Jinx Pech ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Jinx Pech

Ch.14 - Labirinto (ลาบี้รินซ์)





หลังจากวันรองเท้าคอมแบทแห่งชาติที่เล่นทำเอาเขาเฉียดเดินข้ามแม่น้ำยมโลกอีกรอบและเกือบทิ้งแผลเป็นเพื่อให้เป็นรอยประทับแห่งเกียรติยศไปได้สองสัปดาห์ แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นมากมายก็ตาม
แต่ความธรรมดาปกติที่ไม่น่าตื่นเต้นของเขามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีมากไปกว่าช่วงสัปดาห์แรกๆมากนัก
เพราะความธรรมดานั้นทำให้ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงความหมายประโยคที่ว่าผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักแต่ก็น่าเกรงขามที่สุดอย่างถ่องแท้ เนื่องจากสภาพชีวิตของเขาทุกวันนี้มันตกอยู่ภายใต้กำมือของหญิงสาวจริงๆ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ที่ไหนในสถาบันแห่งนี้ก็ตามและเท่าที่ดูสถาบันแห่งนี้พวกผู้หญิงกำลังเรืองอำนาจอย่างรุ่งโรจน์เลยทีเดียว
จากนักศึกษาทุนชั้นยอดที่อยู่ระดับรอยัลแพลตตินั่มสิบหกคน ก็เล่นเป็นผู้หญิงไปแล้วถึงสิบเอ็ดและที่สำคัญผู้ที่ถือครองอำนาจใหญ่ในฐานะประธานนักศึกษาก็ยังเป็นผู้หญิงอีก อาจารย์ที่สอนเก่งๆและเป็นที่น่าเกรงขามก็เป็นผู้หญิงสอน แม้กระทั่งตำแหน่งใหญ่ทางสังคมในสถาบันแห่งนี้ก็มักจะเป็นผู้หญิงคุม น้อยครั้งนักที่จะมีผู้ชายขึ้นไปยืนเอี่ยวด้วย
สรุปก็ผู้ชายคือโดนยึดอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบเลยนั้นแหละ
ยกตัวอย่างให้ชัดเจนเลยก็วิชาการต่อสู้นั้นแหละ เพราะชื่อเสียงของเธอคนนี้กำลังโด่งดังและเป็นที่โจษจันในหมู่นักศึกษาเลยก็ว่าได้ ว่าคุณเธอสวยแต่โหดจนได้ฉายาที่ถูกตั้งขึ้นด้วยความเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจนอันเป็นที่กล่าวขานเลยว่าเธอเป็น
‘นางฟ้าจากนรก’
เพราะสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘นรกในอุดมคติ’ ให้แก่พวกนักศึกษาทุนและนักศึกษาเอกวิชาการต่อสู้ได้เข้าใจว่ามันโหดร้ายและทรมานมากเพียงใด
ฝึกทหารชั้นยอดที่จะไปออกรบจริงมันยังไม่โหดขนาดนี้เลย
แต่กระนั้นก็ไม่มีใครที่จะกล้าหือกับเธอเลยสักคนเพราะถึงเธอจะเป็นอาจารย์ใหม่แต่ไปไปมามาตำแหน่งระดับอาจารย์ของเธอนั้นมันกลับสูงกว่าอาจารย์เก่าแก่ที่สอนสถาบันแห่งนี้มาก่อนอยู่หลายขั้นจนแทบจะบอกได้ว่าเธอมียศเทียบเท่ารองจากผู้อำนวยการเลยก็ไม่ผิดมากนักและฝีมือการต่อสู้ที่ผิดมนุษย์มนาที่เธอแสดงให้เห็นตอนต้นชั่วโมงการสอนในคาบแรกของทุกระดับชั้นนั้นอีก
เห็นได้ชัดเลยว่าฝีมือทางด้านการต่อสู้ของนั้นอยู่ในระดับที่เก่งเกินมนุษย์เป็นอย่างมาก
ส่วนอีกรายหนึ่งก็เป็นอาจารย์สอนวิชาเวทมนตร์ ถ้าพูดถึงเรื่องตำแหน่งเธอก็แทบจะไม่ต่างจากเรธิเซียเลยเพราะเธอเป็นอาจารย์ใหม่ที่ยศสูงเหมือนกันแถมหน้าตายังน่ารักสุดๆเสียด้วย
