Jinx Pech ตอนที่ 27 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.27 - Scomodo (ความไม่สบายใจ)




ถ้าเขาเป็นแบบไอ้คุณไดเต้แล้วชีวิตในช่วงนี้ของเขามันคงกำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่ารุ่งโรจน์อย่างสุดขีดแน่นอนที่ได้อยู่ในร่างหญิงที่วิ๊งบาดใจใครหลายคนเพราะเท่าที่ดูไอ้คุณไดเต้มมันอยากมีร่างแบบนี้มากกว่าที่จะมีร่างหนุ่มหล่อไว้หลอกสาวๆซะอีก ก็แหม... ร่างแบบนั้นมันหลอกหนุ่มๆลำบากนี่หว่า จริงมั้ยล่ะ
ไม่มีผู้ชายที่ไหนหรอกที่ชอบให้คนที่หล่อกว่าตัวเองมายืนอยู่ใกล้ๆ
และตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดแบบนั้นเสียด้วย
แต่ว่าพอพูดถึงไดเต้แล้วก็นึกขึ้นได้ ตั้งแต่ตอนวันที่เขาต้องมาประสบเคราะห์กรรมนรกที่นอกจากเวลาเรียนแล้วในเวลาอื่นเขาต้องอยู่ในร่างผู้หญิงไปเรื่อยๆอย่างไร้คำอธิบายและเหตุผลเด่นชัด (แต่ที่ชัดเจนก็คือเรื่องนี้มันต้องเกี่ยวกับยอดจอมมารของโลกในอดีตที่ชื่อโครนอสแน่ๆ)  เขาก็ไม่ได้เจอมันอีกเลย สงสัยว่าคราวนี้คุณแกคงได้ไปสบายเพราะมือของหญิงงามที่มีบรรดาศักดิ์เป็นแม่มดสุดร้ายกาจของโลกนี้ไปเสียแล้ว
นี่เขาเป็นหลานลับๆของคนคนนั้นหรือไงฟะทำไมเขาถึงต้องมารับความซวยอันไร้สาเหตุแบบนี้ด้วย
เอาเป็นว่าเลวร้ายไม่เลวร้ายยังไงข่าวเรื่องของหญิงสาวที่มีนามว่าเฮเลนก็เริ่มที่จะโด่งดังขึ้นเรื่อยๆไปตามลำดับการปรากฎตัวในร่างหญิงของเขาที่ตอนนี้เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆเพราะเขาเองก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะทนอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยหญิงสาวที่น่ารักแต่ให้ความรู้สึกที่น่าหวาดกลัวไปพร้อมกันเหล่านั้นได้ตลอดเวลาหรอกนะ แต่พอออกมาข้างนอกก็เป็นแบบนี้อีก
ชีวิตของเขามันช่างมีทางเลือกที่น้อยเสียเหลือเกิน
“ทำไมฉันถึงอยู่ในร่างชายไม่ได้ล่ะเนี้ย?”
