Jinx Pech ตอนที่ 35 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.35 - Kapitel 1 : Weg zurück in die Heimat (เส้นทางกลับบ้าน)





ภาพที่ทุกอย่างได้เดินย้อนไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามจากสิ่งควรจะเป็น หยดน้ำที่ไหลย้อนขึ้นฟ้า ฟองสบู่ที่ไหลเข้าสู่จุดกำเนิดของมัน เศษแก้วน้ำแตกที่พุ่งย้อนกลับไปหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เหล่าผู้คนที่เดินถอยหลังแทนที่จะเดินไปข้างหน้าและเหล่าฝูงนกที่มีสภาพไม่จากผู้คน หรือแม้กระทั่งบุคคลที่หยุดหายใจไปแล้วได้กลับลืมตาขึ้นมาอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์
สิ่งเหล่านั้นได้สะท้อนอยู่ในดวงตาบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ในสิ่งที่ย้อนแย้งและลักลั่นนั้นอย่างมิอาจที่จะหาเหตุผลอะไรมารองรับได้กับเหตุการณ์ประหลาดเหล่านี้ เพราะตอนนี้เขาได้มีชีวิตราวกับคนที่ถูกสาปให้อยู่ในความวิปริตพวกนี้ด้วยคำสาปที่ร้ายกาจ
คำสาปที่ทำให้ชีวิตของเขาไม่มีทางที่จะเดินไปข้างหน้าได้เลย
เนื่องจากตั้งแต่วันที่เขาโดนคำสาปนี้สิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือการดับสูญก่อนที่ทุกอย่างมันจะย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของมันใหม่อีกครั้งราวกับเทปวิดีโอที่ถูกกรอย้อนหลังไปเรื่อยๆจนกว่าฟิลม์ในม้วนนั้นจะสุดทางที่จุดเริ่มต้นของมัน
ทำให้เขาไม่อาจมีชีวิตที่จะคุยหรือสนทนากับผู้อื่นได้ต้องทนอยู่โดดเดี่ยวกับโลกนี้มาตลอดจนกระทั่งจิตใจของเขาเริ่มที่จะดำมืดและจมดิ่งไปสู่ห้วงเหวของความคิดบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยึดเหนี่ยวเขาไว้
และมันยังเป็นความคิดบางอย่างที่ใครก็มิอาจจะมาเข้าใจ
แต่ถึงกระนั้นหากเขายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มิอาจมีใครเข้าถึงอยู่อย่างนี้ เขาก็คงมิอาจทำอะไรได้ตามหวังอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเขาจึงได้แต่คิดและเฝ้ารอต่อไปอย่างไร้จุดหมายและกฏเกณฑ์จนกระทั่งวันหนึ่งปฎิหาริย์ก็ได้บังเกิด
เมื่อจู่จู่ภาพรอบตัวของเขามันได้หยุดลงและได้เริ่มที่จะดำเนินไหลไปในเส้นทางที่ควรจะเป็น โลกที่มิอาจใครมีใครเข้าถึงได้หยุดลงแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้เป็นอิสระเพื่อที่เขาจะได้กระทำในสิ่งที่มุ่งหมายไว้
“เอาล่ะ ได้เวลาไปทำความรู้จักใครบางคนเพื่อเริ่มแผนการแล้วสินะ”

