นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 13 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.13 - ตอนที่ 13


            ดาริอุสกำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ทั้งร่างเบาหวิวเหมือนถูกผูกติดไว้กับสายลม ไม่ต่างกับขนนกที่ถูกลมเหนือพัดเป่า เขาลอยขึ้นมาหลังผู้กล้าแสงตะวันไม่นานนัก ทั้งคู่ถูกส่งขึ้นมาบนท้องฟ้าโดยฝีมือคนๆเดียวกันไปยังทิศทางเดียวกัน หัวของเขาเบาโหวงเหมือนรอบด้าน ฉากความตายของเพื่อนยังติดตาไม่ยอมดับสูญ

            ย้อนเวลากลับไปตอนที่ไซเรน่าถูกสังหารอย่างเด็ดขาดพอดีกับอโฟเดลก้าวลงจากหน้าผาด้วยความตั้งใจของตัวเอง ดาริอุสขาแข็งด้วยความที่ได้ตระหนักว่าเสียคนสำคัญไปเหมือนตอนพ่อบุญธรรม ส่วนผู้กล้าแสงตะวันนั้นกรีดร้องด้วยความเศร้าโศก นางมังกรครึ่งมนุษย์คงตกลงไปตายทันที

            “ไม่ต้องเศร้าหรอกลูกเอ๋ย นางผู้นั้นจะอยู่ในใจของเจ้าตราบชั่วนิรันดร”

            ผู้ที่ปรากฏร่างขึ้นทันควันเหมือนเงาปิศาจเป็นหญิงสวยแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นมนุษย์ โครงหน้ารูปไข่ดวงตาดำขลับเหมือนผมที่สั้นแค่หู ดูราวกับยังไม่พ้นวัยเบญจเพสทั้งที่มีราศีแห่งความกรุณาเต็มเปี่ยม นางอยู่ในชุดเกราะเขียวเหลือบทองทั้งตัวดูหรูหรา กำลังมองผู้กล้าแสงตะวันด้วยความเห็นใจ

            “เจ้าเป็นใคร!” ผู้กล้าแสงตะวันร้อง อาวุธคู่มือแทนที่จะเป็นดาบอัคคีตามคำสั่งของเขา ขลุ่ยเทพวายุกลับยังคงสภาพขลุ่ยตามเดิมราวกับไม่ยินยอมตามคำสั่ง

            “อาวุธดีจะไม่ทำร้ายคนสองคน ผู้สร้างและผู้ถือ” สตรีนางนั้นไม่ได้มีท่าทีกริ้วโกรธใดๆเลย นางฉวยพัดที่คาดไว้กับเข็มขัดคู่กับกระบี่ออกมาคลี่ออกอย่างใจเย็น “หากพวกเจ้ายังไม่ไป คนที่ซ่อนตัวอยู่จะไม่ยอมออกมา จริงไหมเวเบอร์” นางหันไปทางเวเบอร์ที่กำลังยืนอย่างสำรวมเกินปกติ เขาก้มหน้าน้อยๆอย่างสุภาพ

            “เพราะฉะนั้นจงไปเสีย จุดหมายต่อไปของเจ้าคือเมืองแก้วผลึก ปลุกนางผู้หยั่งรู้ให้คืนชีพ!”

            สตรีผู้นั้นพูดอย่างองอาจแล้วโบกพัดมาทางไบรอัน แทนที่จะมีลมอ่อนๆกลับเป็นลมพายุหอบร่างผู้กล้าขึ้นไปบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ แต่แล้วนางก็หันมาทางดาริอุส ออกอุทานน้อยๆแล้วก็ทำอย่างเดียวกัน

            นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่ล่องลอยไปกับสายลมราวก้อนเมฆ เพียงแต่ทิศทางที่ดาริอุสพุ่งไปนั้นผิดองศาไปนิดหนึ่งทำให้ไปคนละทางกับผู้กล้าแสงตะวัน ยิ่งไกลทั้งคู่ก็ยิ่งห่างกันจนสุดสายตา และมองไม่เห็นกันในที่สุด

            แล้วระดับการลอยตัวก็ลดวูบอย่างน่าใจหาย ดาริอุสที่ยังเหม่อลอยพุ่งกระแทกไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วร่วงสู่พื้นดิน เป็นโชคดีที่มีก้านใบหนาคอยรองรับไม่ให้กระแทกพื้นทันที หากยังคงทิ้งอาการปวดมึนแทบตายเอาไว้เป็นของฝาก

            “กำลังรออยู่เลยค่ะ ท่านนักรบจันทรา”

