นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.7 - ตอนที่ 7


            จากข้อมูลในหนังสือนำเที่ยวนครหลวงของเพียรซ์ได้รับการคุ้มกันที่แตกต่างจากซีเนีย ทั้งนครหลวงถูกปกคลุมด้วยเวทมนตร์บางประเภท ทำให้เหล่าสัตว์ฝ่ายมืดและสิ่งร้ายที่หลุดรอดเข้าไปถูกล้างสมองและควบคุมให้ออกไปจากเขตนครหลวงเอง ยกเว้นสัตว์ธรรมดาหรือสัตว์วิเศษที่มาพร้อมมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง ระหว่างที่ผู้กล้าแสงตะวันอยู่ระหว่างเข้าเฝ้าเหล่าขุนนางชั้นสูง ดาริอุสจึงได้โอกาสเดินทอดน่องไปมาตามใจชอบ

            มหาราชวังของเพียรซ์ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ซีเนีย เป็นหมู่ตึกที่กินอาณาเขตกว้างใหญ่เทียบเท่าหมู่บ้านขนาดใหญ่หมู่บ้านหนึ่ง ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ใช้รถม้าในการเดินทางไปตึกห่างไกลแทนมังกรหรือนกเพลิง ความจริงดาริอุสอยากออกไปดูเขตเมืองนอกราชวังก่อนทว่าไม่อยากนั่งรถม้าโดยไม่ชื่นชมศิลปะการใช้ไม้และกระจกของที่นี่ ตึกแต่ละหลังสร้างด้วยปูนและตกแต่งด้วยไม้ที่ฉลุลายสวยงาม ทางเดินมีหลังคาโค้งกันแดดสำหรับการสัญจรระหว่างทางสั้นๆ

            “ดาเรียส นั่นเจ้าหรือ!”

            ดาริอุสหันไปมองตามเสียงเรียก พนักงานหญิงคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบสีเทาติดแถบด้วยผ้าสีแสดโบกมือให้อย่างยินดี นางคือเพื่อนสมัยก่อนของเขา คนที่เขาคิดว่าคงไม่ได้เจออีกแล้ว

            “โทเนีย คาสเปอร์ นี่ตัวจริงหรือ!” ดาริอุสนึกถึงวันเก่าๆที่เคยคุยกันเมื่อวัยเด็ก ก่อนหญิงสาวจะถูกพ่อแท้ๆขายให้เป็นทาส

            “คนรู้จักหรือ” ผู้หญิงที่เดินนำโทเนียอยู่เอ่ย นางคงเป็นขุนนางหรือเจ้าหญิงแน่ๆ

            “เพื่อนเก่าของข้าเองฝ่าบาท หากท่านหญิงไม่ขัดข้อง ขอข้าบาททักทายเขาอีกสักนิด” เจ้านายของโทเนียพยักหน้า ดาริอุสจึงเพิ่งสังเกตลักษณะของท่านหญิงให้ชัดเจนขึ้น ใบหน้างดงาม เส้นผมสีทองดวงตาสีน้ำผึ้งเฉิดฉาย รวมกับผิวสีน้ำผึ้งแล้วดูราวดวงตะวันยามเที่ยงที่เปล่งประกายเจิดจ้า

            นั่นเหมือนคำบรรยายเกี่ยวกับเจ้าชายมาเวอร์ริคเลยไม่ใช่หรือ ดาริอุสคิด

            “โชคดีข้าถูกขายให้ขุนนางของที่นี่ จึงมาเป็นนางต้นห้องให้เจ้าหญิง ไม่ได้ทำงานหนักเหมือนคนอื่นๆ” ตาของดาริอุสกลับมามองเพื่อนสาวอีกครั้ง นางยังคงมีเส้นผมและคิ้วที่หนาเข้มเหมือนเดิม ดูจะสมบูรณ์ผ่องใสกว่าอยู่ในเขตสลัมของเมืองด้วยซ้ำ

            “ตอนนี้ข้าเป็นผู้ติดตามของผู้กล้าแสงตะวัน ได้รับอนุญาตให้เดินเที่ยวได้น่ะ”

