นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 22 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.22 - ตอนที่ 22


            ขณะนี้ดาริอุสกับพรรคพวกยืนอยู่ท่ามกลางม่านแสงสีขาวพิสุทธิ์ เป็นม่านพลังสีขาวที่แม้แต่ไบรอันยังจนปัญญาสืบหาว่ามันคือสิ่งใด กลุ่มแสงสีขาวป้องกันพวกเขาสี่คนจากวิญญาณนับร้อยๆดวงที่กัดกินวิญญาณคนเป็น บทสวดแปลกๆของอลิเซียดังเป็นท่วงทำนองชัดเจนและทรงพลัง ดั่งที่มาของแสงสีขาวนั้นคือบทสวดของนางผู้ท่องกาลเวลา

            ในตอนนั้นที่พวกเขาได้ยินเสียงคล้ายเป็ดป่าเหล่าวิญญาณก็พบพวกเขาพอดี และกำลังเข้ารุมล้อมด้วยเหตุผลบางอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วในวินาทีสยองขวัญก็มีคนขี่บางสิ่งฝ่าฝูงวิญญาณสีดำคล้ำออกมา เขาหรือนางนั่งบนสิ่งที่คล้ายม้าเลื่อนแต่มันขยับได้ด้วยตัวเองด้วยตีนตะขาบด้านหลัง เมื่อถอดหมวกกลมๆที่ครอบทั้งหัวออกจึงเห็นว่าผู้ช่วยเหลือคืออลิเซียผู้ท่องเวลานั่นเอง

            อลิเซียไม่พูดพร่ำทำเพลง นางโยนถุงใส่เสื้อกันหนาวหนาๆและผ้าห่มให้ดาริอุส จากนั้นก็ประนมมือขึ้นระดับอก แล้วเริ่มท่อง สามประโยคแรกยังไม่เกิดอะไรขึ้น พอขึ้นประโยคถัดไปพลันเกิดกำแพงสีขาวเหมือนแก้วป้องกันพวกเขาจากวิญญาณร้ายภายนอก ยิ่งนางท่องนานเท่าไรดูมันจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

            “...หะทะเย เม อะนุรุทโธ         สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง      โมคคัลลาโน จะ วามะเก...”

            อลิเซียยังท่องมนตร์ต่อไปทั้งที่พวกเขาอยู่ในเขตที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้

            “นางทำได้อย่างไรกัน!” ดาริอุสได้ยินไบรอันบ่นอุบด้วยความขายหน้าที่ให้ผู้หญิงช่วย

            เหล่าวิญญาณที่ถูกขวางด้วยกำแพงแก้วพยายามหาทางเข้ามา อยู่ๆพายุหิมะภายนอกก็โหมกระพือเหมือนฟ้าคลั่ง ทว่ามันไม่มีผลเมื่ออยู่ภายใต้พลังลึกลับของนักท่องเวลา ด้านในม่านสีขาวนั้นทั้งอบอุ่น เงียบสงบ และปลอดภัย

            เมื่อท่องครบสามรอบอลิเซียก็หันมายิ้มกว้างเป็นพิเศษ

            “ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ ต้องใช้เวลากว่าตัวการของเรื่องนี้จะออกมา”

            หญิงสาวในชุดหนังแปลกๆสีดำสนิทคลำบริเวณเข็มขัดแล้วก็ดึงบางสิ่งออกมา มันมีสีดำเป็นมันปลาบ เป็นแท่งกลมต่อกับส่วนแบนเหมือนปืน แต่ไม่มีขนาดใหญ่เหมือนที่ดาริอุสเคยเห็นก่อนหน้านี้

            อลิเซียยกมือชูสิ่งนั้นขึ้นฟ้า แล้วก็มีเสียงฟ้าร้องกึกก้อง! คงเป็นปืนที่มีขนาดเล็กแน่ ดาริอุสคิด

            “สิ่งไร้ตัวตนจงฟัง!” อลิเซียคำรามสู้เสียงพายุหิมะที่ดังลอดเข้ามาแผ่วๆ “ข้าสามารถทำให้พวกท่านไปสู่สุคติได้ จงฟังข้า”

