Jinx Pech ตอนที่ 47 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.47 - Kapitel 13 : Sünde (บาป)





“สรุปแล้วความถูกต้องที่นายว่ามันคืออะไรกันงั้นเหรอ?”

เสียงที่โครนอสเคยพูดในความฝันได้เรียกให้จิงคตื่นขึ้นมาในโลกความเป็นจริงอีกครั้งอย่างไม่อยากที่จะลืมตาตื่นเลยแม้แต่น้อย
ความจริง ความฝันและความทรงจำ
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวถ่วงที่ทำให้จิงครู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตเขายุ่งเยิงขึ้นทุกทีอย่างที่เขาเองก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมชีวิตเขาถึงบานปลายได้ขนาดนี้
เพราะเขาเคยเป็นจอมมารหรือเพราะว่าเขาเป็นอาชญากร
สงสัยเหล่าความยุ่งเยิงวุ่นวายพวกนี้คงคือสิ่งที่เรียกว่ากรรมตามทันสำหรับเขาหรือเปล่า แม้ว่าจะดูหนักหนาก็ตาม แต่ความเป็นจริงแล้วมันอาจจะเบาเกินไปก็ได้ ถ้าเทียบกับสิ่งที่เขาเคยทำมา ทั้งในชาติที่แล้วและชาตินี้ เพราะทุกการกระทำของเขามันล้วนแต่ทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวดทั้งนั้น แม้ว่าเขาจะพยายามลดสิ่งนั้นให้น้อยที่สุดด้วยการสร้างกฎบ้าบอขึ้นมาในชีวิตของเขาก็ตาม
แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวดอยู่ดีในทุกครั้งของการกระทำของเขา
“ดูหน้าตาตื่นจังเลยนะคะ” ไซธีเรียเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นว่าจิงคตื่นแล้ว “ว่าแต่เตียงนี้มันอะไรเหรอคะ ถ้าดิฉันมองไม่ผิดฉันเห็นว่าที่หัวเตียงนี้มันมีชื่อท่านจิงคติดอยู่ด้วยนะคะ”
เธอเลือบนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูคมกริบราวกับเหยี่ยวแต่แฝงไปด้วยความน่ารักน่าค้นหานั้นไปที่หัวเตียงด้วยความรู้สึกที่สงสัยอย่างสุดขีดกับภาพที่ได้เห็น เพราะดูยังไงเตียงนี้ก็เหมือนจะถูกจัดไว้สำหรับจิงคโดยเฉพาะและแถมยังมีป้ายชื่อติดประกอบเพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของอีก
อะไรมันจะขนาดนั้น!!!!
“ก็อย่างที่เธอคิดนั้นแหละวิลเลี่ยม”
“นั้นนี่ก็เป็นเตียงที่ท่านจิงคไว้พลอดรักกับเหล่าสาวๆของท่านจริงๆเหรอคะ” ไซธีเรียมองเขาตาตื่นกับเรื่องราวที่เธอคิดไว้
นี่เธอคิดอย่างนั้นอยู่งั้นเหรอ?
ให้ตายเถอะ ในสายตาเธอแล้วเขาเป็นตัวอะไรกันฟะเนี้ย!!!!