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมนิยายแฟนตาซีผจญภัยชื่อดังทั่วไปจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่าตัวโกงที่ชั่วร้ายและเก่งกาจที่สุดที่เขาเรียกกันว่าจอมมาร จอมปิศาจ หรือเจ้านรกอะไรก็ว่ากันไป ทั้งที่มันเป็นลางบอกเหตุถึงความวินาศสันตาโรแท้ๆ หรือว่าคนเราจะชอบเรื่องที่มันมีแต่ความทรมานและทุกข์ระทมเพราะความวุ่นวายอันเนื่องมาจากการทำลายล้างแบบนี้
อันที่จริงเรื่องนี้เองมันก็กวนใจชายหนุ่มผมที่ยุ่งเยิงราวกับเส้นหมี่ที่ถูกขยำขยี้แบบไม่ใยดี บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยคราบสกปรกที่ไม่น่าพิศมัย แว่นตาที่เอียงกระเท่เร่และเต็มไปด้วยรอยร้าวที่มีนามอันแสนจะโชคร้ายว่า ‘จิงค พีซ’ ไม่ใช่น้อยเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องมีเรื่องราวทำนองนี้ด้วย ทั้งเรื่องโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาอยู่มันก็เต็มไปด้วยเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
เพราะทุกๆหนึ่งศตวรรษที่โลกแห่งนี้จะต้องมีคนที่ถูกเรียกว่าจอมมารบ้าบออะไรนั้นมาปรากฏตัวสักคนหนึ่ง โดยเป้าหมายคือสร้างความวุ่นวายให้โลกนี้เพราะความแค้นที่มีต่อโลก เอาเป็นว่าโลกนี้เกิดขึ้นมาได้ประมาณแปดพันกว่าปีแล้วก็ลองหารด้วยร้อยดูแล้วกันว่าปัจจุบันโลกนี้มีจอมมารมากี่คนและพินาศไปกี่รอบแล้ว
ช่างเป็นโลกที่หาความสงบสุขไม่ได้แถมดูยังไงก็ช่างบ้าบอสิ้นดี
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นเขาก็ว่าอะไรมากกว่านั้นไม่ได้หรอกนะ เพราะในความเป็นจริงแล้วเขาเองก็เป็นหนึ่งในจอมมารบ้าบอนั้นด้วยนี่หว่าแถมยังเป็นจอมมารที่ถูกกล่าวขานว่าแข็งแกร่งและโหดร้ายที่สุดในโลกนี้เสียด้วย จอมมารที่เป็นที่สุดของที่สุดของจอมมาร หนำซ้ำยังเป็นต้นกำเนิดของเทรนยอดฮิตที่ชื่อว่าจอมมารที่ต้องมีในทุกๆร้อยปีแบบนี้ เพราะเขาคือร่างอวตารของจอมมารที่ชื่อ ‘โครนอส’
แค่คิดก็เริ่มเครียดแล้ว
ทั้งที่เขามีความฝันเล็กๆว่าเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่มีปัญหาอะไรมาทำให้ชีวิตของเขาต้องทนทุกข์หรือกังวลอะไรแท้ๆ
แล้วทำไมพระเจ้าถึงต้องมากลั่นแกล้งเขาแบบนี้ล่ะเนี้ย?
แต่ยังไงซะตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่ายอมรับชะตากรรมที่แสนจะโหดร้ายนี้ต่ออย่างมิอาจที่จะอิดออดได้ เพราะเท่าที่ฟังจากบุคคลที่มีศักดิ์เทียบเท่าพระเจ้าในโลกของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าคุณเธอจะไม่ค่อยสนใจตัวเขาสักเท่าไรเลย แต่ถึงจะสนคุณเธอก็คงไม่คิดจะทำอะไรไปมากกว่าถอนหายใจอยู่ดี
หรือบางทีเธออาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้เพียงแต่เขาไม่รู้ก็เท่านั้นเอง
แต่เรื่องนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันไปก่อนเถอะ เพราะตอนนี้มันมีเรื่องที่เขาต้องคิดมากกว่าเรื่องพรรณนั้นอยู่ เนื่องจากเขากำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ใช่ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่เป็นช่วงที่นักเรียนและนักศึกษาหลายคนมีความสุขเพราะจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนให้เต็มหลังจากที่เรียนกันหนักหนาสาหัสมาทั้งปี
แต่สำหรับจิงคแล้วมันหาได้เป็นแบบนั้นไม่เมื่อคิดถึงสภาพที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้
ไม่ใช่ว่าเขาได้เกรดต่ำหรือเรียนแย่อะไรหรอกนะ เพราะจากช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่เขารู้ตัวเองว่าเขาเคยเป็นใครในอดีตชาตินั้น เขาก็แทบจะไม่มีปัญหาเรื่องการเรียนทั่วไปอีกเลยจนทำเอาช่วงสามเดือนสุดท้ายในปีแรกของเขาในสถาบันแห่งนั้นได้สนุกสนานมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว
ที่ว่ามาประชดนะ เพราะมันกลายเป็นนรกยิ่งกว่าเก่าเสียอีก
แม้ว่าตั้งแต่ตอนแรกเรื่องวิชาการเขาจะเด่นจนเรียกว่าเข้าขั้นอัจฉริยะอยู่แล้วแต่พอยิ่งมีออฟชั่นเสริมเรื่องการที่เขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้บ้างเพราะการคืนความทรงจำในอดีตชาติ เขาก็ยิ่งกลายเป็นเสือติดปีกที่พร้อมจะบินและสามารถที่จะดำดิ่งลงไปในน้ำได้แบบไม่มีปัญหาเข้าไปใหญ่
เอาเป็นว่าตอนเขาสอบวิชาเวทมนตร์ภาคปฏิบัติในครั้งที่ผ่านมาเขาพึ่งทำเอาท่านพ่อตาผอ.มิคาเอลต้องเอามือกุมขมับกับเรื่องงบการซ่อมแซมสถาบันไปแล้ว เพราะเขาล่อทำลายอาคารเรียนเก่าที่มีขนาดพอพอกับคฤหาส์นหลังใหญ่หลังหนึ่งเพราะกะพลังเวทที่ใช้ไว้ไม่ถูก
ก็นะ ปกติเขาไม่เคยมีพลังเวทให้ใช้แต่พอจู่จู่มาใช้ได้มันก็เลยต้องมีผิดพลาดกันบ้าง
แต่อย่างน้อยก็ยังโชคดีที่อาคารเรียนนั้นไม่มีคนอยู่ไม่งั้นเขาคงต้องเครียดจนเป็นบ้าตายแหงๆกับการเผลอพลั้งฆ่าคนโดยไม่เจตนา และเพราะอย่างนี้เองเขาเลยกลายเป็นบุคคลที่น่าหวาดกลัวของเหล่านักศึกษาในสถาบันไปโดยปริยายจนเกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างขึ้นมา