            ความโกลาหนด้านนอกหยุดลงแทบทันทีที่ได้ยินคำกล่าวนั้น

            “ข้าจะลองดู เชื่อว่าพวกท่านสามารถรับมันแล้วไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่านี้ได้”

            อลิเซียประสานมือไว้เหนืออกแล้วท่องมนตราอีกครั้ง คลื่นบางอย่างหลั่งไหลออกมาจากตัวนางเหมือนคลื่นทะเล เป็นความรู้สึกปิติ อ่อนโยน และทรงพลังยากหักล้างได้

            ในขณะเดียวกันเงาดำภายนอกก็ค่อยๆหายไป แสดงว่าวิญญาณค่อยๆหายไปทีละดวงสองดวง หญิงสาวทำตามที่พูดได้จริงๆ!

            “ผู้ใดบังอาจปลดปล่อยดวงวิญญาณในการควบคุมของข้า!” เสียงตวาดด้วยความกราดเกรี้ยว กระนั้นก็มิอาจหยุดบทสวดของอลิเซียได้ จนหมอกควันสีดำหายไปเกือบหมดจึงเห็นว่ายังมีคนอื่นนอกจากพวกเขาด้วย เป็นชายคล้ายไบรอันที่ดาริอุสเห็นบนลานประลอง

            “ไบรอัน ธอมสัน!” ไบรอันคำรามกลับ ดาบสีแดงสดปรากฏขึ้นในมือของเขา เป็นดาบธาตุไฟที่ขลุ่ยเวทมนตร์ของไบรอันสามารถแปรสภาพได้ จึงใช้ในอาณาเขตนี้ได้อย่างอิสระเหมือนกระบี่ของดาริอุส

            “ตอนแรกหวังแค่ดาบวิเศษ คิดว่าโชคดีได้พบเจ้าและล่อให้ติดกับดักได้เพราะร่างนี้ตายไปครั้งหนึ่งแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนที่มีพลังแปลกประหลาดที่สามารถต่อต้านพลังมืดของข้าได้อีก แล้วนี่คือคำทักทายลุงของเจ้าหรือธีโอดอร์” ชายที่ชื่อเดียวกับไบรอันสร้างความกระจ่างให้ดาริอุส เขาเป็นลุงกับหลานกันนั่นเอง

            “เป็นลุงข้าแค่ร่างล่ะสิ!” ไบรอันขึ้นเสียง “เจ้าฆ่าพ่อและขโมยร่างของลุงข้าไป ข้าสาบานไว้กับท่านแม่ว่าต้องแก้แค้น จึงเปลี่ยนชื่อตัวเป็นชื่อเดียวกับเจ้าอย่างไรละ ข้ารับหน้าที่ติดตามนักรบจันทราเพื่อได้พบเจ้าอีกครั้ง วันนี้เราจะได้สะสางความแค้นกัน!”

            ในวินาทีที่ร้อนแรงราวหลอมหิมะทั้งหมดในเมืองได้ อลิเซียแทรกขึ้นเบาๆกลางความขัดแย้ง

            “ขออนุญาตสอใส่เกือกค่ะ” แม้ดาริอุสไม่รู้ว่านางพูดอะไรแต่มันได้ผล เจ้าของกับดักนี้หันไปสนใจนางมากกว่าไบรอัน แบล็คสโตน “ท่านธอมสันจะว่าข้าหรือไม่คะ หากเราจะประลองฝีมือกันสักยก ระหว่างพลังสีขาวของข้ากับพลังสีดำของท่านใครจะเหนือกว่า น่าสนุกกว่ามาต่อปากต่อคำกันนะคะ” อลิเซียไม่วายใส่ความร่าเริงน่ารักลงไปในน้ำเสียงด้วย

            “ข้าก็อยากรู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงใช้พลังอำนาจได้ ในเขตนี้น่าจะมีแต่พลังแห่งความมืดของข้าเท่านั้นที่ใช้ได้”

