Jinx Pech ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.15 - Mostro (สัตว์ประหลาด)




“ในที่สุดก็มาแล้วสินะ”
เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ในเงามืดของห้องนอนในปราสาทหลังใหญ่ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีหลังจากที่เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แว่บเข้ามาในความคิดของเธอ
“แล้ว...”
หญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ในห้องทำท่าจะเอ่ยถามแต่หญิงสาวที่เอ่ยในตอนต้นกลับยังมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องห่วงหรอก การเตรียมการพวกเธอก็ทำเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วที่เหลือก็แค่รอ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีเรื่องที่ไม่ควรเกิดอยู่ก็เถอะ”
“เรื่องนั้น...” หญิงสาวอีกคนพยายามที่จะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งแต่ธเอกลับถูกพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เอาเถอะเรื่องนั้นในตอนนี้มันไม่ใช่ประเด็นแล้ว เพราะฉันเองก็พอจะรู้อยู่ว่านั้นเป็นฝีมือใครเพราะงั้นเลิกพูดถึงมันเถอะ แถมตอนนี้ยังมีเรื่องสนุกที่ให้ชวนลืมความเครียดเรื่องนั้นแล้วด้วย”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเบิกบานของเธอถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของเธออีกครั้งอย่างไม่คิดอะไรมากนักด้วยรอยยิ้มที่แลดูแล้วน่าสงสัย
“ค่ะ” หญิงสาวอีกคนก้มหัวรับคำ
“เอาล่ะ ได้เวลาเริ่มบทลำนำก่อนเปิดม่านกันเสียทีแล้วสินะ”

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

วันนี้เขาพึ่งได้รับรู้เรื่องอะไรที่ยิ่งใหญ่อีกเรื่องหนึ่งว่า
ไซคีนั้นก็ซ่อนรูปเอาเรื่องเลยทีเดียว
หลังจากที่แขนซ้ายของเขาได้รู้สึกถึงอะไรที่นุ่มนิ่มได้ใจมาสัมผัสอยู่อย่างแนบแน่น เพราะหญิงสาวผมดำประบ่าผู้นี้ได้พุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนเขาไปกอดด้วยความกลัวที่จู่จู่ก็ถูกส่งมาในสถานที่ที่ไม่รู้จักแบบนี้อย่างกะทันหัน
Simple is the best จริงๆเลยโว้ย!!!!
อย่างนี้สิถึงจะสมกับเป็นผู้หญิงธรรมดา
“ที่นี่ที่ไหนงั้นเหรอ?” ไซคีเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เต็มไปความหวาดกลัวกับสิ่งที่ไม่รู้
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบกลับอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี
เพราะความจริงเขาเองก็ไม่รู้จริงๆว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นและที่แห่งนี้มันที่ไหน ถึงก่อนหน้านี้เขาจะท่องโลกมามากมายไปหลายๆเมืองที่เขาอยากจะไป แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เคยบุกป่าเข้ามาเจอสภาพแบบนี้เลยสักครั้ง เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาจึงรู้เพียงแค่ว่าพวกเขาน่าจะอยู่ในคาบเรียนของวิชาลาบี้รินซ์อย่างแน่นอน
“งั้นเหรอ?”
แต่ดูเหมือนว่าคำตอบของจิงคจะทำให้หญิงสาวนามว่าไซคีเริ่มกังวลใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจนเธอเริ่มตัวสั่นงันงกขึ้นมาน้อยๆพร้อมกับน้ำใสๆที่ค่อยๆเอ่อล้นมาจากนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูสดใสของเธอ
ช่างเป็นท่าทางที่น่าปกป้องและน่ารักอะไรเยี่ยงนี้
เอาเป็นว่าตอนนี้ถ้าไม่ติดว่าเขานั้นอยู่ในสภาพที่กำลังสับสนอยู่แล้วละก็ แขนทั้งสองข้างของเขาคงได้ลวนลามหญิงสาวผู้นี้อย่างหนำใจแน่นอน
“ฉันว่าคงไม่เป็นไรหรอกมั้งเพราะเรายังก็อยู่ในวิชาเรียนด้วยนี่นา คงไม่มีอะไรหรอกน่า...”