            “ดูดีนี่ แล้วที่บ้านเจ้าล่ะ” หญิงสาวถามอย่างเบิกบาน ดาริอุสหน้าเจื่อนไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรโดนยึดไปเสียแล้วแบบนี้ เขาเกาหัวแกรกอย่างพูดไม่ออก “คงไปได้ไม่สวยสินะ”

            “ทำนองนั้น” เขาตอบเสียงอ่อย “ไปทำงานต่อเถอะ ประเดี๋ยวมีปัญหา”

            “ไปคุยกับเพื่อนต่อเถิดโทเนีย ข้ากำลังจะไปพบผู้กล้าแสงตะวัน คงไม่มีอะไรให้เรียกใช้หรอก” ท่านหญิงที่คาดว่าเป็นฝาแฝดของเจ้าชายมาเวอร์ริคกล่าวอย่างสุภาพ พยักหน้าให้ข้ารับใช้ไปทำกิจธุระส่วนตัวได้

            “เป็นพระคุณฝ่าบาท” โทเนียโค้งคำนับขอบคุณอย่างเป็นทางการ ท่านหญิงก้าวเดินอย่างสง่างามไปยังอาคารข้างหน้าทิ้งทั้งคู่ให้พูดคุยกันด้วยความคิดถึง “นั่นคือท่านหญิงเอเลน่า เจ้าหญิงองค์หนึ่งของจักรวรรดิ เป็นว่าที่เสนาธิการด้วย”

            “เอาเถอะ ไปหาที่คุยกันดีกว่าไหม ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ตอนแรกข้าวาดภาพไว้ว่าชีวิตทาสของเจ้าต้องโหดร้ายเสียอีก”

            ดาริอุสมองหาศาลาข้างทางสำหรับนั่งพักเพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องของแต่ละคน ทั้งเรื่องของโทเนียเพื่อนเก่า และของเขาในฐานะผู้ติดตามของผู้กล้าแสงตะวัน...

 

            ช่วงหลายวันมานี่ผู้กล้าแสงตะวันนั้นสุดแสนจะเหน็ดเหนื่อย ใช้มนตร์เคลื่อนย้ายที่กินพลังมากเป็นว่าเล่น ต่อสู้กับกองทัพปิศาจ ต้องเปลี่ยนภาคเป็นนางผู้หยั่งรู้ที่มีเนตรแห่งเทพพยากรณ์ แล้วยังโดนจอมมารจับตัวไปเจรจาอย่างลับๆอีกโชคดีที่หนีกลับมาได้ เพราะการเอ่ยชื่อของนักรบจันทราทำให้ผู้อยู่เบื้องหลังตื่นตัว เขายอมเล่นพนันแบบถอดกางเกงเลยว่าอีกไม่นานคงถูกปิดปากแน่ เพื่อไม่ให้นักรบจันทราได้เสนอหน้าพ้นผ้าม่านเวที

            ตอนนี้ผู้กล้าแสงตะวันกำลังยืนเอาหูแนบประตูห้องพัก เขาได้ยินเสียงดาริอุสกำลังคุยกับท่านหญิงโรเซลฯอยู่ เขายังไม่อยากให้พระนางเห็นเขาตอนกำลังอ่อนล้าขีดสุด

            “ข้าบอกฝ่าบาทแล้วว่าไม่รู้ว่าท่านผู้กล้าไปที่ใด ที่นี่การคุ้มกันแน่นหนาเขาจึงไม่ต้องการให้ข้าตามไปไหนๆด้วย” ดาริอุสคงพยายามถ่อมตัวอย่างสุดความสามารถ ส่วนพระนางจะตอบอย่างไรนั้น เสียงจากมนตร์สื่อสารเบามากจนจับความไม่ถนัด

            “ท่านผู้กล้าบอกว่าตอนนี้มีเรื่องต้องสืบสาวก่อนเรื่องเจ้าชายมาเวอร์ริคฝ่าบาท ขออภัยด้วย” ไบรอันคาดว่าดาริอุสคงถูกสอบเรื่องการค้นหาเจ้าชายแน่ “ช่วงนี้หรือขอรับ ข้าไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ด้วยตอนองค์จักรพรรดิพบผู้กล้า...ข้าหรือ”