            ดาริอุสค่อยๆพยุงตัวขึ้นนั่งด้วยความยากลำบากแล้วมองหาต้นเสียง นางเป็นหญิงสาวอายุไม่ห่างจากเขามากนัก นางใส่เสื้อผ้าแปลกประหลาดสีเขียวขี้ม้า กางเกงเป็นผ้าหนาสีฟ้าอ่อนแบบที่เขาไม่เคยเห็น สวมหมวกสักหลาดสีน้ำตาลดำมีแถบคาดสีเหลืองคาดดำคล้ายหนังสัตว์

            ในมือของนางถือบางสิ่งเอาไว้ มันเป็นกระบอกยาวกว่าท่อนแขนเล็กน้อยสีดำขลับ ด้านที่มีนางจับอยู่เป็นคอดอดติดส่วนปลายด้านหนึ่งที่แบนราบมีสีคล้ายไม้เนื้อแข็ง ปลายอีกด้านที่ยืดออกมามีสีดำเหมือนเหล็กชั้นดี รังสีความแปลกประหลาดทำให้ขนของเขาลุกชั้นด้วยความกลัวระคนอยากรู้อยากเห็น

            “เจ้าเป็นใคร” ดาริอุสพูดด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม

            “ข้าชื่ออลิเซียค่ะ อลิเซียเฉยๆ ไม่มียศ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีคำนำหน้าชื่อ” หญิงสาวตอบอย่างร่าเริง ยิ้มให้เขาอย่างใสซื่อ ถึงตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตนางชัดๆ หญิงสาวมีเส้นผมสีเหลืองยาวสยายปรกไหล่ ดวงตาสีมรกตดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

            “รู้ได้อย่างไรว่าข้าคือนักรบจันทรา” ดาริอุสหลุดปากถามออกมา

            “ข้าคือผู้นำทางของพวกท่านค่ะ จะพาไปยังปราสาทแก้วผลึกที่นางผู้หยั่งรู้หลับใหลอยู่” หญิงสาวตอบอย่างเป็นกันเองขีดสุด “ข้าเข้าใจว่าท่านเคยพบน้องข้าแล้ว นางเป็นนักท่องเวลาเหมือนข้า ชื่อของนางคือเซรีน่าค่ะ”

            “ใช่ เคยพบแล้ว” ดาริอุสพึมพำ พลันคิดถึงนางอัศวินมังกรไซเรน่าขึ้นมาน้ำตาที่เพิ่งหยุดไปก็ไหลออกมาอีกครั้ง

            พอคิดหาข้อแก้ตัวลูกแก้วเวทมนตร์ก็ปรากฏตรงหน้า ในนั้นมีใบหน้าผู้กล้าแสงตะวันอยู่ ท่าทางปกติเว้นแต่ดูหงอยๆจากที่เคย

            “เราอยู่ห่างกันไกลลิบเลยดาริอุส” ผู้กล้าแสงตะวันในลูกแก้วร้องบอกอย่างหัวเสีย ภาพเดี๋ยวชัดเดี๋ยวพร่าเลือนไม่หยุดนิ่ง “เจ้าอยู่กับใครหรือเปล่า มนตร์สื่อสารของข้าถูกรบกวนโดยบางสิ่งที่ทรงพลังกว่า”

            “สวัสดีค่ะท่านผู้กล้าแสงตะวัน” หญิงสาวที่มีนามว่าอลิเซียกระโจนออกมาหน้าลูกแก้วเวทมนตร์เพื่อทักทายโดยตรง “ข้าชื่ออลิเซียค่ะ ท่านพบกับน้องสาวข้าแล้วใช่ไหมคะ นางชื่อเซรีน่า”

            “เดี๋ยวก่อน ตาเจ้าสีเขียวหรือ เป็นไปไม่ได้น่า นอกจากข้าแล้วไม่น่ามีได้” ผู้กล้าแสงตะวันรำพึงกับตัวเอง แล้วก็หน้าแดงเมื่อคิดถึงนักท่องเวลาผู้นั้น “เจ้าคงเป็นนักท่องเวลาด้วยสินะ”

            “ถูกต้องนะคะ ข้าเป็นนักท่องเวลาเหมือนกัน ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่มีข้อแตกต่างยิบย่อยระหว่างนางกับข้าอยู่ ไม่ขอพูดถึงเพราะมันน่าเบื่อ”

            “อย่างนั้นคงรู้ใช่ไหมว่าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน เมืองที่ใกล้ที่สุด จะรีบไปรวมตัวกัน” ผู้กล้าแสงตะวันดูอ่อนล้ากว่าที่เคย ราวกับการตายของนางมังกรครึ่งมนุษย์ฉกชิงบางอย่างไปจากเขา