สงสัยว่าน่าจะเป็นไอ้หื่นที่ชอบลากผู้หญิงขึ้นเตียงแบบไม่เลือกหน้าแน่ๆ ถ้าดูจากสภาพทางความคิดของเธอในตอนนี้แล้ว
“นี่วิลเลี่ยม เธอนี่ช่างคิดอะไรได้บรรเจิดแบบที่คนธรรมดาเขาไม่คิดกันเลยจริงๆนะ”
“ก็ท่านจิงคให้ความรู้สึกที่ชวนให้คิดแบบนั้นนี่คะ”
“นี่วิลเลี่ยมดูหน้าตาฉันซะก่อนที่จะพูดแบบนั้นเถอะ หน้าอย่างนี้จะไปหาหญิงที่ไหนพาขึ้นเตียงได้” จิงคชี้นิ้วไปที่ใบหน้าที่ดูแล้วไม่ค่อยน่าดูของตนทันทีเพื่อเสริมเหตุผลประกอบคำพูดนั้น
“เท่าที่ดูจากสมัยก่อนนะคะอย่างน้อยๆก็มีสามคนแล้วคะ” ไซธีเรียตอบด้วยรอยยิ้ม
“หา?” จิงคขมวดคิ้วเป็นปมกับคำตอบนี้ของสาวใช้ส่วนตัวของตน
“ก็มีท่านลิอา ท่านมีอา แล้วก็ดิฉันยังไงล่ะคะ” ไซธีเรียพูดเสริมคำตอบนั้นจนทำให้จิงคแทบหงายกลิ้งตกเตียงในทันที
ไอ้สองคนแรกเขาพอจะเข้าใจอยู่หรอกนะ แต่ไอ้คนสุดท้ายเนี้ยจะยอมจริงๆงั้นเหรอ ถ้าเขาชวนน่ะ
“ดิฉันก็ไม่ได้รังเกียจท่านจิงคหรอกนะคะ” ไซธีเรียเอ่ยต่ออย่างพอจะรู้ว่าจิงคคิดอะไรอยู่ในตอนนี้
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เลยดีไหม” เขาเอ่ยแย๊บออกไปอย่างได้ที
“ถ้าท่านจิงคไม่รังเกียจก็ไม่มีปัญหาคะ”
ว่าจบเธอก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมทำท่าจะถอดเสื้อผ้าทันทีจนจิงคนั้นต้องรีบตาลีตาเหลือกโผตัวเข้าไปหยุดการกระทำนี้ของเธอ
โดยการลากร่างของเธอมานอนแผ่บนเตียงและกดแขนทั้งสองข้างของเธอไว้
“ชอบแบบไม่ถอดหมดเหรอคะ ท่านจิงคเนี้ยรสนิยมแปลกจังเลยนะคะ” ไซธีเรียหรี่ตามองจิงคด้วยแววตาที่เรียบเฉย
“นี่วิลเลี่ยม ฉันน่ะนะเป็นอาชญากรในคดีต้มตุ๋นนะไม่ใช่โจรล่าสวาท” เขารีบเอ่ยแก้ตัวขึ้นมาทันที “และที่สำคัญเธอคิดว่าฉันชอบเรื่องอะไรแบบนี้มากนักหรือไง”
“ก็ท่านจิงคเป็นคนพูดเองนี่คะตั้งแต่วันแรกที่ท่านจิงคพาดิฉันกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลพีซด้วยกัน ว่าการที่ท่านจิงคพาดิฉันกลับมาไม่ใช่เพราะสงสาร อยากช่วยหรือสำนึกผิดอะไร เพียงแต่ฉันต้องการให้ฉันเป็นของของท่านจิงคก็เท่านั้นเองนี่คะ” ไซธีเรียเอ่ยสวนออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วดีใจน้อยๆ
ดูเหมือนว่าประโยคนี้จะทำให้จิงคอึกอักไปพอสมควรเพราะเถียงไม่ออก
“ก็นะ....” เขาเอ่ยประโยคคลาสสิกออกมาในที่สุดหลังจากนึกประโยคมาแถไม่ได้ก็แน่ล่ะ ใครจะไปพูดได้ว่าตอนที่เขาพูดประโยคนั้นออกไปในตอนนั้นก็เพียงเพราะว่าเขาต้องการช่วยเธอเท่านั้น เพราะถ้าเขาไม่พูดแบบนั้นแล้ว จากสภาพนิสัยเธอในสมัยก่อนไซธีเรียคงไม่ยอมที่จะตามเขากลับมาที่คฤหาสน์เพื่อยอมรับการช่วยเหลือนั้นจากเขา