            หวังว่าหมอนั่นคงไม่รู้จักความเชื่อเรื่องรักแรกพบของเมืองนั้นนะ ไบรอันหัวเราะเบาๆในลำคอ กำลังมีความสุขบนความโชคร้ายของคนอื่น

            “ไม่มีอะไรน่าสนหรอกฝ่าบาท ก็แค่ได้พบเพื่อนที่จากกันไปนาน สมัยเด็กนางโดยขายเป็นทาส นางมาเป็นข้ารับใช้ที่นี่เราจึงได้พบอีกครั้ง”

            ผู้กล้าแสงตะวันชักจะเห็นเค้าพายุอยู่รำไรในเรื่องรักๆใคร่ๆของลูกจ้างหรือผู้ติดตามคนนี้ สงสัยงานนี้ท่านหญิงโรเซลฯนั่งไม่ติดบัลลังก์แน่

            “สมัยก่อนพวกเราสนิทกันมากเลยฝ่าบาท นางอาศัยอยู่ในสลัมกับพ่อ ข้าไปช่วยเสมอเวลานางถูกทำร้าย”

            “ท่านผู้กล้าคะ”

            “เดี๋ยวก่อน ข้ากำลังแอบฟังคนคุยกันอยู่”

            “ท่านผู้กล้าแสงตะวัน การแอบฟังไม่ใช่สิ่งควรทำนะคะ”

            เมื่อรู้สึกตัวจึงหันหลังไปดู ผู้เรียกชื่อเขาเป็นหญิงสาวอายุไม่น่าเกินสิบหก ผิวสีมะปรางแบบคนตะวันตก ตาสีเหลืองอำพันส่วนเส้นผมมีสีเหลืองซีดๆยาวแค่บ่า ไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบนางกำนัลในราชวัง นางยิ้มให้อย่างมีเล่ห์เหลี่ยม

            “มีธุระอะไรหรือ” ไบรอันเอ่ย

            “ข้าชื่อเซรีน่าค่ะ เซรีน่า มาเฮราส”

            “ท่านเป็นเจ้าหญิงหรือ” แล้วไบรอันก็สะดุด “แล้วคำลงท้ายนั่นมันอะไร ค่ะๆน่ะ”

            “เป็นคำสร้อยยอดนิยมจากที่ที่ข้ามาค่ะ ไม่ต้องสนใจก็ได้” หญิงสาวบิดผมเล่นอย่างเขินอาย “ที่น่าสนมากกว่าก็คือคำสาปของท่านผู้กล้า ข้าจึงมาหาท่านที่นี่อย่างไรล่ะคะ”

            “รู้มาจากไหน”

            “รู้ก็แล้วกันค่ะ ตอนนี้ข้าช่วยงานฝ่ายพยาบาลของราชวัง งานอดิเรกของข้าคือการสะสมคำสาปประเภทต่างๆ” หญิงสาวมีท่าทีเขินอายอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ใช่แค่คำสาปปกตินะคะ แต่เป็นคำสาปหายากประเภทเงื่อนไขซับซ้อน อย่างคำสาปดูดชีวิต คำสาปตรึงวิญญาณ”

            “ฝ่าบาทดูอายุน้อยแต่ท่าทางเป็นมืออาชีพเลยนะ”

            “ไม่ต้องเรียกฝ่าบาทหรอค่ะ แม้ข้าจะชื่อสกุลมาเฮราสแต่ก็ไม่ใช่ในยุคนี้” หญิงสาวบิดผมอย่างกับพูดเรื่องสภาพอากาศ “ข้าเดินทางข้ามมิติเวลาต่างๆเพื่อสะสมคำสาปค่ะ ยุคนี้คือคำสาปของท่านที่ฝังตัวเพื่อกัดกินสตรีที่ท่านรักทุกคน”