            “ถ้าบอกว่าเขาพระศิวะจะไปถูกหรือเปล่าคะ” หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ ดาริอุสกับไบรอันมองตากันด้วยความงงงวย นางพูดถึงอะไรหรือ “ล้อเล่นค่ะ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองแก้วผลึก เราไปพบกันที่เมืองแก้วผลึกจะเร็วกว่านะคะ”

            “อยากบอกให้รีบไปเหมือนกัน” ไบรอันพูดเสียงหนัก “แต่ข้ายังไม่รู้จักเจ้าเลย แถมดวงตาสีนั้นนอกจากข้ากับคนผู้นั้น ก็ไม่น่ามีอีกแล้ว”

            “ในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ การผ่าตัดสมัยใหม่ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โคลนนิ่ง ตัดต่อพันธุกรรม ข้าพูดได้อีกเยอะแต่มันจะทำให้ท่านสับสนมากขึ้นเรื่อยๆเพราะไม่รู้จักสักอย่าง”

            ดาริอุสกับไบรอันพยักหน้าพร้อมกัน ทั้งคู่ยอมแพ้นางโดยดุษณี ไม่รู้ว่าแท้จริงนางเป็นใคร และกำลังพูดถึงอะไรอยู่

            “ตอนนี้รู้แค่ว่าข้าคือคนนำทางพวกท่านไปหานางผู้หยั่งรู้ หน้าที่ของข้าในยุคนี้มีมากกว่าหนึ่งอย่าง บอกไปหรือยังว่าข้าจะต้องจูบท่านด้วยผู้กล้าแสงตะวัน ดังนั้นเตรียมใจได้เลยพ่อหนุ่ม” หญิงสาวหัวเราะอย่างคึกคะนอง

            “ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน” ไบรอันตอบอย่างเสียไม่ได้ “เจอกันที่เมืองแก้วผลึกดาริอุส ข้าไม่เคยไปจึงใช้มนตร์เคลื่อนย้ายไปไม่ได้ หากนางพูดจริงเราคงเจอกันทันที ห้ามประมาทเด็ดขาด”

            แล้วลูกกลมเวทมนตร์ก็หายไปในอากาศ อลิเซียหัวเราะคิกคักที่ได้กวนประสาทผู้กล้าแสงตะวัน

            “ใกล้ค่ำแล้วท่านคงต้องการที่พัก ปางพักของข้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ท่านคงอยากนอนพักหลังโศกนาฏกรรมบนหน้าผานั่น”

            ดาริอุสพยักหน้าแล้วควานหากระบี่ในกองใบไม้ข้างตัว ลุกขึ้นอย่างอิดโรยด้วยความเศร้าแล้วปัดเนื้อปัดตัวเอาเศษดินและใบไม้ออก

            หญิงสาวยิ้มอย่างมั่นใจแล้วพยักหน้าเป็นความหมายว่าให้เดินตามนางไป พวกเขาลัดเลาะผ่านพุ่มไม้น้อยใหญ่ถึงตอนหนึ่งของแม่น้ำไหลเอื่อย สัมภาระของนางคือกระเป๋าสะพายแปลกตาสีดำสนิท และกล่องแปลกๆติดสายสะพาย ตั้งอยู่ข้างๆกองไฟที่ดับแล้ว

            “ข้ามารอท่านได้สองคืนแล้วค่ะ กะช่วงเวลาผิดไปนิดหน่อย” หญิงสาวนามอลิเซียวางท่อนเหล็กลงด้านหน้าแล้วชวนนั่งอย่างไม่มีพิธีรีตอง “กินอะไรก่อนไหมคะ ข้ามีเนื้อกับข้าวเหลือเฟือ หรืออยากได้อาหารท้องถิ่นบนยอดไม้นั่น” นางชี้ไปยังนกตัวหนึ่งที่เกาะกิ่งไม้อยู่ไกลออกไป

            ดาริอุสนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก เหมือนคราวพ่อบุญธรรมของเขาเสียชีวิต สติของเขาล่องลอยเคว้งคว้าง จำเป็นต้องหาสิ่งเกาะยึดเพื่อให้ใจสงบ อาจเป็นท่อนเหล็กที่หญิงสาวถือติดมืออยู่ก็ได้

            “นั่นอะไรหรือ ดูไม่เหมือนดาบเลยนะ” ดาริอุสถาม พยายามเก็บความเศร้าไว้ภายในให้เวลาเยียวยามันเอง หญิงสาวพลันตาเป็นประกายเหมือนรอให้ถามอยู่

