นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.14 - ตอนที่ 14


 

            เป็นช่วงเวลาแสนสับสนสำหรับผู้กล้าแสงตะวัน คนในครอบครัวคนสุดท้ายฆ่าตัวตาย เพื่อนรักก็ตายด้วยน้ำมือของเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วก็ถูกพัดปลิวไปกับสายลม ไปคนละทิศทางกับดาริอุสผู้ติดตาม

            ในคืนแรกที่ทุกข์ทนนั้น เวเบอร์อดีตสหายรักมาพบเขาพร้อมผู้หญิงคนหนึ่ง นางมีโครงหน้าคล้ายอโฟเดลเหลือเกิน เส้นผมสีเขียวยาวสยายเหมือนกัน ผิดกันแค่ดวงตานางเป็นสีอำพันเจิดจ้าดั่งอัญมณี

            “เรามีเรื่องต้องคุยกันไบรอัน หลายเรื่องทีเดียว” เวเบอร์ควบม้ามาพร้อมหญิงสาวนางนั้น “ข้าขอฝากนางเอาไว้กับเจ้า ผู้กล้าแสงตะวัน นางถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อต่อกรกับข้าโดยเฉพาะ”

            “ถือว่าเป็นคำไหว้วานสุดท้ายในฐานะเพื่อน...” ไบรอันตอบเสียงขุ่น ความแค้นถาโถมเข้าสู่ทำนบที่เรียกว่ามิตรภาพ

            “มันเป็นชะตากรรมไบรอัน ข้าไม่มีทางหลีกเลี่ยง เหมือนกับที่ข้าต้องสู้กับนางผู้นี้จนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ เพราะอย่างนั้นจึงขอฝากให้เป็นพวกพ้องอีกคนของเจ้า นางจะได้ฝึกปรือฝีมือ ชื่อของนางคือ ลาควีล่า ลาเรส”

            “ตกลงข้าจะรับนางไว้ในฐานะพวกพ้องอีกคนหนึ่งโดยไม่มีข้อกังขา ข้าเชื่อใจเจ้าว่าไม่ใช้วิธีสกปรก”

            “ดีแล้ว ไปอยู่กับพวกผู้กล้านะลาควีล่า ข้าจะรอวันที่เราได้ประดาบกัน” เวเบอร์ดันร่างหญิงสาวเบาๆให้เดินไปทางผู้กล้าแสงตะวัน “ทีนี้มาพูดเรื่องของเราดีกว่า เกี่ยวกับอโฟเดล...”

            จากนั้นทั้งคู่ก็หันคมดาบเข้าหากันด้วยเรื่องผู้หญิงจนมิตรภาพขาดสะบั้นออกเป็นสองส่วน เวเบอร์จากไปทิ้งคำขู่เอาไว้ ส่วนไบรอันที่เลือดเต็มตัวนิ่งงันด้วยอารมณ์ว่างเปล่า แล้วคืนนั้นก็จบลงโดยไร้บทสนทนาระหว่างเขากับเธอ...

 

            วันต่อมาไบรอันคิดใช้ม้าของเวเบอร์เพื่อไปยังเมืองแก้วผลึกที่อยู่ใกล้ที่สุด โชคเป็นของพวกเขาที่มีขบวนคาราวานพ่อค้าผ่านมาพอดี จึงขอติดเกวียนไปยังเมืองแก้วผลึกด้วย ผู้กล้าแสงตะวันยังจ่อมจมอยู่ในความเศร้าหมองไม่มีกะจิตกะใจทำความรู้จักกับหญิงสาวเท่าไรนัก กระนั้นก็ยังพูดคุยกับหญิงสาวแบบถามคำตอบคำ

            “ข้าชื่อไบรอัน แบล็คสโตน เป็นผู้กล้าแสงตะวัน” ไบรอันแนะนำตัวแค่นี้ แล้วก็เหม่อลอยอีกเป็นครั้งที่สาม

            “ผู้กล้าเป็นอย่างไรหรือ” หญิงสาวเอียงคออย่างใสซื่อ ไบรอันขมวดคิ้ว นางไม่รู้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้กันแน่ “ผู้สร้างข้าบอกเอาไว้ ความรู้และความจำบางส่วนของข้าจะกลับมาเมื่อพบนางผู้หยั่งรู้”

            “เจ้าเป็นมนุษย์นี่ ไม่มีพ่อแม่หรือ” ไบรอันถามเสียงเข้ม หญิงสาวส่ายหน้า ดวงตาหลุบต่ำ