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำสิคะ” ไซธีเรียปล่อยตัวตามสบายแบบสมยอมให้จิงคทำอะไรทุกอย่างกับเธอได้ถ้าเขาต้องการ
“นี่วิลเลี่ยมรู้หรือเปล่าว่าเธอเปลี่ยนไปมากเลยนะจากวันนั้น วันที่พวกเราพบกันครั้งแรกน่ะ” จิงคเอ่ยเรื่องอื่นเพื่อเลี่ยงกลบเกลื่อนเรื่องการกระทำที่ชวนให้นิยายเรื่องนี้โดนแบนไปเฉพาะหน้าก่อน
“ก็เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่ฉันต้องทนฝืนทำตัวแบบนั้นตลอดไปนี่คะ”
“ฉันว่าตอนนี้เธอน่าจะฝืนตัวเองมากกว่านะ”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ”
“ก็เพราะเธอกำลังทอดกายยอมให้คนคนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเธอล่มสลายมานอนกดเธอด้วยท่าทางที่เอารัดเอาเปรียบแบบนี้ยังไงล่ะ” จิงคมองเธอด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยมากขึ้นกว่าเดิม
“แต่นั้นก็เป็นอดีตที่ไม่อาจแก้ไขไปแล้วนี่คะ คนเราสมควรต้องมองที่ปัจจุบันและอนาคตมากกว่าที่จะมองไปที่อดีตที่แก้ไขไม่ได้ ประโยคนั้นท่านจิงคเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอคะ”
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าให้ทิ้งไปเลยหรอกนะ”
“ดิฉันก็ไม่ใช่ว่าทิ้งไปเลยนี่คะ เพียงแต่เลือกที่จะมองอนาคตที่ดีกว่าคะ”
“อนาคตอะไรงั้นเหรอที่เธอมอง”
“อนาคตที่ได้เป็นของของท่านจิงคยังไงล่ะคะ”
“นี่ฉันไปทำอะไรให้เธอรู้สึกอย่างนั้นงั้นเหรอ”
“ก็หลายเรื่องเลยคะ แต่เรื่องแรกที่สุดก็คงเพราะประโยคที่ฟังดูซึนดาเระประโยคนั้นล่ะมั้งคะ”
“นี่ฉันสมควรที่จะได้เธอเป็นของของฉันจิรงๆงั้นเหรอ”
“คุณสมบัติครบถ้วนเป็นอย่างดีเลยคะ”
“ทั้งที่ฉัน....”
“ท่านจิงคคะ เรื่องนั้นมันไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกนะคะ”
“แล้วมันเป็นความผิดของใครล่ะ มันเป็นบาปของใครกันล่ะ”
“ของดิฉันยังไงล่ะคะ เป็นบาปที่เกิดจากการก่อของดิฉันและครอบครัวเองคะ”
ไซธีเรียมองจิงคด้วยท่าทางที่มุ่งมั่นปราศจากความรู้สึกที่โกรธแค้นชายที่อยู่เบื้องหน้าของตนจนให้เขาอดมองหญิงสาวผู้นี้ด้วยใจที่หวั่นไหวไม่ได้
ทั้งที่เขาพยายามสร้างกำแพงมาตลอดด้วยการไม่ยอมเรียกชื่อเธอ
ทั้งที่เขาพยายามเลี่ยงที่จะไม่ยอมสนิทกับเธอเพราะความรู้สึกผิดที่คิดว่าตัวเองไม่สมควรที่จะได้อยู่ใกล้ๆเธอ
แต่ถึงกระนั้นเธอคนนี้กลับ....
“ไซธีเรีย.....”