            “ท่านยังไม่ได้ตอบข้าเลยว่ารู้ได้อย่างไร” ผู้กล้าแสงตะวันขมวดคิ้ว

            “มันเกี่ยวกับกฎของการท่องเวลาค่ะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆดูใสซื่อ “หน้าที่ของข้าในยุคนี้มีสองอย่าง หนึ่งคือถอนคำสาปให้ท่าน อีกอย่างจะบอกหลังพวกท่านกลับออกมาจากถ้ำแห่งภูตไฟ”

            “รู้ได้อย่างไรว่าข้าจะพาเขาไปที่นั่นก่อน หรือท่านจะมาจากอนาคต” สมองของไบรอันหมุนเร็วปรื๋อ “อนาคตเป็นอย่างไร มนุษย์ชนะใช่ไหม”

            “ไม่ว่าท่านจะชนะหรือแพ้มนุษย์จะคงอยู่เหมือนเดิมเจ้าค่ะ ข้าไม่หลงกลท่านหรอก” หญิงสาวกลั้นยิ้ม “แต่ที่แน่ๆ ท่านไม่ได้แก้แค้นด้วยตัวเองหรอกค่ะ ท่านผู้กล้าแสงตะวัน”

            โดนดักคอแบบนี้คงหลอกถามอะไรไม่ได้แน่ ไบรอันถอนหายใจ

            “อย่างที่บอกไป ข้าสนใจอยากเก็บคำสาปของท่านเอาไว้เป็นของสะสมด้วย” หญิงสาวเอียงคอน้อยๆแสดงความน่ารักออกมา “จะรังเกียจหรือไม่หากตามข้าไปที่ห้องพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย ข้าตื่นเต้นจนทนไม่ไหวแล้วเจ้า ท่านคงไม่อยากเก็บไว้กับตัวใช่ไหมเจ้าคะ”

            แล้วผู้กล้าแสงตะวันก็โดนลากไปที่ตึกพยาบาลข้างๆในทันที ความรู้สึกดีใจที่จะได้ลบคำสาปแทนที่คำถามและความรู้สึกอื่นๆ เท่านี้เขาก็มีสิทธิ์รักใครสักคนโดยที่ไม่ต้องมีใครเจ็บปวดเพราะเขาอีก

            เมื่อถึงห้องพยาบาลหลักแล้วหญิงสาวก็เริ่มค้นหาสิ่งของในห่อหนังอย่างเอาเป็นเอาตาย บอกว่าจะต้องหาผลึกแก้วอันที่เหมาะสมในการเก็บคำสาปนั้นๆ

            “ต้องเลือกอันที่มีพลังเก็บกักที่เหมาะสมค่ะ ข้าเรียนเพื่อเป็นแพทย์ในอนาคต และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคำสาปอีกด้วย” ในที่สุดนางก็พบชิ้นที่ต้องการ เป็นผลึกแก้วรูปเพชรสีฟ้าเข้มเกือบม่วงใหญ่เท่าฝ่ามือ “ตามทฤษฎี เมื่อคำสาประดับที่ท่านได้รับถูกถอดถอนจะทำให้หมดสติไปพักหนึ่ง ข้าจึงต้องให้ท่านมาที่ห้องพยาบาลอย่างไรล่ะคะ กรุณาขึ้นไปนอนบนที่นอนในท่าที่สบายด้วยค่ะ ความเจ็บปวดจะขึ้นอยู่กับระดับคำสาป”

            “แต่คุ้มค่าใช่ไหม คราวนี้ข้าก็จะเหมือนคนปกติแล้ว” ไบรอันขึ้นไปนอนด้วยความยินดี

            ผลึกแก้วถูกหันด้านแหลมลงบนส่วนหัวใจของผู้กล้าแสงตะวัน แล้วมันก็ทำงานตามคำสั่งของนักสะสมคำสาป

            ทันทีที่มันทำงานร่างกายของไบรอันก็สั่นรัว รู้สึกเหมือนถูกยืดออกไปทุกทิศทางแล้วหดกลับเข้ามาใหม่ จากนั้นสติก็ถูกหมุนวนเหมือนเคี่ยวน้ำเชื่อมไม่รู้จบ เสียงกรีดร้องของตัวเองดังอยู่ในหัว ภาพในอดีตย้อนเข้ามาไม่รู้จบ มังกรครึ่งมนุษย์ หมู่บ้านถูกทำลาย และการล้มเจ็บของคนที่เขารัก ทุกสิ่งไหลผ่านดั่งภาพหลอนของวิญญาณ...