            “ข้าถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาวุธสังหาร จุดประสงค์เดียวของข้าคือเอาชนะผู้ชายคนนั้นให้ได้”

            “หมอนั่นเก่งนะ จะสู้เขาไหวหรือ”

            “ข้ามีดาบที่สลายเวทมนตร์ได้กับวิชาเรียกสัตว์ปิศาจ ส่วนวิชาดาบมันจะค่อยๆกลับมาด้วยตัวของมันเอง”

            แล้วทั้งคู่ก็นิ่งเงียบ เกวียนยังคงแล่นต่อไปข้างหน้า บทสนทนาไม่มีวี่แววว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง

            ไบรอันมองหน้าหญิงสาวอีกครั้ง ไม่ว่าจะมองอย่างไรนางก็มีใบหน้าเดียวกับอโฟเดล ผิดกันแค่อโฟเดลผมหยักศกส่วนนางผู้นี้ผมตรง อโฟเดลดวงตาสีเขียวส่วนนางผู้นี้ดวงตาสีอำพัน แล้วนางก็เป็นมนุษย์จริงๆเหมือนกับเขา

            ผู้กล้าแสงตะวันอยากไปเมืองแก้วผลึกเร็วๆ เพื่อจะเปลี่ยนภาคเป็นนางผู้หยั่งรู้ แล้วให้ดาริอุสถามสิ่งที่เขาสงสัยให้หมดเปลือก

            “ข้าขออะไรท่านสักอย่างหนึ่งได้ไหม” หญิงสาวพูดอย่างเก้อเขิน ไบรอันพยักหน้าเป็นพิธี “จนกว่าจะพบนางผู้หยั่งรู้ ช่วยสอนข้าด้วย ว่ามนุษย์ต้องเป็นอย่างไร ทำอะไรอย่างไร ตอนนี้ข้าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง”

            มาถึงตอนนี้ไบรอันจึงสังเกตได้ นางคอยมองเขาตลอดเวลาว่าทำอะไรบ้าง แววตานางนิ่งเกินไปจนเหมือนหุ่นเชิด ที่บอกว่าถูกสร้างขึ้นคงต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่

            “ข้าคือนักรบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาชนะเวเบอร์เท่านั้น สิ่งอื่นอย่างอารมณ์นั้นผู้สร้างข้าบอกว่าไม่จำเป็น แต่ข้าอยากรู้ ข้าเข้าใจว่ามันเป็นบาปที่ขัดคำสั่งผู้สร้าง แต่ว่า...”

            “มันไม่ใช่บาปหรอก มันคือเรื่องปกติของมนุษย์ต่างหากที่เกิดความสงสัย ข้าไม่รู้ว่าเจ้าถูกสร้างอย่างไรแต่เจ้าเป็นมนุษย์โดยแท้จริง ต้องมีชีวิตอย่างมนุษย์ได้เหมือนกัน”

            “แล้วท่านจะช่วยข้าไหม” หญิงสาวถามซ้ำอีกครั้ง

            คราวนี้ไบรอันนั่งนิ่ง ปล่อยคำถามของหญิงสาวให้ลอยไปตามสายลม รอเวลาถึงเมืองแก้วผลึก...

 

            คืนแรกกับขบวนพ่อค้า ไบรอันนอนไม่หลับนั่งจ้องหน้าหญิงสาวที่หลับใหลอย่างเอาเป็นเอาตาย นางกับอโฟเดลช่างเหมือนกันจริงๆ จะเป็นอย่างไรหากเขาเข้าใจนางมังกรครึ่งมนุษย์ให้มากกว่านี้อีกนิด หากเป็นเช่นนั้นอนาคตอาจเปลี่ยนแปลง นางคงไม่ต้องตาย

            “ธีโอดอร์...” ลาควีล่าละเมอครางเบาๆ “ต้องเรียกว่าไบรอันสินะ”

            ผู้กล้าแสงตะวันสะดุดความคิด นางหมายความว่าอย่างไร ชื่อเกิดของเขาคือธีโอดอร์ แต่เมื่อเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็นไบรอัน มีแค่คนในครอบครัวของเขาเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ นางทีนางอาจฝันเลอะเทอะไปเองก็ได้