“ในที่สุดก็ยอมเรียกชื่อของดิฉันสักทีสินะคะ”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนตัดฉากซูมภาพไปที่โคมไฟที่ไม่ได้เปิดเพราะตอนนี้มันพึ่งสิบเอ็ดโมงเช้าพร้อมกับเสียงของเหล่าชายหญิงที่อยู่บนเตียงนั้นเอง ฉับพลันโชคชะตาก็พลันเล่นตลกเนื่องจากคนเขียนบทมันขี้แกล้ง เพราะในระหว่างนั้นเองไอ้เมียหลวงในนามสมมติตัวดีก็โผล่มาพร้อมกับรุ่นพี่ น้องสาวสุดน่าชังและแม่มดผู้มิอาจสัมผัสแสนสวย
ถ้ามาแค่สามคนหลังคงไม่เป็นไรหรอกนะแต่ไอ้คนแรกดันเจือกโผล่มาด้วยนี่สิ
“นี่ฝากเฝ้าไข้ฉันต่อด้วยนะไซธีเรีย” จิงคเอ่ยออกมาอย่างทำใจ
“แน่ใจนะคะว่าไม่ให้ช่วยคะ”
ไซธีเรียมองหน้าเขาอย่างต้องการคำตอบที่เธอถามเพราะเพียงแค่เขาตอบว่า ‘ไม่’ เธอก็พร้อมที่จะช่วยชายหนุ่มคนนี้ทันที
“อือ เพราะมันเป็นบาปกรรมน่ะ บาปกรรมของฉันที่เป็นชายหนุ่มที่ชื่อจิงคน่ะ”
เขารับคำนั้นเสียงเศร้าพร้อมกับร่างที่ปลิวไปตามแรงของรองเท้าที่พุ่งมาใส่ที่สีข้างของเขาอย่างแรงจนทำให้ร่างที่ผอมบางอย่างเขาบิดไปซะน่ากลัวเลยทีเดียว
“ท่านจิงค!!!!” ไซธีเรียตะโกนเรียกเขาอย่างเป็นห่วง
แต่กระนั้นเธอก็ทำได้แค่มองในสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะท่านจิงคของเธอได้สั่งห้ามไว้ว่าไม่ให้ลงมือทำอะไรซึ่งเธอก็ไม่อยากขัดคำสั่งเสียด้วย เพราะอย่างนั้นจึงทำให้หนนี้จิงครู้สึกได้ตายเยี่ยงวีรบุรุษ
แต่เป็นวีรบุรุษที่ถูกเมียฆ่าตายเพราะเห็นเขากำลังนอกใจนะ

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

ภาพที่ไม่ชัดเจนกับเสียงที่ฟังดูแล้วก้องๆอยู่ในหูได้ผ่านเข้าเข้าในระบบประสาทรับความรู้สึกทั้งสองของเขาอย่างช้าๆจนไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาได้กลับมาอยู่ในความฝันอีกครั้ง
เพราะความจริงเขาคงไม่หนักอกหนักใจแบบนี้หรอกนะ
แหม... ก็มันเล่นปิดบังทิวทัศน์ที่มองไปที่เท้าของเขาได้พอสมควรเลยนี่นา
หมับ!
แขนของใครก็ไม่รู้ได้เข้ามาโอบเอวจากทางด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็วอย่างที่เขาก็ไม่ทันได้ตั้งตัวก่อนที่แขนนั้นจะเริ่มกระทำการในสิ่งที่ระบุถึงคำศัพท์ว่าลวนลามต่อจากการโอบเอวนั้นจนทำให้แขนเขาเกิดปฎิกิริยาตอบสนองที่เรียกว่าเส้นตึงจนกระชากเหวี่ยงไปอัดใส่บุคคลที่กำลังกอดเขาทันที
“ว๊าย!!!”
ผลั่ก!!
ตูม!!!
แขนน้อยๆที่ดูไร้เรี่ยวแรงกลับแสดงอานุภาพที่เกินเหตุให้เจ้าของแขนได้เห็นเพราะหลังจากที่เขาทำแบบนี้ร่างของเจ้าของแขนวิตถารนั้นก็พลันอันตรธานกระเด็นไปกลิ้งบนพื้นก่อนที่จะตกลงไปในบ่อน้ำพุที่อยู่ใจกลางสวนตรงทางเข้าของพระราชวัง
“ตายล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
จิงคในร่างของของหญิงสาวได้หันไปมองตามร่างเจ้าของแขนที่เขาพึ่งทำร้ายไปด้วยท่าทีที่เป็นห่วง แม้ว่าเขาในตอนนี้จะไม่รู้สึกแบบนั้นก็ตาม
เพราะตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสภาพพอที่จะควบคุมร่างของตนได้ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เขาก็ไม่เข้าใจ
“ถ้าเป็นคนปกติเนี้ยคงได้ตายไปแล้วนะ”
