นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 12 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.12 - ตอนที่ 12


            จะขอกล่าวถึงดินแดนที่เวเบอร์เกิดซึ่งอยู่คนละมิติกับเรมิตส์ตามท้องเรื่อง โลกแห่งนั้นมีชื่อว่าอิเดน มีเหล่าเทพเป็นสี่เสาหลักคอยค้ำจุน ผ่านช่วงเวลาแห่งการปกครองแบบต่างๆมากมาย ทั้งปิศาจ และเหล่าเทพ มีเผ่าพันธุ์ต่างๆมากมายรวมไปถึงภาษาพูด วัฒนธรรมความเชื่อ หากปัจจุบันดาวทั้งดวงต่างบูชาเสาหลักทั้งสี่เยี่ยงชีวิต

            ตามตำนานของดาวดวงนั้น จอมเทพสูงสุดหนึ่งในสี่เสาหลักจำศีลพร้อมกับเทพเจ้าของเหล่าปิศาจ เพื่อรอให้แปดนักรบเทพถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนั้นและต่อสู้ร่วมกับสี่เสาหลัก โดยวันนั้นจะเป็นวันพิพากษาว่าดินแดนที่มีชื่อว่าอิเดนสมควรดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ แปดนักรบจะถือกำเนิดคู่กับแปดผู้กล้า ขณะนี้คนที่หนึ่งถือกำเนิดขึ้นแล้ว นางเป็นคนเผ่าเทพซึ่งแต่งงานกับผู้กล้าคนแรก และทั้งคู่คือพี่บุญธรรมของเวเบอร์นั่นเอง!

            ด้วยเหตุผลบางประการทำให้เวเบอร์ถูกตามล่าโดยหนึ่งในสี่เสาหลัก แม้ต้องซ่อนตัวกระนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงคลื่นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง บางสิ่งที่สี่เสาหลักวางแผนไว้กำลังดำเนินไปด้วยดี จนเขาเข้ามาทำให้มันสะดุดไม่เป็นจังหวะที่ถูกต้อง จำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

            แม้จะบอกว่าซ่อนตัวแต่เวเบอร์ไม่ได้หลบพ้นสายตาของสี่เสาหลักเลย ราวกับเป็นหมากตัวหนึ่งที่อยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้น และการเดินของหมากตัวนี้จะถูกชี้นำโดยสี่เสาหลักโดยใช้เส้นเชือกที่เรียกว่าชะตากรรม

            ถึงจะเป็นน้องของผู้กล้าและนักรบเทพ แต่เวเบอร์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่อาจรู้สิ่งที่สี่เสาหลักกำลังคิดได้ ทำได้แค่เดินตามทางที่ตนเชื่อเท่านั้น กระทั่งได้พบกับหนึ่งในสี่เสาหลัก ผู้ที่น่าจะกำลังจำศีลอยู่ เป็นเพียงร่างแยกที่กำลังหลบสายตาสี่เสาหลักคนอื่นๆด้วยเหตุผลส่วนตัว

            “เจ้าแค่ทำตัวตามปกติ รับใช้และช่วยเหลือทั้งผู้กล้าของมนุษย์และจอมอสูรนายเจ้า เมื่อเวลามาถึงเจ้าจะรู้สิ่งที่ต้องทำต่อไปเอง ที่สำคัญตอนนี้คือปล่อยให้เวลาเยียวยาส่วนที่เกิดผลกระทบด้วยตัวของมันเอง อนาคตนั้นมีเพียงนางผู้หยั่งรู้เท่านั้นที่มองเห็น แม้แต่ข้าก็บอกไม่ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ยิบย่อยอะไรต่ออีก”

            นั่นคือคำสั่งที่เวเบอร์ได้รับจากหนึ่งในสี่เสาหลักผู้นั้น ต้องเป็นผู้สังเกตการณ์ที่แสนเยือกเย็น กลายเป็นว่าเขาเป็นนกสามหัว หัวหนึ่งภักดีต่อจอมอสูรบั่นทอนเหล่ามนุษย์ หัวหนึ่งร่วมมือกับผู้กล้าช่วยจอมอสูรให้หลุดพ้นจากอำนาจมืด อีกหัวหนึ่งคอยจับตาทั้งสองกลุ่มอย่างเสือซุ่มรอเหยื่อ เพื่อให้พ้นจากโทษทัณฑ์จากหนึ่งในสี่เสาหลัก