จิงคในร่างหญิงสาวหุ่นสะองที่สวมชุดนักศึกษาหญิงของสถาบันแห่งนี้ได้เอ่ยออกมาอย่างสุดเซ็งกับคำถามที่ไม่มีคำตอบใดใดที่ใครจะคิดมาเคลียร์ให้เขากระจ่างเลย
เนื่องจากข้างหลังเขาตอนนี้มันเริ่มน่าอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าเขากำลังเดินไปไหนโดยเป่าขลุ่ยฮาเมรูนที่มีความสามารถเรียกให้ผู้คนเดินตามมาเป็นฝูงได้แบบนี้ ทั้งแกล้งทำเป็นเดินแอบหรือเดินตามตรงๆพี่แกมีทุกรูปแบบเลยและที่สำคัญพักหลังๆเขารู้สึกว่าร่างนี้จะเริ่มได้สมญานามกับเขาบ้างแล้วเสียด้วย แถมยังเป็นสมญานามที่ทำให้เขาอยากเห็นหน้าคนตั้งสมญานามนี้จริงๆเลยว่ามันคิดได้ยังไง
เพราะว่ามันทำให้เขาชวนจั๊กกะจี้หัวใจเป็นบ้าเลย
ไม่สิ รู้สึกแหยงขึ้นมาน้อยๆต่างหากล่ะ เพราะสมญานามที่ว่านี่มัน..... น่าขนลุกสุดสุด ไม่เชื่อก็ลองฟังดูเอาเองเถอะ แล้วคุณจะรู้ซึ้งว่าถ้าคุณเป็นผู้ชายแล้วต้องมาถูกตั้งสมญานามแบบนี้คุณจะรู้สึกแขยงขนาดไหน
‘มือสังหาร (ใจชาย) แห่งอีทรูเดียน’
คิดได้ยังไงเนี้ยเล่นทำเอาเขาอยากขอคารวะพี่แกสักทีสองทีเป็นการนับถือหัวสมองที่เปี่ยมล้นไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘บ้า’ และ ‘ไร้สาระ’ เสียจริงเชียว
ท่าทางว่าคนผู้นั้นคงจะว่างเกินไปสินะ
อันที่จริงไอ้แค่นั้นมันก็ไม่เป็นอะไรมากหรอกนะถ้าไอ้คุณวัลแคนไม่ได้มาร่วมวงด้วย
เอาเป็นว่าถ้าให้เอาไอ้บ้าหน้าหม้อที่มีดีแค่ตัวดำกับหน้าตาหล่อหน่อยๆที่ดูสมชายไปเปรียบเทียบกับพวกที่กำลังเดินตามหลังเขาในร่างนี้แล้ว
ไอ้บ้าวัลแคนมันอยู่ในระดับที่ทำให้เขาอึดอัดและน่ารำคาญที่สุดเลย
อันที่จริงมันยังดีหน่อยที่มันยังรู้ตัวและวางตนได้ในระดับหนึ่งที่มันไม่ถึงกับกล้าตีเนียนมาเดินเกาะไหล่เหมือนตอนที่เขายังอยู่ในร่างชาย แต่ว่าไอ้คำจีบชวนอ้วกแตกแต่ละคำและท่าทีที่เรียกร้องความสนใจของมันนี่สิ

“สวัสดีครับคุณผู้หญิงที่แสนงดงามราวกับเทพธิดาปานนางฟ้าและเทวทูตมาหลอมรวมกันเพื่อสร้างคุณมาจุติบนโลกนี้ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมชื่อวัลแคน เฮเฟตัสครับ” มือของเขาถูกกระชากให้ริมฝีปากของมันมาจุมพิตเบาๆจนทำเอาเขาขนลุกเป็นอย่างมากเพราะความขยะแขยงที่ถูกเข้าหามาแบบที่เขาก็ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้
ทั้งที่ช่วงนี้เขาก็รู้สึกว่าเขาเริ่มจะรับมือการจู่โจมได้เก่งแล้วแท้ๆเพราะการฝึกกับเรธิเซียในช่วงชั้นเรียนลับ
“นี่มันอะไรกันน่ะ?”
“กรุณามาเป็นแม่ของลูกผมเถอะนะครับ” ไอ้คุณวัลแคนเอ่ยต่อทันทีแบบไม่สนใจสถานการณ์ใดใดทั้งสิ้นว่าเขาอยากจะคลอดลูกให้มันมั้ย!!
ว่าแต่ร่างนี้มันท้องได้หรือเปล่าฟะ?
“หา!!!!!”