จิงคพยายามเอ่ยปลอบหญิงสาวผู้น่าหม่ำคนนี้ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วให้ความมั่นใจว่าเขาจะปกป้องเธอเอง แต่จะว่าไปแล้วอันที่จริงไซคีเองก็ไม่ใช่ว่าเป็นหญิงสาวที่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลย ถ้าตัดเรื่องกระฝ้าบนใบหน้าที่ตอนนี้เบาบางลงจนแทบจะไม่เห็นอะไรไปแล้ว เธอก็จัดได้ว่าเธอเป็นวัยรุ่นสาวที่น่ารักน่าชังคนหนึ่งเลยทีเดียว
ทั้งเรื่องฐานะและนิสัยก็ไม่ได้ดูแย่ด้วย เนื่องจากเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเพอร์เซอุสซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าผ้าไหมชื่อดังของอาณาจักรอาดามันไทน์ ดังนั้นเรื่องชาติตระกูลจึงถือว่าอยู่ในระดับกลางๆกึ่งสูงซึ่งดูเข้ากันได้กับเขามากกว่าพวกนานาเอลแยะ และแถมนิสัยที่ไม่ค่อยหยิ่งยะโสด้วยจึงทำให้เธอดูน่าคบหาอย่างน่าประหลาดเลยทีเดียว
สูงค่าแต่พอเอื้อมไหว
นั้นคือประโยคที่บ่งบอกถึงตัวตนของไซคีที่จิงคพอจะอธิบายออกเป็นประโยคคำพูดได้เพราะอันที่จริงเขาเองก็ไม่ได้สนิทกับไซคีมากนักจนพอจะรู้เรื่องอะไรของเธอหลายๆอย่าง ถึงแม้ว่า....
“อ่านะ จริงด้วย”
พอหญิงสาวได้ยินประโยคนั้นของจิงคเธอก็เริ่มได้สติและพอที่จะทำใจกับสภาพในตอนนี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูท่าว่าเธอก็จะยังไม่ยอมปล่อยแขนของเธอออกจากแขนของเขาง่ายๆอยู่ดี ราวกับว่าเธอได้เคลือบกาวไว้ที่แขนของเขากับเธอไว้เรียบร้อยแล้ว แต่อันที่จริงเขาก็พอจะเข้าใจอยู่ว่าทำไม ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะดึงดันให้เธอปล่อยแขนของเธอออกจากเขา เพราะอย่างน้อยแบบนี้มันก็เป็นเหตุผลที่ดูสมเหตุสมผลของผู้หญิงธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่น่ารักของเธอเสียด้วย
แม้จะน่ารำคาญหน่อยๆก็เถอะ
และที่สำคัญตอนนี้เขาก็ได้กำไรจากการกระทำหนนี้ของไซคีสุดสุดเลยนี่หว่า เรื่องอะไรที่ตัวเขาต้องเสียกำไรนี้ไปเพราะปากและนิสัยที่เป็นสุภาพบุรุษของตัวเองล่ะ
ถ้าเขาทำเขาก็โง่เต็มทนแล้ว!!!
สันดานผู้ชายก็อย่างงี้แหละ ยิ่งเขาต้องทนเก็บกดเพราะอยู่กับผู้หญิงที่เหมือนปิศาจมานานหลายวันเจอแบบนี้เหมือนเจอโอเอซิสเลย
ผู้หญิงธรรมดาเนี้ย Good job มากๆ
“แล้วเราต้องทำยังไงต่อล่ะ” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นั้นสินะ จากที่กระดาษเขียนไว้เขาบอกให้ไปที่น้ำพุแห่งเทรวี่แล้วโยนเหรียญหนึ่งเหรียญไปที่สระ ถ้าให้ฉันเดาก็คงเป็นประมาณเหมือนตอนทำเควสล่ะมั้ง ทำตามภารกิจที่มอบหมายให้สำเร็จโดยทางอาจารย์จะประเมินจากสถิติที่เราทำได้แล้วให้คะแนนว่าเราควรได้เท่าไร” เขาเอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย
“สรุปคือ...”