 

            ระหว่างที่ผู้กล้าแสงตะวันกำลังได้รับการถอดถอนคำสาป ดาริอุสก็ใช้เวลาว่างที่เหลือจากการโดนซักไซ้ไปพูดคุยกับโทเนียต่อโดยหารู้ไม่ว่านายจ้างกำลังนอนตาเหลือกอยู่ในห้องพยาบาล

            “ข้าก็แปลกใจที่ท่านผู้กล้าไม่กลับมาสักที” ดาริอุสอยู่ในห้องพักกับโทเนียซึ่งได้รับอนุญาตจากท่านหญิงแล้ว กำลังรอไบรอันกลับมาจากการพูดคุยกับเบื้องสูง “บางครั้งเขาก็แบบนี้ล่ะ คงมีเรื่องต้องตรวจสอบ”

            “วุ่นมากเลยใช่ไหม ติดตามผู้กล้าน่ะ” โทเนียยังไม่หายตื่นเต้นที่ได้พบกับเขาอีกครั้ง “เหมือนฝันเลยสินะ ได้เดินทางไปกับคนที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน”

            “ที่จริงก็ไม่หรอก งานของข้าคือคอยอารักขาเขาก็จริง แต่ปกติแล้วเขาดูแลตัวเองได้ คงต้องการเพื่อนร่วมทางมากกว่าลูกน้องกระมัง”

            “แล้วเจ้าก็ทำได้ดีด้วย ข้าเชื่อ”

            “เอาเถิด ดูทางเจ้าจะน่าสนใจกว่าทางข้า” ดาริอุสยิ้มกริ่ม รอให้เพื่อนสาวเล่าเรื่องต่างๆของนครหลวงแห่งนี้ให้ฟังต่อ “เล่าอีกสิเรื่องเหมืองเงินของที่นี่น่ะ”

            แล้วทั้งคู่ก็ดำเนินบทสนทนากันต่อโดยหารู้ไม่ว่ากำลังถูกจับตามองอยู่ เมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็ต้องจุดตะเกียงแล้ว ผู้กล้าแสงตะวันกลับเข้ามาทักทายในสภาพเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน โทเนียก็ขอตัวกลับไปรับใช้องค์หญิงเอเลน่าต่อ

            “เพื่อนเก่าหรือ” ไบรอันยกเสียงพลางหาวหวอด ดาริอุสพยักหน้าแล้วหันเก้าอี้ให้อีกฝ่ายนั่งลง “คุยอะไรกันบ้างล่ะ”

            “เรื่องทั่วไป ข้าขอให้นางเล่าถึงสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น หากท่านต้องการอยู่ต่อข้าจะได้มีเวลาไปดูด้วยตาตัวเอง” ดาริอุสเล่าอย่างกระตือรือร้น

            “เราต้องอยู่ที่นี่อีกสักพัก” ผู้กล้าแสงตะวันตอบ “วันมะรืนทำตัวให้ว่างไว้ ข้ามีภารกิจอยากให้เจ้าช่วยทำด้วย”

            ดาริอุสพยักหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “ที่ชานเมืองฝั่งที่ภูเขาไฟยังระอุอยู่เกิดเรื่อง มีเทพธิดาออกมาโวยวายต้องการพบผู้ถูกเลือก ชาวบ้านไม่พอใจที่นางทำให้อากาศร้อนจัด ไปต่อว่าหน่อยก็โดนโกรธใส่จนหมู่บ้านแทบไหม้ สุดท้ายชาวบ้านต้องมาร้องต่อพระราชวังขอให้ผู้ถูกเลือกไปหานางแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นโดนย่างสดยกหมู่บ้านแน่”