            “สิ่งนี้เรียกว่าปืนค่ะ เป็นอาวุธร้ายแรงในโลกที่ข้าเคยไปอาศัยอยู่เพื่อทำภารกิจของตัวเอง มันส่งเสียงดังราวสายฟ้า มีอำนาจพุ่งทะลวงมหาศาลจนไม่มีอะไรหยุดได้ ความจริงข้าใช้เวทมนตร์ได้ แต่เห็นว่าต้องมาเดินป่าพาท่านไปเมืองแก้วผลึก ดังนั้นพกเจ้านี่ไปด้วยจะดูดีกว่า เหมือนเป็นอลิซในแดนมหัศจรรย์ ทั้งที่ข้าก็เติบโตบนที่แห่งนี้นั่นล่ะ”

            “เหมือนที่เป่าลูกดอกหรือ” ดาริอุสตั้งคำถาม

            “ระบบการทำงานคล้ายกันแต่สิ่งนี้ต่างกับที่เป่าลูกดอกโดยสิ้นเชิง” เหมือนดาริอุสพูดอะไรผิด หญิงสาวตาเป็นประกายพูดสิ่งที่เขาฟังไม่รู้เรื่องต่อเนื่องไม่หยุดปาก “นี่คือไรเฟิลขนาด .300 เวเธอบีแม็กนั่ม ความเร็วต้นเกือบ 3,000 ฟุตต่อวินาที แรงปะทะกว่า 4,000 ฟุตปอนด์ มันทั้งเร็วและแรงกว่าที่เป่าลูกดอกอย่างเทียบกันไม่ได้ ขนาดไอ้แหว่งยังม่องเท่งด้วยปืนขนาดนี้เลย แต่นั่นมันในนิยาย ความจริงมันติดศูนย์กล้องขยายสี่เท่า ข้าเอาออกเอง”

            “ไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ฟังดูดี” ดาริอุสยอมแพ้หญิงสาวราบคาบแก้ว

            “ไม่เป็นไรค่ะข้าชอบพูดไปเรื่อยเปื่อยแบบนี้ล่ะ...ข้ากำลังเศร้าอยู่เหมือนกันค่ะ ดังนั้นข้าจึงอยากพูดไปเรื่อยๆ ความเศร้าจะได้ลดลงแล้วหายไปในที่สุด” ดวงตาสีมรกตของหญิงสาวมีแววเศร้าเจืออยู่ นางละจากอาวุธปริศนาคู่มือแล้วคว้ากล่องแปลกๆออกมา มันคือที่เก็บเสบียงอาหาร

            “สนใจหมูหยองหรือเปล่าคะ” หญิงสาวยกถุงใสๆให้เห็นบางอย่างเหมือนเนื้อสัตว์เป็นเส้นฝอยยุ่งเหยิงในถุงโปร่งแสง ดาริอุสถามทันทีว่ามันคืออะไร “หมูต้มตากแห้งที่เอามาทอดค่ะ เก็บไว้กินได้นาน อร่อยด้วย”

            หญิงสาวแกะยางรัดออกทำให้เปิดถุงใส่เนื้อดังกล่าวได้ นางเปิดปากถุงแล้วยื่นให้ดาริอุสลองหยิบกิน มันมีรสออกเค็มปะแล่ม เขาจึงขอเสียมารยาทกินต่อ เนื่องจากตัวเองไม่มีอะไรมาด้วยเลยนอกจากดาบและแหวนวิเศษ

            “เอามาจากดินแดนที่เจ้าไปทำงานหรือ” ดาริอุสถามเพื่อขจัดสิ่งไม่พึงประสงค์ในหัวสมองออกไป “เล่าให้ฟังได้ไหม”

            “เป็นดินแดนที่ต่างกับดินแดนของเราฟ้ากับเหว ที่นั่นไม่มีเวทมนตร์ มีแต่สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่องเหล็กเคลื่อนที่ได้เองบนล้อ เหินบินบนฟ้า ลงน้ำได้ก็มี มีศาสนาและความเชื่อหลากหลาย และมีภาษาต่างๆเยอะแยะ ทุกสิ่งตั้งอยู่บนหลักตรรกศาสตร์ ใช้เวทมนตร์มาเป็นเกณฑ์วัดไม่ได้”

            “ฟังเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ อยู่ได้โดยไม่มีเวทมนตร์ แล้วไปทำอะไรที่นั่นหรือ”

            “ในยุคของข้า ตัวข้าเข้ารับการทดสอบเป็นครูค่ะ ต้องหาวิธีเพาะกุหลาบแก้วโดยไม่ใช้ดิน ท่านอาของข้าช่วยเปิดมิติหาดินแดนและช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ ข้าจึงไปที่นั่นเพื่อหาวิธีปลูกโดยใช้สารเคมีแทนดิน และไปหาของมาอีกสองสามอย่างเพื่อภารกิจในยุคนี้ สิ่งนี้ก็เป็นอย่างหนึ่งค่ะ เพื่อความสะดวกในการเดินทางของเรา” หญิงสาวยกกระบอกสายฟ้าขึ้นให้เห็น