เสียงตัดพ้อของชายหนุ่มคนหนึ่งได้พูดเอ่ยขึ้นในขณะที่มืออันเรียวเล็กของเขาได้ยื่นไปจับให้ร่างชายหนุ่มที่นอนกองหมดสภาพอยู่แถวบ่อน้ำพุนั้นให้ลุกขึ้นด้วยความรู้สึกผิดพอสมควร
“ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ใครใช้ให้คุณมาทำรุ่มร่ามกับฉันแบบนี้ก่อนทำไมล่ะคะ”
เสียงของเขาในร่างเฮเลนได้พูดตอบกลับประโยคนั้นไปอย่างพยายามฝืนพูดว่าเธอไม่ได้สนใจหรือรู้สึกผิดกับการกระทำนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา เพราะฉันมันอดใจไม่ไหวแล้ว” ชายหนุ่มจับมือเขาก่อนที่ลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“ทั้งที่อีกไม่กี่วันเองนะคะ”
“ก็นั้นแหละ แต่สำหรับฉันแล้วมันนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์เลยนี่นา”
“ถ้าอย่างนั้นอยากให้รอนานไปมากกว่านี้ไหมคะ”
“ไม่ล่ะ แค่นี้เกินพอแล้ว”
“ถ้าคิดได้แบบนั้นก็ดีแล้วคะ เพราะถ้าคุณเผลอทำอะไรให้เกินเลยกว่านี้อีกคุณอาจจะได้รอแบบไม่มีกำหนดแน่นอนเลยคะ”
“นี่ขู่ฉันเหรอ”
“แล้วคิดว่าฉันขู่หรือเปล่าคะ”
ใบหน้าของจิงคในร่างของเฮเลนฉีกยิ้มออกมาอย่างเอาจริงจนทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับตีหน้าซีดลงไปในทันที
“ขี้โกงนี่นา”
“ตรงไหนเหรอคะ”
“ก็ตรงที่เธอแสดงความน่ารักออกมาแบบไม่บันยะบันยังแบบนี้ยังไง”ชายหนุ่มผู้นั้นได้ทีเอ่ยคำหวานหยอดเป็นการตอบเพื่อเรียกคะแนน
“ขอโทษนะคะที่น่ารักเกินไป” หญิงสาวยิ้มรับคำด้วยความรู้สึกที่ก่อให้เกิดประกายวิบวับกระแทกเข้าไปที่นัยน์ตาของชายหนุ่ม
ถ้าเขาไม่ตั้งรับไว้ก่อนคงได้ตาบอดสนิทจนสติขาดเพราะกายวิบวับนั้นไปแล้ว
“น่าประหลาดแฮะยังฝืนอยู่ได้ น่ากลัวจริงๆ” ริมฝีปากของเฮเลนที่จิงคอยู่ในสภาพไม่สามารถควบคุมได้ได้เอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจกับสภาพของชายหนุ่มผู้นี้
“ก็นะ พลังแห่งรักมันรั้งไว้น่ะ” ชายหนุ่มปั้นหน้าตอบเสียงขรึม
“งั้นเหรอคะ ชักอยากรู้แล้วสิว่าพลังแห่งรักของคุณเนี้ยมันจะมีมากขนาดไหน” หญิงสาวเอียงคอมองชายหนุ่มด้วยท่าทางที่น่าหลงไหล
“ก็มากพอที่จะทำทุกอย่างให้เพื่อเธอนั้นแหละ” ชายหนุ่มตอบรับคำนั้นทันที
“ขนาดนั้นเชียวเหรอคะ” จิงคตีหน้าออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่” ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำ
“นี่แค่ป้อคำหวานไปวันวันหรือเปล่าคะ”
“นี่ฉันจริงจังนะ”
“งั้นเหรอคะ ถ้าฉันบอกว่าให้คุณยอมถูกฉันฆ่าตายเพื่อความต้องการของฉันคุณก็จะยอมงั้นเหรอคะ”
“ตามแต่ใจเธอเลย” ชายหนุ่มหลับตาลงพร้อมทั้งกางแขนกว้างเพื่อพิสูจน์คำพูดของเขา
“นี่ท่าทางว่าคุณจะบ้าพอตัวเลยนะคะ”
“ก็ฉันเพียงต้องการแค่ให้เธอมองฉันด้วยสายตาที่สนใจในตัวฉันก็ยังดี ไม่ว่าสายตานั้นจะจับจ้องฉันด้วยความรู้สึกแบบไหนก็ตาม”
“นั้นคือลักษณะการแสดงความรักของคุณงั้นเหรอ?” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับอย่างไม่ค่อยเข้าใจความคิดของชายหนุ่มผู้นี้สักเท่าไร
ว่ามันบ้าหรือมันบอกันแน่
“บ้าบอจริงๆเลยนะคุณ....”