“วิชานี้เป็นวิชาที่เราต้องประยุกต์ทุกอย่างที่เราเรียนมาเพื่อใช้ในชีวิตจริงยังไงล่ะ” จิงคเอ่ยตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ข่มความวิตกเอาไว้
เพราะผลสรุปที่ออกมาจากความคิดของเขาคือสรุปแล้ววิชานี้คือวิชาที่ทำให้เขาแย่ได้อย่างแน่นอน
“งั้นเหรอ” ไซคีพยักหน้าอย่างพอจะอย่างเข้าใจ
“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ”
จิงคใส่หน้ากากนักต้มตุ๋นเอาไว้ทันทีเพราะตอนนี้ถ้าเขาเผลอมีหวังหน้าตาที่ซีดเหมือนไก่ต้มคงได้โผล่ออกมาแน่ๆ ก็เพราะถึงจะพูดอย่างนั้นแต่สามสัปดาห์ที่เรียนมามันมีอะไรเอาไปใช้ได้จริงๆงั้นเหรอกับไอ้ภารกิจบ้าบอที่ดูง่ายดาย แต่ดันส่งพวกเขามาในสถานที่ที่แปลกประหลาดแบบนี้
“แต่เดี๋ยวสิ ถ้าจำไม่ผิดน้ำพุแห่งเทรวี่มันอยู่ตรงทางสามแพร่ง (tre vie) ที่เป็นจุดจบของสะพานส่งน้ำแวร์จิเน (Acqua Vergine) ที่อยู่ในตัวเมืองอีทรูเดียนนี่นา แล้วไหงทำไมเราถึงมาอยู่ในป่าลึกล่ะ” จิงคเอ่ยพึมพำขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
ไซคีหันหน้าถามจิงคด้วยน้ำเสียงที่เริ่มวิตกกังวลหลังจากที่ได้ยินเขาพึมพำอะไรออกมาพร้อมกับแขนที่กระชับกอดแขนของเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม
ท่าทีที่น่ารักของผู้หญิงนี่มันเป็นของสงวนที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมไว้ในหัวใจจริงๆเลย
“เปล่าหรอก”
“จริงๆนะ” หญิงสาวผู้เป็นโอเอซิสของเขาคนนี้เอ่ยถามย้ำอีกทีเพื่อความมั่นใจ
“ไม่เชื่อใจฉันงั้นเหรอ?” เขายิงคำถามที่เพื่อใช้ในจิตวิทยาเชิงชักจูงสวน
“อ่า... ก็เปล่าหรอกนะ” ไซคีเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงลังเล
เพราะดูเหมือนว่าเธอจะโดนคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบไปในทิศทางอื่นนอกจากคำว่า ‘ไม่’ ชักจูงไปเสียแล้ว
“ถ้างั้นก็อย่าถามอะไรแบบนั้นอีก ว่าแต่ตอนนี้เรารีบเดินเข้าไปในถ้ำกันก่อนดีกว่านะ”
ก่อนที่จิงคจะชี้เข้าไปในตัวถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ดูมืดมิดที่มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเขาด้วยท่าทางที่มาดมั่น ผิดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเขาเพราะพอเธอได้ยินแบบนี้เธอก็หน้าซีดขึ้นมาทันที
“ต้องเข้าไปข้างในนั้นงั้นเหรอ?”
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะนะ”
“งั้นเหรอ....”
ไซคีก้มหน้าไปซุกแขนเสื้อของเขาด้วยท่าทีที่เหมือนจะร้องไห้ออกมาทันทีซึ่งเป็นท่าทางที่เห็นได้ชัดเลยว่าผู้หญิงคนนี้กำลังอยู่ในอาการที่เรียกว่า
‘หวาดกลัว’
“นี่กลัวอยู่งั้นเหรอ?”