“รักนะครับเด็กโง่”
“โทษที ฉันไม่ได้โง่หรอกนะ”
เพราะจะว่าไปจากผลสอบที่ผ่านมาก็เห็นกันอย่างได้ชัดอยู่แล้วว่าวิชาทางด้านวิชาการเขาคะแนนสูงกว่ามันแบบไม่เห็นฝุ่นเลยเพราะเขาเล่นทำคะแนนเต็มทุกวิชาแถมยังมีบางวิชาบวกคะแนนเพิ่มให้เพราะเขาจับข้อผิดพลาดของข้อสอบได้
“ไม่ครับ อันที่จริงถึงคุณจะยอดเยี่ยมสักเพียงใดแต่คุณก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่ด้อยปัญญาเรื่องความรักนะครับ”
มันยังแถได้หน้าด้านๆ
“นี่คุณ....”
“เรียกผมว่าที่รักและจูบรับรักของผมเถอะครับ”
โครม!!!!
เสียงร่างของวัลแคนกระเด็นไปชนโต๊ะที่บังเอิญวางอยู่นอกห้องเป็นการดังปิดท้ายบทสนทนาบ้าๆนั้นก่อนที่เขาจะรีบสบัดตัวหนีไปทันทีด้วยอารมณ์ที่เข้าใจความรู้สึกของนานาเอลตอนที่เขาพบกับเธอครั้งแรกมากยิ่งขึ้นว่าทำไมเขาถึงถูกเธอประเดิมด้วยรองเท้า เพราะตอนนี้เขาก็พึ่งประเคนอวัยวะเบื้องร่างให้ไอ้วัลแคนไปด้วยเหตุผลเดียวกัน
เพราะมันคือความรู้สึกที่รับไม่ได้อย่างแรงกับการที่มีคนมาพูดแบบนี้กับเขา

แถมหลังจากนั้นตอนมีเรียนวิชาทางวิชาการพี่แกยังมีมาเล่าให้เขาฟังอีกถึงวีรกรรมนั้นของมันแบบไม่มีสำนึกของคนที่พึ่งโดนถีบเลย แต่เขาเองก็คงไม่ต่างกันกับมันแหละนะ และเพราะเหตุการณ์วันนั้นมันเลยทำให้เขาเข้าใจเลยว่าทำไมไอ้หมอนี้ถึงได้เป็นพวกหัวแดงช้ำรักมาตลอดช่วงอายุของมันตามที่มันเคยบ่น
เพราะว่ามันวางตัวเป็นแต่มันเข้าหาผู้หญิงไม่เป็นเลยแม้แต่น้อย
เอาเป็นว่าการจีบหญิงมันไม่ใช่แค่ว่าด้านและวางตัวเป็นมันจะจีบติดกันได้ง่ายๆนะ เรื่องพรรณนี้มันต้องอาศัยทักษะและความสามารถในการคาดคะเนเพื่อคาดเดานิสัยของหญิงสาวด้วยว่าหญิงสาวผู้นั้นเขาจะถูกใจการวางตัวของผู้ชายจำพวกไหนเป็นที่สุด เพราะการพบกันครั้งแรกและการพูดคุยถ้าเราทำตัวในรูปแบบที่เธอพอใจได้ มันก็มีชัยไปพอสมควรแล้ว
อันที่จริงถ้าจะให้วิจารณ์หน่อยๆแบบที่เขาต้องทนความรู้สึกที่น่าอดสูไว้เป็นอย่างมากแล้ว รูปลักษณ์และลักษณะที่ปรากฎภายนอกของเขาในตอนนี้คือหญิงสาวน่ารักดูภูมิฐานที่ยืนด้วยความมาดมั่นและสง่าหลังตรงนมโต อันหลังไม่เกี่ยวแฮะ ดูยังไงเขาก็น่าเป็นหญิงสาวที่ดูแลตัวเองได้แน่ๆ
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้วิเคราะห์โดยทั่วไปแล้วคนจำพวกนี้ไม่ค่อยจะชอบผู้ชายที่มาตื๊อสักเท่าไรหรอกนะ
ถ้าแอบเลวนิดๆ ทำเป็นเมินหน่อยๆ พูดคุยบ้างแต่พอดีและพยายามเก็บอารมณ์เก่งๆแล้วล่ะก็ เขาคิดว่าผู้ชายแบบนั้นน่าจะเป็นผู้ชายที่เข้าสเปคของเขาในร่างนี้อยู่หรอกนะ
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ถ้ามีผู้ชายแบบนั้นมาจริงเขาก็ไม่สนหรอกนะ
เพราะเขาสนแต่ผู้หญิงเฟ้ย!!!!