“มิน่าล่ะหมอนั้นถึงไม่เคยใช้พลังเลย”
“นั้นสินะขืนถ้าใช้จริงๆ...”
“ให้ตายเถอะน่ากลัวชะมัด”
“นี่นะ นักต้มตุ๋นแบบนี้มันยิ่งกว่านักฆ่าแล้วนะ ไม่สิ นักวินาศกรรมเลยต่างหาก”

แต่ก็นะ จากสภาพที่ปรากฏออกมาเขาเองก็รู้สึกที่จะกลัวตัวเองขึ้นมาน้อยๆเหมือนกันแหละ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย
พอคนส่วนใหญ่ได้รับรู้และเห็นเขาแสดงฝีมือทางเวทมนตร์ไว้ซะขนาดนั้นเลยทำให้ตอนสอบปลายภาคของวิชาการต่อสู้ที่ต้องจับคู่สู้กันเพื่อเอาเกรดจึงไม่มีใครที่จะกล้ามาประลองฝีมือกับเขาเลย เพราะกลัวว่าเขาจะพลาดพลั้งปล่อยพลังบ้าๆนั้นใส่พวกเขาแบบไม่ได้ตั้งใจ
ผลสรุปเลยทำให้ตำแหน่งที่หนึ่งของชั้นปีก็เลยยังตกอยู่ที่เขาอย่างไม่มีข้อกังขาในสภาพที่ใบแจ้งเกรดแต่ละวิชาของเขามันอยู่ในรูปแบบที่น่าปลื้มใจเป็นอย่างมาก
เพราะเขาเล่นได้เกรด A+ ทุกวิชาแบบไม่มีข้อกังขาจนเป็นที่น่าอิจฉาของใครหลายคน
เรื่องวิชาการเขาไม่เถียง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เกรดวิชาอื่นนอกเหนือจากพวกวิชาการในตำรามันจะพุ่งขนาดนี้เลยทำให้เขาอดตะลึงไม่ได้
ทั้งที่ตอนแรกเขาเคยกังวลว่าการที่เขาต้องมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ทั้งที่เขาไม่สามารถใช้เวทมนตร์และไม่เป็นการต่อสู้เลยนั้น มันน่าจะเป็นปัญหาใหญ่จนทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าเขาอยากพอที่จะมีเวทมนตร์และทักษะการต่อสู้ติดตัวเล็กน้อยพอที่จะหลอกบลั๊ฟคนอื่นได้
พอมาตอนนี้เขากลับไม่ต้องกังวลถึงเรื่องนั้นแล้ว แต่กลับต้องมากังวลถึงเรื่องอื่นแทน ว่าวันใดวันหนึ่งเขาอาจจะเผลอฆ่าคนด้วยพลังบ้าบอนี้ไปก็ได้
เอาเป็นว่าให้เขากลับไปเครียดแบบเดิมมันยังจะดีเสียกว่าอีกนะ
“นี่สรุปจะทำยังไงต่อไปกันดีล่ะ?”
เสียงของหญิงสาวผมสีบลอนด์ที่ถูกเกล้าไว้เป็นอย่างดีที่มีหน้าตาและรูปร่างในระดับที่เรียกว่าไร้ที่ตินามว่านานาเอลได้เอ่ยขัดความคิดที่เขากำลังนึกคิดอยู่ในตอนนี้เพื่อหนีปัญหาอะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากจะนึกถึงมัน  ปัญหาอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเพราะไอ้นางฟ้าชอบตีสองหน้าที่กำลังเอ่ยถามเขาด้วยคำถามที่ไม่ควรจะถามเป็นที่สุด ในขณะที่เธอนั่งอยู่ข้างตัวของเขาบนรถไฟขบวนหรูที่มีแต่มหาเศรษฐีเท่านั้นที่จะขึ้นนั่งได้เพราะถ้าดูจากของตกแต่งหรือกลุ่มคนที่เดินขวักไขว่ผ่านที่ที่พวกเขานั่งแล้ว ดูยังไงพวกนั้นก็ไม่น่าจะใช่พวกผู้ดีไร้เงินที่มีแต่ตัวอย่างแน่นอน