แต่ทว่าเรื่องบุคลิกทางอารมณ์และนิสัยนั้นรู้สึกว่าเธอคนนี้จะให้ความรู้สึกที่ต่างจากเรธิเซียพอสมควร ตรงที่เธอจะดูเงียบๆนิ่งๆ แต่ดูไปดูมาแล้วน่าหวาดกลัวจนน่าหวาดวิตกอย่างน่าประหลาดเพราะเธอดูจะให้ความรู้สึกที่ลึกลับแต่น่าสะดุดตาสะดุดใจใจเป็นอย่างมากในเวลาที่เธอเข้าสอนวิชาของเธอทุกวันศุกร์(สำหรับพวกจิงคเพราะเขาเรียนวิชาเวทมนตร์ทุกวันศุกร์)
เพราะทุกท่วงท่าและลักษณะของเธอนั้นมันล้วนเด่นเตะตาใครหลายคนทั้งนั้นเลย
บางทีอาจเป็นเพราะสีผมที่แปลกไม่เหมือนใครด้วยกระมั้ง เพราะหญิงสาวผู้นี้มีผมสีขาวอมเขียวที่ยาวเกือบถึงข้อเท้าเป็นสิ่งที่ดูแล้วสะดุดสายตามากๆ แถมยังนัยน์ตาสีฟ้าที่ทรงเสน่ห์พร้อมทั้งหน้าตาที่สะสวยจนทำให้ผู้ชายทุกคนต้องเหลียวหลังมองในความงามนั้น
เอาเป็นว่าถ้าเธอยอมยิ้มออกมาบ้างรับรองว่าเธอเองก็คงมีหนุ่มๆมาตามจีบกันเพียบแน่นอน
แต่จะว่าไปจิงคนั้นกลับรู้สึกว่าอาจารย์สอนเวทมนตร์ผู้นั้นกำลังไม่พอใจอะไรเขาอยู่เป็นอย่างมากด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม เพราะทุกครั้งที่เขาต้องไปเรียนวิชาของเธอ เขาก็มักจะรู้สึกว่าตัวเขาจะโดนเขม่นด้วยสายตาที่ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนที่ผอ.มิคาเอลจ้องเขาในชั่วโมงสอนทุกครั้ง
สายตาที่มันแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง
ว่าแต่เขาไปทำอะไรเธอเข้าให้ล่ะเนี้ย?
ที่มาว่านั้นยังไม่นับรวมบอสลับที่เหล่ารุ่นพี่ชอบกล่าวขานถึงอีก เห็นว่าเธอคนนั้นเป็นถึงรองผอ.และแถมยังเป็นอาจารย์ผู้หญิงที่สอนวิชาลาบี้รินซ์
ชื่อวิชาที่ฟังแล้วแปลกหูแต่เห็นเขาว่าสนุกได้ใจเลยเพราะโหดมากๆ
ลาบี้รินซ์เป็นวิชาเฉพาะของเหล่านักศึกษาทุนเท่านั้นซึ่งพวกเขาจะได้เรียนทุกวันจันทร์โดยจะมีการเรียนการสอนขึ้นหลังจากเปิดเทอมไปได้สามสัปดาห์แล้ว เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ทุกวันจันทร์พวกจิงคจึงจะว่างเป็นพิเศษเพราะพวกเขายังไม่มีวิชาเรียนใดใด
ที่ยกตัวอย่างออกมานั้นก็แค่เฉพาะอาจารย์หญิงที่ว่าเด่นๆเท่านั้น นี่ยังไม่นับรวมพวกนักศึกษาหญิงที่อยู่ตำแหน่งหน้าที่ที่เด็ดดวงในตอนนี้ไปเลยสักคนเดียว เพราะถ้าจะพูดถึงคนพวกนั้นคงได้ว่ากันยาวเป็นเล่มแน่ๆ
แต่สำหรับจิงคไม่ว่าผู้หญิงคนใดก็ตามที่เขาว่ายิ่งใหญ่ในสถาบันนี้ พวกเธอเหล่านั้นก็ยังไม่กระทบใจของเขามากนัก เพราะพวกหล่อนคงไม่สร้างปัญหาให้เขาได้ไปมากกว่าเหล่ารูมเมทนรกที่มารวมตัวกันเป็นแก๊งสาวสามช่าในตอนนี้  เพราะแต่ละอย่างที่พวกหล่อนเหล่านั้นกระทำกับเขาในสามอาทิตย์ที่ผ่านมามันเลวร้ายมากๆเสียเหลือเกิน
อันที่จริงจะเรียกว่าเป็นการกดขี่ทางเพศก็ไม่ผิดมากนัก
โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์หลังๆที่ดูเหมือนว่าร่างกายและความคิดของเขาเริ่มจะชินกับเหตุการณ์ที่แสนวิปริตจากการกดขี่ของพวกผู้หญิงกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เขาเริ่มหวั่นใจตัวเองไปพอสมควรแล้วว่าเขากำลังจะเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่ชอบความรุนแรงจากการโดนกระทำและชอบแต่งเป็นหญิงสาวในตอนกลางคืน