“น่าเบื่อชะมัด” จิงคอดเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจไม่ได้
แต่กระนั้นสุดท้ายเขาก็คงทำได้แค่ทนอยู่ดีเพราะความเป็นจริงเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลยสักอย่าง เพราะเขาคนนี้มันไร้พลัง ไร้ซึ่งโชคและความสามารถที่จะเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นไปตามความต้องการได้
“นี่เฮเลนจ๋า”
เสียงเจื้อยแจ้วของวัลแคนดังขึ้นมาหลังจากที่ชายหนุ่มผู้นี้บังเอิญเดินผ่านมาและเห็นเขากำลังเดินคอตกอย่างหดหู่ไร้ซึ่งความสุขแบบนี้
อยู่ดีไม่ว่าดีไม่น่าไปนึกถึงมันเลย
“นี่เฮเลนจ๋า วันนี้เราไปกิน...”
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคเขาก็รีบประเคนเท้าที่สวมส้นสูงของเขาใส่ไปที่ปากของไอ้หนุ่มผิวสีผู้นั้นทันทีเพราะรู้สึกเขาจะได้ยินแว่วๆว่ากินอะไรสักอย่าง เขาเลยส่งอะไรที่ว่าเข้าไปในปากให้เลยกับส้นสูงที่ใช้แล้วของฟีอาที่เธอคนนั้นให้เขายืม
จงปิติซะกับรสชาตินี้ซะ เพราะน้อยคนนักจะได้ลิ้มรสมัน เอาเป็นว่าขนาดนั้นเขายังไม่เคยลิ้มรสเลย แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นของนานาเอลคนเดียวมันก็เกินพอแล้วล่ะ
แต่ดูเหมือนว่าหมอนี้จะชอบแฮะ
เพราะใบหน้าของหมอนั้นมันบ่งบอกถึงอารมณ์คนที่มีความสุขให้เห็นออกมาอย่างน่าประหลาดใจแต่เมื่อเขาก้มลงมองที่ขาของตัวเอง เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไม
กระโปรงกับท่าเตะสูง มันคงกำลังเห็นสีฟ้าของท้องฟ้าหรือไม่ก็น้ำทะเลที่เป็นของฟีอาอยู่สินะ
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นส่วนที่อยู่ใต้สีฟ้าครามนั้นมันเป็นหว่างขาของเขานะสิ ลืมไปว่าใส่กระโปรงอยู่เพราะความโกรธขึ้นหน้าแท้ๆ
ไอ้วัลแคนเลยได้เห็นของดีแต่ชวนแย่ของเขาเลย
“มีอะไรจะสั่งเสียอีกหรือเปล่า?” เขาเอ่ยออกมาด้วยอารมณ์ที่ก่ำกึ่งกับอารมณ์ของนานาเอลทุกครั้งก่อนที่เธอจะปารองเท้าใส่เขา
“ออบอุนอากๆเอยอับ” วัลแคนเอ่ยเสียงอู้อี๋ตอบเพราะรองเท้าส้นสูงยังยัดปากของเขาอยู่ก่อนที่แรงจากเจ้าของรองเท้าจะถูกส่งเข้าไปที่หน้าของเขาอย่างแรงจนร่างของคนผู้นั้นแน่นิ่งไป
“ทุเรศตัวเองจริงๆเลยตัวเรา”

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

มิคาเอลมองภาพเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านทางหน้าต่างในตัวตึกของฝั่งอาจารย์ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มหลังจากที่เขาเห็นจิงคต้องตกมาอยู่สภาพแบบนี้ได้เกือบสองสัปดาห์ด้วยด้วยความรู้สึกสะใจและไม่ค่อยยินร้ายอะไรมากนัก ทั้งที่สภาพในห้องที่เขายืนอยู่ในตอนนี้มันจะตรงข้ามกับอารมณ์ของเขาโดยสิ้นเชิง