“ของตายอยู่แล้วล่ะ” เธอเอ่ยตอบกลับเสียงอ่อยด้วยท่าทางที่เพิ่มดีกรีความน่าลวนลามขึ้นสามเท่า
ให้ตายเถอะ  นี่เธอจงใจให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม
มันต้องใช่แน่ๆ เธอคนนี้จงทำแบบนี้เพื่อจะหาเรื่องซวยๆให้เขาเหมือนไอ้นางฟ้าบ้าอำนาจนานาเอลแน่ๆ จิงคพยายามข่มใจของเขาด้วยเหตุผลที่คิดขึ้นมาอย่างสุดกู่ทั้งที่รู้ว่ามันไม่จริงเลย เพราะถ้าไม่คิดอย่างนั้นมีหวังเขาคงได้คดีใหม่ติดตัวนอกจากคดีต้มตุ๋นผู้คนแน่ๆ
คงไม่ต้องบอกนะว่าคดีอะไร
“แต่ว่าถ้าไม่เข้าไปเราก็อาจจะไม่ได้กลับนะ” จิงคเอ่ยตะล่อมโกหกเพื่อชักจูงให้หญิงสาวผู้นี้เดินต่อไป
เพราะเขารู้สึกว่าการที่เธอและเขายืนอยู่ตรงนี้ต่อไปมันก็ไม่ส่งผลดีต่อเขาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเพราะอะไรแต่เขารู้สึกว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ ถ้าเขายังยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป
“แต่ว่า...”
“ฉันจะช่วยเธอเท่าที่ทำได้เอง พอจะอุ่นใจขึ้นบ้างหรือยัง?” จิงคเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสุภาพบุรุษ
ทั้งที่ความจริงแล้วเขาต่างหากที่ควรจะถูกปกป้องจากฝีมือของหญิงผู้นี้เพราะดูยังไงฝีมือของเขาก็ต่ำชั้นกว่าเธอแยะ สังเกตได้ในคาบการต่อสู้ที่เธอแสดงฝีมือได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร ส่วนเขานั้นเหมือนจะซุ่มเงียบแต่แท้จริงแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย
คิดคิดแล้วก็น่ากลัวดีเหมือนกัน
“มีนักศึกษาทุนอันดับหนึ่งของสถาบันพูดแบบนี้มันก็ช่วยให้อุ่นใจได้พอสมควรจริงๆนั้นแหละ”
“อ่านะ” จิงคยิ้มแหยๆรับคำ
เอาเป็นว่าตอนนี้อย่าพึ่งความแตกให้ผู้หญิงคนนี้รู้ก็แล้วกันว่านอกจากเรื่องเรียนที่เขาเก่งแบบบ้าคลั่งแล้ว เรื่องอื่นที่เหลือของเขามัน....
กระจอกสิ้นดี
ไม่งั้นเธอจะใจฝ่อไปซะเปล่าๆ
แต่จะว่าไปตอนนี้ใจเขาก็ปิ๋วน้อยๆแล้วสิ
จะรอดไหมฟะเนี้ยงานนี้!!!?

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

ทางด้านฟีอาที่จับฉลากได้คู่กับชายหนุ่มผู้ที่ชอบเรียกขานตัวเองว่า ‘สารานุกรมสาวสวย’ นามว่าวัลแคนนั้น เธอก็ได้แต่เดินหน้านิ่งไปข้างหน้าแบบไม่สนใจชายหนุ่มที่เดินตามเธอต้อยๆอยู่ข้างหลังเลยแม้แต่เศษเสี้ยวความรู้สึกของความสนใจตั้งแต่ที่ทั้งคู่มาจับคู่กันและเคลื่อนย้ายจากจุดที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้ว
จะว่าไปก่อนที่ทั้งคู่จะมาเดินด้วยกันแบบนี้หลังจากที่ฟีอารู้ชื่อคู่ของเธอแล้ว เธอก็หันขวับไปทางชายหนุ่มผมแดงผิวสีที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าที่เบิกบานแบบไม่มีความรู้สึกที่เกรงกลัวในตัวหญิงสาวเลย ในขณะที่หลายคนรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้คู่กับหญิงสาวแสนสวยผู้มีสมญานามที่น่ากลัวจนฆ่าคนตายได้คนนี้ อาจเป็นเพราะว่าบางทีระหว่างที่เขาอยู่กับจิงคเขาก็เห็นฟีอาบ่อยๆจนรู้ว่าเธอไม่ได้น่ากลัวเลยโดยหารู้ไม่ว่า....