M and G(ay)


ไอ้ที่เอ่ยมานี่คิดมากจริงๆนะครับ
คิดมากจนจะบ้าตายแล้วครับผม!!!
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมมีเกย์ร่วมอยู่ด้วย เอาเป็นว่าจากผู้ชายที่แต่งหน้าหรือทำอะไรในรูปแบบผู้หญิงไม่เป็นเลย หลังจากที่เขาโดนมนตราบ้าบอนั้นที่ทำให้เปลี่ยนร่างเป็นหญิงสาวได้ตามใจชอบ(ของนานาเอล) ตอนนี้เขาแทบจะทำอะไรเป็นทุกอย่างหมดแล้วทั้งบุคลิกภาพที่เหมาะสมของการเป็นกุลสตรี ตั้งแต่การแต่งหน้าที่ทำให้ตัวเองดูดีหรือแม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับตัวเขาเอง เพราะไอ้คุณเทพธิดานางมารเล่นบังคับสอนเขาหมดทุกอย่างในขณะที่เขาอยู่ในร่างหญิงที่ต้องนอนเตียงนอนเดียวกับเธอ
ไม่รู้สอนไปทำไม?
แต่ที่แน่ๆตอนนี้เขาติดนิสัยชอบกรีดกรายนิ้วและแต่งหน้าให้ตัวเองดูดีในตอนที่เขาอยู่ร่างหญิงไปแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าร่างหญิงของเขาน่ารักด้วยเขาก็เลยอยากที่จะลองทำอะไรหลายอย่างที่ทำให้ตัวเขานั้นดูดียิ่งขึ้น
ว่าไปแล้วร่างนั้นของเขาก็ถือเป็นอาหารตาสุดเด็ดเลยนี่นาและผู้ชายเองก็ชอบผู้หญิงที่สวยน่ารักอยู่แล้ว
แต่ถ้ามันไม่ใช่ตัวเองมันคงจะดีกว่าแยะเลย ถึงอย่างนั้นก็ยังโชคดีที่เขายังไม่ติดนิสัยเอาท่าทางพวกนี้ไปใช้กับร่างชาย เพราะถ้าเขาทำแบบนั้นเมื่อไร....
เอาเป็นว่าหลอนแน่ๆ!!!
อันที่จริงในสามสัปดาห์นรกที่ผ่านมาแม้มันจะแย่ไปเกือบทั้งหมดแต่มันก็ยังไม่ค่อยเลวร้ายอะไรมากกว่าที่เขาคิดมาก เพราะถึงอย่างไรเขาก็ได้นอนบนเตียงเดียวกับหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่างามที่สุดของเมืองอีทรูเดียนในห้องสุดหรูที่น่านอน
เพราะก่อนหน้านี้เขาอยู่ในช่วงที่หนีออกจากบ้านอยู่จึงทำให้เขาไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตแบบนี้มากนัก แถมเรื่องข้าวปลาอาหารก็มีกินครบทุกมื้อโดยไม่ต้องแลกกับการหลอกลวงใครให้เจ็บปวด แม้ว่าตอนนี้เขาเองก็ยังหลอกผู้คนอยู่ว่าเขาเก่งกาจเหมาะสมกับการเป็นนักศึกษาทุนโดยมีการช่วยเหลือจากอาจารย์
แต่นั้นก็ไม่น่าจะเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้ใครแน่ๆ เพราะถ้าความแตกขึ้นมาทางสถาบันกับเขาก็แค่โดนเต็มๆเท่านั้นเอง
แต่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็สมควรแล้วที่ทางสถาบันจะต้องรับผิดชอบด้วยในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เพราะใครใช้ให้เรียกเขามาเรียนเองล่ะ ไม่ได้ขอสักหน่อย และเขาก็ผิดเองที่อยากอยู่ในสถาบันนี้ต่อไปอย่างไม่มีเหตุผลทั้งที่ตอนแรกเขาอยากออกแทบตาย
อย่างกับว่าโดนอะไรควบคุมความต้องการและความคิดอยู่ก็ไม่ปาน