เพราะในห้องนี้มันได้บรรยากาศของความสิ้นหวังราวกับโลกกำลังจะแตกก็ไม่ปาน
อันที่จริงก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่นั้นแหละเมื่อคิดถึงเหตุผลและความเป็นจริงกับสภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้แล้ว ถ้าบอกว่าเด็กชายที่กลายร่างเป็นเด็กสาวผู้นั้นเป็นคนนำพาให้เกิดเรื่องนี้มันก็ไม่แปลกมากนักเลย ก็เพราะแท้จริงแล้วต้นตอของความวิบัติที่เหล่าอาจารย์พวกนี้ต้องมาประชุมและทำงานล่วงเวลาบ่อยๆก็มีสาเหตุเพราะเขาคนนั้นนี่แหละ
สมกับชื่อสมญานามที่เขาเคยถูกขนานนามก่อนที่จะเกิดเลยจริงๆ
ส่วนสาเหตุรองที่ทำให้ห้องเป็นแบบนี้ก็เพราะการประชุมหนนี้ของเหล่าคณาจารย์ได้มีนักศึกษามาร่วมด้วยคนหนึ่ง แถมนักศึกษาคนนั้นยังน่ากลัวมากๆเสียด้วยจนทำให้เหล่าอาจารย์ที่นั่งอยู่ในห้องต้องขนลุกกับสภาพที่เป็นอยู่
เพราะคุณเธอเล่นแผ่ออร่าแห่งความตายไปทั่วเลย
เพราะในตอนนี้คุณเธอไม่พอใจท่าทีของผู้ชายที่มีศักด์เป็นอาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดของเธอก็ว่าได้เพราะเขาคือเพื่อนของฝ่ายพ่อและเป็นพ่อของเพื่อนเธอ
ฟังดูแล้วงงดีมั้ยล่ะ?
“รู้สึกจะดีใจมากเลยนะคะอาจารย์มิคาเอล” ฟีอาเอ่ยขึ้นเสียงด้วยท่าทางที่ไม่สบอารมณ์
“ก็นะ เห็นจิงคเป็นแบบนี้แล้วฉันรู้สึกมีความสุขดีน่ะ” มิคาเอลตอบกลับแบบไม่คิดอะไรมาก
“ไม่ขำเลยนะคะแบบนี้”
“แต่ฉันขำนี่นาหนูฟีอา ลองคิดดูถึงสมญานามที่จิงค ไม่สิ ต้องเฮเลนสินะ ได้รับในตอนนี้สิ อะไรนะ ‘มือสังหารใจชายแห่งอีทรูเดียน’ สินะ ที่นี่ขำหรือยัง”
“ไม่ตลกเลยสักนิดคะ” ฟีอาตอบเสียงเรียบ
“เส้นลึกจังเลยนะ” มิคาเอลเอ่ยออกมาหน้าเครียด
“ค่ะ เพราะความจริงตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่น่าขำเลยนี่คะ นี่คุณอามิคาเอลรู้หรือเปล่าคะว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหนอยู่”
“ก็ถ้าให้เทียบเป็นสีของโซนอันตรายก็คือโซนสีแดงเลยล่ะ”
“รู้แล้วยังจะมีหน้ามาทำแบบนี้อีกเหรอคะ”
“เอาน่ามันเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆของอาน่ะ ขอหน่อยได้หรือเปล่า”
“ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้ทางท่านผู้นั้นคงไม่ยอมหรอกนะคะ”