            “พูดถึงความสะดวกสบาย...” ดาริอุสพลันนึกถึงสิ่งที่ช่วยย่นเวลาเดินทางได้ แต่ไม่อยากใช้เพราะอยากคุยกับหญิงสาวต่อ

            “ข้าจะทำเป็นไม่รู้ค่ะ เรื่องที่ท่านเรียกนกเพลิงออกมาเป็นพาหนะได้แต่ไม่เรียก ข้ารู้นิสัยท่านดี”

            ดาริอุสขมวดคิ้ว หมายความว่าอย่างไร นางรู้จักเขาแต่เขาไม่เคยพบนาง

            “แล้วในยุคของเจ้า เรารู้จักกันได้อย่างไร”

            “สปอย์เลอร์” หญิงสาวพูดศัพท์แปลกๆออกมาอีกแล้ว “เป็นหลักและกฎของนักท่องเวลาค่ะ ห้ามบอกเล่าอนาคตมั่วๆ คำพูดบางคำในที่ๆไม่สมควรไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะคะ”

            “ถ้าใช้กำลังบังคับล่ะ” ดาริอุสลองโยนหินถามทางทั้งที่ไม่มีหวัง เขาไม่รู้อานุภาพของอาวุธชิ้นนั้นเลย

            “ข้าใช้แค่เวทมนตร์ก็ชนะได้แม้แต่ผู้กล้าแสงตะวันค่ะ ไม่ต้องใช้ปืนให้เปลืองกระสุนหรอก แต่เดี๋ยวจะแสดงพลังของอาวุธนี่ให้ดู จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไรหากข้าป้องกันตัวโดยสิ่งนี้ เห็นกิ่งไม้ใหญ่ตรงโน้นหรือเปล่าคะ กิ่งที่มีดอกไม้สีเหลืองตรงนั้น”

            หญิงสาวหยิบกระบอกสีดำขึ้น หันด้านแบนแนบบ่าขวา หันด้านที่เป็นเหล็กสีดำไปทางกิ่งไม้ใหญ่เท่าแขนที่อยู่ห่างออกไปร่วมร้อยหลา เมื่อเล็งได้ที่นางก็กระดิกนิ้วชี้เบาๆเกิดเป็นเสียงสะเทือนดุจอัสนีบาต ร่างของนางไหววูบ กิ่งไม้ใหญ่ที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีเหลืองหลุดจากต้นทันทีดั่งถูกตัดโดยมีดล่องหน เสียงกิ่งไม้หักลงสู่พื้นดินเรียกสติของดาริอุส ปกติกิ่งไม้ใหญ่ขนาดนั้นต้องใช้เวลาพอสมควรในการตัด แต่นางทำได้ในพริบตาเดียว ด้วยอาวุธประหลาดชิ้นนี้

            “ถ้าเป็นคนก็เป็นรูหรือหัวกุดไปเลย เขาเอาไว้ใช้กับสัตว์ป่า ไม่ใช่มนุษย์” หญิงสาวหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นคู่สนทนาหน้าซีดเผือด “ก่อไฟแล้วนอนกันดีกว่าค่ะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทาง”

            เห็นอีกฝ่ายพูดอย่างเป็นกันเองดาริอุสก็หัวเราะแห้งๆ โชคดีเหลือเกินที่นางไม่ได้เป็นศัตรูไม่อย่างนั้นคงยิ้มไม่ออกแน่ เขาหยิบกระบี่ดาบแสงตะวันจะจุดไฟใส่กองฟืนที่มอดแล้วให้ แต่หญิงสาวไวกว่า นางเทบางสิ่งที่คล้ายน้ำมันลงไปแล้วจุดไฟขึ้นทันที หญิงสาวยิ้มแล้วบอกให้เขานอนก่อน ตอนดึกจะปลุกมาให้อยู่ยามต่อ

            “การเดินป่าท่านรู้เรื่องการปฏิบัติมากกว่า ข้ารู้ทางทฤษฎีเท่านั้น นอนเถอะค่ะข้าจะอยู่ยามช่วงแรกให้เอง” หญิงสาวลากกระเป๋ามาคุ้ยหาหนังสือเล่มหนาออกมาอ่าน ดาริอุสเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้ หากต้องเก็บเอาไว้ถามตอนเดินทางพรุ่งนี้แทน วันนี้เขาพบเจอสิ่งต่างๆมาเยอะจนอยากพักมากกว่า...