นั้นยังไม่รวมถึงเพื่อรวมห้องที่มียศฐาตำแหน่งใหญ่ที่แสนน่ารักนั้นอีกถึงแม้ว่าสิ่งที่ต้องแลกมามันจะมากมายจนทำให้ดูไม่คุ้มค่าเลย เพราะการได้นอนเตียงเดียวกับนานาเอลมันไม่ได้ชวนโรแมนติคอะไรเลย
ถีบเอา ถีบเอา เอาเป็นว่าหญิงสาวผู้นี้นอนดิ้นไปบ้า
ครั้นจะขอย้ายเตียงไปนอนกับฟีอาก็นะ เธอก็เคยทำให้เขาเฉียดตายและเข้าใจสมญานามที่แท้จริงของเธอที่ว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ ไปเต็มตัว ถึงแม้นิสัยและอารมณ์ส่วนตัวของเธอจะทำให้เธอเป็นที่ไว้วางใจเขาที่สุดก็เถอะแต่แบบนี้มันก็ไม่ไหวนะ
ส่วนทางด้านไดอาน่า ให้ตายยังไงก็ไม่น่ายุ่งด้วยเพราะดูยังไงเจ้าหล่อนคงต้องร้องไห้กระจองอแงแน่ๆ ถ้ารู้ว่าต้องมาร่วมเตียงกับเขาถึงเขาจะอยู่ในร่างหญิงแล้วก็ตาม
คงน่ารำคาญตายชัก
จะว่าไปสถาบันนี้สมควรถูกเรียกว่ามหาวิทยาลัยแต่ทางผอ.กลับไม่ยอมเพราะเขาอยากให้เรียกว่าโรงเรียนหรือไม่ก็สถาบันมากกว่า อันจะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ชัดคือถ้าขัดใจเผลอไปเรียกเป็นมหาวิทยาลัยแล้วละก็อาจมีเหตุการณ์บุคคลหายสาปสูญไปสามวันและกลับมาในสภาพที่เอ๋อรับประทานอย่างแน่นอน
กิจกรรมโดยทั่วไปของสถาบันนี้ก็ไม่ได้ได้ดูแย่เลยเพราะดูแล้วมันเป็นกิจกรรมต่างๆที่ส่งเสริมให้เหล่านักศึกษามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งเรื่องที่ต้องทานอาหารร่วมกันในตอนเช้า โดยการจัดกลุ่มที่นั่งจะเป็นไปตามสภาวะการณ์ โดยสามสัปดาห์แรกโต๊ะที่พวกนั่งจะอยู่ในกลุ่มพวกนักศึกษาทุนหรือนักศึกษาปกติในช่วงชั้นเรียนระดับเดียวกันโดยแบ่งตามระดับความสูงต่ำของระดับตำแหน่งทุนของนักศึกษา
ส่วนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเริ่มต้นที่วันจันทร์ซึ่งก็คือวันนี้ทางสถาบันจะจัดให้เป็นสัปดาห์พี่น้องดูแลกัน กล่าวคือพวกรุ่นพี่ที่เป็นสายรหัสเดียวกันจะมานั่งทานข้าวที่โต๊ะเดียวกันกับเหล่ารุ่นน้องร่วมรหัสเพื่อเป็นการกระชับสัมพันธ์ให้รู้จักกันแนบแน่นมากยิ่งขึ้น
ช่างเป็นอีเวนท์อะไรที่แสนอบอุ่นเสียจริงเพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ออกห่างจากแก๊งสามสาวนั้นเสียทีในตอนเช้า  ทั้งที่มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่มันน่าจะดียิ่งกว่านี้ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในสายรหัสที่เรียกว่าสุดยอดของสุดยอดแบบนี้
อันที่จริงการจัดสายรหัสของสถาบันนี้ได้จัดโดยการแบ่งตามระดับความเก่งกาจที่ถูกระบุเป็นตัวเลขว่าที่หนึ่ง ที่สอง ที่สามอะไรทำนองนี้ โดยพวกที่เก่งก็จะอยู่ในสายรหัสที่เก่งและมีความสามารถที่เท่าเทียมกัน และจิงคที่โดนจัดว่าเป็นนักศึกษาที่เก่งที่สุดในระดับชั้นของสถาบันแห่งนี้จึงทำให้เขาอยู่ในสายรหัสที่มีรุ่นพี่เก่งที่สุดในระดับชั้นของสถาบันนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงทำให้สายรหัสของเขาเป็นการรวมโต๊ะของเหล่าประธานชั้นปีเลยทีเดียว