คราวนี้เป็นเสียงของสาวสวมแว่นมาดเฉียบที่มีนามว่าไอริสเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางที่เหมือนจะถือหางฝ่ายฟีอาพอสมควร หลังจากที่เธอทนฟังคนทั้งสองนั่งคุยเรื่องนี้มาอยู่นานแบบไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรขึ้นมาขัดเลย ด้วยความอดทนเป็นอย่างสูง
“นี่คุณไอริชอย่าเอาชื่อของท่านผู้นั้นมาอ้างได้มั้ยครับ” มิคาเอลแสร้งทำท่าเจ็บปวดออกมาน้อยๆทันที
“คงไม่ได้หรอกคะ เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้คุณมิคาเอลจะไม่ได้ตั้งใจทำให้สมกับหน้าที่ที่คุณได้รับมอบหมายมาเลย”
“ใครว่าผมก็ทำเรียบร้อยแล้วนะครับ นี่ผมอุตสาห์กลั้นใจส่งลูกสาวสุดน่ารักน่าถนุถนอมแสนที่จะหวงแหนของผมไปเชิญไอ้หมอนั้นเข้ามาเรียนในสถาบันที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมันโดยเฉพาะแบบนี้แล้วนะครับ” มิคาเอลเอ่ยออกมาเสียงเครียด
“นี่คุณมิคาเอลให้ความเคารพคุณพีซหน่อยได้หรือเปล่าคะ” ไอริสเอ่ยแบบพยายามระงับอารมณ์โกรธเอาไว้
“ให้ตายเถอะ นี่ผมก็ยอมลดตัวไปมากพอสมควรแล้วนะครับ ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นคำสั่งที่มีมานานกว่าสิบแปดปี ป่านนี้ไอ้คุณเด็กที่คุณบอกว่าผมต้องให้เกียรติมันคงได้ไปนอนสุสานนานแล้ว เด็กบ้าอะไรกวนประสาทผู้ใหญ่ได้ดีเป็นบ้า แล้วนี่ยังจะให้ผมเอาศักดิ์ศรีทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเคารพไอ้โลลิคอนที่คิดจะล่อลวงลูกสาวคนสุดท้องอายุสิบสี่ของผมนี่นะ” มิคาเอลอธิบายแบบออกรสและออกท่าทางเต็มที่ราวกับเขากำลังแสดงละครเพลงบนเวทีใหญ่แห่งหนึ่งก็ไม่ปาน
“นั้นไม่ใช่ความผิดของเขานี่คะ” ไอริสเถียงสวน
“ไม่ใช่ความผิดของเขาเหรอครับ” มิคาเอลหรี่ตามองไอริสอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ใช่คะ เพราะฉะนั้นคุณก็เลิกมองเขาในแง่ร้ายได้แล้วคะ”
“คงยากครับสำหรับผม”
“แล้วว่าแต่ที่คุณอามิคาเอลบอกว่าตั้งใจทำหน้าที่เนี้ยนอกจากส่งนานาเอลไปแล้วได้คิดทำอะไรบ้างอีกหรือเปล่าคะ” ฟีอาเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
“แน่นอน ก็เรื่องนั้นที่จริงทางอาก็พยายามอยู่โดยขอความร่วมมือกับทางคุณเรธิเซีย” มิคาเอลผายมือไปทางหญิงสาวผมดำผู้นั่งอยู่ที่มุมห้องที่ห่างไกลจากที่นั่งของฟีอาพอสมควรจนทำให้ฟีอารู้สึกวางใจได้หน่อยซึ่งเธอก็พยักหน้ารับคำพูดนั้นของเขาเป็นการตอบรับ “และทางเราก็คิดว่าอีกไม่นานก็น่าจะสำเร็จแล้วด้วย”
“ไม่อนุมัติคะ” ไอริสเอ่ยตัดบทขึ้นมาอย่างรู้ทันว่ามิคาเอลคิดจะทำอะไรอยู่