            “แน่ใจนะว่าเทพธิดา ข้าว่าปิศาจมากกว่า” ดาริอุสออกความเห็น

            “นั่นสิ อย่าตัดสินที่รูปลักษณ์ดีกว่า” ไบรอันหัวเราะเบาๆ “สรุปก็คือเราต้องไปกันสองคน เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

            “แล้วแผนสำหรับพรุ่งนี้ล่ะท่านผู้กล้า”

            “ข้าก็อยากพักบ้างสิ แค่บอกว่าเขียนรายงานก็ได้พักเปล่าๆแล้วหนึ่งวัน อย่าเอาไปบอกใครนะ”

            ความจริงแล้วไบรอันต้องการประวิงเวลารอบางสิ่งต่างหาก สิ่งที่เวเบอร์เตือนเขาว่ามันจะเกิดขึ้นที่นี่

            “อย่างนั้นขอข้าเที่ยวสักวันนะ อยู่เมืองนี้คงไม่ต้องหลบใครกระมัง”

            “ที่ให้หลบเลี่ยงการติดตามเพราะศัตรูของข้าไม่ได้มีแค่ยายไซเรน่า อย่างไรก็ระวังตัวไว้แล้วกัน” ไบรอันพูดทั้งที่ตัวเองยังหวั่นใจอยู่ ว่าอาจเกิดเหตุตอนที่ผู้ติดตามของเขาออกเที่ยวคนเดียวก็ได้ เพราะนางผู้หยั่งรู้บอกว่านักรบจันทราจะออกโรง...

 

            สองวันต่อมาก็ยังไม่เกิดสิ่งที่เวเบอร์เตือนไว้ ผู้กล้าแสงตะวันและผู้ติดตามจึงนั่งรถม้าไปยังถ้ำแห่งหนึ่งที่เกิดเรื่องขึ้น และต้องการให้ผู้ถูกเลือกไปพบกับเทพธิดา ไบรอันมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องคำเตือนของเพื่อนโดยไม่สนใจท่าทางสนอกสนใจของผู้ติดตามเลยสักนิด ยิ่งได้ฟังคำพยากรณ์จากนางผู้หยั่งรู้แล้วยิ่งเพิ่มความสงสัยขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            “ตรงนั้นต้องเป็นถ้ำแห่งภูตไฟแน่ โทเนียเล่าให้ข้าฟังแล้ว มีภูตคอยรักษาบางสิ่งอยู่แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไร ในตำนานเล่าว่าเพราะสิ่งนั้นทำให้ภูเขาไฟบริเวณนั้นไม่ปะทุแต่ก็ไม่ถึงกับดับสนิท สำหรับข้าแค่ได้ไปเห็นก็เยี่ยมพอแล้ว”

            มีเพียงประโยคแรกที่ทะลุเข้าสู่สมองของผู้กล้าแสงตะวัน หญิงคนนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาตั้งใจพาดาริอุสไปที่นั่นไม่ว่านางภูตจะเรียกร้องหรือไม่ก็ตาม คราวนี้ต้องถือว่าโชคช่วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเขารู้เสียทุกเรื่องจนน่าสงสัย แต่เขาจะทำอย่างไรให้ดูเป็นธรรมชาติล่ะ ในเมื่อนางภูตเป็นคนสร้างเงื่อนไขผลอาจไม่เป็นดังใจก็ได้ แล้วยังมีคำเตือนจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีก จะทิ้งไปเสียก็ไม่ได้

            “จริงสิ ข้าเจอแฝดของท่านชายมาเวอร์ริคด้วยนะ” ไบรอันยินยอมกลับสู่การสนทนากับดาริอุสเพื่อฆ่าเวลา “พระนางสวยมากเลยล่ะ มีบารมีจับทั้งตัว ท่านว่าเจ้าชายมาเวอร์ริคจะเป็นอย่างนั้นไหม บารมีจับทั้งตัวแบบเห็นปราดเดียวรู้เลย”