ผู้ชายสอง ผู้หญิงสอง
นักต้มตุ๋น องคหญิงที่ปลอมตัวมาเรียน นักรบมือดีจากอาณาจักรใหญ่ และขุนนางชั้นสูงที่มาจากตระกูลผู้คุมกฎของเมืองหนึ่ง ช่างเป็นโต๊ะที่รวมคนหลากหลายประเภทไว้ด้วยกันเหมือนกับโต๊ะที่เขาเคยกินข้าวก่อนหน้านี้เลย
แต่ละคนสูงศักดิ์และมีประวัติดีเด่นทั้งนั้น
ยกเว้นเขา!!!
“หืม... เป็นอะไรหรือเปล่าน้องจิงค?” เฮร่าเอียงคอถามเขาอย่างสงสัย
หลังจากที่เห็นจิงคนั่งขมวดคิ้วเพราะคิดมากกับสภาพโต๊ะอาหารที่เขานั่งอยู่ในวันนี้ซึ่งเป็นวันแรกที่เธอกับเขาได้ทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกัน
แต่ว่าอันที่จริงเธอไม่น่าจะต้องเอียงคอถามด้วยซ้ำว่าทำไม เพราะจากสภาพตอนนี้ถ้าเขาคิดมากเรื่องอะไรกว่าครึ่งของความคิดนั้นต้องมาจากเพราะคุณเธอแน่ๆ ก็ดูคุณเธอนั่งสิ เก้าอี้ตัวเองมีไม่นั่งดันมานั่งตักเขาซะอย่างนั้น และที่สำคัญยังตักข้าวป้อนให้เขาอีก
จะไม่ให้เขาเครียดแล้วจะเขาเป็นอะไรล่ะคร้าบบบ....
“ก็นิดหน่อยครับ” จิงคไม่กล้าเอ่ยตอบตรงๆกับเรื่องนี้
แต่จะว่าไปพวกคุณรุ่นพี่ร่วมโต๊ะไม่คิดจะเอ่ยอะไรสักคำหน่อยเหรอครับกับสภาพที่ชวนน่าเดินเข้าไปต่อว่าแบบนี้ ทั้งที่พวกพี่ก็มียศสูงๆทั้งนั้นแถมหนึ่งในนั้นยังเป็นประธานนักศึกษาเสียด้วย
เพราะดูยังไงสภาพแบบนี้มันก็ไม่เหมาะไม่ควรไม่ใช่หรือครับท่านรุ่นพี่
แต่ดูเหมือนว่าทางฝ่ายรุ่นพี่ชายหญิงที่เหลือจะนั่งทานข้าวต่อไปอย่างไม่พูดไม่จาอะไรจึงทำให้บรรยากาศของโต๊ะเขาจึงดำเนินเป็นจุดสนใจไปเรื่อยๆอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องด้วยเหตุการณ์นี้จึงทำให้เกิดสภาพเหตุการณ์ต่อเนื่องขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้อีกเหตุการณ์หนึ่ง
เพราะหญิงสาวผู้เคยเป็นอดีตผู้ร่วมโต๊ะในสามสัปดาห์แรกของเขาได้บังเกิดอารมณ์ที่ก่อให้เกิดพายุลูกใหญ่ที่สร้างความหวาดวิตกให้ผู้ใช้โต๊ะร่วมต้องหวาดผวาเป็นอย่างมาก เอาเป็นว่าแค่ฉายาก็ทำให้ผู้ร่วมโต๊ะแทบเครียดตายชักแล้วแถมมาเจอสภาพอารมณ์แบบนี้อีก
เอาเป็นว่าให้เอาอะไรมาแทงกันให้ตายกันยกโต๊ะเลยยังจะดีเสียกว่า?
แต่ว่ามันก็เป็นอะไรที่น่าขำดีไม่น้อยเลยที่เดียวที่ได้เห็นสภาพแบบนั้น สภาพที่เหล่ารุ่นพี่นั่งตัวลีบเพราะกลัวรุ่นน้องที่ปล่อยออร่าความหึงหวงออกมาจนแผ่กระจายไปทั่วโต๊ะจนสร้างนรกน้อยๆให้แก่บุคคลเหล่านั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
แต่อย่างน้อยก็ยังถือว่าดีที่ผู้รับเคราะห์มีแค่เหล่ารุ่นพี่ร่วมโต๊ะเท่านั้นเพราะเธอยังคงยั้งอารมณ์ที่ไม่พอใจมากในตอนนี้ได้อยู่ ไม่งั้นมีหวังชื่อเสียงของ ‘แม่มดแห่งอัลคาทราส’ คงได้ลือกระฉ่อนไปทั่วแน่ ว่าเธอสามารถจัดการคนนับร้อยได้ชั่วพริบตาโดยไม่สนใจใคร เพียงเพราะต้นเหตุความคือหึงหวงชายหนุ่มขี้เหร่นามว่า