“ฉันจะไปรู้งั้นเหรอ” เขาตอบกลับออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายแบบหมดอารมณ์จะพูดอะไรให้มากกว่านั้น
“นี่จิงคนาย...” นานาเอลเริ่มออกอาการมีโทสะขึ้นมาน้อยๆ
“รู้แล้วน่าฉันก็กำลังหาทางอยู่นี่ไง” เขาเอ่ยตัดบทขึ้นมาก่อนที่นานาเอลจะได้พูดอะไรต่อ
ก่อนที่เขาจะกวาดสายตามองไปรอบๆสถานที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้อย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่เขาต้องการ
“คนนั้นใช้ได้แฮะ” เขาคลี่ยิ้มออกมาทันทีเมื่อเขาพบในสิ่งที่ต้องการแล้ว
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีพร้อมทั้งจัดชุดให้ดูหลุดรุ่ยเล็กน้อยแทนที่จะจัดให้มันดูดีก่อนที่เขาจะหันหน้าไปทางนานาเอลแล้วเอ่ยออกไปว่า “นี่นานาเอลเรื่องนี้ฉันต้องขอให้เธอช่วยด้วยนะ”
“หา!!!”
“นี่นานาเอล บทร้องบทนั้นเธอไม่สมควรจะร้องออกมาเสียด้วยซ้ำเลยนะเมื่อคิดถึงต้นเหตุที่ทำให้เรื่องที่เป็นอยู่มันวุ่นวายได้ขนาดนี้” จิงคเอ่ยสวนเสียงเรียบจนทำเอานานาเอลหน้าเสียเล็กน้อย
แต่กระนั้นเธอก็เถียงอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องจริงตามที่จิงคว่าเสียด้วย
ดังนั้นเธอจึงได้แต่ทอดสายตาไปมองหญิงสาวร่วมกลุ่มเดินทางที่เหลืออีกสามคนในตอนนี้ด้วยแววตาที่ขอความช่วยเหลือ แต่กระนั้นสายตาที่เธอได้จากหญิงสาวทั้งหมดก็คือความเรียบเฉยซะงั้น
ก็สมควรอยู่ล่ะนะ
จิงคอดแอบคิดในใจไม่ได้ทั้งที่ก็รู้ว่าการที่เขาคิดมันก็เท่ากับเขาพูดออกไปแล้ว
จากนั้นก็พลันเกิดปฎิกิริยาตอบสนองทั่วไปทันทีนั้นก็คือรองเท้าติดปีกเพราะมันบินได้แถมกำลังบินมาทางเขาด้วยความแรงของแขนที่นานาเอลพึงจะเขวี้ยงใส่เขาได้เสียด้วย
โป๊ก!!!
โครมเดียวจอดเพราะร่างของเขาได้กลิ้งไปนอนกองบนพื้นอย่างหมดท่าในสภาพที่น่าสมเพศแบบสุดขีดจนทำให้หลายคนที่อยู่ในตู้ขบวนรถไฟที่เขาอยู่ในตอนนี้อดหันมามองทางเขาไม่ได้