“ถ้าโดนตัวฉันถึงตายนะ”
เสียงห้วนๆของเธอที่แฝงไปด้วยอารมณ์ที่เย็นเฉียบดุจดั่งน้ำแข็งที่สามารถแช่แข็งคนฟังได้หลุดออกมาจากริมฝีปากที่ดูอวบอิ่มของเธอเป็นประโยคแรกหลังจากเห็นชายหนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้เธอในระยะห้าเมตรแล้ว
ไม่รู้ว่าวัลแคนรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆเขารู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ชอบขี้หน้าเขาเอาเสียเลย
“แล้ว...” วัลแคนจะเอ่ยปากถามย้อน
“แค่ไม่ต้องมาใกล้ฉันทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าไม่กลัวตายก็ตามใจฉันไม่ห้าม” ฟีอาพูดขัดขึ้นแบบไร้อารมณ์
ก่อนที่เธอจะหันหน้าเดินไปที่ประตูเหล็กโกโรโกโสที่นานาเอลกับไดอาน่าพึ่งเดินไปแบบไม่สนใจชายหนุ่มที่เป็นคู่ของเธอเลย
ท่าทางที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวนั้นมันอะไรกัน?
คำถามที่เกิดขึ้นมาในใจของวัลแคนที่กำลังเดินตามหลังแม่มดสาวผู้มิอาจสัมผัสที่ชอบเดินตามหลังจิงคราวกับจะออดอ้อนอยู่ตลอดเวลา แต่ไหงพอมาอยู่กับเขาแล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้หว่า?
แล้วไอ้บรรยากาศอันหนาวเหน็บที่ห่อหุ้มตัวเขาในตอนนี้ มันหมายความว่าอะไรกันเนี้ย?
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้แต่เดินลากขาผ่านฝูงชนที่เดินขวักไขว่อยู่ในตัวเมืองที่มีบ้านที่ถูกทาด้วยสีขาวเป็นส่วนใหญ่ในเมืองอีทรูเดียนไปอย่างหมดหวัง ทั้งที่เขาได้มาเดินกับหญิงสาวที่น่ารักแล้วแท้ๆ แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกดีใจเลย....
จิงคนะจิงค นายจะผูกขาดผู้หญิงสวยมากมายเกินไปแล้ว
น่าอิจฉาเฟ้ย!!!!
แต่เอาเถอะ ยังไงซะก็ยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เขาหลงใหลอย่างแท้จริงอยู่นี่นา ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเธอเป็นใครชื่ออะไรก็เถอะ แต่เขามั่นใจเลยว่าท่าทางแบบนั้นของเธอต้องโสดชัวร์
ว่าแต่เอาไรมาวัดฟะ?
“รีบไปโยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่แล้วรีบกลับดีกว่า...”

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

“บรึ๊ย!!”
ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบได้แล่นผ่านเข้ามาในสามัญสำนึกที่ไม่ค่อยจะมีของจิงคจนทำให้ชายหนุ่มแทบออกอาการขนลุกซู่ขึ้นมาน้อยๆ
ไอ้ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบจนลามไปถึงบั้นท้ายนี่มันอะไรกัน
จิงคคิดในใจในขณะที่เขากำลังเดินมุ่งหน้าเข้าไปในถ้ำมืดโดยมีไซคีเกาะแขนเขาไม่ห่างราวกับโคอาล่าที่ชอบเกาะอยู่บนต้นยูคาลิปตัสก็ไม่ปาน โชคดีที่เธอไม่มีอาการที่ง่วงหนาวหาวนอนเหมือนโคอาล่าไปด้วยสงสัยเพราะแขนของเขาไม่ได้มีสารที่ทำให้ง่วงนอนอยู่
ว่าแต่เธอไม่ได้แทะแขนของเขาสักหน่อยนี่นา
อันที่จริงตอนแรกๆที่เขาโดนกอดแบบนี้เขาก็มีความสุขดีอยู่หรอกนะ แต่พักหลังเขารู้สึกว่ามันช่างมากด้วยความสุขยิ่งกว่าอีกเพราะยิ่งแสงจากภายนอกน้อยลงเท่าไรดูเหมือนว่าไออุ่นและความรู้สึกนุ่มนิ่มที่เขาได้รับมาจากร่างกายไซคีที่แขนนั้นมันจะแผ่ลามมากขึ้นเรื่อยๆจนเขาแถมจะลืมความกลัวเรื่องความแตกที่เขาใช้เวทมนตร์หรืออะไรไม่ได้ไปเลย
แต่ถึงอย่างนั้นรู้สึกว่าแขนซ้ายของเขามันชักจะชาๆแล้วนี่สิ
ไม่นะ!!! ยังสัมผัสความนุ่มของสรวงสวรรค์ไม่พอเลย
“นี่จิงค ที่เราเดินเข้ามาข้างในนี้ มันดีแล้วงั้นเหรอ?”
‘ไม่รู้สิครับ’
นั้นเป็นคำตอบที่จิงคคิดอยากจะพูดแต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา เพราะขืนทำแบบนั้นไปมีหวังเรื่องคงไม่จบแค่โดนตบหรอกนะครับทุกท่าน
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจหรอกแต่ว่าการที่เรามาโผล่ที่นี่หน้าถ้ำแบบนี้ดูยังไงมันก็ต้องหมายความว่าให้เราเดินเข้าไปในถ้ำอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?” จิงคพยายามเอ่ยอธิบายตอบด้วยเหตุผลข้างๆคูๆที่เขาคิดขึ้นมาได้อย่างกะทันหันในตอนนี้
“นั้นสินะ” ไซคีเอ่ยออกมาอย่างคล้อยตาม
แต่ทว่าทันใดนั้นเองก็พลันมีลมเย็นเฉียบได้พัดเข้ามาปะทะร่างกายของคนทั้งสองจากทางในถ้ำจนทำให้พวกเขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาน้อยๆกับบรรยากาศที่แฝงมาพร้อมกับสายลม บรรยากาศที่เย็นชื้นและเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังของอะไรบางอย่าง
“นี่จิงคแน่ใจแล้วนะว่าทางนี้?” ไซคีเอ่ยถามย้ำออกมาอีกครั้งด้วยท่าทางที่หวาดกลัวจนแทบน้ำตาเล็ด
“มันต้องใช่สิ ไม่งั้นจะต้องไปทางไหนอีกล่ะ” จิงคเอ่ยออกมาเป็นเชิงถามย้อนก่อนที่จะพยายามก้าวขาเดินต่อไปข้างหน้าโดยลากหญิงสาวผมสั้นประบ่าที่เกาะแขนเขาไม่ยอมปล่อยไปด้วย
แต่แล้วทันใดนั้นเองขาทั้งสองข้างของเขาก็ต้องชะงักอย่างก้าวเดินไม่ออกเมื่อพบว่ามีตัวอะไรบางอย่างกำลังยืนรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า ตัวอะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่อย่างกับยักษีและปล่อยความน่าเกรงขามน่ากลัวยิ่งกว่ายักษ์ขมูขีที่เขาไม่เคยพบเจอตัวจริงของมันมาก่อน
จะว่าไปเขาเคยอยู่แต่ในเมืองเขาจะไปเคยเจอปิศาจหรือสัตว์ประหลาดแบบนั้นได้ยังไงฟะ?