 

            แล้วการเดินทางของทั้งคู่ก็เริ่มต้นเมื่อฟ้าสาง ดาริอุสแทบไม่ต้องกังวลเรื่องหญิงสาวที่มีนามว่าอลิเซียเลย นางเตรียมตัวได้พร้อมเกินไปด้วยซ้ำ มีการเดินตรวจรอบบริเวณด้วยทั้งที่กำลังจะไปกันอยู่แล้ว

            “ในอนาคตเขาท่องเวลาได้เป็นเรื่องปกติหรือ” ดาริอุสชวนคุย สายตาก็สอดส่องข้างทางไปด้วย เขาเก่งนักเรื่องเดินไปคุยไป

            “ไม่หรอกค่ะ ในหมู่พวกข้าห้าคน มีแค่ข้า พี่ชายใหญ่ กับน้องสาวอีกคนเท่านั้นที่เปิดมิติเวลาได้ แต่คนที่ท่องเที่ยวตามกาลเวลาต่างๆได้มีแค่ข้ากับน้องสาวคนนี้เท่านั้น”

            “พวกเจ้ามีกันห้าคนพี่น้องหรือ” ความสนใจของดาริอุสมากขึ้นทุกคำถามที่นึกได้ “เราลุยพงนั่นดีกว่าไหม ข้าไม่อยากเจอสัตว์ใหญ่”

            “มีอาวุธของข้าอยู่ไม่ต้องกลัวค่ะ...ครอบครัวข้าเป็นครอบครัวใหญ่ มีท่านตาท่านยาย ท่านพ่อท่านแม่ ท่านลุงกับท่านป้า แล้วก็มีพวกข้าห้าคน”

            “ข้าอิจฉาคนครอบครัวใหญ่ๆนะ อบอุ่นดี ข้าก็เคยมีแค่พ่อบุญธรรม ตอนนี้ต้องตามหาท่านพ่อกับท่านแม่ แล้วก็มีน้องสาวจอมบงการอีกคนหนึ่ง”

            “ท่านป้าชอบบงการคนตั้งแต่ตอนสาวๆหรือนี่ มิน่าล่ะ...” หญิงสาวกระซิบบางอย่างกับตัวเอง ไม่นึกว่าดาริอุสจะได้ยินด้วย

            “เจ้าเรียกใครว่าป้าหรือ หรือหมายถึงเอเลน่าน้องข้า” ดาริอุสโผล่งถาม อลิเซียไออย่างจงใจแล้วทำท่าพยายามนึกเรื่องแก้ตัว

            “หมายถึงป้าแก่ๆค่ะ ในมิติที่ข้าไปอยู่ เขาเรียกคนที่ไม่รู้จักด้วยคำลำดับญาติ พี่บ้าง น้าบ้าง ลุงบ้าง ตาบ้าง” อลิเซียพยายามแถเต็มที่

            ดาริอุสหรี่ตา พยายามจับโกหกนางเต็มที่ เพราะมีบางอย่างที่เขาสงสัย บางสิ่งที่ผู้กล้าแสงตะวันเคยเตือนเขาไว้ตอนต้นๆของการเดินทาง

            “ทั่วดินแดนตอนนี้มีแค่สองคนที่มีนัยน์ตาสีเขียว หากพบคนอื่นที่มีดวงตาสีนี้ให้ระวัง หากไม่ใช่คนที่เป็นศัตรูกับข้า ก็ใช้เวทมนตร์แปลงกาย”

            ผู้กล้าแสงตะวันเคยสั่งเขาไว้แบบนี้ แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน เหตุใดจึงมีดวงตาสีเดียวกับไบรอัน แถมท่าทางบางอย่างยังคล้ายกันด้วย

            “เจ้ารู้จักท่านหญิงโรเซลลิน่าหรือเปล่า” ดาริอุสทำเป็นชวนคุยเรื่อยเปื่อย หญิงสาวพยักหน้าก่อนตรวจทิศทางลมอีกครั้ง “เจ้าว่านางทำอาหารเป็นไหม”

            “ไม่ได้เรื่องเลยค่ะ!” หญิงสาวหลุดหัวเราะอย่างไม่ระวังตัว คงระวังรอบข้างมากกว่าตัวเขาเป็นแน่ “ท่านพ่อกับท่านลุงของข้าเก่งกว่าเยอะ”

            “แล้วพ่อเจ้าเป็นใคร”

            “เมื่อถึงเวลาก็รู้เอง”

            “แล้วพ่อกับแม่เจ้าพบกันเมื่อไร”