‘Just as a planned’

จิงคคลี่ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายหลังจากที่ทุกอย่างในตอนนี้มันลงตัวไปหมดจนเขาแทบอยากจะกู่ร้องขอบคุณกับสวรรคเสียจริงๆ แต่ถ้าทำแบบนี้สงสัยเขาคงจะบ้าไปแล้วสินะเพราะถ้าจำไม่ผิดเขาพึ่งโดนรองเท้าอัดใส่หัวมานี่นา
แต่ก็นะ ทั้งหมดนี้มันมาจากความสามารถของเขาล้วนๆ เพราะทุกอย่างมันลงล๊อคตามที่คำนวนไว้เป๊ะจนทำให้เขารู้สึกขนลุกน้อยๆเลยทีเดียว
แต่ว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ พราะตอนนี้มันได้เวลา ‘เล่น’ แล้ว

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

อันที่จริงถ้าจะถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่บนรถไฟขบวนนี้ได้และเกิดปัญหาอะไรขึ้นในตอนนี้ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบสามเดือนที่แล้วเลยทีเดียว

“นี่จิงคพี่ขอถามอะไรหน่อยได้” เธอคนนั้นเดินมาคุกเข่าข้างเตียงของจิงคก่อนที่เธอกุมของเขาไว้อย่างแผ่วเบาท่ามกลางความแตกตื่นและหวาดระแวงสุดขีดของจิงค
นี่เขากำลังจะโดนทำอะไรหรือเปล่าเนี้ย!!!!
“ปิดเทอมนี้จิงคสะดวกที่จะกลับบ้านหรือเปล่า”
“อะไรนะครับ?”
ประโยคคำถามและสีหน้าที่เป็นเครื่องหมายแห่งความสงสัยและสับสนได้ผุดขึ้นมาบนใบหน้าที่ดูแล้วไม่ค่อยจะน่าดูนักของเขา
“พี่ถามว่าปิดเทอมนี้จิงคจะกลับบ้านไปที่ตระกูลพีซหรือเปล่านะสิ” เฮร่าทวนคำถามอีกครั้งอย่างไม่คิดอะไรมาก
“ทำไมผมต้อง....”
“ก็เพราะได้เวลาที่พี่จะไปแนะนำตัวกับพ่อแม่จิงคแล้วนะสิ”
“ครับ..... เอ่อ......”
“เพราะฉะนั้นปิดเทอมนี้กลับบ้านซะนะ แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอด้วยล่ะ”
บทสนทนาสั้นๆที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนั้นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของสภาพชีวิตที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ในตอนนี้
สภาพที่เขารู้สึกไม่ค่อยน่ายินดีและปรีดาเลย