            จนก่อนมาสมทบกับผู้กล้าแสงตะวันก็ได้รับข่าวร้ายจากสี่เสาหลักที่เขารับคำสั่งอยู่

            “นางมังกรครึ่งมนุษย์จะต้องตาย นางจะสังเวยชีพเพื่อความรักที่ไม่ได้รับการตอบแทน”

            “เพราะข้าหรือขอรับ” เวเบอร์กล่าวทั้งน้ำตา เขารักนางมังกรครึ่งมนุษย์อโฟเดลมาก หากเขายอมตัดใจเพราะนางรักเพื่อนของเขาและตัวเขามีคนรักเก่าอยู่แล้ว

            “ไม่เชิง ตามที่ควรเป็นนางต้องฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ท่านพี่ข้าต้องการใช้ร่างและวิญญาณนางเพื่อสร้างนักรบขึ้นมา จึงใช้การตายของนางเป็นประโยชน์ ท่านพี่ข้าก็เป็นเสียแบบนี้ เด็ดเดี่ยวจนเกือบไร้เมตตา”

            “โปรดอธิบายด้วย”

            “แต่เดิมหน้าที่ในการสลักอาคมป้องกันเวทมนตร์เป็นหน้าที่ของสตรีนางนั้น ในเมื่อเจ้าเข้ามาก่อกวนเป็นตัวละครใหม่ตามอำเภอใจท่านพี่ข้าจึงคิดทำบ้าง เป็นโครงการสร้างนักรบที่มีพลังอำนาจตั้งแต่เกิด...ตอนนี้เจ้าติดต่อกับข้านั่นหมายถึงเจ้าอยู่ภายใต้อำนาจของข้า พี่ข้าจึงเลิกลงมาล่าเจ้าด้วยตัวเอง กลับสร้างนักรบขึ้นมาจากวิญญาณและซากศพเพื่อเอาชีวิตเจ้าแทน จับพลัดจับผลูอาจลากข้ากลับไปทำงานน่าเบื่อได้อีกด้วย”

            “แล้วเหตุใดต้องเป็นนางด้วยขอรับ”

            “เป็นจุดอ่อนของพระนาง ข้าหมายถึงพี่ข้า นางเคยเห็นความรักกำราบข้าได้แล้วครั้งหนึ่ง จึงคิดว่ามันจะได้ผลอีกเป็นครั้งที่สอง และพวกเจ้าพี่น้องเปรียบเสมือนปีกข้างหนึ่งของข้า นางจึงคิดกำจัดเจ้าด้วยวิธีเดียวกัน แต่ตัวนางไม่เคยมีรักแท้จริงทำให้ไม่เข้าใจความรักดีพอ ได้แต่ค้นหาผู้ที่มีทั้งพลังและความรักมาใช้เป็นอาวุธปราบเราสองคนให้อยู่ในกำมือ หารู้ไม่ว่าตัวข้าก็มีแผนเช่นกัน”

            เวเบอร์ครุ่นคิด อโฟเดลมีความพร้อมอย่างที่เทพีหนึ่งในสี่เสาหลักต้องการ พลังมหาศาลและความรักที่ไร้ดอกผล การตายของนางจะไม่ใช่แค่การสิ้นชีพ แต่จะเป็นการสร้างนักรบขึ้นมาต่อกรกับเขาโดยเฉพาะ

            “ไม่มีทางเลี่ยงหรือขอรับ อย่างน้อยข้าก็อยากให้นางตายอย่างสงบ”

            หนึ่งในสี่เสาหลักส่ายหน้า

            “เพราะความรักที่เจ้ามีต่อนางผู้นั้นแรงกล้าจนไม่อาจลบล้างได้ นั่นทำให้พี่ข้าสนใจนางมังกรครึ่งมนุษย์ตนนั้น แล้วก็หญิงอีกคนที่จิตใจเปี่ยมไปด้วยความรัก หากเจ้าทำได้ดีพอพี่ข้าอาจใช้มนุษย์ผู้นั้นแทน จะเป็นเช่นไรแม้แต่ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ ขึ้นกับว่าพระนางประเมินเจ้าสูงหรือต่ำ ข้ารู้ว่าเจ้าปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าหน่วยราชมัลที่หนึ่งของพระนาง แสดงว่าเจ้าถูกประเมินไว้สูงมาก ควรระวังไว้ดีกว่า”