ถึงแม้ว่าเมืองอีทรูเดียนนั้นจะมีสัตว์ประหลาดหรือปิศาจอยู่บ้างบางส่วนก็เถอะ แต่พวกนั้นก็เป็นพวกที่มีสติปัญญาฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องได้ในระดับหนึ่งและที่สำคัญขนาดตัวของพวกนั้นมันก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดแบบที่เขารู้สึกอยู่ตรงหน้านี่ด้วย
“นี่จิงค...”
ดูเหมือนว่าไซคีจะรู้สึกถึงสิ่งนั้นเหมือนกันเธอจึงกระตุกแขนเขาเบาๆเป็นเชิงบอกให้ถอยกันเถอะ และอันที่จริงเขาก็ออกจะเห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้เป็นอย่างมากเสียด้วย
ว่าแต่ตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วไซคีเรียกชื่อเขาว่าจิงคห้วนๆแล้วงั้นเหรอ?
“อ่านะ ฉันว่าบางทีฉันอาจจะพามาผิดทางก็ได้ล่ะนะ” จิงคเอ่ยออกมาเสียงอ่อยก่อนที่เขาจะเริ่มหมุนตัวเพื่อที่จะได้หันเดินออกไปจากถ้ำที่น่าขนลุกแบบนี้
แต่ทว่าฉับพลันกลับมีลมที่พัดแรงระดับพายุได้พัดสวนมาจากนอกถ้ำด้วยความเร็วลมระดับที่พังบ้านทั้งหลังได้อย่างสบาย โดยไอ้ลมพายุบ้านั้นได้พัดพาร่างของพวกเขาให้ลอยลึกข้าไปในถ้ำกว่าเดิมแบบที่พวกเขาทั้งสองมิอาจขัดขืนได้เลย
จะไม่ให้ถอยเลยหรือไงฟะวิชาเรียนนี้
พลั๊ก!
เสียงหลังของเขากระแทกเขาอะไรบางอย่างที่แข็งปานหินผาแต่ทว่าที่หน้าอกของเขากลับสัมผัสอะไรบางอย่างที่นุ่มปานมาชเมลโล่ก็ไม่ปานเป็นการสร้างความไม่บาลานซ์อย่างรุนแรง เพราะจิงคได้เอาร่างของเขามาเป็นเบาะเพื่อรับแรงกระแทกแทนตัวหญิงสาวที่บัดนี้เธอกอดเขาแน่นพร้อมทั้งหลับตาลงแบบไม่อยากมองอะไรต่อไปอีกแล้ว
แต่ก็ถือว่ายอดมากที่เธอไม่เผลอหลุดกรีดร้องออกมา
ก่อนที่ร่างของเขาจะกลิ้งไปนอนกองอยู่บนพื้นอย่างหมดท่าโดยมีไซคีนอนเอาใบหน้าซุกอกเขาอย่างตัวสั่นงันงกเพราะความหวาดกลัว
“เจ็บชะมัด”
เขาสบถออกมาเสียงค่อยก่อนที่จะเงยหน้ามองไปหาวัตถุที่เขาพึ่งปลิวไปกระทบเมื่อสักครู่นี้ด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความสงสัยว่ามันคืออะไรกัน เพราะจะว่าไปมันไม่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นผนังถ้ำเลย แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฎให้เขาเห็นนั้นกลับทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกแบบว่าทำเอาเขาเป็นใบ้รับประทานเลยก็ว่าได้
เพิ่งเรียนมาสามสัปดาห์แต่ให้มาเจอตัวแบบนี้เลยนี่นะ
บ้าหรือเปล่า!!!!!!!
ร่างกายที่เหมือนเป็นการรวมตัวระหว่างหินกับเศษดินและเศษแร่ธาตุต่างๆมาผสมกันจนดูแล้วแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหลประกอบกับความสูงเกือบหกเมตรและตัวใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น ส่วนเรื่องหน้าตานั้นไม่ต้องบรรยายเลยแค่เขาฝืนให้ปัสสาวะไม่ราดออกมาได้แค่นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
น่ากลัวเป็นบ้า!!!!