สามเดือนที่แล้ว

หลังจากที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในสภาพที่ร่างกายสุดล้าและเปลือกตาที่มันพยายามจะไหลตามน้ำหนักของมันที่หวังแต่จะปิดลงไปตามแรงโน้มถ่วง เขาก็พบว่าเขาได้ตกอยู่ในวงล้อมของหญิงสาวแสนสวยทั้งสี่ที่นั่งล้อมรอบเตียงเขาแล้วคุยบ่นพึมพำอะไรบางอย่างที่ทำเหมือนกับจะเป็นการสวดคาถาบูชายัญตัวเขาให้จอมมารที่ไหนก็ไม่ปาน
ไม่สิ มันคงจะเป็นพิธีกรรมอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นนะ เพราะในตอนนี้เขารู้สึกเหมือนคนกำลังถูกสาปเลยด้วยซ้ำ
“ตัดสินใจได้แล้วใช่ไหมจิงค” นานาเอลที่เหลือบมาเห็นจิงคตื่นพอดีได้เอ่ยถามขึ้น
“ตัดสินใจเรื่องบ้าอะไรงั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยถามสวนแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
เพราะเขาเคยคิดก่อนพูดซะที่ไหนกันเล่า
“ก็เรื่องกลับบ้านยังไงจ้ะ” เฮร่าเอ่ยตอบ
“อ๋อ....” เขาร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ในที่สุดก่อนที่เขาจะชักสีหน้าตอบว่า “ไม่ครับ”
“หืม?” เฮร่าเอียงคอมองจิงคอย่างสงสัย
“เรื่องอะไรที่ผมต้องกลับไปที่แห่งนั้นด้วยครับทั้งที่ผมหนีออกมาจากมันได้แล้วแท้ๆ” จิงคเอ่ยตอบเสียงเครียดด้วยความรู้สึกที่ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากกับสิ่งที่เฮร่าขอเขา “และที่สำคัญผมเองก็มีเหตุผลที่ต้องออกจากที่นั้นให้พ้นๆด้วยเพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาบางอย่างที่ผมทำค้างคาไว้”
“น้องจิงค...” เฮร่าทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ทว่าจิงคกลับหรี่ตามองเธอด้วยแววตาที่คุกคามพร้อมทั้งแผ่รังสีความไม่พอใจออกจากร่างจนทำให้หญิงสาวผู้นั้นชะงักไปอย่างพูดไม่ออกไปสักพักใหญ่เพราะบรรยากาศที่จิงคสร้างขึ้นมา
“แต่นายจำเป็นต้องกลับ” นานาเอลเอ่ยขัดขึ้นมาเสียงแข็งกร้าว
ก่อนที่เธอจะยกรองเท้าสลิปเปอร์มาตบหัวของจิงคอย่างรุนแรงจนทำให้หัวของเขาโยกคลอนไปตามแรงตบนั้นอย่างมิอาจขัดขืน
“นี่เธอ!!!”
ผั้ว!!
นานาเอลไม่ยอมเปิดจังหวะให้จิงคได้พูดอะไรเลยแม้แต่น้อยเพราะฉับพลันที่จิงคทำท่าจะร่ายประโยคถัดไปรองเท้าของเธอก็พุ่งเข้าที่แก้มขวาของเขาจนเขาต้องหน้าหันไปเกือบเก้าสิบองศา
“กลับบ้านซะ” เธอเอ่ยสั่งสั้นๆห้วนๆ
“ไม่!” เขาตอบสวนกลับเสียงแข็ง ก่อนที่เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเหตุการณ์นั้นจะเกิดต่ออย่างรวดเร็วเพราะว่า....
ผั้ว!!
เสียงรองเท้าฟาดแก้มขวาดังสนั่นจากนั้นนานาเอลก็พูดลูปประโยคเดิมขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่สนใจสีหน้าเหยเกของเขาในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย
เจ็บดีแท้

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บเป็นบ้า

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บเรื่อยๆ

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บไม่หยุด

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บต่อไป

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บต่อเนื่อง

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บมากๆๆๆ

“กลับบ้านซะ”
“ไม่!”
ผั้ว!!
เจ็บสุดขั้วจนทนไม่ไหวแล้วโว้ย!!!!!