            แล้วเวเบอร์ก็มาพบอโฟเดลพร้อมกับผู้กล้าแสงตะวัน เพื่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย คราวแรกที่รู้ว่านางชอบกับไบรอัน มิตรภาพและความริษยาโรมรันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายมิตรภาพของพวกเขาก็ชนะ เขาหวังแค่ให้ไบรอันรักตอบนางบ้าง

            “ข้าต้องใช้อาคมกับเจ้าอโฟเดล เพื่อให้แม่ทัพในจักรวรรดิเชื่อว่าเจ้าตกอยู่ใต้อำนาจของข้าแล้วจริงๆ” ผู้กล้าแสงตะวันเอ่ยอย่างแช่มชื่น ไม่รู้อนาคตเลยสักนิดว่ามีสิ่งใดรออยู่

            “จริงด้วยข้าลืมถามไป! หากนางเป็นสายแล้วทำไมตอนแรกเราต้องสู้กันแทบล้มประดาตายด้วย” ไซเรน่าทำปากยื่น

            “เราต้องแสดงเพื่อตบตาจอมปิศาจ ข้าบอกไปแล้วนี่นาว่าต้องเล่นละครต่อสู้กันให้สมศักดิ์ศรีระหว่างมนุษย์กับจอมอสูร” แล้วผู้กล้าแสงตะวันก็เริ่มอรรถาธิบายความสำคัญของแผนการระหว่างเขากับเวเบอร์อีกครั้ง ว่าทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือพ่อของดาริอุสพร้อมทั้งขัดเกลาดาริอุสให้สมกับเป็นนักรบจันทราด้วย

            “นักรบจันทราหรือ แล้วทำไมอาวุธคู่มือของข้าจึงเป็นดาบแสงตะวัน กระบี่ดาบแสงตะวันล่ะ น่าจะเป็นกระบี่จันทราหรืออะไรที่มีชื่อเกี่ยวกับดวงจันทร์สิ” ดาริอุสโอดโอยบ้าง มีเพียงไซเรน่าที่หัวเราะแห้งๆให้ ไบรอันกับเวเบอร์นิ่งขึงเพราะกำลังพูดเรื่องจริงจังกันอยู่

            “ในอนาคตมันจะกลายเป็นดาบจันทราแน่นอน” ไบรอันตอบนุ่มๆ

            “เรามาพูดเรื่องของเราก่อนดีกว่า” เวเบอร์ในร่างอัศวินคัดท้ายการสนทนาให้เข้ารูปเข้ารอย “เจ้าต้องใช้อาคมกับนางจริงๆไบรอันเพราะทางข้าตรวจสอบได้ และไม่หยุดล่าคนทรยศแน่นอน ให้นางอยู่ในฐานะตัวประกันในการควบคุมจะปลอดภัยกว่า”

            “ถ้าไม่ติดว่านางจะมีอันตรายถ้าเล่นบทสายลับต่อก็อยากฝากนางไว้กับเจ้าเหมือนกัน”

            “ไม่ถามนางก่อนหรือ ฝ่ายหญิงยังไม่บอกเลยว่ายอมด้วยหรือไม่” ไซเรน่าแทรกอย่างสุภาพเกินปกติ

            “มาถึงขั้นนี้นางหมดทางเลือกแล้วไซเรน่า ให้อยู่ในฐานะนักโทษก็ถูกทำร้ายรีดความลับ ปล่อยไปก็โดนล่าในฐานะคนทรยศเป็นสายให้ข้าอีก มีแต่ต้องให้นางร่วมเดินทางไปกับเราเท่านั้น เหมือนดาริอุส แต่เพื่อปกป้อง ไม่ใช่ขัดเกลา คงไม่มีข้อโต้แย้งข้านะอโฟเดล”