            “เมื่อคืนนี้...” หญิงสาวมัวเดินสะกุดกิ่งไม้จนหลุดปากคำสำคัญบางอย่างออกมา ใบหน้าสีมะปรางนิ่งขึงราวกับรู้ตัวว่าทำพลาด “เงียบหน่อยดีกว่าค่ะ เหมือนข้าได้ยินเสียงกินน้ำจากป่าทางด้านซ้าย สัตว์ใหญ่”

            “อย่าเปลี่ยนเรื่องน่า” ดาริอุสปัดข้อแก้ตัวทิ้งทันควัน นางต้องเป็นญาติกับไบรอันแน่นอน อะไรสักอย่างทำให้เขามั่นใจแบบนั้น “รับรองข้าไม่บอกใครหรอก”

            พูดไม่ทันจบก็มีเสียงคำรามกร้าวจากทางด้านซ้ายพร้อมเสียงป่าหักราบ มังกรหนุ่มสีดำตัวใหญ่ราวขุนเขากระโจนออกมาดักหน้าพวกเขาทันที แสดงว่ามันเดินผ่านมา เมื่อได้ยินเสียงสัตว์ก็จับกินตามนิสัย

            ปกติมากับคาราวานจะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์คอยช่วยหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับมังกร แต่ประจัญหน้ากันแบบนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงมีการปะทะกันระหว่างเขากับมังกรเกิดขึ้นแน่ๆ

            “หยุดเจ้าค่ะ อย่าขยับ” อลิเซียจับบ่าดาริอุสให้เขารอก่อน “มันกำลังลังเล บางทีมันอาจยังไม่หิว แค่ลงมากินน้ำแล้วพวกเราผ่านมาพอดีจึงตกใจ”

            “จะสู้หรือหนี” ดาริอุสกระซิบลอดไรฟัน แต่หญิงสาวทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด

            “ฟังข้า!” หญิงสาวคำรามสุดเสียง เจ้ามังกรเขม้นตามองเหยื่อทั้งสอง “เรากับเจ้าต่างมีเลือดเนื้อเช่นเดียวกัน หากไม่มีกรรมต่อกันก็จงหลีกทางไปเสีย!” นางตวาด เจ้ามังกรจ้องนางนิ่งราวกับกำลังอ่านใจกัน

            ทั้งมังกรและหญิงสาวจ้องตากันอึดใจหนึ่ง แล้วมังกรก็ถอนหายใจเดินกลับไปยังทางเดิมที่มันพุ่งออกมา ดาริอุสดูก็พบว่าเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ มันคงลงมากินน้ำแล้วพบพวกเขาโดยบังเอิญ

            “เยี่ยมมากเลย” ดาริอุสครางด้วยความชื่นชม “ทำได้อย่างไรกัน”

            “แค่ใช้สติกับความกล้าค่ะ รพินทร์ ไพรวัลย์ยังทำได้ แล้วทำไมอลิเซีย แบล็ค...จาทำ...” หญิงสาวคงลำพองจนพลาดเกือบพูดชื่อสกุลออกมาตรงๆ “แบล็คสตาร์ค่ะ ดาวดำ เป็นฉายาของข้าเอง จากนี้ไปเลิกส่งเสียงดีกว่าเพื่อความปลอดภัย” หญิงสาวแก้ตัวน้ำขุ่นๆแล้วพากันเดินต่อไป คราวนี้นางไม่ยอมพูดเล่นด้วยเหมือนตอนแรก

            หลังจากเจ้ามังกรตัวนั้นก็ไม่มีอะไรตื่นเต้นนัก สัตว์น้อยใหญ่วิ่งตัดหน้าบ้าง เดินผ่านไปบ้างตามธรรมชาติ หญิงสาวคงกลัวหลุดปากอะไรออกมาอีกจึงสงบปากนิ่ง แล้วอ้างว่าไม่ชอบพูดมากเวลาเดินทาง แม้จะไม่ได้พูดมากแต่เขาก็รักการเดินป่าท่องเที่ยวที่สุด พวกเขาเดินบ้างพักบ้างโดยไม่มีการไต่ถามว่าอีกไกลแค่ไหนจึงจะถึงเมืองแก้วผลึก วางใจให้อลิเซียเป็นคนนำทางผู้เดียว...