แถมที่สำคัญมันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว เพราะถ้าจะเรียกสรรพนามให้ถูกก็คือพวกมันอยู่กันเป็นฝูงถึงจะชัดเจนกว่า เพราะแถวนี้มีพวกนี้อยู่ประมาณสามโหลกว่าๆ คงไม่ต้องบอกล่ะนะว่ามันเลวร้ายขนาดไหน
แน่ใจนะว่าเขายังอยู่ในคาบเรียนอยู่น่ะ
ทำไมเขาถึงไม่เห็นสัญญาณอะไรที่บ่งบอกถึงความปลอดภัยในชีวิตของเขาเลย แถมยังคำสั่งที่ให้ไปโยนเหรียญนั้นอีก แค่ไปโยนเหรียญแค่นี้เขาถึงกับต้องผ่านสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวแบบนี้เป็นโขลงเลยงั้นเหรอ?
บ้าไปแล้ว!!
ถึงจะบอกว่าคนที่มาเป็นนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มต้องเก่งขนาดไหนก็ตาม แต่นี่มันพ้นขีดจำกัดของสิ่งที่เรียกว่าเก่งไปแล้วนะเฟ้ย เอาเป็นว่าถ้ามีใครสามารถล้มไอ้สัตว์ประหลาดตัวยักษ์พวกนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวแล้วล่ะก็ สงสัยไอ้คนคนนั้นมันจะไม่ใช่เขาละคนหนึ่ง
ให้ตายเถอะ เป็นครั้งแรกเลยนะเนี้ยที่เขาคิดถึงเหล่าสามมารสาวขึ้นมาจับจิตทั้งที่ตัวเองไม่อยากจะนึกถึงเลยแม้แต่น้อย เอาเป็นว่าถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนั้นมายืนอยู่ตรงนี้บางทีเธออาจจะช่วยให้เขารอดจากสถานการณ์แบบนี้บ้าง
แต่เท่าที่ดูจากสภาพของตัวเขากับหญิงสาวที่ได้ทุนรอยัลโกลด์ซึ่งต่ำกว่าเขาแค่ระดับเดียวที่เอาแต่เอาหน้าซุกอกเขาบอกได้เลยประโยคเดียวว่า ‘งานนี้ได้ไปดีแน่ๆเลย’
เพราะงวดนี้สงสัยเขาคงได้ไปสบายแหงมๆ
ให้ตายเถอะ ถ้าให้เลือกระหว่างชีวิตที่น่าอดสูเป็นที่รองรับความแรงของรองเท้าทุกวันกับให้มาเจอไอ้สัตว์ประหลาดพวกนี้แล้วล่ะก็ เขาขอเลือกอย่างแรกแบบไม่ต้องคิดแน่นอน เพราะถ้าเป็นคนเขาอาจจะพอไหวอยู่ แต่ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้เขาขอบาย
เพราะเขาใช้การปลั๊ฟหรือคำลวงที่เขาถนัดกับพวกมันได้ผลซะที่ไหนกันเล่า
แต่ทว่าช่วงเวลาที่เขาจะได้ตะลึงอย่างสงบสุขในตอนนี้มันก็ได้หมดไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่สายตาของสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้จับจ้องมาที่ร่างของสองชายหญิงที่กอดกันกลมอย่างน่าอิจฉาในตอนนี้ด้วยสายตาที่บ่งบอกเลยว่าไม่ได้คิดอยากจะมาพูดเจรจากับพวกเขาแม้แต่น้อย
เอาล่ะ มาดูกันหน่อยเถอะปาฏิหาริย์จะมีจริงดั่งคำเล่าลือหรือเปล่า?
เพราะถ้าไม่เขาก็คง.....

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------






NEKOPOST.NET