“ก็เพราะผมรักคุณนี่นา”
ว่าจบเขาก็คว้าเอวของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าของตนมาสวมกอดทันทีด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปความเจ้าชู้ผสานกับสายตาที่เหมือนกับสุภาพบุรุษเพลย์บอยที่ทอดมองมาที่เธอคนนี้
มันยิ่งทำไอ้ชายหนุ่มที่อยู่ในร่างนี้แทบปวดหัวจนระเบิด
นี่มันบ้าอะไรกันอีกฟะเนี้ย!!!!
“ฉวยโอกาส” ริมฝีปากที่ควบคุมไม่ได้ของเขาได้เอ่ยประโยคนั้นออกมาด้วยความรู้สึกที่ฟังดูแล้วแปร่งๆ
“เพราะทุกวินาทีมันมีค่านี้ครับ”
“บ้าจริงนะ”
“ถ้าอย่างนั้นขอรางวัลให้คนบ้าคนนี้ได้ไหมครับ”
“รอไปก่อนเถอะคะ”
ว่าจบเธอก็ผลักร่างของชายหนุ่มผู้นี้ให้ออกห่างจากร่างของเธอก่อนที่จะหันหน้าไปมองทางอื่นด้วยความรู้สึกผิด
“งี่เง่าเป็นบ้าเลย”
ปากของเขาพึมพำประโยคนั้นออกมาเบาๆด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะไม่ได้เหยียดหยามคนที่กล่าวคำนี้ใส่เลยแม้แต่น้อย กลับกันน้ำเสียงนั้นของเขาฟังดูแล้วน่าจะเหมือนว่าเธอคนนี้กำลังรู้สึกผิดกับบางสิ่งบางอย่างที่เธอกำลังทำให้ชายคนนั้นมากกว่า
ความรู้สึกผิดอะไรบางอย่างที่จิงคก็ไม่อาจจะคาดเดาได้

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

“รู้สึกจะนิ่งได้เกินเหตุจนน่ากลัวเลยนะ”
เสียงของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งได้เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่เขาได้ปรากฎร่างในห้องนี้ด้วยร่างที่เหมือนจะเลือนหายไปได้ทุกเมื่อต่อหน้าหญิงสาวผมดำที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ที่บุกำมะหยี่สีแดงอย่างดีอันเป็นเฟอร์นิเจอร์เดียวที่ตั้งอยู่กลางห้องที่ดูกว้างขวางและหรูหราแต่เต็มไปด้วยความมืดหม่นห้องนี้
“แล้วมีปัญหาอะไรกับฉันงั้นเหรอ” หญิงสาวผู้นั้นตอบกลับเสียงเย็นพร้อมกับพลิกหน้ากระดาษของหนังสือที่เธออ่านในตอนนี้
“ก็นิดหน่อยน่ะ”
“นี่ถ้านายกำลังคิดอะไรแปลกๆอยู่ล่ะก็ขอให้เลิกคิดไปเลยนะบาโทโลมิว” เธอยังคงพูดโดยไม่เห็นมามองคนฟังเลยแม้แต่น้อย
“เรียกฉันว่าอูเกอโนท์ก็ได้ฉันไม่ถือ” ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้นั้นพูดออกมาอย่างอารมณ์ดี
“อย่าเลย เพราะฉันเองก็ไม่ได้สนิทกับนายถึงขนาดที่จะเรียกชื่อได้หรอกนะ” หญิงสาวตอบปัดหน้าตายจนทำให้ชายหนุ่มผู้นี้ถึงกับหน้าเสียน้อยๆ
“เธอนี่นะ จะใจแข็งเกินไปหน่อยแล้ว” เขากลั้นใจเอ่ยตอบด้วยความพยายามที่จะฝีนพูดเสียงเรียบ
“ฉันไม่ได้ใจแข็งอะไรหรอกนะ เพียงแต่ฉันแค่วางตัวให้เหมาะสมกับสภาพที่เราเป็นมากกว่านะ คุณบาโทโลมิว” หญิงสาวพยายามเอ่ยเน้นการเรียกนามสกุลของชายหนุ่มเพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงระดับความสัมพันธ์ของเขาและเธอ
“รีอา นี่เธอ....”