‘จิงค พีซ’
รับรองเลยว่าจบงานนี้ชื่อเสียงเขาได้ขจรกระจายไปมากกว่าเดิมแน่นอน
ในฐานะตัวต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการฆาตกรรมหมู่
เพราะฉะนั้นหนูฟีอาขอให้หนูจงเย็นอยู่ในระดับนี้ไปอีกสักพักนะจ้ะ ถือว่าพี่จิงคขอร้องเถอะ เพราะเขาเองก็ยังไม่อยากจะให้คะแนนความเลวของตระกูลของตัวเขาพุ่งพรวดมาเพื่อแข่งกับลิอาในตอนนี้หรอกนะ
“หรือว่าจะเครียดเรื่องวิชาลาบี้รินซ์ที่กำลังจะเรียนงั้นเหรอจ้ะ?” เฮร่ายังคงเดาสุ่มต่อไปด้วยเหตุผลที่พยายามเลี่ยงประเด็นของตัวเธอเองทั้งที่มันเห็นอยู่ทนโท่แท้ๆ
“ก็นิดหน่อยครับ” จิงควนลูปตอบกลับด้วยประโยคซ้ำๆอย่างจำใจ
พอรู้ตัวจริงของเธอแล้วใครมันจะไปกล้าพูดอย่างอื่นที่เป็นการขัดใจเธอล่ะ
“งั้นเหรอ เอาน่าไม่ต้องซีเรียสมากหรอกนะ ถึงจะเป็นที่กล่าวขานว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ยากและน่ากลัวที่สุดของเหล่านักศึกษาทุนอย่างเรา แต่ระดับน้องจิงคคงไม่คณามือหรอกนะ”
คงงั้นมั้งครับ ถ้าผมใช้เวทมนตร์และวิชาการต่อสู้เป็นนะครับ จิงคเถียงในใจหน้าซีด
จะว่าไปนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นอย่างมากในตอนนี้ เพราะวิชานี้มีแต่ข่าวลือโหดๆหลายอย่างที่ทำให้เขาต้องหวาดผวา ตัวรุ่นพี่ก็ไม่ยอมที่จะปริปากบอกอะไร แถมตัวข้อมูลของวิชานั้นก็มีให้ค้นคว้าน้อยกว่าที่คิดจนเขาแทบจะไม่รู้อะไรมากไปกว่าประโยคที่ว่า
‘วิชานี้มันสุดโหดแถมมีสัตว์ประหลาดโผล่มาให้สู้ด้วย’
ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามฝึกปรือด้านการต่อสู้ทุกคืนหลังจากวันรองเท้าคอมแบทแห่งชาติมาก็ตาม แต่สำหรับการฝึกไม่กี่สัปดาห์แล้ว มันจะให้ผลตอบรับที่ดีขึ้นอย่างไรเขาก็ยังคาดเดาไม่ได้ แต่ที่แน่ๆเขายังคงบอกได้แค่ว่าถึงยังไงฝีมือด้านต่อสู้ของเขาก็ยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนเหมือนเดิมบวกกับสภาพที่ยังใช้เวทมนตร์ไม่ได้นี่อีก
วิชาต่อไปคงเป็นนรกสำหรับเขาอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้อันที่จริงมันก็นรกไม่แพ้กันล่ะนะ เพราะสายตาในโรงอาหารนอกจากโต๊ะของฟีอาแล้วที่โต๊ะอื่นมันก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ยกเว้นแต่พวกเราปีหนึ่งที่ได้เห็นเขาแสดงฝีมือ (แบบหลอกลวง) ด้วยการชนะเรธิเซียจอมโหดมาแล้วเท่านั้นที่จะพยายามไม่คิดแบบนั้น
อยากพ้นจากสภาพแบบนี้ก็อยากนะ แต่ถ้าพ้นไปก็เจอนรกยิ่งกว่าอีก
ให้ตายเถอะ สถาบันแห่งนี้ช่างรังสรรค์ความซวยหลากหลายรูปแบบมาให้เขาเสียจริง
กลัวเขาเบื่อกับความซวยซ้ำซากหรือไง?