            “แฝดหญิงชายไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเสมอไปหรอก” ไบรอันเท้าคางกับกรอบหน้าต่าง “ข้าเคยพบแฝดหญิงชายที่ต่างกันมากๆด้วย เขาเชื่อกันว่าเกิดมาเพื่อคู่กันอย่างคนรัก ไม่ใช่พี่น้อง”

            “ความเชื่อของทางเหนือสินะ” ดาริอุสเห็นท่านนายจ้างนั่งท่าสบายก็ไขว่ห้างทำโก้ตามไปด้วย

            เมื่อออกจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งพวกเขาก็สัมผัสไอความร้อนจนขนแขนลุกชัน ราวกับไปยืนกลางแดดฤดูร้อนตอนเที่ยงวันไม่มีผิด ไบรอันรู้แน่แล้วว่าต้องเป็นถ้ำดังกล่าวจึงบอกให้ผู้ติดตามเตรียมตัวให้พร้อม

            “พวกเราคือผู้ถูกเลือกและผู้ติดตาม ขอสิ่งที่ท่านรักษาไว้ให้แก่เราด้วย ไม่ว่าท่านจะมีข้อต่อรองใดๆเราพร้อมปฏิบัติตาม”

            นางภูตแห่งไฟเป็นหญิงสาวดูคล้ายวัยรุ่น แต่งกายด้วยผ้าไหมสีแสบตา ทาคิ้วกับปากเป็นสีส้มสดจนดูน่ากลัว นางท่าทางเย่อหยิ่งเล็กน้อยเมื่อพวกเขาเข้าไปในถ้ำเพื่อแสดงตัวต่อนางว่าเป็นผู้ถูกเลือก

            “ดีๆ มาเอาเจ้านั่นไปสักที ข้าเบื่อเฝ้าจะแย่ ดาบแสงตะวันนี่น่ะ”

            “จะยอมให้เอาไปง่ายๆหรือ” ไบรอันกัดฟันพูด แบบนี้ท่าจะไม่สวยเสียแล้ว

            “หน้าที่ของข้าคือเฝ้ากระบี่เล่มนั้นจนกว่าจะพบผู้ถูกเลือก และข้าได้พบแล้ว สบายๆแบบนี้ไม่ชอบหรือ” นางภูติเลิกคิ้ว “เมื่อผู้ถูกเลือกดึงมันออกมาภารกิจของข้าก็จบ เสร็จงาน เป็นอิสรเสรี ไปไหนก็ได้ตามใจชอบ ข้าไม่ค่อยอยากเฝ้าสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเองแบบนี้หรอก เห็นๆอยู่ว่าเป็นกระบี่แต่มีชื่อว่าดาบ แปลกไหม”

            “จะแปลกกว่าหากพวกเราได้มันไปง่ายเกิน คนจะว่าร้ายท่านได้ว่าไม่ตั้งข้อแม้ในการรับของวิเศษไปเลย” ไบรอันพูดอย่างดื้อดึง รู้สึกเหมือนเป็นลาโง่อย่างไรอย่างนั้น

            “เอาแบบนี้ไหม ใครจัดการปิศาจที่เข้ามาซ่อนในถ้ำนี้ได้ก่อนเป็นคนได้ดาบแสงตะวันไป” นางภูตยกนิ้วตัดสิน

            “ท่านยอมให้ปิศาจเข้ามาซ่อนตัวในเขตศักดิ์สิทธิ์ของจอมเทพได้อย่างไร” ดาริอุสอุทาน ไบรอันเริ่มเห็นอะไรลางๆแล้ว

            ไม่ทันให้เสียงสะท้อนจางลงมันก็ปรากฏตัว เป็นกิ้งก่าใหญ่ยาวราวสิบฟุตเลื้อยไปมาตามซอกหินเหนือหัว ไบรอันเป็นคนพบก่อนที่มันจะออกอาวุธ

            “ข้าควรหลบใช่ไหม” ดาริอุสเร่งถาม คงไม่อยากตัดหน้าเขาแน่ๆ ไบรอันทำเป็นลังเลรอจังหวะสวยๆอย่างใจเย็น