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าฉันอนุญาตให้คุณเรียกชื่อต้นฉันตั้งแต่เมื่อไรกันคะ”
รีอาลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้สุดหรูของเธอพร้อมทั้งหันหน้าไปมองชายหนุ่มผู้นั้นด้วยท่าทางที่ทรงอำนาจของหญิงสาวคนหนึ่งที่พึงจะมีหรือถ้าให้พูดบางทีอาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
“ฉันก็นึกว่าได้นี่นาท่านเบียทริซ” อูเกอโนท์ยอมปรับการเรียกตัวเธอด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจมากนัก
“เรื่องแบบนั้นมันไม่มีทางเป็นได้อยู่แล้ว”
“จะเกินไปหน่อยแล้วนะเธอ....”
“ไม่เกินไปหน่อยหรอกสำหรับนาย เพราะนายก็รู้นี้ว่าฉันเป็นใคร”
“ภรรยาของจอมมารผู้แสนจะยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งเป็นผู้นำกองกำลัง ‘เทวัญตกสวรรค์’ ที่น่ากลัวที่สุดในโลกใบนี้ แถมยังมีสมญานามที่อยู่ในระดับที่หวาดหวั่นว่า ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ นั้นคือเธอใช่ไหม ‘รีอา เบียทริซ’ ต้นตระกูลของแม่มดเบียทริซแห่งอัลคาทราสที่น่าหวาดหวั่นที่สุดของโลกนี้” อูเกอโนท์เอ่ยแนะนำตัวหญิงสาวผมดำผู้นี้ออกมาอย่างอลังการงานสร้าง
“แนะนำตัวฉันได้อลังกาลดีนี่นา”
“ก็เธอน่ะยอดเยี่ยมจริงๆนี่นา ผิดกับสามีของเธอลิบลับที่พลาดท่าไปโดนให้ไอ้พวกมนุษย์ที่ร่วมมือกับยัยเทวทูตน่ารังเกียจนั้นจับตัวได้และแถมยังโดนแยกพลังและความทรงจำออกจากวิญญาณเพื่อที่จะได้ผนึกพลังของจอมมารโครนอสไปได้ตลอดกาลจนทำให้เราต้องอยู่ในสภาพที่เหมือนพ่ายแพ้แบบนี้มาได้เกือบหกพันปี  และที่สำคัญดวงวิญญาณของหมอนั้นยังพึ่งมาเกิดใหม่ในสภาพที่น่าอดสูนั้นอีก ช่างเป็นจอมมารที่ไม่ได้เรื่องจริงๆเลย” อูเกอโนท์เอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจมากนัก
“รู้สึกว่านายจะเกลียดโครนอสเสียเหลือเกินนะ” รีอาเอ่ยออกมาอย่างจับน้ำเสียงของชายหนุ่มผู้นี้ได้
ที่จริงมันเป็นเรื่องที่น่าจะดูออกอยู่หรอกนะกับสภาพที่ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้นี้แสดงออกมาให้เห็นอยู่ชัดเจนว่าเพราะอะไรทำไมตัวเขาถึงเป็นแบบนั้น
“ก็มันมีเหตุผลนี่นา....”