            “มันคือพระพุทธคุณค่ะ สิ่งทรงอำนาจเทียบเท่าดวงตะวันบนฟากฟ้า ตกลงจะรับคำท้าจากข้าหรือเปล่าคะ หรือท่านจะดีแต่ปาก” อลิเซียเอียงคอเล็กน้อยทำให้ดาริอุสไม่รู้ว่านางตั้งใจทำให้อีกฝ่ายไขว้เขว หรือไม่ก็แค่ทำตัวปากมากตามปกติ

            คำตอบของอีกฝ่ายคือกลุ่มเงาสีดำน่าสยองผุดขึ้นจากพื้นหิมะกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า บ้างส่งเสียงโหยหวน บ้างร้องขอความเมตตาเหมือนปิศาจจากขุมนรก

            “ปิศาจจากอำนาจมืดของข้ามีเหลือเฟือ อยากรู้นักว่าเกราะนั่นจะทนได้สักกี่น้ำ” ไบรอัน ธอมสันออกคำสั่ง เหล่าภูตผีปิศาจที่ถูกเรียกออกมาดาหน้าเข้ามาประชิดเกราะที่เหมือนกระจกกั้นพวกเขาจากภายนอก

            “ไหวไหมลิเซีย” ดาริอุสปากคอสั่นด้วยความกลัวมากกว่าความหนาวเย็น เงาสีดำเหล่านั้นปกคลุมรอบด้านจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้าแล้ว

            อลิเซียไม่ท่องมนตร์อีกแล้ว นางยักไหล่แล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ มือข้างหนึ่งชี้ปืนไปด้านหน้า พยายามเล็งให้โดนเป้าที่ถูกบังโดยบริวารของตน แล้วก็ลั่นไกอีกครั้งจนแก้วหูดาริอุสสะเทือน!

            เงาปิศาจทั้งหลายหายวูบเหมือนม่านถูกกระชากเปิดมองเห็นดวงอาทิตย์อัศดงได้อย่างชัดเจน พร้อมร่างชุ่มเลือดที่พยายามยืนหยัดขึ้นหลังจากถูกยิงเข้าที่ต้นแขน ร่างนั้นร้องทุรนทุรายเหมือนสัตว์เจ็บ ดาริอุสคิดว่าหากนางขยับไปทางขวาอีกนิดคงโดนส่วนหัวใจพอดี

            “ทดสอบปิดตายิงเป้ามาเป็นสิบนัดยิงโดนกลางเป้าตลอด ทำไมนัดนี้พลาดล่ะหวา” อลิเซียบ่นอุบที่ลูกกระสุนไม่โดนส่วนที่เล็งไว้

            “ซ้ำอลิเซีย! อย่าให้ลุกขึ้นมาได้” ดาริอุสร้อง กลัวว่าศัตรูของไบรอันจะหนีไปได้

            “หยุดก่อน! นี่คือการต่อสู้ของข้า” ไบรอันร้องบ้างด้วยความอยากสังหารศัตรูของตน

            ทว่าสายไปเสียแล้ว ไบรอัน ธอมสันสร้างม่านหมอกสีดำปกคลุมตัวเองแล้วหายไปทันที หนีไปอย่างโกรธแค้นและอาฆาต...

 

            เมื่ออาทิตย์ตกย่อมไม่ใช่เวลาเดินทางในแดนหิมะที่กว้างใหญ่ พวกเขาเลือกบ้านร้างหลังหนึ่งเป็นที่พักนอนโดยปีนเข้าไปทางหน้าต่างชั้นสอง ในห้องเต็มไปด้วยฝุ่นและละอองหิมะ โชคดีที่ห้องด้านในที่มีเตาผิงมีสภาพดีอยู่ พวกเขาจึงตกลงพักกันที่ห้องนั้น

            “มันจะดีหรือลิเซีย เจ้าไบรอันขี้ละเมอขนาดนั้น” ดาริอุสกระซิบกับอลิเซียตอนพยายามจุดไฟในเตาผิง

            “ไม่ต้องห่วงค่ะ อย่างน้อยที่นี่ก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้”