            “ระหว่างเราสองคน ถ้าใครจัดการได้ก็เอาเลย มันไม่ไว้ชีวิตเราหรอก” ไบรอันร้องบอก แสร้งทำเป็นตกใจจนลนลาน

            ต้องถูกควบคุมโดยจอมปิศาจแน่ๆ ไบรอันคิดขณะสร้างเข็มน้ำแข็งขึ้นในอากาศระดมยิงปิศาจเลื้อยคลานบนผนังถ้ำ เกล็ดของมันแข็งเหมือนเหล็ก แค่น้ำแข็งนิดหน่อยไม่ระคายผิวมันเลย

            “ยังดีที่มันยังไม่...” ดาริอุสคิดหลบฉากปล่อยให้ผู้กล้าแสงตะวันเป็นคนจัดการ ในวินาทีนั้นเองปิศาจกิ้งก่าก็กางเขี้ยวสยายเล็บพุ่งเข้าหาเขาอย่างเจาะจง ไม่แยแสผู้กล้าแสงตะวันแม้แต่น้อย

            ในวินาทีดับจิตนั้นเอง ไบรอันซึ่งรอโอกาสอยู่ก็กระโดดออกมาขวางระหว่างสัตว์ประหลาดกับผู้ติดตาม กรงเล็บของมันปักเข้าหน้าอก หากผู้กล้าแสงตะวันยังไม่หมดแรงเสียทีเดียว คว้าใบดาบที่ดาริอุสถืออยู่มาแทงท้องของมันซึ่งไร้เกล็ดป้องกัน เลือดของปิศาจกระเซ็นสาดไปทั่วก่อนสติของเขาจะดับวูบด้วยความตายที่จ่อรอตรงหน้า...

 

            ดาริอุสตระหนักว่านายจ้างของเขาทำสิ่งที่บ้าบิ่นมากๆลงไปเมื่อร่างผอมบางทรุดลงกับพื้นหินแล้ว เหตุใดจึงปกป้องเขาผู้เป็นลูกจ้างเล่า ในขณะนางภูติยิ้มกริ่มเมื่อเห็นปิศาจสิ้นลมหายใจไปพร้อมผู้กล้าแสงตะวัน

            “ทำไม ท่านผู้กล้า” เขากรีดร้องแทบคลั่งเมื่อเห็นผู้กล้าตายต่อหน้า แถมตายโดยป้องกันเขาไว้อีก

            “ช่างเขาสิ” นางภูตพูดอย่างไร้ความรับผิดชอบ “ในเมื่อเจ้าเป็นคนฆ่า ก็สมควรได้รับสมบัติชิ้นนี้ กระบี่...ช่างเถอะชื่อของมันคือดาบแสงตะวันนี่นะ”

            ที่พื้นระหว่างดาริอุสและนางภูตมีแสงเจิดจ้า กระบี่เล่มหนึ่งผุดด้ามและใบดาบขึ้นมาจากพื้นดินรอให้เขาดึงออก

            “ได้อย่างไรกัน เขาต่างหากเป็นผู้ถูกเลือก เขาคือผู้กล้าแสงตะวัน”

            “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้าหนุ่มนั่นสักหน่อย” นางภูตแคะเล็บอย่างเบื่อหน่าย “รีบๆดึงออกมาสิมันรอเจ้ามาหลายร้อยปีแล้ว ข้าจะได้ไปที่ชอบๆเสียที หมกตัวแบบนี้ผิวเสียหมด”

            ด้วยความจำเป็น ดาริอุสดึงดาบแสงตะวันขึ้นมาวางไว้ข้างร่างของผู้กล้าแสงตะวัน ซึ่งบัดนี้เกิดสิ่งผิดปกติขึ้น ร่างนั้นร้อนขึ้นเรื่อยๆและเปล่งแสงดุจคบไต้ ทำให้อากาศยิ่งทวีความร้อนเหมือนอยู่ในเตาหลอมเหล็กฉะนั้น...

 

 




NEKOPOST.NET