            “เพื่อท่าน ข้ายอมทุกอย่าง” นางมังกรครึ่งมนุษย์ตอบตกลงทันที

            แล้วผู้กล้าแสงตะวันก็เริ่มพิธีกรรมเพื่อสะกดมังกรครึ่งมนุษย์ให้อยู่ภายใต้การควบคุม เสียงสวดกล่าวขานถึงเทพเจ้าองค์เดียวแห่งพิภพนี้ มือทั้งคู่วาดเส้นบนอากาศเป็นลวดลายเบื้องหน้าเป้าหมายที่ต้องการ จากนี้นางจะเป็นทาสของเขา เมื่อทางการมาตรวจสอบวันพรุ่งนี้นางก็จะออกจากห้องขังได้อย่างปลอดภัย...

 

            วันรุ่งขึ้นนางมังกรครึ่งมนุษย์ก็ได้รับการปล่อยตัวในฐานะพวกพ้องของผู้กล้าแสงตะวัน และได้รับเกียรติให้พักในมหาราชวังกับพวกไบรอันด้วย เพราะซักซ้อมกันอย่างดี เมื่อนางถูกซักถามโดยมหาอุปราช และเสนาธิการซึ่งเป็นน้องฝาแฝดของดาริอุสก็ไม่หลุดความลับที่ไม่ควรเปิดเผยออกมา

            ถึงตอนนี้ไบรอันคิดแผนการไม่ออก ได้แต่ประวิงเวลาด้วยการเขียนรายงานเกี่ยวกับฝ่ายมืดที่อ้างว่าได้รับมาจากอโฟเดล ปล่อยให้ผู้ติดตามกับนางอัศวินมังกรเที่ยวเล่นสบายใจเฉิบ ปล่อยให้เขารอให้อโฟเดลเป็นผู้เดินหมากต่อโดยไม่รู้ตัว

            “...แล้วนางก็บอกข้า ว่าท่านหญิงโรเซลลิน่ามีแผนร้ายอยู่จึงมาตีสนิทด้วย ท่านว่าอย่างไร” ยามบ่ายวันหนึ่งดาริอุสเข้ามาในห้องแล้วพูดเกี่ยวกับท่านหญิงโรเซลฯ ไบรอันเคาะนิ้วกับโต๊ะหนังสือคิดว่าควรบอกเพื่อนตามตรงไหม แล้วความซื่อสัตย์ก็ชนะ

            “พระนางมีแผนจริงๆดาริอุส พระนางคิดใช้เจ้าเป็นหลักประกันป้องกันตัว เพื่อ...”

            ไบรอันพูดไม่ทันจบลูกแก้วใสกระจ่างพลันปรากฏขึ้นกลางห้อง ฉายภาพท่านหญิงโรเซลฯหันมามองผู้กล้าแสงตะวันด้วยสายตาขุ่นเคือง ดาริอุสผวาเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาสีฟ้าเปี่ยมอำนาจของพระนาง ไบรอันถอนใจเฮือก แสดงว่าพระนางแอบดูตลอดเวลาจริงๆ

            “อย่าปากมากท่านผู้กล้า!” พระนางในลูกแก้วพูดเสียงหนักหน่วง

            “แล้วฝ่าบาทคิดว่าข้าบาทจะฟังใคร เจ้าชายมาเวอร์ริคที่อยู่ตรงหน้า กับฝ่าบาทที่ติดต่อเข้ามาทางเวทมนตร์ แค่ข้าบาทส่งคลื่นรบกวนฝ่าบาทก็แอบดูต่อไม่ได้แล้ว”

            “ท่านมีแผนจะทำอะไร ท่านโรเซลลิน่า” ดาริอุสถามซื่อๆ ไบรอันหัวเราะในใจคิดว่าสิ่งนี้คืออาวุธชั้นยอดในการปะทะกับพระนางโรเซลฯ “ข้าเป็นคนปากหนัก รับรองว่าไม่บอกใครหรอก”

            “ความจริงข้าไม่อยากบอกแต่ในเมื่อท่านเป็นคนถาม” พระนางโรเซลฯดูอ่อนโยนขึ้นทันตา “ข้าอยากได้ที่พักพิงหลังองค์ฮ่องเต้ทรงพร้อมปกครองเมืองได้แล้ว”