 

            ล่วงเข้าวันที่สามจึงมีการติดต่อมาจากผู้กล้าแสงตะวันอีกครั้ง ลูกแก้วเวทมนตร์แสดงใบหน้าและอาการขุ่นใจของไบรอันอย่างชัดเจน

            “ข้าบังเอิญพบคาราวานพ่อค้าจึงขอติดเกวียนมา มาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ไบรอันแทบพ่นไฟใส่ดาริอุสหากทำได้ “ทำไมไม่ใช้นกเพลิงประจำตัวบินมาล่ะ มันเป็นสัตว์เลี้ยงพาหนะของเจ้านะ อย่าบอกข้าว่าทำแหวนหาย มันติดตรึงกับนิ้วมือถอดไม่ได้ถ้าไม่ออกคำสั่ง”

            ดาริอุสทำหน้าเหม็นเบื่อเพราะถูกจับได้ว่าแกล้งถ่วงเวลาเดินทาง เขารับปากผู้กล้าแสงตะวันว่าจะรีบไป พอลูกแก้วสื่อสารหายไปก็สบถด่าไบรอันอย่างไม่เหลือดี

            “ข้ามีวิธีเร็วกว่านั้นค่ะ ขนปีกของเรมิเอลของท่านสามารถใช้เคลื่อนย้ายเป็นหมู่คณะแบบเจาะจงเป้าหมายได้ เราสามารถไปพบผู้กล้าแสงตะวันได้ทันทีตอนนี้เลยด้วยซ้ำ เห็นว่าท่านชอบเดินป่าจึงไม่ได้บอก”

            “อย่างนั้นก็พักกันก่อน” ดาริอุสตรวจดูรอบด้านว่าไม่มีสัตว์ร้ายแล้วนั่งพักบนหินก้อนหนึ่ง ก่อนขอน้ำจากหญิงสาว “เจ้ารู้ไหมว่าเมืองแก้วผลึกเป็นอย่างไร ข้าเคยแต่เดินทางเฉียด มันถูกปกคลุมด้วยหมอกน่ากลัว”

            “หมอกมนตราค่ะ เป็นปราการด่านแรกของเมือง ผู้คิดร้ายจะหลงทางในหมอกมนตรา หากทำไม่ถูกวิธีจะไม่สามารถเข้าเขตเมืองได้เลย แต่กับพ่อค้าหรือคนเดินทางปกติจะผ่านเข้าไปได้”

            “เจ้านี่รู้รอบตัวเชียวนะ เมื่อวานก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาวุธนั่นให้ข้าฟังเสียยืดยาว” ดาริอุสชมเปาะ เพราะระหว่างเดินทางกันมานางไม่เคยทำให้เบื่อเลยสักนิด ซ้ำเวลาพักยังหาเรื่องคุยได้ไม่หยุดหย่อน

            “ก็ข้าอยากเป็นครูโรงเรียนเวทมนตร์นี่คะ ต้องรู้มากน่อย” อลิเซียตอบยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าพักกันพอแล้วก็ชวนกันเดินทางต่อเพื่อเข้าเมืองแก้วผลึกทันที “ท่านเรมิเอลคะ ขอขนปีกสักเส้นได้ไหมคะ”

            หญิงสาวพูดใส่แหวนหัวไพลินของดาริอุส เกิดลูกไฟลุกขึ้นพรึ่บหนึ่งในอากาศ มันก่อร่างเป็นขนปีกสีฟ้าใส สีเดียวกับปีกของทามิเอลหรือดาเรีย นกไฟประจำตัวของเขา ดาริอุสอุทานด้วยความแปลกใจ เขาไม่คิดว่าจะสามารถทำอะไรแบบนี้ได้

            “เรมิเอลของท่านมีความสามารถหลากหลาย อีกไม่นานท่านจะรู้ได้ด้วยตัวเองค่ะ” หญิงสาวบอกวิธีว่าต้องชูขนนกไว้เหนือหัว และต้องให้อยู่รวมกลุ่มในรัศมีสองหลา “กระตุกนิดหน่อยนะคะ...ไปหาไบรอัน แบล็คสโตน” หญิงสาวเตือนดาริอุสก่อนระบุเป้าหมายการเคลื่อนย้าย

            ร่างของพวกเขาเรืองแสงสีฟ้าทันที ราวกับถูกลมกระชากอีกหน ชิ้นส่วนนับล้านๆของตัวเขาก็กลายเป็นลำแสงสีฟ้าพุ่งไปทางทิศใต้ที่เมืองแก้วผลึกตั้งอยู่ ดาริอุสปวดหัวราวกับถูกหมุนเหวี่ยงในลมพายุฉะนั้น

            เมื่อทุกสิ่งสิ้นสุดลงดาริอุสก็พบตัวเองกับอลิเซียอยู่ในห้องพักโทรมๆแห่งหนึ่ง ผู้กล้าแสงตะวันที่กำลังกอดผู้หญิงคนหนึ่งไว้ออกอาการตกใจสุดขีด!...

 




NEKOPOST.NET