            อลิเซียแจกผ้าห่มหนาให้คนละผืน ไบรอันปฏิเสธแล้วบอกว่าตนขอห่มร่วมกับลาควีล่า สร้างความอิจฉาให้ดาริอุสพอประมาณ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่น่าสนใจกว่านั้นคืออลิเซียที่กำลังหมกมุ่นกับแผ่นสีดำเรืองแสงได้ มีเสียงแปลกๆออกมาจากสิ่งนั้น แถมอลิเซียยังร้องเบาๆคล้ายให้กำลังใจใครสักคนไปจิ้มนิ้วบนแผ่นนั้นไป

            “เอาเลยริเดีย! ยิงแฟลร์ใส่มันให้ม่องเท่งเลยลูก!” อลิเซียร้องอย่างคึกคะนองเกินพิกัด ดาริอุสจึงเขยิบไปใกล้ๆ นางกำลังจ้องมองแผ่นภาพที่เคลื่อนไหวได้ คล้ายนางบังคับคนตัวเล็กๆในรูปให้ต่อสู้อยู่ หญิงสาวละจากหน้าจอมาทางดาริอุสที่มีประกายอยากรู้อยู่เต็มเปี่ยม “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

            “คือว่าเมื่อวันก่อนข้าไปถามเนอร์วาน่าเล่นๆเรื่องของเรา แล้วนางตอบว่า...” ดาริอุสไม่รู้จะเริ่มเรื่องนี้อย่างไร มันคาใจเขาตั้งแต่นางหลุดปากคำว่าป้าออกมาแล้ว

            “อย่างนั้นก็สวัสดีค่ะท่านลุง อย่าเอาไปบอกใครนะคะ...ขอข้าจัดการตัวนี้ก่อนค่อยคุย...” อลิเซียไม่ใยดีเลยว่าเขารู้อะไรจากเนอร์วาน่าบ้าง ไม่กี่อึดใจหญิงสาวก็ปิดเครื่องกลชิ้นนั้นแล้วเงยหน้าคุยกับเขาดีๆ “ท่านเนอร์วาน่าคงบอกท่านลุงแล้ว ข้าคือเจ้าหญิงองค์หนึ่งของจักรวรรดิเพียรซ์ แม่ของข้าเป็นน้องสาวท่านลุงค่ะ แต่ไม่ใช่ท่านป้าเอเลน่าหรอกนะคะ”

            “ข้านึกว่าเจ้าเป็นลูกไบรอันเสียอีก” ดาริอุสอุทานเบาๆ

            “นั่นสินะคะ แต่คนธรรมดาอย่างท่านผู้กล้าตอนนี้จะแต่งงานกับเจ้าหญิงของจักรวรรดิได้อย่างไรล่ะคะ เขามีจารีตอยู่” อลิเซียอมยิ้มดีใจที่ได้ปกปิดจุดสำคัญ

            “ไม่แน่อาจได้รับแต่งตั้งเป็นราชบุตรเขยตอบแทนเรื่องเป็นผู้กล้าก็ได้” ดาริอุสครุ่นคิด ทั้งที่เคยถามมาหลายครั้งเรื่องขอเป็นผู้กล้าเองของไบรอัน หมอนั่นแค่ต้องการติดตามเขาเพื่อตามหาและแก้แค้นศัตรูเท่านั้น ของรางวัลที่ขอก็แค่ตำแหน่งครูสอนดนตรีหลวง “เรื่องนั้นช่างมันเถิด เล่าเรื่องในอนาคตให้ฟังหน่อยได้ไหม พี่น้องของเจ้า”

            ตอนแรกดาริอุสคิดว่านางคงปฏิเสธ กลับกันหญิงสาวบอกกับเขาก่อนว่าจะไม่พูดเกี่ยวกับพ่อและแม่ของนาง

            “พี่ชายข้าเป็นนักเขียน เขาออกผจญภัยตามที่ต่างๆแล้วเอามาเขียนเป็นหนังสือขาย สำหรับข้าท่านคงรู้อยู่แล้วว่าอยากเป็นครูโรงเรียนเวทมนตร์ น้องสามเป็นผู้หญิง ตอนข้าข้ามมิติเวลานางเพิ่งเริ่มเปิดมิติได้แต่ท่านคงเจอกันแล้ว น้องสี่เป็นผู้ชายแต่ไม่มีหัวด้านเวทมนตร์เลยสักนิด น้องสาวคนสุดท้ายของข้ายังตัวเล็กนิดเดียวเอง ตอนจากกันนางร้องไห้จ้าเลย...”