เพราะแท้จริงแล้ววิธีการจะจบปัญหาของเรื่องที่พวกเขาประชุมอยู่ในตอนนี้มันก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว เพราะมันยังมีวิธีการง่ายๆอยู่วิธีหนึ่งที่สามารถปิดประเด็นของปัญหาทั้งมวลโดยทำให้เรื่องนี้จบได้สบายๆแบบไม่ต้องพยายามอะไรมากนัก
แต่การแก้ไขปัญหาแบบนั้นมันเป็นรูปแบบที่รับไม่ได้ที่สุดของทั้งทางไอริชและฟีอาดังนั้นพวกเธอจึงต่อต้านมาตลอดเพื่อที่จะได้มีหนทางที่ดีกว่านี้
“ไหงงั้นล่ะ นี่ถ้าคิดกันแบบจริงจังแล้ววิธีนี้ได้ผลดีที่สุดแถมไม่ต้องมีใครเสียเลือดเสียเนื้อด้วยนะ” มิคาเอลโต้เถียงขึ้นมาทันที
“ก็เพราะวิธีนั้นมันทำให้หนูและพรรคพวกกับจิงคต้องเสียน้ำตานี่สิคะ” ฟีอาเอ่ยเสียงเครียด
อันที่จริงวิธีการที่ว่ามันก็น่าจะทำให้เธอเสียน้ำตาจริงๆนั้นแหละ เพราถ้าเกิดทางพวกเธอตัดสินใจใช้วิธีการที่ว่านั้นจริงๆ ไม่มากก็น้อยต้องมีคนโวยวายออกมาแน่นอนอย่างน้อยก็เธอคนหนึ่งและอีกไม่นานนักเมืองอีทรูเดียนก็คงได้ลุกเป็นไฟด้วยมือของเธอแน่ๆ
ไม่ว่ายังไงถ้าเลือกไม่เข้าความพอใจของเธอความวิบัติก็เกิดอยู่ดีถึงแม้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม
“นี่หนูฟีอา หนูก็รู้อยู่ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะใช้สามัญสำนึกมาตัดสินได้ อันที่จริงทางหนูก็น่าจะเข้าใจนี่นา ว่าการที่จิงคยังเป็นแบบนี้อยู่ ไม่ช้าสักวันหนึ่งหนูก็ต้องเสียน้ำตาอยู่ดี”
“ไม่คะ ตราบใดที่จิงคเป็นจิงคหนูไม่มีทางเสียน้ำตาหรอกคะ”
“นี่ หนูฟีอาอันที่จริงหนูไม่น่าจะพูดแบบนี้นะ”
“เพราะหนูเป็น ‘คาทีน่า’ สินะคะ”
“ใช่ หนูก็รู้นี่ว่าหน้าที่ของ ‘คาทีน่า’ คืออะไร”
“ใช่คะ หนูรู้แต่หนูใช่ว่าต้องทำตามนี่คะ”
“นี่หนูฟีอา...”
“คุณอามิคาเอลก็น่าจะรู้ว่าคนของตระกูลเบียทริซเองก็ไม่ได้อยู่ทางฝ่ายนี้มาตั้งแต่แต่แรกอยู่แล้ว อันที่จริงถ้าพวกหนูจะกลับไปอยู่ฝ่ายเดิมอีกครั้งมันก็ไม่น่าแปลกหรอก จริงหรือเปล่าคะ” ฟีอาฉีกยิ้มออกมาอย่างน่ากลัวจนทำให้คนทั้งห้องผวา
ทั้งที่ความจริงแล้วเธอก็เป็นแค่หญิงสาววัยรุ่นอายุสิบเจ็ดปีเหมือนคนทั่วไปแท้ๆ
“นี่คุณฟีอาจะทรยศเหรอคะ” หญิงสาวผู้เป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์เอ่ยขึ้นมาอย่างตกใจ
“เปล่าคะ หนูไม่คิดจะทรยศหรอกคะเพราะหนูก็แค่เลือกทางที่จะอยู่กับคนที่หนูอยากอยู่ด้วยก็เท่านั้น”
“เหมือนในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนสินะ” มิคาเอลหรี่ตามองฟีอาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปมาถึงจุดนี้หญิงสาวผู้เป็นอาจารย์นามว่าไอริชได้หันมามองฟีอาด้วยแววตาที่สนใจมากยิ่งขึ้น
