆทีเขาจะได้เห็นท่าทีที่ดูกังวลใจของหญิงสาวผู้นี้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างเช่นเรื่องรักๆใคร่ๆนี่นา แต่ทว่าฉับพลันชายหนุ่มผมแดงผู้นี้ก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงจะค่อยๆหายไปพร้อมกับสติที่เลือนรางเพราะสัมผัสของใครบางคนที่ยื่นมือมาแตะที่คอเขาเบาๆ
ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าฝีมือใคร
“คุณฟีอา....” วัลแคนเอ่ยออกมาเบาๆก่อนที่ร่างเขาจะล้มไปกองอยู่บนพื้น
“ให้ตายเถอะ เรื่องแบบนี้เขาเอามาล้อเล่นกันด้วยงั้นเหรอ” ฟีอาบ่นออกมาเบาๆพร้อมทั้งส่งสายตามองมาทางซีรัสด้วยแววตาที่นิ่งเรียบ
“จริงไหมคะ”
ว่าจบเธอเธอคลี่ยิ้มที่ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาใจกลางดินแดนที่หนาวเหน็บไปทางหญิงสาวผมบ๊อบที่ยืนนิ่งมองเธออย่างไม่รู้ว่าควรจะตอบรับท่าทีนี้ของเธออย่างไร
เพราะออร่าที่ฟีอาแผ่ออกมามันไม่ชวนรู้สึกให้เธออยากตอบคำถามนั้นเลย
“แหม... เงียบไปเลยนะคะคุณซีรัสพูดอะไรบ้างสิคะ” ฟีอาเอ่ยเสริมขึ้นมาหลังจากที่เห็นซีรัสไม่ยอมตอบคำถามอะไรของเธอเลย
แล้วจะให้ฉันควรพูดอะไรดีล่ะคะ ซีรัสคิดในใจอย่างซีเรียส
ครั้นจะหันไปขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่มรูปหล่อที่เหลืออยู่ในกลุ่ม ไอ้หมอนั้นก็กลับหันหน้าเดินหนีไปซะเฉยๆ
สุภาพบุรุษมากเลยนะคุณท่านเอย.....  
สมน้ำหน้าแล้วที่คุณนานาเอลไม่หันมามองน่ะ ซีรัสอดแช่งชักหักกระดูกเซเฟอรัสในใจไม่ได้เมื่อเห็นลักษณะนิสัยที่น่าเกลียดแบบนั้น
แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ ถ้ากลับสถานภาพกันระหว่างเธอกับเขาเป็นเธอเธอก็ทำแบบเขาล่ะนะ ก็อีกฝ่ายที่กำลังเขม่นเธออยู่เธอมีสมญานามและลักษณะนิสัยที่น่ากลัวเป็นอย่างมากนี่นา และยิ่งคบมาปีกว่าเธอก็ยิ่งรู้อย่างแน่ชัดเลยว่าข่าวลือที่มีเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริงแน่นอน สังเกตได้จากสภาพของไอ้หนุ่มหัวแดงที่นอนกองอยู่บนพื้นได้เลย
หน้ามันไม่ได้ชวนมีความสุขกับสัมผัสของแม่มดสาวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
“ก็ประมาณนั้นคะ” ซีรัสยิ้มแห้งๆและพูดตอบคำถามนั้นอย่างขอไปที
ทว่าคำตอบนั้นแทนที่จะทำให้ฟีอานั้นหยุดที่จะพูดคุยในหัวข้ออันตรายนั้นต่อมันกลับทำให้ฟีอาเดินเข้ามาใกล้เธอมากกว่าเดิมด้วยสีหน้าที่จริงจังกับเรื่องที่เธอได้ยิน
“แสดงว่าคุณซีรัสเองก็....” ฟีอายื่นหน้ามากระซิบข้างหูของเธอเบาๆ
“เปล่านะคะคุณฟีอาคือว่า....” ซีรัสพยายามพูดแก้ตัวออกมาทันที
“รีบแก้ตัวแบบนี้มันยิ่งน่าสงสัยนะคะ” ฟีอายิ้มออกมาบางๆ
ก่อนที่เธอจะถอยห่างออกจากร่างของซีรัสที่ตอนนี้กำลังเหงื่อแตกซิกๆเพราะความกลัว
จะฆาตกรก็ดี แม่มดก็ดีหรือเทพธิดาก็ตาม ไอ้คุณจิงคเนี้ยช่างสรรหาผู้หญิงในฮาเรมได้น่าพิศมัยดีจริงๆเลย
แต่จู่จู่เหมือนเธอได้ยินเสียงกระซิบว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหาแบบนี้เลยจากจิงค