ประโยคนั้นถูกวนลูปไปอีกสักพักราวกับเกิดเหตุการณ์ Endless eight ข้ามนิยายแต่คนละคนแต่ง (แน่ละผมแต่งแบบนั้นไม่ไหวหรอกครับ อิอิอิ ฝีมือแต่งนิยายผมมันมีอยู่กระจิดเองครับ) ท่ามกลางความเจ็บปวดบนใบหน้าของจิงคที่ผันไปตามจำนวนรอบที่โดนตบแล้วยกกำลังด้วยสอง แต่ท้ายที่สุดจิงคก็ทนเล่นแบบนี้ต่อไปไม่ไหว เพราะถึงแม้ว่าจะมีบางคำสอนของศาสนาที่เคยกล่าวไว้ว่า ‘เมื่อมีคนตบแก้มซ้ายจงยืนแก้มขวาให้เขาตบ’ อยู่ก็ตาม เพราะถือว่าเป็นการแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์
แต่ว่าแบบนั้นมันก็ผิดหลักไปหน่อยนะเพราะว่าถ้าเรายอมให้ทำแบบนี้จริงๆก็เท่ากับเราไม่รักตัวเองสิ แล้วคนที่ขนาดตัวเองยังไม่รักจะไปแสดงความรักให้คนอื่นได้อย่างไร เพราะขนาดตัวเองที่สำคัญเขายังทิ้งขว้างได้ลงคอเลย
และที่สำคัญทำอย่างนั้นนานๆมันก็เจ็บด้วยเฟ้ย
“กลับบ้านซะ” นานาเอลยังคงเอ่ยประโยคคำสั่งนั้นต่อแบบสั้นๆห้วนๆ
“ก็ได้” เขากัดฟันเอ่ยตอบแบบฝืนใจเป็นที่สุดสวนไปแต่ทว่า...
ผั้ว!!
“นี่เธอ!!!”
“ของแถม” นานาเอลเอ่ยตอบแบบไม่สนใจอะไรมากนัก
แล้วเธอก็ลดรองเท้าลงจากมือก่อนที่จะหันไปมองทางเฮร่าด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรผิดกับเขาที่ถูกมองด้วยรอยยิ้มที่เป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การมองมนุษย์ด้วยกัน
“ของแถมบ้าบออะไรของเธอ” จิงคขมวดคิ้วถามต่อ
“เมื่อกี้โดนไปแปดตอนแรกอีกหนึ่งรวมแล้วเก้าเลยแถมให้อีกทีจะได้เป็นเลขคู่ไงล่ะ” นานาเอลอธิบายเสียงเรียบซึ่งก็ฟังดูแล้วสมเหตุสมผลดี
แต่ถึงยังไงมันก็แม่งๆล่ะนะ
“ว่าแต่จิงค....”
“หืม?”
“ลูกผู้ชายว่าแล้วคงไม่คืนคำหรอกนะ”
นานาเอลเอียงคอมองจิงคด้วยรอยยิ้มที่น่าพิศมัยเป็นอย่างมากเพราะมันเป็นหน้าตาที่บาดใจชายหลายคนรวมกระทั่งไปถึงเขาด้วย
แต่กระนั้นมันก็ให้อารมณ์สื่อไปด้วยว่า ‘ถ้าเอ็งขืนคืนคำง่ายๆได้มีเฮแน่ๆ’
ไอ้เปลือกนอกก็น่ารักอยู่ล่ะนะ แต่ภายในนี่สิมันอธิบายไม่ถูกจริงๆเลยยัยนางมารในคราบเทพธิดาคนนี้

แต่เพราะประโยคนั้นนั่นเองเลยทำให้เขาต้องมาเดินหัวมึนๆเพราะเขาพึ่งโดนรองเท้าปาหัวไปเพื่อไปหาชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากที่ที่เขาเคยนั่งมากนัก ถ้าจำไม่ผิดเขาแปลงร่างเป็นหญิงหรือชายก็ได้นี่นาเพราะอย่างนั้นประโยคที่ว่า ‘ลูกผู้ชายว่าแล้วไม่คืนคำ’ ก็ไม่น่าจะใช้กับเขาได้นี่นาก็เขาเป็นลูกผู้หญิงได้ด้วยนี่หว่า
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ต้องการก็เถอะ
ว่าแต่ทำไมลูกผู้ชายถึงพูดแล้วคืนคำไม่ได้ฟะ ใครเป็นคนบัญญัติประโยคบ้าๆนี้ออกมากัน เพราะถ้าเขารู้ว่าเป็นใครนะ
พ่อจะตามไปฆ่าล้างตระกูลให้ดูเลยคอยดูสิ