            ในวินาทีแห่งความเคลิ้มฝันเขาเอื้อมมือไปสัมผัสแก้ม จินตนาการว่าอโฟเดลยังมีชีวิตอยู่ แต่แล้วนางพลันลืมตาขึ้นในทันใด ผู้กล้าดึงมือกลับทันที

            “ไบรอัน ข้าหลับไปแล้วเห็นภาพ เรียกว่าฝันใช่ไหม” หญิงสาวขยี้ตา ภายใต้แสงไฟรอบที่พักนางดูบอบบางกว่าความจริง

            “ใช่ ภาพที่เห็นเวลาหลับคือความฝัน เจ้าฝันเห็นอะไรหรือ”

            “ท่านกับข้า เราสองคน กำลังวิ่งเล่นกับคนอื่นๆ ในภาพนั้นเราตัวเล็กเหมือนเด็กๆ คนอื่นๆก็ตัวเล็กเหมือนกัน แล้วเราก็ขี่มังกรไปด้วยกัน ไกลแสนไกล แล้วข้าก็ตื่น”

            “ฝันปนกันมั่วเลยนี่นา” ไบรอันยิ้มน้อยๆด้วยความเอ็นดู เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มได้หลังการตายของอโฟเดล “นอนต่อดีกว่า อีกนานกว่าจะสว่าง”

            “สัญญากับข้านะ ว่าจะอยู่เป็นเพื่อนข้าไม่หนีไปไหน”

            “ข้าให้สัญญากับเวเบอร์ไปแล้วว่าจะดูแลเจ้าในฐานะพรรคพวก ไม่ทอดทิ้งหรอก” ไบรอันมองหญิงสาวเหมือนมองเด็กเล็กๆคนหนึ่ง “เรามาเกี่ยวก้อยสัญญากันก็ได้ ใครผิดคำพูดต้องกลืนเข็มพันเล่ม”

            มือขวาของหญิงสาวทำให้ไบรอันหยุดคิด นางสวมสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันคือแหวนมรกตของไซเรน่า เขาจำมันได้เพราะนางเอามาอวดนับครั้งไม่ถ้วน นางอัศวินมังกรเรียกมังกรผ่านแหวนวงนี้ได้

            “เจ้าได้แหวนนั่นมาอย่างไร” ไบรอันถามแล้วสั่นหัว มันอาจแค่ของเหมือนกันก็ได้ “ขอยืมดูหน่อยได้ไหม”

            หญิงสาวพยายามถอดแหวนออกจากนิ้วชี้ แต่ก็จนใจ มันไม่สามารถถอดได้ราวกับถูกหลอมเป็นเนื้อเดียวกับนิ้วเสียแล้ว ไบรอันยิ่งพิศวงหนัก นั่นน่าจะเป็นคุณสมบัติของแหวนเรียกภูตของสองจักรวรรดิ หากไม่เอ่ยคำที่ถูกต้องมันจะไม่สามารถถอดได้

            “ลองพูดตามข้า” ไบรอันจับมือขวาของนางไว้แน่น “แหวนจงหลุดออก ข้าขอสั่ง” ไบรอันบอกให้หญิงสาวพูดตาม

            ปรากฏว่าคราวนี้แหวนหลุดติดมือไบรอันออกมาอย่างง่ายดายราวแหวนธรรมดา หญิงสาวประหลาดใจจนเบิกตาค้าง ไบรอันพยายามเพ่งมองหาบางสิ่ง แหวนเรียกมังกรและวิหคเพลิงจะสลักชื่อของเจ้าของและสัตว์เรียกเอาไว้ มันสลักชื่อไซเรน่าไว้ชัดเจน หากมีรอยขีดฆ่าและจารึกชื่อใหม่ไว้ข้างๆว่าลาควีล่า

            “หมายความว่าอย่างไร เจ้าได้มันมาอย่างไร” ไบรอันคืนแหวน พยายามพูดอย่างสุภาพที่สุด

            “มันติดตัวข้าอยู่แล้ว ผู้สร้างบอกว่าความทรงจำเกี่ยวกับมันจะตื่นขึ้นเอง ข้าไม่รู้” หญิงสาวพูดอย่างจนใจ

            ในเมื่อปริศนามันเยอะนัก สู้เก็บไว้ถามนางผู้หยั่งรู้เสียทีเดียวดีกว่า ไบรอันปลอบหญิงสาวว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง และให้นอนเสียจะได้พร้อมเดินทางเช้าพรุ่งนี้

            “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร จากนี้ไปเราคือสหายของกันและกัน” ไบรอันพูดอย่างมั่นคงเรียบง่าย ก่อนปล่อยให้ลาควีล่าหลับต่ออย่างสงบ ส่วนตัวเขาปล่อยให้หัวสมองเข้าสู่ภวังค์ความคิดที่สับสนอลหม่าน...