            ไบรอันหลุดหัวเราะออกมา ท่านหญิงโรเซลฯถลึงตามองค้อนกลับ

            “ท่านคงรู้ว่าองค์ฮ่องเต้ของข้ายังทรงเยาว์วัยนัก หากข้าซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการมีเจ้าชายของจักรวรรดิเป็นพระคู่หมั้นก็จะไม่มีข้าหลวงเลวๆกล้ำกลาย”

            ดาริอุสร้องด้วยความประหลาดใจ เพราะได้ฟังมาแต่แรกว่าเป็นแผนการร้าย

            “แล้วเหตุใดต้องเป็นข้าด้วย” เจ้าชายนอกวังกล่าวอย่างประหลาดใจ

            “ก็ไม่อยากหรอก แต่ข้าสนใจกระบี่ของท่านว่ามันทำงานอย่างไร จึงต้องสนใจท่านด้วยเพื่อการเข้าถึงทางเวทมนตร์”

            “ข้าเป็นคนโง่ไม่เข้าใจเรื่องเวทมนตร์หรอก แต่สังหรณ์ใจว่าข้าต้องมีเอี่ยวกับแผนการของท่านด้วย” ดาริอุสจ้องหน้าท่านหญิงอย่างจริงจัง “มองตาข้าสิท่านหญิง ท่านพ่อบุญธรรมของข้าสอนเสมอ คนโกหกมักไม่มองตาคน”

            ไบรอันกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นท่านหญิงโรเซลฯหน้าแดงก่ำมองตาผู้ติดตามของเขา

            “ท่านไม่ได้มีแผนการร้ายใช่ไหม” ดวงตาสีน้ำตาลกับฟ้าจ้องมองกันราวกับเค้นความจริงจากอีกฝ่าย “บอกข้าได้นะ”

            ท่านหญิงโรเซลฯนิ่งอยู่อึดใจแล้วเชิดจมูก ทำเป็นไม่ใส่ใจอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น

            “แล้วจะทำไม แผนของข้าไม่มีผลถึงท่านสักหน่อย ไม่ต้องกลัวหรอก”

            “ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอก ข้าห่วงว่าหากเป็นเรื่องร้ายคนอื่นจะเสียหายและเดือดร้อน น้องของข้าเพิ่งสอนข้าเรื่องการเมืองมา เราเป็นราชวงศ์จะต้องเกื้อกูลประชาชนและเป็นที่พึ่ง ไม่เอารัดเอาเปรียบและข่มเหงผู้คนที่มียศศักดิ์ต่ำกว่า ข้าโตมากับคนธรรมดาจึงเข้าใจดีว่าแบบไหนคือขุนนางดีขุนนางเลว”

            “หากท่านขอ ข้าก็จะทำให้มีคนเดือดร้อนน้อยที่สุด!” ท่านหญิงดูจะทนสายตาวิงวอนของดาริอุสไม่ไหว รีบร้อนตอบกลับมาอย่างเร่งรีบ

            “แค่นี้ข้าก็ขอบคุณท่านมากแล้ว ข้ามีเรื่องต้องศึกษาเกี่ยวกับราชวงศ์อีกมากมาย อาจต้องขอความช่วยเหลือจากท่านด้วย”

            “ก็ไม่ได้อยากฟังคำขอบคุณหรอกนะ บอกแล้วว่าข้าต้องการท่านเพื่อศึกษาอาวุธชิ้นนั้น” ท่านหญิงทำหน้าตาเหมือนเพิ่งแตกเนื้อสาว หัวหูแดงฉานเหมือนผลมะเขือเทศ พูดประโยคสุดท้ายด้วยเสียงอ่อยเหมือนจะลืมว่าไบรอันอยู่ตรงนั้นด้วย “และข้าอยากฟังคำอื่นมากกว่า”

            “ท่านอยากได้ยินอะไรหรือ” ดาริอุสยกเสียงถามด้วยความซื่อ ไบรอันกระแอมให้ท่านหญิงรู้ตัวว่ามีบุคคลที่สามอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

            “ได้ยินว่าข้ามีประโยชน์กับท่านอย่างไรละ แล้วก็รับข้าเป็นพระคู่หมั้นด้วย” ท่านหญิงโรเซลฯแก้ตัวจนผมเผ้ารุงรัง “แค่นี้นะ ข้ามีธุระอื่นอีก” แล้วการติดต่อจากท่านหญิงแผนสูงก็จบลง

            “พระนางเป็นอะไรของนางน่ะ” ดาริอุสหันมาถามไบรอันอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว...