            อลิเซียเล่าเรื่องครอบครัวของนางอย่างสนุกสนานจนถึงเวลานอนที่ดาริอุสกังวลมาก เขาต้องเลือกที่นอนที่ไม่ไกลจากเตาผิงมากเกินไป และต้องไม่ใกล้ผู้กล้าแสงตะวันที่นอนดิ้นด้วย...

 

            ผู้กล้าแสงตะวันตื่นจากการหลับใหลและฝันถึงวันคืนอันแสนสุขในหมู่บ้านนี้ สัมผัสแรกที่เขารู้ตัวไม่ใช่ความหนาวเย็นของเมืองหิมะ เป็นความอุ่นของกายเนื้อ ทั้งอุ่น นุ่ม และหอมจนไม่อยากลืมตา อยากนอนอย่างนี้เรื่อยไป จนเสียงสนทนาระหว่างคนสองคนแว่วเข้ามาพร้อมเสียงแปลกๆเหมือนหินเสียดสีกัน

            “ทำอะไรอยู่หรือลิเซีย” เสียงนี้เป็นของดาริอุสแน่นอน

            “บันทึกความจำแสนหวานด้วยการถ่ายรูปค่ะ ท่านนักรบจันทรา” เสียงนี้เป็นของอลิเซีย

            “มันคืออะไร ถ่ายรูปน่ะ สิ่งนั้นใช้ทำอะไรได้บ้างเนี่ย” ดาริอุสถามอลิเซียอีกครั้ง

            ไบรอันนึกถึงลาควีล่าขึ้นมา เหตุใดจึงไม่ได้ยินเสียงของนาง เสียงที่เขาอยากได้ยินที่สุด ว่าแล้วเขาก็กอดบางสิ่งบางอย่างแน่นขึ้นด้วยความโหยหา

            “ตื่นแล้วก็ลุกสิตาบ้า ข้าเมื่อยนะ” ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงของลาควีล่า เสียงนั้นใกล้ตัวเขาอย่างน่าแปลกใจ “ข้ารู้ว่าท่านตื่นแล้ว หากยังไม่ยอมปล่อยล่ะก็...”

            “ถ้าเขาไม่ปล่อยเจ้าจะทำอะไรหรือไลล่า” ดาริอุสถามด้วยน้ำเสียงบันเทิงใจ

            “อย่าเพิ่งลืมตาค่ะท่านผู้กล้าแสงตะวัน ขอข้าถ่ายวิดีโอเก็บไว้ก่อน” เสียงอลิเซีย บทสนทนาของทั้งคู่ทำให้ไบรอันลืมตาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            จึงพบว่าเขากับลาควีล่ากำลังตระกองก่ายกอดกันอยู่บนพื้นพรมสึกหรอ ความรู้สึกอุ่นและนุ่มนิ่มนั้นคือร่างของลาควีล่าคนรักของเขา นางดูขัดใจไม่น้อยที่เขาไม่ยอมตื่นสักที อลิเซียถือของบางอย่างสีดำๆหันมาทางเขา ดาริอุสที่เห็นว่าเขาเพิ่งรู้ตัวก็พยายามกลั้นหัวเราะไปด้วย

            “ขอโทษ” ไบรอันคลายวงรัดให้หญิงสาวลุกนั่งอย่างอิสระ ในใจกำลังคิดหาคำพูดสักอย่างให้นางรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่กอดกัน ปัญหาคือเขาทำไปโดยไม่รู้สึกตัวมากกว่า

            “ไปล้างหน้าเถิดค่ะ ข้าเตรียมน้ำกับไม้สีฟันมาให้แล้ว” อลิเซียเก็บของสี่เหลี่ยมนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อ ดูผิดหวังเล็กน้อยที่เขารู้ตัวเร็วเกินไป “อย่างน้อยเราก็ได้รู้ หากท่านผู้กล้านอนกับท่านไลล่าแล้วจะไม่ดิ้นไม่งอแง”