 

            วันรุ่งขึ้นเขาจึงทำใจได้กับการตายของหญิงสาวทั้งสองคน มันไม่หนักหนาเหมือนเมื่อตอนเขาเสียพ่อ พ่อเลี้ยง และแม่ไป เขาขอปันอาหารเช้าจากคาราวานให้ลาควีล่าด้วยเป็นการผูกมิตร นางคือสิ่งแสดงมิตรภาพสุดท้ายระหว่างเขากับเวเบอร์ เขาจะทำดีกับนางให้มากกว่าทำกับไซเรน่า แม้จะมองไม่เห็นว่านางโผล่ออกมาได้อย่างไรและจะเป็นอย่างไรต่อไป นั่นเขาจะเก็บไว้คิดหลังพบนางผู้หยั่งรู้

            “นั่นวัวเทียมเกวียน มันไม่กัดหรอกน่า” ไบรอันบอกหญิงสาวที่กำลังช่วยชายคนหนึ่งป้อนหญ้าสัตว์เทียมเกวียน ส่วนตัวเขาสร้างกระจกมนตราขึ้นติดต่อกับที่ต่างๆ เพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสารในทวีปใหญ่ “ข้าบาทกับท่านพี่ของฝ่าบาทถูกพัดมาใกล้เมืองแก้วผลึกฝ่าบาท ใช่แล้วฝ่าบาท ถูกพัดมาโดยใครนั่นฝ่าบาทไม่รู้ได้”

            ตลอดทางบนเกวียนเขาเล่าสิ่งต่างๆให้หญิงสาวฟัง เมืองนั่นเป็นอย่างไร บ้านเรือนตามที่ต่างๆ ต้นไม้ใบหญ้า และการท่องเที่ยวของเขากับอาจารย์ผู้ล่วงลับ ลาควีล่าฟังอย่างกระตือรือร้นเหมือนเด็กๆ น่าแปลกที่ความรู้ของนางแทบเป็นศูนย์ ต้องอาศัยคำพูดหรือการกระทำดึงออกมาให้รู้จักสิ่งต่างๆรอบตัวได้ เหมือนถูกเก็บไว้ในลิ้นชักที่ไม่เคยเปิดออก...

 

            กระทั่งคืนที่สองพวกเขาก็ถึงเมืองแก้วผลึกซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมอกสีม่วงหนาราวกำแพงกั้นโลกภายนอก ไบรอันกล่าวขอบคุณกองคาราวานที่ให้ติดสอยห้อยตามมาด้วยจนถึงที่หมายแล้วก็รีบหาโรงแรมใกล้ๆเพื่อพักรอ ใจคิดว่าดาริอุสคงขี่นกเพลิงมารอเขาอยู่แล้ว เพียงใช้เวทมนตร์ตามรอยก็จะหาเจอว่าอีกฝ่ายอยู่ตำแหน่งใดในเมืองนี้

            “ทำไมไม่มีล่ะ!” ไบรอันสบถใส่แผ่นน้ำแข็งมนตราที่สร้างขึ้น

            เขาไม่พบดาริอุสอยู่ที่ใดในละแวกใกล้เคียงเลย กลับพบว่าอยู่ห่างจากเขตเมืองไปไกลโข แทบไม่เคลื่อนที่ไปจากเมื่อวันก่อนเลย

            แสงยามเช้าเป็นสีม่วงสบายตา ไบรอันตื่นนอนด้วยพลังเต็มเปี่ยม คิดว่าจะต้องลงมือสั่งสอนดาริอุสเสียหน่อยก่อนเวลาทานอาหาร แล้วยังมีเรื่องนักท่องเวลาที่เดินทางมากับดาริอุสอีก

            “ข้าบังเอิญพบคาราวานพ่อค้าจึงขอติดเกวียนมา มาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ไบรอันอดทนไม่สำรอกคำหยาบคายออกมา “ทำไมไม่ใช้นกเพลิงประจำตัวบินมาล่ะ มันเป็นสัตว์เลี้ยงพาหนะของเจ้านะ อย่าบอกข้าว่าทำแหวนหาย มันติดตรึงกับนิ้วมือถอดไม่ได้ถ้าไม่ออกคำสั่ง”