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

วิชาที่ชื่อเพราะเป็นสง่าฟังดูแล้วเท่นามว่า ‘ลาบี้รินซ์’ (Labyrinth) หรือเรียกเป็นภาษาสามัญชนว่าวิชาเขาวงกต อันที่จริงก็ไม่รู้ว่าทำไมตั้งชื่อวิชาให้มันชวนดูสับสนไปทำไมและจุดประสงค์นั้นเพื่ออะไร แต่ที่แน่ๆที่เขามั่นใจก็คือวิชานี้คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ตั้งแต่ที่ยินชื่อวิชานี้ครั้งก่อนหน้านี้ประมาณสองสัปดาห์จากปากของรุ่นพี่เฮร่านางมารอันดับสองในใจของเขา เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นวิชาเฉพาะของนักศึกษาทุนในสถาบันที่ได้ชื่อว่าคัดแต่นักศึกษาชั้นเลิศเท่านั้น
เพราะฉะนั้นถ้ามันธรรมดาคงไม่ใช่เรื่องแน่ๆ
ดังนั้นวันนี้หลังจากเขาทานข้าวเสร็จเขาจึงได้แต่จำใจเดินลากขาที่ชาเพราะเฮร่านั่งทับเอาคอไปขึ้นเขียงอีกครั้งอย่างหดหู่ เพราะหนนี้มันไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกอะไรว่าจะมีใครมาช่วยเขาได้เหมือนตอนวิชาต่อสู้ในวันแรกเลย ที่ดูเหมือนว่าทางเรธิเซียที่รู้ว่าเขาไร้ความสามารถด้านอื่นนอกจากการเรียนเธอก็พยายามช่วยเต็มที่ในการบลั๊ฟผู้คนให้เชื่อว่าจิงคนั้นมีความสามารถในการต่อสู้ระดับสูงจริงๆ
ส่วนวิชาเวทมนตร์นั้นจนปัจจุบันพวกเขายังเรียนทฤษฎีไม่จบ เพราะฉะนั้นมันเลยทำให้เขายังไม่ต้องกังวลกับวิชานั้นไปอีกสักพัก
แต่วิชานี้ที่เขาไม่คาดฝันถึงว่าจะมีมันกำลังทำให้เขาจะแย่เอา
ไม่นานมากนักเขาก็เดินมาถึงจุดนัดหมายของอาจารย์ที่จะสอนวิชานี้ นั้นก็คือที่หน้าประตูเหล็กบานยักษ์ที่เก่าจนสนิมกินที่ตั้งอยู่แถวบริเวณสวนหลังสถาบันที่ให้บรรยากาศเย็นต้นคอชวนน่าขนลุกซึ่งแตกต่างจากในตัวสถาบันเป็นอย่างมาก อันเป็นสถานที่ที่พวกนักศึกษาไม่ค่อยอยากจะเดินมามากนักเพราะบรรยากาศของบริเวณนี้มันไม่อำนวยให้เดินเล่นเลย เพราะดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะถูกปล่อยทิ้งร้างและไม่มีการดูแลมานานนับสิบปีแล้ว
แถมมองไปมองมาแล้วแถวนี้มันยังกับสุสานก็ไม่ปาน
“ให้ตายเถอะ สงสัยคงเตรียมไว้ฝังศพฉันเลยล่ะมั้ง?” จิงคพึมพำออกมาเบาๆเมื่อเขาเห็นทิวทัศน์ของสถานที่ที่เขาจะต้องมาเรียนในวันนี้
แต่ทว่าเมื่อเขาเดินมาถึงที่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อพบว่าในสถานที่แห่งนี้นอกจากกลุ่มนักศึกษาทุนชั้นปีที่หนึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีอาจารย์หรือผู้ใหญ่คนไหนยืนอยู่เลย
นี่พวกเขามาผิดที่หรือเปล่า?
ความคิดนี้ได้ผุดขึ้นมาในสมองของทุกคนหลังจากที่พวกเขาเห็นสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้อย่างชัดเจน เพราะดูอย่างไรไอ้ที่บ้าบ้าแบบนี้มันก็ไม่ใช่สถานที่ที่น่าจะสอนวิชาอะไรได้ นอกจากจะไว้ใช้ทดสอบความกล้าในตอนกลางคืน
เพราะดูแล้วถ้าฟ้ามืดเมื่อไรมันคงน่าสยองจนเหลือจะกล่าว!!!
แต่ทว่าคำตอบนั้นกลับเป็นมือของนานาเอลที่ผลักให้เขาเดินไปข้างหน้าสุดด้วยอารมณ์ที่บูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด
จะว่าไปในตอนเช้ายัยนี่ก็ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะอาหารด้วย เพราะดูเหมือนว่าเธอจะถูกเรียกพบตัวโดยใครบางคนตั้งแต่เช้าแล้ว เพราะพอเขาตื่นขึ้นมาร่างของเขาก็กลับเป็นร่างผู้ชายในสภาพเสื้อนอนสายเดี่ยวของหญิงสาวเรียบร้อยโดยปราศจากเงาของนางมารผู้นี้
ช่างเป็นอีกเช้าที่น่าทุเรศและน่าอดสูสำหรับเขาเสียจริง
“ทางนี้” เธอเอ่ยตัดบทสั้นๆ
ก่อนที่จะลากเขาเดินไปที่กล่องไม้ที่ทำจากไม้สักใหม่เอี่ยมจนดูน่าขัดตาขัดใจกับสถานแห่งนี้สองกล่องที่ถูกตั้งอยู่ข้างรั้วที่ดูแล้วโกโรโกโสจะพังแหล่มิพังแหล่ที่อยู่หน้าประตูเหล็กบานยักษ์นั้น
“หยิบ” เธอยังคงเอ่ยออกมาสั้นๆอย่างไร้อารมณ์
“หา?” เขาร้องออกมาอย่างสงสัย
“แค่หยิบ” เธอตัดบทเสียงห้วนแล้วจากนั้นเธอก็คว้ามือทั้งสองของเขาให้ไปล้วงไปในกล่องทั้งสองใบนั้นทันที
หรือว่าข้างในนี้จะมีงูพิษ เขาอดคิดอย่างอกุศลไม่ได้
ก็ผู้หญิงคนนี้ชอบทำอะไรดีดีกับเขาเสียที่ไหนกันล่ะ
“ถ้ามีก็คงได้ตายกันยกห้องแล้วล่ะเพราะทุกคนต้องหยิบมันเหมือนกันเพียงแต่เรียงตามลำดับทุนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นนายถึงต้องหยิบเป็นคนแรกยังไงล่ะ”
“งั้นเหรอ?”
จิงคพยักหน้าอย่างเข้าใจในที่สุดก่อนที่เขาจะล้วงเอาแผ่นกระดาษที่อยู่ในกล่องสองใบนั้นออกมาอย่างไม่ค่อยเข้าใจมากนักแล้วเดินถอยหลังเพื่อให้นาเอลได้ล้วงหยิบของในกล่องต่อจากเขา จากนั้นเขาก็คลี่กระดาษที่เขาหยิบจากกล่องขวาขึ้นมือมาอ่าน

ไซคี เพอร์เซอุส

ตัวอักษรสีทองเหลืองอร่ามที่ตัดกับกระดาษสีดำได้เขียนเป็นชื่อของหญิงสาวที่พอจะถือได้ว่าเขาก็สนิทกับเธอพอสมควรในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับเสียงใสๆของหญิงสาวที่เอ่ยขานชื่อที่ดังมาจากไหนก็ไม่รู้