            “พวกเจ้าตื่นนานหรือยัง” ไบรอันเสถาม เขาไม่รู้ว่านางนักท่องเวลาเตรียมน้ำกับไม้สีฟันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไร หรือไม่ก็อาจเอาจากในบ้านหลังนี้

            “นานพอเห็นท่านทั้งสองหลับในสภาพนั้นล่ะค่ะ” อลิเซียซ่อนยิ้มเปี่ยมเลศนัย “นอกจากข้าวของเครื่องใช้และอาหารเช้า ข้าเตรียมรถลากเอาไว้แล้วค่ะ ข้าจะพาพวกท่านออกไปจากอาณาเขตไร้เวทมนตร์ให้เอง”

            สิ่งที่จะพาพวกเขาออกไปจากที่นี่เป็นรถเข็นสำหรับรับส่งสินค้า สามคนนั่งได้อย่างพอดิบพอดี อลิเซียใช้เชือกอะไรสักอย่างที่ท่าทางเหนียวแน่นผูกมันเข้ากับท้ายสิ่งที่นางบังคับมา ทุกอย่างเป็นไปตามที่เนอร์วาน่าบอก ภารกิจของอลิเซียคือช่วยพวกเขาออกไปจากกับดักครั้งนี้ และทำสำเร็จอีกด้วย

            “จับแน่นๆนะคะ ข้าจะพาซิ่งไปจากที่นี่เอง” อลิเซียสวมหมวกทรงกลมเป็นเงามันอย่างไม่รีบร้อน ในขณะที่พวกเขาต้องขยับตัวเพื่อให้นั่งกันอย่างสบายที่สุด

            การเดินทางครั้งนี้ผู้กล้าแสงตะวันต้องยอมรับกับตัวเองว่าเป็นการเดินทางที่วิบากที่สุด โดยไม่นับการแกล้งของไซเรน่า พาหนะของนางส่งเสียงร้องตลอดเวลาจนพวกเขาปวดหู แรงสะเทือนที่ส่งผ่านล้อรถทำให้รู้สึกวิงเวียนเพราะมันเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าม้าหรือมังกร แถมยังปล่อยควันบางอย่างที่มีกลิ่นไม่น่าพิสมัยออกมาด้วย

            กว่าจะสุดเขตไร้เวทมนตร์พวกเขาก็มีสภาพเหมือนกล้วยห่ามใกล้เน่าแล้ว

            “เขตห้ามใช้เวทมนตร์หมดแค่ต้นไม้ตรงนั้นค่ะ ต้นสนต้นนั้น” อลิเซียชี้ไม้ชี้มือไปทางต้นสนใหญ่ที่อยู่ห่างพวกเขาไม่มากนัก นางเป็นคนเดียวที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ พอแก้เชือกเสร็จก็จับพาหนะจากต่างโลกหันกลับไปทางทิศที่มีอาณาเขตห้ามใช้เวทมนตร์อยู่ “ขอข้าไปซิ่งสโนว์โมบิลคันนี้ให้สะใจก่อนนะคะ แล้วเจอกันเมื่อถึงยุคที่ข้าเกิดค่ะ”

            แล้วหญิงสาวก็บังคับพาหนะดังกล่าวกลับไปอย่างร่าเริง เสียงนั่นค่อยๆเบาลงเรื่อยๆ สรุปแล้วไบรอันก็ยังไม่รู้ว่านางคือใครและเกี่ยวพันกับเขาอย่างไรกันแน่ ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่นั่งพักใต้แสงตะวันขมุกขมัว

            “หากได้นางเป็นครอบครัวอีกคนคงดีนะไบรอัน” ลาควีล่าเอ่ยปากขึ้นมา “มีเราสองคน แล้วก็รับอลิเซียเป็นน้องของพวกเรา เป็นพี่สาวของลูกเรา”

            “นั่นสินะ แต่เราต้องรอดไปให้ได้ทั้งคู่ก่อน ข้าต้องรอดจากคนที่คิดยึดร่างข้า ส่วนเจ้า...” ไบรอันปิดปากเงียบ แม้จะไม่อยากให้ลาควีล่าตาย ทว่าเวเบอร์ก็เคยเป็นเพื่อนเก่าไม่อยากให้ตายเหมือนกัน เขาเลือกไม่ได้ว่าอยากให้ใครเป็นฝ่ายชนะ

            “ข้าต้องฆ่าเวเบอร์” ลาควีล่าปิดซ่อนความเศร้าหมองได้ดีเกินไปจนไบรอันสัมผัสได้ “มันเป็นชะตากรรม ข้าทำใจได้แล้วล่ะ” พูดจบนางก็ซบลงบนอกของคนรัก ด้วยชะตากรรมทำให้ต้องฆ่าคนจึงจะสามารถอยู่ร่วมกันได้เหมือนคนปกติ มีคำว่าการต่อสู้เสมือนสายโซ่รั้งคอพวกเขาอยู่

            นักรบจันทราที่นั่งหลับพักหลังการเดินทางที่ทุลักทุเลลืมตาโพลง คว้ากระบี่ดาบแสงตะวันเอาไว้ในมือแล้วลุกยืนทันควัน

            “ระวังตัว เรากำลังถูกโจมตี!”

            ไม่ทันสิ้นเสียง คนสี่คนก็กระโจนออกจากก้อนหินข้างทาง สองคนคว้าตัวลาควีล่าไปจับไว้ อีกสองคนยืนกันท่าอยู่ด้านหน้า!

            “โจรป่า!” ดาริอุสร้องบอกไบรอันที่เผลอตัวไปชั่วขณะด้วยสติที่ล่องลอยจนทำให้ลาควีล่าโดนจับตัวไป “เราอยู่ในอาณาเขตของเพียรซ์ใช่ไหม” นักรบจันทรากระซิบกระซาบกับผู้กล้าแสงตะวัน ดูจากแววตาแล้วคงเหนื่อยล้าไม่แพ้ไบรอัน คงลำบากหากต้องสู้ขึ้นมา

            ไบรอันพยักหน้าอย่างร้อนรน วิธีต่อสู้กับพวกกระจอกนี้มีนับสิบแต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้สักวิธี ลาควีล่าของเขาเป็นตัวประกันอยู่ หอกของนางก็อยู่ไกลมือยากเกินส่งให้

            “พวกเจ้าต้องการอะไร ทรัพย์สินเงินทองหรือ ข้าคือเจ้าชายคนหนึ่งของจักรวรรดิ สามารถให้สิ่งที่เจ้าต้องการได้”

            เจ้าดาริอุสคงหมดหนทางแล้วเหมือนกันจึงต้องงัดไม้ตายที่เรียกว่าเชื้อพระวงศ์มาใช้

            “พวกเราไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง พวกเราต้องการกลับเข้าทำงานในมหาราชวังอีกครั้ง” โจรคนหนึ่งพูด เหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เราต้องการหาสิ่งมีค่าไปชดเชยความผิดที่ตระกูลของเราคนหนึ่งทำไว้ หญิงสาวคนนี้จะต้องเป็นสนมขององค์จักรพรรดิเป็นการแลกเปลี่ยน”

            “เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม นั่นเพื่อนข้านะ” ดาริอุสกุมขมับ คงทั้งเหนื่อยทั้งปวดหัว “เราไปคุยกับองค์จักรพรรดิเลยก็ได้นะ ข้าทำได้ จะได้ยืนยันด้วยว่าข้าพูดจริง”

            ดาริอุสหันหน้ามาขอความเห็นจากไบรอัน เขาพยักหน้าเห็นดีด้วย การไปนครหลวงของจักรวรรดิเป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม

            “อย่างนั้นเราไปกันเลยดีกว่า” ดาริอุสควักเอาขนปีกดาเรียออกมาเตรียมใช้โดยไม่ฟังคำเตือนของไบรอัน “ไปหาองค์คริสโทเฟอร์ มาเฮราส”

            พวกเขาทั้งเจ็ดกลายเป็นกลุ่มแสงสีฟ้าพุ่งลงทิศใต้ทันควัน จุดหมายคือนครหลวงของเพียรซ์!