            “เข้าใจแล้ว จะรีบไปเดี๋ยวนี้” ดาริอุสตอบห้วนๆ

            เสร็จจากเล่นงานท่านลูกจ้างที่ความจริงเป็นเจ้าชายแล้ว ไบรอันก็แวะไปดูลาควีล่าว่าได้ทานอาหารเช้าหรือยัง เพราะนางไม่มีเงิน และเขาก็มีเงินติดตัวเพียงเล็กน้อย อาหารเช้าคงต้องแบ่งกันกินสองคน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเงินพอจ่ายค่าที่พัก

            “ไบรอัน ดีเหลือเกิน!” หญิงสาวน้ำตานองหน้าเมื่อไบรอันเปิดประตูเข้าไปในห้อง “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว ดาบนับสิบๆเล่มกระหน่ำฟันบนร่างข้า แหลกเหลวไม่เหลือดี” ไบรอันกอดนางเพื่อให้อุ่นใจแล้วปลอบว่ามันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น ดูนางเหมือนเด็กตัวเล็กๆที่กลัวกระทั่งฝันร้าย

            แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แสงสีฟ้าจากนอกหน้าต่างพุ่งเข้ามาด้านในห้องแล้วก่อตัวเป็นคนสองคน คนหนึ่งคือดาริอุส อีกคนหนึ่งคือนางผู้อ้างว่าเป็นนักท่องเวลา!

            ไบรอันยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดดาริอุสจึงมาที่นี่เร็วนัก ทางฝ่ายดาริอุสเหลือบมองเขาเหมือนทำความเข้าใจ แล้วเสมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสนใจใคร่รู้

            “มีหมอกมนตราจริงๆด้วยอลิเซีย แสงสีม่วงสบายตาดีจริงๆ” ดาริอุสป้องตามองดวงตะวันที่เห็นอยู่รางๆกลางสายหมอก

            “ตอนเย็นสีจะออกฟ้าซีดค่ะ ท่านนักรบจันทรา” นางนักท่องเวลายกอาวุธแปลกประหลาดพาดบ่า “ข้าว่าเราหันมาสนใจท่านผู้กล้าแสงตะวันก่อนดีกว่า”

            “คนเราต้องหัดดูกาลเทศะบ้างนะอลิเซีย ไม่เห็นหรือว่าเขากอดกันอยู่” ดาริอุสอมยิ้มอย่างกวนประสาท

            หญิงผู้มีผมและดวงตาสีเดียวกับไบรอันหัวเราะแล้วโยนสัมภาระไว้บนเตียงอย่างอารมณ์ดี

            “ข้าอยากพบท่านมาตลอดผู้กล้าแสงตะวัน ท่านด้วยลาควีล่า”

            แล้วนางนักท่องเวลาก็โผเข้ากอดคนทั้งคู่ทันที สีหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความปิติ ท่ามกลางความสงสัยของไบรอัน นางยังคงกอดเขาและลาควีล่าอย่างแนบแน่นแล้วก็ร้องไห้

            “ชื่ออลิเซียใช่ไหม ทำไม” ไบรอันค่อยๆถาม หญิงสาวนามอลิเซียเช็ดน้ำตา

            “ที่จะทำนี่ไม่ใช่เพราะชอบหรือมีปมอิเล็กตร้าหรอกนะคะ ขอให้เข้าใจด้วย”

            “นางชอบพูดอะไรแปลกๆอย่างนี้ล่ะ” ดาริอุสพูดไม่ทันขาดคำ อลิเซียก็ดึงผู้กล้าแสงตะวันมาประกบปากอย่างดูดดื่ม

            ในวินาทีนั้นไบรอันรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป บางสิ่งถูกตัดขาดอย่างไม่เหลือเยื่อใย บางสิ่งในวิญญาณเขากำลังตกสู่ความเสื่อมสลายด้วยกิเลสที่ผิดบาป เหมือนกับตอนเซรีน่าทว่ามันขัดต่อจิตสำนึกอย่างรุนแรงกว่าเป็นเท่าตัว เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้

            เมื่อขโมยจูบจากผู้กล้าแสงตะวันจนพอใจแล้ว อลิเซียก็หันมาทางลาควีล่าแล้วจูบปากนางบ้างเป็นรายต่อไป ไบรอันตะลึงงัน ดาริอุสหัวเราะอย่างชั่วร้าย