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

“ที่นี่งั้นเหรอ?”
เสียงของหญิงสาวผมบ๊อบเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจเมื่อเธอได้พบเห็นกับสิ่งก่อสร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ต่อหน้าเธอหลังจากที่เพื่อนสาวของเธอได้พาเดินผ่านทางเดินที่ปูด้วยอิฐอย่างดีที่มีความยาวเกือบกิโลมาถึงที่แห่งนี้ที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามจนดูเจิดจ้าสะท้อนเข้าดวงตาของสามัญชนที่คิดว่ามีเงินพอสมควรแล้วแต่ก็ยังสู้พวกนี้ไม่ได้
“คิดว่าไม่ใช่ที่อื่นแน่นอนล่ะนะถ้าฉันจำไม่ผิด เพราะฉันมาที่นี่ได้สามรอบแล้ว” หญิงสาวผมสั้นประบ่าตอบกลับเสียงเรียบ
“แต่ว่าแบบนี้มันเกินไปแล้วนะทั้งตัวบ้านและก็ทางเข้าบ้าน” หญิงสาวผมบ๊อบเอ่ยเถียงอย่างไม่อยากจะเชื่อถึงความเป็นจริงในตอนนี้
ภาพที่ว่าสิ่งนี้คือสถานที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้มีศักดิ์เป็นอาชญากรทั้งก๊ก
“ก็นะ ตระกูลนี้เขาเป็นใครเธอก็น่าจะรู้นี่นา”
ไม่นานนักหลังจากที่สองสาวเดินมาถึงที่หน้าตัวทางเข้าคฤหาสน์หลังยักษ์ที่ถูกออกแบบด้วยแนวคิดทางสถาปัตย์ที่ดูแล้วน่าฉงนแต่มองไปมองมากลับลงตัวอย่างน่าประหลาด ก็พลันมีบุคคลกลุ่มหนึ่งได้เดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นพร้อมทั้งก้มหัวทำความเคารพหญิงสาวผมสั้นประบ่าอย่างนอบน้อม ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดพ่อบ้านที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าของคนในกลุ่มนั้นจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมา
“ยินดีต้อนรับคสู่คฤหาสน์ของตระกูลพีซครับ ท่านไซคี เพอร์เซอุส ทางเราได้เตรียมห้องรับรองท่านและเพื่อนของท่านไว้แล้ว เชิญครับ” เขาผายมือไปทางในคฤหาสน์ด้วยกิริยาที่นอบน้อมเป็นอย่างมากท่ามกลางสายตาที่ตกใจของเพื่อนร่วมทางที่มากับเธอ
“จ้ะ”
ไซคีฉีกยิ้มอย่างเป็นกันเองก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในคฤหาสน์ตามคำเชิญชวนโดยมีเพื่อนสาวของเธอวิ่งตามหลังไปอย่างไม่คลายความสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
“นี่ไซคีเธอรู้จักคนพวกนี้ด้วยงั้นเหรอ?”
“ถ้าไม่รู้จักแล้วฉันจะมาที่นี่ทำไมล่ะซีรัส”
“อ่านะ ว่าแต่เธอเป็นอะไรกับคนพวกนี้งั้นเหรอ?” ซีรัสอดถามอย่างสงสัยไม่ได้
“นั้นสินะ ถ้าจะให้พูดชัดๆก็คงเป็นว่าที่เจ้านายพวกเขาล่ะมั้ง” ไซคีหันมายิ้มกับซีรัสอย่างเศร้าๆ
จากนั้นเธอก็เดินเข้าในคฤหาสน์แห่งนั้นแบบไม่สนใจว่าซีรัสจะเดินตามเธอหรือไม่ โดยมีสายตาของซีรัสมองตามแผ่นหลังของเพื่อนสาวของเธอด้วยท่าทางที่ทำตัวไม่ถูก
ว่าที่เจ้านายงั้นเหรอ?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------




NEKOPOST.NET