“นั้นไม่ใช่หนูคะ”
“แล้วคนคนนั้นเป็นใครล่ะ”
“ญาติทางฝ่ายแม่ของหนูเองคะ” ฟีอาตอบกลับแบบไม่คิดอะไรมากมายนัก
“พูดได้นะหนูฟีอา”
“ค่ะ หนูต้องพูดได้อยู่แล้วสิคะเพราะมันเป็นความจริงที่ไม่มีทางเปลี่ยนไปได้นี่คะ และตอนนี้หนูเองก็อยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบในคำพูดนั้นได้แล้ว” ฟีอาเอ่ยออกมาอย่างมาดมั่น
“นั้นสินะ ก็หนูฟีอาคือลูกสาวคนโตผู้เป็นว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเบียทริซซึ่งเป็นตระกูลแม่มดผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัลคาทราสนี่นะ” มิคาเอลเอ่ยเสียงเย็นจนทำให้ทั้งห้องบรรยากาศเปลี่ยนไปทันที
เพราะจู่จู่ความกดดันมันก็แผ่ไปทั่วห้องอย่างไม่มีเหตุผลจนทำให้ผู้คนที่อยู่ในห้องนี้รู้สึกอึดอัดเพราะน่ากลัวว่ามันจะมีสงครามระหว่างผู้นำตระกูลเซราฟีนที่ได้ชื่อว่าเป็นตระกูลของเทพเจ้าคนปัจจุบันกับลูกสาวคนโตผู้เป็นว่าที่ผู้สืบทอดหัวหน้าตระกูลเบียทริซซึ่งเป็นตระกูลแม่มดผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัลคาทราสหรือไม่ ทั้งที่ตลอดมาหลังจากสงครามกลางเมืองอัลคาทราสจบลงทั้งสองตระกูลนี้ก็อยู่ร่วมกันฉันท์มิตรมาตลอด
แล้วทำไมจู่จู่ถึงมาเป็นแบบนี้ได้ล่ะ
“ค่ะ หนูคือลูกสาวคนโตผู้เป็นว่าที่ผู้สืบทอดหัวหน้าตระกูลเบียทริซที่ว่านั้นแหละคะเพราะฉะนั้นน่าจะรู้กันดีนะคะว่าหนูไม่ขึ้นต่อใครทั้งนั้นไม่ว่าท่านผู้นั้นของอาจารย์ไอริสหรือคุณเซราฟีน แม้กระทั่งอาจารย์... ระ เรธิเซีย” ฟีอาพยายามกลั้นใจเอ่ยพูดถึงบุคคลสุดท้ายด้วยความพยายามที่ข่มความกลัวไว้เป็นอย่างมาก
“นั้นคุณฟีอาขึ้นกับใครละคะ” เรธิเซียหันมาสนทนากับฟีอาฉันท์มิตรทันที
“แน่นอนคะ หนูขึ้นกับคนเพียงคนเดียวที่ทำให้หนูฝืนความกลัวมายืนอยู่ที่จุดนี้แถมยังเป็นคนที่เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้หนูมาเรียนที่นี่ยังไงละคะ” ฟีอาอดกลั้นความหวาดกลัวไว้แล้วเอ่ยตอบกลับคำถามของเรธิเซีย
ก่อนที่เธอจะเดินไปมองนอกหน้าที่ที่จิงคหรือเฮเลนกำลังกระทืบวัลแคนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นแบบออกอาการที่สนุกขึ้นมาน้อยๆ ท่าทางว่าจิงคในร่างหญิงคงหาเส้นทางเดินสายใหม่ให้ตัวเองได้แล้วสินะ ก็ดูหน้าตอนที่เขาใช้เท้ากระทืบย้ำแค้นวัลแคนสิ
ท่าทางจะมีความสุขมากๆเลย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------





NEKOPOST.NET