            “ทำแบบนี้ก็ไม่รู้สึกผิดแล้วล่ะ” หญิงสาวผู้ท่องกาลเวลาเช็ดหน้าด้วยแขนเสื้อสีมอซอ “ท่านนักรบจันทรา อยากชมเมืองก่อนไหมคะ คืนนี้ข้าจะพาไปปราสาทแก้วผลึก”

            ดาริอุสพยักหน้ารู้เห็นเป็นใจกับนางด้วยก่อนพากันเดินไปที่ประตูห้อง ทิ้งผู้กล้าแสงตะวันไว้กับความงงงวยเบื้องหลัง

            “กลับมาอธิบายก่อนสิ มาได้อย่างไร เร็วจริง” ไบรอันยังตกใจไม่หายที่ถูกจูบอย่างปัจจุบันทันด่วน

            “ขนปีกดาเรียค่ะท่านผู้กล้า มันสามารถเคลื่อนย้ายแบบกลุ่มและจำเพาะเจาะจงเป้าหมายได้” อลิเซียเรียกดาริอุสให้หยุดคุยกันก่อน

            “เจ้าคือพี่ของเซรีน่าหรือ” ไบรอันถาม อลิเซียพยักหน้า “อย่างนั้นชื่อสกุลก็มาเฮราสสินะ ตกลงเป็นเชื้อพระวงศ์หรือเปล่า”

            “ชื่อสกุลข้าไม่ใช่มาเฮราส” อลิเสียส่ายหน้า “แต่แม่ของข้าคือเจ้าหญิงองค์หนึ่งของเพียรซ์ค่ะ หากท่านอยากรู้”

            “แล้วทำไมพวกเจ้าพี่น้องต้องจูบข้าด้วย” ไบรอันเก็บซ่อนอาการไม่พอใจเอาไว้ เขาไม่ชอบสิ่งที่ขาดเหตุผลอย่างนี้

            “สปอย์เลอร์” อลิเซียพูดสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ “มันเป็นสิ่งที่จะช่วยท่านในวันหน้าค่ะ เมื่อท่านพบกับไบรอันคนนั้นอีกครั้ง ต้องบอกว่าอีกสามครั้งสิ”

            “แล้วเจ้ามาพบข้าเพื่อทำแค่นี้หรือ มาจูบปากคนที่ไม่ได้รักนี่นะ”

            “ผิดแล้วค่ะ ข้ามานำทางพวกท่านสู่ปราสาทแก้วผลึก เพื่อปลุกนางผู้หยั่งรู้ให้ตื่นขึ้น เป็นภารกิจรองของข้าในยุคนี้”

            “แล้วภารกิจหลักล่ะ” ไบรอันเสี่ยงดวงถาม

            “นำทางนักรบจันทรามาที่เมืองนี้ค่ะ” หญิงสาวตอบทีเล่นทีจริง “ท่านนักรบจันทราไปกับข้าก่อน ประเดี๋ยวข้าไปแลกเงินให้ ส่วนท่านผู้กล้าแสงตะวัน หาเงินใช้เองค่ะ ข้าช่วยแค่ค่าที่พักเท่านั้น”

            “ทำไมล่ะ”

            “อิจฉาค่ะ” อลิเซียตอบห้วนสั้นแล้วดึงแขนดาริอุสลงไปหาร้านแลกเงินใกล้ๆ...

 

            แล้วความมืดก็โรยตัวลงมายังเมืองแก้วผลึก พระจันทร์ทอแสงฟ้าซีดผ่านหมอกมนตรา ดาริอุสกับไบรอันรวมถึงลาควีล่าถูกพาตัวมายังวนแหวนกลางเมืองโดยอลิเซีย นี่คือทางเดินสู่ปราสาทแก้วผลึก ใจกลางพื้นที่กว้างขวางมีแท่นหินเคลื่อนย้ายอยู่ หญิงสาวจะนำทางไปที่นั่นเพื่อไปยังปราสาทแก้วผลึกซึ่งลอยอยู่บนฟ้า