“ไม่ต้องกลัวหรอกคะ ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรหรอกคะ” ฟีอาหรี่ตามองมาทางซีรัสด้วยแววตาที่เหมือนจะเขม่นใส่
ปากบอกว่าไม่แต่ใจไม่ชวนให้คิดแบบนั้นนี่หว่า
“ที่จริงฉันก็แค่ทำตามสัญชาตญาณเท่านั้นเองคะ” ซีรัสก้าวถอยหลังเล็กน้อย
“แหม... ดูพูดเข้าสิคะคิดว่าฉันจะทำอะไรคุณงั้นเหรอคะ” ฟีอาปั้นหน้ายิ้มออกมาอย่างเป็นมิตรให้ซีรัส
“ก็หลายอย่างคะ” ซีรัสตอบสวนทันที
ให้ตายเถอะ ถึงตอนนี้จะแถหรือจะไถหรือจะไปยังไงก็ช่างแล้ว เพราะเธอเริ่มหาทางออกจะสถานการณ์บ้าบอนี้ไม่เจอแล้ว
“เหรอคะ แล้วสาเหตุล่ะคะ”
“ก็มาจากชายหนุ่มที่คุณฟีอาหลงชอบทั้งนั้นเลยคะ”
“ไม่ได้หลงชอบคะ” ฟีอาพูดเสียงเข้มออกมาทันทีด้วยสีหน้าที่ขึงขังจนทำเอาซีรัสสะดุ้งน้อยๆ
นี่เธอเข้าใจความสัมพันธ์กับท่าทีของฟีอานั้นผิดงั้นเหรอ แต่ว่าการกระทำทุกครั้งที่เธอคนนี้แสดงออกมามันก็สื่อความหมายเป็นแบบนั้นทุกครั้งนี่นา แล้วทำไม....
“แล้ว....”
“ฉันไม่ได้หลงชอบคะ ความรู้สึกนั้นไม่ใช่คือการหลงชอบแน่นอนคะ แต่มันคืออารมณ์ของการหลงรักมากกว่าคะ” ฟีอาตอบกลับด้วยท่าทางที่เห็นได้ยากยิ่งจากหญิงสาวที่เกือบจะดูไร้อารมณ์ต่อหน้าคนอื่นยกเว้นจิงค
ท่าทางที่เอียงอายเพราะคำพูดที่ชัดเจนของตน
ให้ตายเถอะ ถ้าซีรัสเป็นผู้ชายเธอคงจะหลงรักผู้หญิงคนนี้เข้าไปเกือบร้อยรอบในหนึ่งวินาทีแล้วก็ได้นะเนี้ย
แต่น่าเสียดายที่เธอเป็นผู้หญิงนี่สิ แล้วแถมยังเหมือนจะเป็นศัตรูหัวใจของเธอคนนี้ด้วย
“พูดได้ชัดเจนเลยนะคะ”
“เพราะดิฉันไม่ชอบอ้ำอึ้งหรือโป้ปดตัวเองคะ ต่อให้มันเป็นเรื่องน่าอายก็ตาม แต่ถ้ามัวแต่ทำแบบนั้นมันอาจจะทำให้เราเสียใจก็ได้คะ”
“เหมือนพูดสั่งสอนเลยนะคะ” ซีรัสเริ่มผ่อนคลายจากความรู้สึกกลัวจากคำพูดนั้นของฟีอาพอสมควร
“เป็นการพูดเตือนคะ” ฟีอายิ้มตอบรับด้วยท่าทางที่น่ารัก
“ถึงเรื่องอะไรคะ”
“ว่าคนเราไม่ควรอายจนเกินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องคะ”
“งั้นฉันจะจำไว้คะ”
“ใช่คะ คุณควรจะจำไว้ จำไว้ว่าฉันเองก็ออกจะขี้หึงเหมือนกันถึงจะไม่แสดงออกก็เถอะคะ แต่ถ้าจิงคปรารถนาฉันก็คงไม่ว่าอะไรคะ” ฟีอายื่นหน้ามาซีรัสด้วยแววตาที่หาเรื่องก่อนที่เธอจะสะบัดหน้าหนีไป
เธอพึ่งรู้ว่าฮาเรมนี้มีรับน้องกันแบบนี้ด้วยแฮะ
แต่เดี๋ยวสิ คิดแบบนี้ก็เหมือนกับว่าเธอกำลังอยากเข้าฮาเรมของนักต้มตุ๋นคนนี้จริงๆนะสิ ใบหน้าซีรัสแดงขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดแบบนั้น
“แต่ว่าตอนนี้เรามีที่ที่ต้องไปก่อนกลับนะคะ” ฟีอาเอ่ยขึ้นมาอย่างยิ้มแย้มเมื่อเห็นแบบนี้
“ที่ไหนเหรอคะ”
“ก็ที่ที่ทำให้คุณต้องรู้สึกดีใจนะสิคะ เป็นนที่ที่คุณจะสามารถทำประโยชน์กับคนที่คุณสนใจอยู่ได้” ฟีอาตอบกลับอย่างมีเล่ห์นัยจนให้ซีรัสเริ่มกังวลขึ้นมาน้อยๆ
ว่าหลังจากนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------





NEKOPOST.NET