            เมื่อแสงจางจึงพบว่าพวกเขายืนอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ตกแต่งหรูหราด้วยม่านและเก้าอี้กำมะหยี่ องค์คริสโทเฟอร์แห่งเพียรซ์กำลังนั่งรอพวกเขาอยู่บนเก้าอี้หรูหราด้านหนึ่งของห้อง โดยมีเนอร์วาน่ายืนอยู่ข้างๆถือกระบี่ของลาควีล่าอยู่ในมือ ท่าทางทั้งสองไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาโผล่มา

            “ท่านบอกแค่ว่าเป็นเพื่อนข้าจึงคิดยื่นข้อเสนอใหม่ให้ แต่ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนั้น” องค์จักรพรรดิซึ่งอายุไม่ต่างกับพวกเขาย่อมเห็นความงามของลาควีล่าเช่นกัน

            “ไม่ได้ฝ่าบาท นางมีคนรักอยู่แล้ว” ดาริอุสค้าน โยนเสื้อกันหนาวไปข้างๆด้วยอารมที่ขุ่นมัว

            “นั่นไม่ใช่ปัญหาของข้า” องค์จักรพรรดิตัดบท “ข้ากำลังทำข้อตกลงกับสี่คนนั้น ตามที่ท่านผู้หยั่งรู้บอกว่าต้องการยื่นข้อเสนอให้ข้า”

            มาถึงตอนนี้ไบรอันแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว คนรักของเขาถูกจับ ไม่สามารถใช้กำลังเข้าช่วยได้ แถมกำลังจะเป็นสนมขององค์จักรพรรดิอีก ดาริอุสหันมามองเขาอย่างลำบากใจก่อนพูดสิ่งที่ไม่อยากพูดออกมา

            “ข้ารับนางเป็นน้องบุญธรรมแล้วฝ่าบาท แบบนี้ท่านคงรับเป็นสนมไม่ได้ พวกเจ้าก็ต้องปล่อยตัวนางด้วย...แบบนี้ใช้ได้ไหมเนอร์วาน่า” ดาริอุสโผล่งออกมา

            “ฝ่าบาทคือราชนิกูลชั้นสูง ทุกคำพูดย่อมเป็นสัตย์สาบานมิอาจบิดพลิ้วได้ ตอนนี้ลาควีล่าเป็นน้องสาวของฝ่าบาทแล้ว” เนอร์วาน่าเสริมให้ดาริอุสเข้าใจว่าทำถูกต้องแล้ว

            “เล่นกันแบบนี้เลยหรือดาริอุส” องค์คริสโทเฟอร์ดูจะประหลาดใจกับการแก้ปัญหาของดาริอุส ท่าทางชอบใจมากกว่าจะกริ้ว “แบบนี้ข้าก็รับเป็นสนมไม่ได้สินะ...หากข้าเข้าใจถูกต้อง พวกเจ้าคือตระกูลของผู้ก่อกบฏ ข้าจะให้โอกาสทำคุณไถ่โทษก็แล้วกัน ปล่อยเจ้าหญิงองค์นั้นได้แล้ว ช่างหางานให้ข้านักนะดาริอุส ต้องเรียกมาเวอร์ริคสิ ท่านเนอร์วาน่า พวกท่านไปอยู่ในห้องรอก่อนให้ข้าตกลงกับสี่คนนี้ ผู้กล้าแสงตะวันท่านไม่ต้องกังวล นางผู้หยั่งรู้รายงานเรื่องกับดักกับข้าเรียบร้อยแล้ว”

            ลาควีล่าสะบัดมือหลุดจากการจับกุมได้ในที่สุด นางโผเข้าหาคนรักทันที สองจักรวรรดิมีจารีตอยู่ องค์หญิงกับองค์ชายจะต้องอภิเษกกับผู้มีฐานะเท่าเทียมกันเท่านั้น บัดนี้ระหว่างลาควีล่ากับไบรอันเปรียบเสมือนท้องฟ้ากับผืนดิน มองเห็นกันและกันแต่ไม่อาจสัมผัสกันได้ ดาริอุสช่วยพวกเขาด้วยการแต่งตั้งลาควีล่าเป็นเจ้าหญิง ทำให้ความรักของเขาเกิดอุปสรรคขวางกั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ...

 

 




NEKOPOST.NET