            “ที่จริงไม่ต้องใช้คนนำทางก็ได้นี่ ถนนก็มี แถมมาเสียมืดค่ำเชียว” ดาริอุสบ่นอุบ

            “ตอนกลางคืนการคุ้มกันจะหนาแน่นน้อยกว่ากลางวันค่ะ เชื่อข้าดีกว่าว่าพวกที่เฝ้ากะกลางคืนเล่นด้วยง่ายกว่ากะกลางวันหลายเท่า” อลิเซียอธิบายอย่างผู้รู้ “ที่เมืองแก้วผลึกเป็นกลางไม่ขึ้นกับสองจักรวรรดิได้ก็เพราะผู้พิทักษ์เหล่านี้ ทหารที่ตายลงจะกลายเป็นผู้พิทักษ์ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ ยิ่งนานวันก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ”

            “สิ่งที่มองไม่มีตัวตนหรือ ข้าเคยพบนานๆครั้งตอนเดินทาง ไม่ถูกโรคด้วยเลย” ดาริอุสเบะปาก

            “เจ้าหมายถึงผีใช่ไหม” อยู่ดีๆผู้กล้าแสงตะวันกลับแสดงอาการหวาดผวาจนออกนอกหน้า “เปลี่ยนใจมากลางวันดีกว่า”

            “ข้าลืมไปว่าท่านผู้กล้าแสงตะวันกลัวผี” อลิเซียหันไปหัวเราะกับดาริอุส “ไม่ต้องห่วงค่ะ ข้าวิ่งเล่นอยู่ในนี้เกือบห้าปี แถมยังมีของมาป้องกันตัวด้วย ไม่มีอะไรต้องกังวล”

            “ไม่เอาสิ่งที่เรียกว่าปืนมาด้วยหรือ” ดาริอุสทักขึ้นเมื่อพูดถึงสิ่งป้องกันตัว

            “ไม่จำเป็นค่ะ ที่นี่ตอนกลางคืนไม่มีตัวอะไรให้ยิงหรอก พกมาก็เท่านั้น” หญิงสาวพูดเรียบๆแล้วประสานมือไว้ด้วยกันที่ทรงอก ก่อนเอ่ยบทสวดที่เหมือนอาขยาน “ศักดิ์สิทธิ์นางไม้ กามามัยหัง คุ้มครองข้าบ้าง สัพพะพัง สัพพะภิญโญ”

            เมื่อสิ้นเสียงลมรอบด้านก็ครางหวีดหวิว แมกไม้เปิดให้เห็นแสงจันทร์เรืองๆพอเห็นทางข้างหน้า ดาริอุสสัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้เปิดรับพวกเขาให้เข้าไปแล้ว เขาไม่เข้าใจว่าอลิเซียทำได้อย่างไร อยากถามตอนนี้เลยแต่หญิงสาวเดินนำทุกคนเข้าไปในเขตป่ากลางเมืองข้างใต้ปราสาทแก้วผลึก

            “อย่าแตกขบวนนะคะ อย่าสนใจเสียงกู่ ตอนนี้สิ่งมีชีวิตในที่นี้หลับใหลและจะตื่นพรุ่งนี้เช้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” อลิเซียเตือนครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินนำทุกคนอย่างกล้าหาญ

            พวกเขาเดินเกาะกลุ่มตามคำแนะนำของหญิงสาวผู้ถือแท่งอะไรสักอย่างที่ส่องแสงได้ ไบรอันผู้กลัวสิ่งลี้ลับมากที่สุดเดินอยู่ตรงกลางระหว่างสองหญิงสาวปล่อยให้ดาริอุสเดินปิดท้าย

            “จุดไฟด้วยดีกว่าไหมอลิเซีย สิ่งลี้ลับแพ้ไฟนะ” ดาริอุสออกความเห็น หางตาเหลือบไปเห็นเงาคนอยู่หลังต้นไม้เป็นระยะๆ

            “ถ้าเราจุดไฟกลุ่มหนึ่งจะกลัว แต่อีกกลุ่มที่รับมือยากกว่าจะมาทางเราค่ะ พวกเราใช้เวทมนตร์กันได้แค่สองคน ไม่ทันมันหรอก”

            “แล้วกระบอกส่องแสงนั่นไม่เป็นไรหรือ” ดาริอุสทำเป็นพูดคุยตามปกติทั้งที่ขนลุกเกรียวทั้งตัว

            “ถ้าไม่มีกลิ่นไอไฟก็ไม่เป็นไรค่ะ” อลิเซียตอบอย่างสุขุมแล้วเดินหน้าตามเส้นทางอย่างผู้เชี่ยวชาญ...

 

 

 

 

 

 




NEKOPOST.NET