“คู่แรก จิงค พีซคู่กับไซคี เพอร์เซอุส”

อะไรกันล่ะเนี้ย?
คำถามที่ต้องการคำตอบเป็นอย่างมากได้ดังขึ้นมาในหัวของเขาอย่างสงสัย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่และเขาต้องทำอะไรต่อไปซึ่งสภาพของเขาก็ไม่ได้ต่างกับหญิงสาวผมสีดำสั้นประบ่าที่ใบหน้ามีกระฝ้าเล็กน้อยคนที่กำลังเดินมาเขามากนัก
เพราะดูเหมือนว่าเธอก็กำลังงงๆอยู่เหมือนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“เดินไปที่ประตูแล้วอ่านข้อความที่ถูกเขียนไว้ในกระดาษอีกแผ่นของเธอซะ”

น้ำเสียงที่ฟังดูจองหองที่ฟังแล้วคล้ายน้ำเสียงของใครบางคนที่เขาเคยได้ยินมาอันเป็นเสียงเดียวกับเสียงที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่นี้ดังขึ้นมาอีกครั้งจนทำให้คนที่ฟังคำสั่งรู้สึกหมั่นไส้พอสมควร
ไม่มาให้เห็นหน้าแล้วยังมาสั่งแบบนี้อีก?

“อย่าบ่นให้มากเดี๋ยวปรับตกเลยนี่”

เสียงนั้นเอ่ยสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนว่าเธอจะอ่านความคิดเขาได้ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้อย่างหนึ่งแล้วว่าเสียงที่ประกาศดังออกมานั้นเป็นเสียงของอาจารย์ประจำวิชานี้อย่างแน่นอน
ไม่งั้นเธอจะมีสิทธิ์ปรับนักศึกษาตกได้ยังไง ถ้าไม่ใช่?
ว่าแต่เป็นอาจารย์ภาษาอะไรเนี้ยถึงคิดจะปรับตกเด็กง่ายๆแบบนี้?
แม้ว่าเขาจะอิดออดพอสมควรกับคำสั่งที่ไร้เหตุผลพวกนี้จนไม่อยากเดินไปตามคำสั่งของเธอผู้นั้นเลย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังไม่อยากจะสอบตกวิชานี้เพียงเพราะเขาไม่คิดจะทำตามคำสั่งอาจารย์หรอกนะ ดังนั้นเขาจึงหันไปทางไซคีเป็นเชิงถามก่อนจะผายมือไปข้างหน้าเป็นเชิงบอกว่า
‘ไปกันเถอะ’
และก็ดูเหมือนว่าทางไซคีจะไม่อยากโดนปรับตกตามคำขู่ของอาจารย์ผู้ไร้ความรับผิดชอบคนนั้นมากนักเธอจึงยอมทำเดินไปที่ประตูเหล็กที่ดูเส็งเคร็งนั้นแต่โดยดีพร้อมกับจิงคที่เดินตามเธอไปอย่างละเหี่ยใจ

“อ่านข้อความในกระดาษที่หน้าประตูเบาๆ”

เสียงนั้นเอ่ยดังขึ้นมาอีกหนหลังจากที่พวกเขาเดินมาถึงหน้าประตูแล้ว ราวกับกลัวว่าเขาจะลืมคำอธิบายที่เธอให้ตอนแรกไปแล้ว
“คร้าบผม......” จิงคเอ่ยลากเสียงอย่างสุดเซ็งจนเห็นได้ชัด
เพราะในตอนนี้เขาอยู่ในอารมณ์ที่เรียกว่าหงุดหงิดกับน้ำเสียงที่ฟังแล้วคล้ายกับใครบางคนที่ดังอยู่ในตอนนี้อย่างประหลาด เพราะฟังทีไรมันก็ชวนหงุดหงิดหัวใจทุกทีกับน้ำเสียงที่วางอำนาจแบบนั้นจนลืมไปว่าเขาเคยกังวลกับเนื้อหาของวิชาที่จะเรียนในตอนนี้ไปจนหมดสิ้น
“ไปที่น้ำพุแห่งเทรวี่แล้วโยนเหรียญหนึ่งเหรียญไปที่สระ” จิงคอ่านข้อความในกระดาษโดยออกเสียงเบาๆตามที่เสียงอาจารย์สาวนั้นบอกอย่างเซ็งๆ
ฉับพลันเขาก็รู้สึกว่าร่างของเขาโดนอะไรกระชากอย่างรุนแรงพร้อมกับภาพของสวนหลังสถาบันที่เหมือนสุสานนั้นจะหายลับไปจากสายตาของเขาในฉับพลัน ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวอีกครั้งว่าเขาได้ย้ายมายืนอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นปากทางเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งที่ถูกตั้งอยู่ในป่าลึกที่แสนอับชื้นจนน่าอึดอัด โดยมีไซคียืนอยู่ข้างๆเขาด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี้ย?
แล้วมันอะไรกันฟะวิชานี้?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------





NEKOPOST.NET