อูเกอโนท์ทอดสายตามองรีอาด้วยแววตาที่โหยหาและปรารถนาถึงเรื่องบางเรื่องที่เขาไม่อาจทำได้ แต่ดูเหมือนว่าทางหญิงสาวจะไม่สนใจสายตานั้นเลยแม้แต่น้อย
“งั้นนายมาเข้าร่วมกับโครนอสทำไมล่ะ”
“ก็เพราะที่แห่งนี้มันมีเธออยู่ด้วยนี่นา” เขาพูดออกมาตรงๆอย่างไม่มีปิดบังถึงความรู้สึกนั้นเลย
“ช่างเป็นความคิดที่ตื้นเขินเสียเหลือเกินนะเมื่อเทียบกับคนในกองกำลังแห่งนี้ที่มีความปรารถนาในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่นายคิด”
“แต่สำหรับฉันแค่นี้มันก็ยิ่งใหญ่พอแล้ว”
“นั้นสินะ แต่ก่อนที่จะคิดแบบนั้นก็ลองช่วยคิดก่อนเถอะนะว่านายจะแตะตัวฉันได้ยังไงโดยที่นายยังมีชีวิตและอวัยวะครบสามสิบสองประการหลังจากที่นายทำแบบนั้นแล้ว นายก็รู้นี่นาว่าฉายา ‘แม่มดแห่งการสูญสิ้น’ ของฉันมันไม่ได้มาแบบลอยๆอย่างไม่มีมูลเหตุหรอกนะ” รีอาเอ่ยออกมาเสียงเย็นด้วยน้ำเสียงที่วางอำนาจ
“ถ้าฉันทำได้เธอก็จะยอมรับฉันใช่มั้ย”
“มันมีเหตุผลอะไรให้ฉันต้องทำแบบนั้นด้วยงั้นเหรอ” รีอาขมวดคิ้วมองชายหนุ่มผู้นี้อย่างสงสัย
“ก็นะ เพราะการที่ฉันเห็นเธอนั่งนิ่งอยู่แบบนี้ทั้งที่โคร... ไม่สิตอนนี้ยังเรียกแบบนั้นไม่ได้ต้องเรียกว่าคุณจิงคไปก่อนสินะ ต้องเผชิญหน้ากับไอ้คนที่น่ากลัวที่สุดจนทำให้ยากที่จะคิดว่าคุณจิงคจะรอดไปได้อยู่ด้วยท่าทางที่เยือกเย็นแบบนี้ มันเลยทำให้ฉันคิดว่าเธอกำลังหมดรักไอ้หมอนั้นแล้ว....” อูเกอโนท์อธิบายในสิ่งที่เขาคิดออกมาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“นี่นายช่างวิเคราะห์เหลือเกิน”
“ก็แน่ล่ะ เพราะนี่คือความสามารถส่วนหนึ่งที่ตัวฉันมั่นใจนี่นา”
“ก็จริงอยู่ล่ะนะ เพียงแต่ว่าหนนี้ดูท่าว่านายจะคิดผิดไปหน่อยล่ะนะ เรื่องแรกคือไม่ใช่ว่าฉันไม่ทุกข์ไม่ร้อนเพียงแต่ตอนนี้ฉันยังต้องอดทนอยู่ด้วยเหตุผลบางประการ ส่วนเรื่องที่สองนั้นนายก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกนะสำหรับเรื่องนั้น เพราะถ้ามันเป็นจริงถึงตอนนั้นคงไม่มีคนที่ชื่อว่ารีอา เบียทริซอีกต่อไปแล้วล่ะ” รีอาเอ่ยสวนพร้อมทั้งหรี่สายตามองชายหนุ่มวัยกลางคนผู้นี้อย่างข่มขู่
“เพราะฉะนั้นเลิกคิดฟุ้งซ่านอะไรบ้าๆแล้วเอาเวลาไปทำงานให้เสร็จดีกว่านะ” รีอาเอ่ยตัดบท
ก่อนที่เธอจะหมุนตัวไปนั่งบนเก้าอี้ที่เธอนั่งก่อนหน้านี้อีกครั้งพร้อมทั้งเปิดหนังสือเพื่ออ่านต่ออย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“ก็ได้ ตอนนี้ฉันยอมแพ้ไปก่อนแต่วันข้างหน้าไม่มีทางเป็นแบบนี้แน่”
ว่าจบร่างของอันเลือนลางชายหนุ่มผู้นี้ก็เลือนหายไปทิ้งให้หญิงสาวผมดำนั่งอ่านหนังสืออยู่แต่เพียงลำพังในห้องแห่งนี้ ก่อนที่เธอจะพึมพำออกมาเบาๆอย่างไม่พอใจ
“ท่าทางว่าก่อนที่เรื่องราวทุกอย่างในช่วงนี้จะจบลง ฉันคงต้องรีบจัดการเรื่องบางอย่างที่ดูไม่เข้าท่าในนี้ให้เรียบร้อยด้วยสินะ เพราะไม่อย่างนั้นคงได้แย่แน่ๆ เพราะว่าตอนนี้ฉันเองก็พอที่จะเริ่มปะติดปะต่ออะไรบางอย่างที่คาใจมานานได้สักที...”

-------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET