นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 21 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.21 - ตอนที่ 21


            ไบรอันสรุปแผนการที่เมเทอาร์ให้ทุกคนฟังอีกครั้ง เวเบอร์จะเข้าไปทำลายงานประลองครั้งนี้โดยเอาดาบวิเศษของรางวัลเป็นข้ออ้าง พวกเขาจะแสดงตัวเพื่อหยุดยั้งและท้าประลองโดยเอาการเจรจาของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน เขากับเวเบอร์จะสู้กันอย่างสูสีและเขาจะชนะอย่างฉิวเฉียด ทุกอย่างลงตัวไม่มีปัญหา วันจัดงานประลองกลางทะเลใกล้เข้ามาทุกทีๆ

            ทว่าสิ่งที่เป็นตอขวางในคราวนี้คือศาสนจักร หากทางสภาสูงของศาสนจักรยังหัวแข็งไม่เปลี่ยน ลาควีล่าที่ได้รับพรจากเทพเจ้าโดยการคืนชีพย่อมได้รับการบูชาเยี่ยงตัวแทนมหาเทพเอซีร่า ทั้งที่มหาเทพตัวจริงถูกจอมปิศาจควบคุมและนางได้รับพรจากเทพในดินแดนอื่น การตายของนางอัศวินมังกรไซเรน่ากับนางมังกรครึ่งมนุษย์อโฟเดลเขาเขียนลงรายงานได้ แต่การเกิดตัวตนจากซากศพของลาควีล่าเขาไม่สามารถเขียนลงไปในรายงานได้ เขาจะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับเทพจากดินแดนอื่น จะให้กระโตกกระตากไม่ได้ว่าเขากับเวเบอร์ร่วมมือกันอยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีทูตจากดินแดนอื่นมาเยือนอย่างเป็นทางการก็ยังเปิดเผยตัวจริงของนางไม่ได้

            ปัญหาที่น่ากลุ้มกว่านั้นของไบรอันคือใจของสาวน้อย เวเบอร์แอบแวะมาเยี่ยมเสมอทำให้ลาควีล่ากับเวเบอร์มีโอกาสประดาบกันประจำ ไบรอันรู้สึกได้ถึงความสุขของลาควีล่าเมื่อได้ใช้ฝีมือประลองเพลงดาบกับเวเบอร์ เวเบอร์มีสิ่งที่เขาไม่สามารถให้หญิงสาวได้ ความตื่นเต้นในการเผชิญหน้ากับความตาย

            ทั้งคู่รักกันแต่ไม่สามารถครองคู่กันได้ ทั้งสองคนคงรู้กติกาดีอยู่แล้วว่าต้องมีใครสักคนตายจึงไม่ผูกพันกันมากกว่ามิตรกึ่งศัตรู ทำให้ไบรอันเบาใจได้เมื่อลาควีล่ากับเวเบอร์ถกกันเรื่องกระบวนท่าต่างๆ ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายอย่างพึงพอใจ เหมือนไซเรน่าตอนหยอกล้อเขาสำเร็จ แบบนี้เหมือนกับเขาเป็นมือที่สามไม่มีผิด!

            “หมายความว่าอย่างไรที่จะให้ลงชื่อประลองด้วย ข้าอยากเป็นคนดูมากกว่านี่นา” ดาริอุสบ่นอุบ เพราะถูกไบรอันบังคับให้ลงชื่อในงานประลองด้วย ไบรอันอยากเห็นฝีมือจริงๆของดาริอุสอีกสักครั้ง เพื่อการประเมินศักยภาพของนักรบจันทรา

            เขาเป็นผู้กล้าเพื่อทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ หากเขาพลาดจะต้องอาศัยทั้งดาริอุสและเนอร์วาน่าจัดการฆ่าเขาเสีย จะยอมให้ตาแก่นั่นใช้ร่างของเขาไปทำร้ายคนอื่นไม่ได้ แล้วยังลาควีล่าอีก ถือเป็นโชคที่เขาตายไปครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะคืนชีพจากความตายได้อีกเป็นครั้งที่สอง

            “สามครั้งอย่างนั้นหรือ” ไบรอันทวนคำพูดของนักท่องเวลานามอลิเซีย เขาจะได้พบกับมันผู้นั้นอีกสามครั้งเชียวหรือ เป็นไปได้ไหมว่าจะจัดการจนรู้ผลได้ในครั้งแรก

            แล้วห้วงความคิดของไบรอันก็สะดุดเมื่อเดินมาถึงหน้าของพักของเนอร์วาน่าเพื่อถามคำถาม

            “เข้ามาได้” เนอร์วาน่าหรือนางผู้หยั่งรู้ร้องบอกจากข้างในห้อง ตอนนี้หญิงสาวกำลังนั่งชมวิวทะเลยามค่ำก่อนอาหารเย็น “สิ่งที่ท่านอยากถามข้ารู้หมดแล้ว” นางพยักหน้า ไบรอันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเองด้วยกลัวจะเสียมารยาท

            “ข้อแรกสิ่งตอบแทนคือพวกท่านต้องไปสมทบกับข้าที่เมืองหลวงของเพียรซ์ หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากอลิเซียแล้ว ข้าไม่ร่วมขบวนติดกับดักกับพวกท่านเด็ดขาด”

            “คำตอบล่ะ” ไบรอันอดเก็บความกระสับกระส่ายในน้ำเสียงไว้ไม่ได้

            “ข้าให้คำแนะนำสั้นๆ อย่าหุนหันพลันแล่นก็พอ แต่เตือนไปก็เท่านั้น” นางยักไหล่ยิ้มอย่างดูแคลน “ส่วนคำถามที่ว่าท่านจะชนะหรือเปล่าข้าตอบได้ ท่านจะไม่แพ้และไม่ชนะ”

            “ข้อต่อไปล่ะ ช่วงเวลาสั้นๆหลายครั้งที่ท่านแอบสับเปลี่ยนร่างของข้าไป ท่านไปไหน ไปทำอะไรกันแน่”

            “ตอบไม่ได้!” คราวนี้เนอร์วาน่ากระชากเสียงเล็กน้อยราวกับเป็นเรื่องสำคัญสุดยอด

            “แล้วก็เรื่องสุดท้าย ลาควีล่า...” ไบรอันพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างกระดากอาย

            “ข้าจะให้คำตอบเมื่อถึงเวลา แต่ค่าตอบแทนมันสูงนะ สูงสำหรับข้า ไม่ใช่ท่าน”

            “อย่างนั้นก็ขอบคุณ ข้าไปละ” ไบรอันกล่าวขอบคุณอย่างรวดเร็ว คิดปลีกตัวไปทำอย่างอื่นต่อหากถูกนางผู้หยั่งรู้รั้งตัวเอาไว้

            “ข้าขอถามอะไรท่านหน่อยสิ” เนอร์วาน่าหยุดไบรอันก่อนที่เขาจะปิดประตู “เป็นเนื้อเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าละคร อลิเซียเล่าให้ข้าฟัง ท่านฟังสักนิดได้ไหม”

            ไบรอันพยักหน้า

            “มีเด็กหญิงคนหนึ่งถูกสร้างและมอบความรู้เกี่ยวกับนักท่องเวลาเอาไว้ เมื่อเธอโตขึ้นจะได้เป็นผู้ปลิดชีพนักท่องเวลาคนนั้น เธอได้รับแต่เรื่องราวเกี่ยวกับนักท่องเวลาดังกล่าว ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน อดีต ปัจจุบัน นิสัย ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนใบหน้าที่เขาสามารถเปลี่ยนมันโดยการคืนชีพ...ข้าขอถามท่าน สุดท้ายแล้วเด็กหญิงคนนั้นจะหลงรักใครได้”

            เนอร์วาน่าตีสีหน้านิ่งขรึม ดวงตาสีมรกตเหมือนไบรอันกำลังรอคำตอบจากเขาอยู่ แต่นางอยากสื่อถึงอะไรหรือ ไบรอันยืนนิ่งเหมือนตอไม้ไม่อาจตอบคำถามของนางได้

            “อย่างนั้นก็ไปได้แล้วตาบื้อ! ข้าจะทำสมาธิก่อนอาหารเย็น”

            ไบรอันถูกไล่ออกจากห้องด้วยความงุนงง...

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของดาริอุสที่ได้มาเยือนเมเทอาร์ เพียงครั้งก่อนมีปัญหาทำให้ไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้เท่านั้น คราวนี้ก็ติดอีหรอบเดิม เขาจะต้องคอยแสดงละครเป็นผู้คุ้มกันผู้กล้าแสงตะวัน โชคดีที่ไบรอันเข้าใจความรู้สึกอยากท่องเที่ยวของเขาจึงยอมตามเขาไปที่ต่างๆเพื่อมอบของขวัญที่ไปซื้อจากเมืองแก้วผลึกมาให้

            “อยากไปที่ไหนต่อ หรืออยากไปเอากิ่งกุหลาบแก้วที่บ้านเจ้าพาลาดิโน่แล้วค่อยกลับ” ผู้กล้าแสงตะวันถามด้วยรอยยิ้มทั้งที่ต้องยอมทนอยู่ห่างจากคนรักเพื่อผู้ติดตาม           

            “ไปดูลานประลองกลางทะเลก่อน” ดาริอุสปัดเรื่องกิ่งกุหลาบแก้วเอาไว้ให้เสร็จเรื่องจอมปิศาจก่อน

            ชายหาดของเมเทอาร์เป็นรูปจันทร์เสี้ยว สะพานหินอ่อนยื่นออกมาจากกลางหาดทรายไปยังท้องทะเลเชื่อมไปยังลานประลองขนาดใหญ่ มันสร้างด้วยหินสีแดงจากในพื้นที่จึงมีสีแดงเด่นตัดกับท้องฟ้าและน้ำทะเล เป็นจุดเที่ยวชมอันดับหนึ่งของเมืองนี้ที่จุคนได้หลายหมื่นคน จากหนังสือนำเที่ยวแล้วลานประลองดังกล่าวสร้างขึ้นทับรอยอุกกาบาตขนาดใหญ่

            “วันนี้ส่วนใหญ่มีแต่นักสู้ที่มาลงชื่อประลอง ปกติจะเป็นนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า พรุ่งนี้ก็จะเริ่มงานแข่งแล้ว” ไบรอันพาดาริอุสเดินทอดน่องข้ามสะพานหินอ่อนไปยังลานประลองซึ่งเป็นรูปวงกลมเต็มไปด้วยช่องหน้าต่างมากมาย เป็นกำแพงที่บรรจุคนมีฝีมือเอาไว้ข้างในนั้น

            “ท่านเคยประลองหรือเปล่า” ดาริอุสถามเรื่อยเปื่อยพลางมองคนที่เดินไปมาระหว่างชายหาดกับลานประลอง

            “ไม่เคย ปกติจะมีของรางวัลให้ผู้ชนะ ข้าไม่อยากได้เลยไม่เคยลอง...” ไบรอันหยุดกึกราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาด แววตาของเขาแข็งกร้าวขึ้นชั่วพริบตาแล้วสงบลง

            “อ้าวไลล่า มาเที่ยวเหมือนกันหรือ” ครั้งแรกดาริอุสจะหันไปมองทางเดียวกับไบรอัน แต่หันไปพบลาควีล่าแทน ผมสีเขียวมัดอย่างลวกๆไม่ให้ลมทะเลทำให้ยุ่งเหยิง แต่งตัวดูเป็นทางการเล็กน้อย

            “มาลงชื่อประลอง ได้ยินคำว่าต่อสู้แล้วตัวสั่นอดใจไม่อยู่ เจ้าลงชื่อไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วไม่ใช่หรือ” หญิงสาวทำให้ดาริอุสคิดถึงไซเรน่า หากนางยังอยู่คงลงประลองเหมือนกันแน่

            “อยากมาเที่ยวโดยไม่มีธุระบ้างน่ะ เมื่อวานรีบจนเดินดูไม่ทั่วเลย” ดาริอุสยิ้มกว้างคิดว่าจะชวนหญิงสาวไปเดินเที่ยวด้วยกันสามคน พูดถึงไบรอันแล้ว เจ้าตัวตอนนี้กำลังหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังหาใครอยู่ “มองอะไรหรือไบรอัน”

            “คิดว่าเจอคนรู้จัก ข้าคงตาฝาดไป...ไปเดินเที่ยวด้วยกันไหมไลล่า วันนี้ไม่มีซ้อมดาบกับเวเบอร์นี่นา ส่วนเจ้าก็ถือว่าเดินชมเมืองอีกรอบแล้วกันดาริอุส เดี๋ยวข้าจะพาไปดูรูปสลักผลึกเกลือในตำนานที่ลานกลางเมือง” ไบรอันเปลี่ยนสีหน้าจากเคร่งเครียดเป็นยิ้มแย้มทันทีที่เห็นคนรัก...

 

            จะขอกล่าวถึงหนึ่งในตระกูลที่เป็นตำนานของเรมิสต์ ตระกูลเดียวที่มีดวงตาสีเขียวมรกต กล่าวกันว่าต้นตระกูลของผู้มีดวงตาสีนี้เคยทำบุญคุณกับจอมเทพแห่งอิเดนจึงได้รับพรสองประการ ประการแรกคือการคืนชีพจากความตายหนึ่งครั้ง ประการที่สองคือพลังที่สืบทอดตามสายเลือด อีกสองตระกูลได้รับพรประการที่สองเช่นกันแต่มีเพียงตระกูลที่มีดวงตาสีมรกตเท่านั้นที่ได้รับพรประการแรก

            เพราะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนอีกสองตระกูลจึงถูกผู้ใช้มนตร์ดำตามล่าเพื่อยึดร่างที่สามารถคืนชีพได้ครั้งหนึ่งและพลังที่ถ่ายทอดมาตามสายเลือด จนคนในตระกูลที่เป็นสายเลือดแท้ดวงตาสีมรกตนั้นหายากยิ่ง และมักโดนสาปเพื่อใช้บูชายัญเพื่อขโมยร่างที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ เคยมีบันทึกไว้ว่าตระกูลที่มีดวงตาสีนี้ได้อาศัยร่มเงาของแอสนาร์อยู่ช่วงหนึ่งแล้วออกพเนจรหลบหนีผู้ตามล่าอีกด้วยเหตุผลบางประการ

            ชื่อของตระกูลนั้นคือ แบล็คสโตน และสายเลือดแท้คนสุดท้ายก็กำลังนั่งชมการประลองอยู่ที่เมเทอาร์! 

            “แบบนั้นไม่เรียกว่าสบายแล้ว ระริกระรี้เลยต่างหาก” ดาริอุสบ่นกับลาควีล่าที่ม้านั่งสำหรับผู้ประลองด้านในโดมแสงป้องกันคนดูของลานประลองกลางทะเล ผู้กล้าแสงตะวันโบกมือให้พวกเขาจากที่นั่งอย่างร่าเริง กำลังแทะขนมกินสนุกปากทั้งที่ต้องทำตามแผนการที่วางไว้

            วันนี้เป็นวันที่มีการประลองผู้คนจึงแห่แหนกันมาดู ส่วนหนึ่งก็อยากทดสอบฝีมือจึงลงชื่อแข่งขัน ดาริอุสเพิ่งเคยเห็นการประลองแบบไม่มีงานอื่นพ่วงมาด้วยจึงอยากขึ้นไปนั่งดูการต่อสู้มากกว่า

            ด้านในที่นั่งคนดูที่ได้รับการป้องกันด้วยผลึกมนตราเป็นแผ่นหินแกร่งรูปวงกลม นั่นคือเวทีประลองที่ยกพื้นสูงเล็กน้อย คู่แรกเป็นการปะทะกันระหว่างนักดาบกับผู้ใช้แส้ รอบต่อไปดาริอุสจะต้องต่อสู้กับนักดาบที่ใช้ดาบเล่มใหญ่เท่าตัวคน

            “สู้เขานะดาริอุส!”

            เสียงให้กำลังใจของลาควีล่ากับไบรอันดูจะดังที่สุดในเวลานี้ ดาริอุสมองปะรำพิธี บนหลังคาเวเบอร์กำลังนั่งมองเขาอย่างใจจดใจจ่อ คงอยากเห็นฝีมือเขากระมัง อย่างนั้นก็ได้เลย ดาริอุสให้กำลังใจตัวเองก่อนกรรมการจะสั่งเริ่มประลอง

            กระบี่ดาบแสงตะวันถูกดึงออกมาช้าๆไม่ครั่นคร้ามต่อพลังของฝ่ายตรงข้ามที่มีอาวุธใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า!

            “ไฟเอย!”

            แค่ดาริอุสตั้งสมาธิ คมกระบี่ก็ถูกอาบไล้ด้วยเปลวไฟร้อนแรงเหมือนดวงตะวันเหนือหัว กระบี่ไฟไหววูบปัดดาบยักษ์ให้เปลี่ยนทิศ แล้วเท้าของเขาก็พาตัวเลื่อนหลบอย่างเหนือชั้น ก่อนลงดาบบนเกราะเหล็กตรงหน้า รอยจากกระบี่ดาบแสงตะวันถูกหลอมจนร้อนแดงราวกับโดนความร้อนสูงจนคู่ต่อสู้ต้องรีบถอดเกราะทิ้งทีละชิ้นๆ

            สุดท้ายก็เหลือแต่เสื้อผ้าชั้นในกับดาบใหญ่ที่ไม่เคยฟันโดนคู่ต่อสู้เลยสักครั้ง!

            ฝ่ายดาริอุสมัวแต่เล่นเพลินอยู่ เมื่อแสดงฝีมือจบแล้วก็ถึงเวลาเผด็จศึก ไฟบนใบดาบดับวูบตามเจตนาเจ้าของ คราวนี้ก็สามารถรุกได้โดยไม่ต้องกลัวอีกฝ่ายบาดเจ็บจากเปลวเพลิงแล้ว บัดนี้ดาบเล่มใหญ่ต้องทำหน้าที่ต่างโล่กันเจ้าของจากคมของกระบี่ที่พุ่งเข้ามาจากทุกสารทิศ ดาริอุสใช้ความได้เปรียบด้านความเร็วไล่ต้อนอีกฝ่ายเหมือนแมวหยอกหนู สุดท้ายก็สามารถปัดดาบใหญ่หลุดมือคู่ต่อสู้ได้ กรรมการยกมือให้เขาเป็นผู้ชนะทันที!

            “เหงื่อท่วมเพราะเหนื่อยหรือร้อนล่ะนั่น” ลาควีล่าร้องถามเมื่อดาริอุสเดินลงจากเวที

            “ร้อน!” ดาริอุสตอบอย่างซื่อๆ “ดาบใหญ่ใช่ว่าจะดีกว่ากระบี่หรือดาบที่เล็กกว่า แล้วเจ้าเอาหอกมาทำไมหรือ ดาบสลายเวทเล่มนั้นล่ะ”

            “ฝากไว้กับเนอร์วาน่า วันนี้อยากสู้แบบสบายๆเลยขอใช้หอกคู่มือดีกว่า แผนที่ว่าข้าก็แทบไม่ต้องทำอะไรเลยด้วย” ลาควีล่าตอบอย่างแจ่มใส ควงหอกที่เคยเป็นของไซเรน่าอย่างทะมัดทะแมง

            “ไม่เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ้างหรือ เจ้านั่นไม่เตือนหรือไงว่าเราต้องพบอันตรายทุกฝีก้าวย่าง” ดาริอุสชี้ไปที่ไบรอันอย่างเสียมารยาท อีกฝ่ายยกมือทักตอบอย่างไม่ถือสา

            “เขารู้ว่าข้าจะตะแบงเลยไม่พูดกระมัง มีทั้งไบรอัน เวเบอร์ แล้วก็เจ้า จะต้องห่วงอะไรอีก”

            ดาริอุสพยักหน้าเห็นด้วยทั้งที่ตาขวาของเขากระตุกหนักๆสื่อถึงลางร้ายระดับรุนแรง เขารู้สึกหวั่นอยู่ลึกๆว่าจะมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นที่นี่ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากปลอดภัยเป็นอันตราย แต่จะมีใครทำอย่างนั้นได้ ในเมื่อมีทั้งเวเบอร์และไบรอันเป็นผู้คุมสถานการณ์จากทั้งสองฝั่ง

            “น่าเสียดายเหมือนกันนะ ดาบเล่มนั้นที่เป็นของรางวัลน่ะ” ลาควีล่าหันมาพูดถึงรางวัลในการประลองครั้งนี้ มันคือดาบเวทมนตร์ที่มีประวัติยาวนาน

            คู่ต่อไปขึ้นสังเวียนแล้ว คนหนึ่งเป็นชายรุ่นลุงมีสีผมเหลืองซีดเหมือนไบรอันไม่มีผิด ต่างกันแค่ทรงผมตัดสั้นอย่างผู้ชาย มีบางสิ่งที่ทำให้ดาริอุสมองตามเขาตาไม่กระพริบ บางสิ่งที่คล้ายกับไบรอัน อาจเป็นโครงหน้าหรือดวงตา หรือที่หนวดเคราหรอมแหรมนั่น

            เสียงพลังทลายของกำแพงมนตราทำให้ดาริอุสหลุดจากห้วงความคิด ดาริอุสไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร แต่ผู้กล้าแสงตะวันบันดาลโทสะจนม่านพลังที่เอาไว้ป้องกันคนดูแตกกระจายเป็นพันเสี่ยง ไบรอัน แบล็คสโตนกระโจนลงมายืนด้วยความกราดเกรี้ยว สีหน้าดูดีใจระคนโกรธแค้นต่างจากเคย

            “ในที่สุดก็พบกัน ไบรอัน ธอมสัน!” ผู้กล้าแสงตะวันกัดฟันอย่างเดือดดาลที่ได้พบเป้าหมายที่จะแก้แค้น

            ชายที่ชื่อเดียวกับไบรอันไม่ได้มีท่าทีตกใจเลยสักนิด เขาส่งยิ้มบิดเบี้ยวมาให้แล้วร่างนั้นก็ถูกล้อมด้วยกรงมนตร์เคลื่อนย้าย คงคิดหนีแน่ๆ

            “รอเดี๋ยว! มาตัดสินกันให้รู้เรื่อง” ไบรอัน แบล็คสโตนทำในสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ รีบเข้าไปในวงแสงเคลื่อนย้ายเพื่อติดตามไปไม่ว่าอีกฝ่ายจะหนีไปแห่งใดก็ตาม

            เมื่อแสงหายกลับเหลือเพียงไบรอัน ธอมสันอยู่บนเวทีประลองเท่านั้น ดาริอุสสบสายตากับลาควีล่าแล้วล้วงเอาขนปีกดาเรียออกมาทันที

            “ไปหาไบรอัน แบล็คสโตน!” ดาริอุสออกคำสั่งอย่างรีบเร่ง พวกเขากลายเป็นแสงสีฟ้าหมุนวนไปหาผู้กล้าแสงตะวัน ซึ่งตกหลุมพรางของอีกฝ่ายอย่างง่ายๆ...

 

            ตอนนี้ไบรอัน แบล็คสโตนกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่เขาถูกลวงเข้าสู่กับดักแบบของตัวเองจนถูกส่งมาที่หมู่บ้านร้างที่เขาเคยอยู่ ไม่ใช่ปุยขาวของหิมะที่ไม่เคยถูกล่วงล้ำ ไม่ใช่เหล่าวิญญาณที่ออกมาสูบกินพลังชีวิตในแถบนี้ การที่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ต่างหากที่ทำให้เขาปวดหัว จะหนีก็ไม่ได้ จะสู้ก็ไม่ได้ ทำได้แค่ถอยหลบกลุ่มควันนับร้อยของวิญญาณที่คอยมองหาสิ่งมีชีวิตด้วยคำสั่งของมันผู้นั้น ผู้ใช้ศาสตร์มืดควบคุมวิญญาณ!

            หมู่บ้านนี้เคยเป็นที่อาศัยของไบรอันในวัยเด็ก บัดนี้บ้านแทบทุกหลังจมอยู่ใต้หิมะและหินลึกกว่าสองเมตร วิญญาณผู้ที่ตายที่นี่ถูกควบคุมโดยมันผู้เป็นศัตรูตลอดกาลของไบรอัน ฝ่ายนั้นคงทำบางอย่างเพื่อไม่ให้เขาใช้เวทมนตร์ได้ จะได้ถูกกลืนกินวิญญาณแล้วเข้ายึดร่างได้อย่างสะดวกสบาย

            แล้วปัญหาอีกอย่างก็ถาโถมตามเข้ามาในกับดักด้วย ดาริอุสกับลาควีล่าใช้ขนปีกดาเรียเคลื่อนย้ายตามเขามายังแดนหิมะอันหาวเย็นนี้ด้วย บัดนี้พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาอาจตายเพราะความหนาวเย็นก่อนถูกดูดกินวิญญาณ

            “จะตามมาทำไมกัน นี่มันกับดัก!” ไบรอันโวยวายใส่ดาริอุส พวกเขาแอบอยู่ในช่องว่างระหว่างบ้านสองหลัง

            “ก็รู้ว่าเป็นกับดัก จึงมาช่วยนี่ไงละ” ดาริอุสย้อนคำพูดทำให้ไบรอันเถียงต่อไม่ลง อย่างน้อยก็มีดาบที่ใช้ไฟได้ถึงสองเล่ม และลาควีล่าอาจเรียกสัตว์ปิศาจได้

            “ทดสอบสิว่าใช้ดาบได้เหมือนข้าหรือเปล่า เจ้าด้วยไลล่า เรียกสัตว์ปิศาจได้ไหม!”

            กระบี่ดาบของดาริอุสลุกโชนด้วยเปลวไฟอีกครั้งแสดงว่ายังใช้ได้อยู่ แต่วิชาเรียกสัตว์ปิศาจของลาควีล่าโดนผนึกเหมือนเวทมนตร์ของเขา ไม่ว่าจะเรียกผ่านช่องว่างมิติหรือผ่านแหวนก็ไม่อาจทำได้

            “ข้าผิดเองที่ไม่เตือนให้เจ้าพกกระบี่เล่มนั้นลาควีล่า มันอาจทำลายเขตอาคมนี้ได้ ใครจะรู้” ไบรอันกัดฟันคิดกลางความหนาวยะเยือกที่รุมเร้า

            “แล้วหมอนั่นเป็นใคร ท่านตามเขาทำไม” ดาริอุสผู้ไม่เคยดูบรรยากาศเลยถามอย่างตรงไปตรงมา “แล้วเงาดำเหมือนควันไฟที่ลอยเต็มไปหมดนี่อีก รู้สึกไม่ดีเลย”

            “คนๆนั้นคือศัตรูของข้า ชื่อของข้าถูกเปลี่ยนให้เหมือนกับเขาเพื่อจะได้ไม่ลืมความแค้น เขาคนนั้นคือคนที่ฆ่าพ่อแท้ๆของข้า และร่ายคำสาปใส่ข้าทำให้มีคนรักไม่ได้ แค่นี้พอใจหรือยัง อ้อ เงาที่เห็นนั่นคือผีของคนที่ตายที่นี่ พวกมันดูดกินพลังชีวิตและวิญญาณของคนเป็น เจ้าคงไม่กลัวเท่าข้าหรอกนะ” ไบรอันอดเสียดสีไม่ได้ที่อีกฝ่ายทำท่าเหมือนทองไม่รู้ร้อน

            “แล้วจะหนีไปทางไหนดี ทำไมเนอร์วาน่าไม่ยอมเตือนเรื่องนี้นะ” ลาควีล่าร้องอย่างหมดหนทาง พวกเขาต้องวิ่งหนีวิญญาณอีกฝูงไปยังโกดังร้างอีกแห่ง

            “นางเตือนแล้วแต่ข้าไม่ฟังเอง” ไบรอันขบฟันคิดหาทางหนีทีไล่ที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยขอให้ออกจากเขตไร้เวทมนตร์นี้ก่อน “เราใช้ไฟกันได้สองคน ลาควีล่าเจ้าอยู่ตรงกลางนะ เราต้องเดากันแล้วว่าอาณาเขตนี้จะกว้างไปถึงไหน”

            “แต่มันจะมืดแล้วนะ หิมะนี่อีก ข้าหนาวจนปวดกระดูกหมดแล้ว” ดาริอุสบ่นอุบ

            แล้วก็เสียงของบางสิ่งเข้ามาแทรกท่ามกลางเสียงครางโหยหวนของลมและวิญญาณ มันไม่เหมือนเสียงใดที่ไบรอันรู้จัก หากให้บรรยายคงบอกว่าเหมือนเสียงของเป็ดป่า ด้วยเหตุใดไม่รู้เสียงนั้นทำให้พวกเขาคลายกังวลได้อย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่ยังไม่เห็นต้นเสียงก็ตาม

            “อลิเซีย!” ดาริอุสเอ่ยนามแห่งความหวังสำหรับพวกเขาทั้งสาม...

 

 




NEKOPOST.NET