            การกระทำของผู้กล้าแสงตะวันมีแต่จะขัดใจนางอัศวินมังกรไซเรน่ามากขึ้นทุกที หลายวันมาแล้วที่คนรักของไบรอันได้รับการปล่อยตัว ทั้งคู่น่าจะหาเวลาทำอะไรร่วมกันให้สมกับที่รอคอย อย่างน้อยน่าจะพานางเที่ยวชมมหาราชวังแก้เบื่อระหว่างเขียนรายงาน แต่ก็ไม่ ผู้กล้าแสงตะวันยังเอาแต่หมกตัวเขียนรายงาน ปล่อยหน้าที่พาชมราชวังเป็นของผู้ติดตามหรือเจ้าชายมาเวอร์ริคแทนเสียอย่างนั้น

            แม้นางจะพลาดหวังแต่ไม่อยากเห็นคนอื่นพลาดรักเหมือนกัน นางยังคงให้กำลังใจอโฟเดลตลอดเวลาว่าไบรอันเสร็จงานเมื่อไรคงแวะมาหาบ้าง สุดท้ายร้อนรนทนไม่ไหวถึงขนาดบุกไปยังห้องของผู้กล้าแสงตะวันด้วยตัวเอง

            “เหตุใดท่านจึงยังเขียนรายงานอยู่อีก!” นางอัศวินมังกรอาละวาดดั่งจะกลายเป็นมังกรเสียให้ได้ ดาริอุสหลบวูบไม่ขวางทางระหว่างนางกับนายจ้างผู้ทำหน้าเหรอหรา

            “ยังไม่เสร็จก็คือยังไม่เสร็จไซเรน่า ข้าสัญญาว่าจะรีบส่งแล้วเดินทางต่อ” ผู้กล้าแสงตะวันยกปากกาค้างจนหมึกหยดลงบนกระดาษเป็นจุด

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น!” ไซเรน่าคำรามจนน้ำลายกระเด็น “คนรักของท่านเพิ่งถูกช่วยออกมาจากฝ่ายมืด เพิ่งพ้นห้องขังมาไม่กี่วัน ทำไมไม่ไปดูแลนาง ปล่อยนางอยู่คนเดียวแบบนั้นหรือคนรักกัน ท่านนี่เป็นผู้กล้าเสียเปล่าไม่ได้มีสำนึกของคนรักที่ดีเลยแม้แต่น้อย”

            “ค่อยๆพูดไซเรน่า ข้าฟังไม่ทัน” ผู้กล้าแสงตะวันชูมือยอมศิโรราบ ดาริอุสเห็นท่าไม่ดีพยายามก้าวหนีแต่ไม่พ้นสายตานางอัศวินมังกรไปได้ เขาถูกสายตาสีอำพันของนางลากกลับมายืนที่เดิม “พูดทีละเรื่อง ได้ไหม”

            “ผ่านมากี่วันแล้ว หลังจากเราช่วยอโฟเดลออกมาจากคุก!” ไซเรน่าเริ่มกดดันผู้กล้าอย่างเลือดเย็น

            “สามวัน” ไบรอันตอบทันที

            “แล้วสามวันนี้ท่านทำอะไรบ้าง!”

            “เขียนรายงานเรื่องอโฟเดล รับข้อมูลข่าวสารจากทั่วทวีปใหญ่ แล้วก็เขียนรายงานความคืบหน้าของแผนการ”

            “ดีในฐานะผู้กล้า แต่แย่ในฐานะคนรัก” ไซเรน่าเปิดฉากต่อว่าอีกครั้ง “ห้องพักนางอยู่ชั้นล่างแค่นี้ ไปหาบ้างก็ไม่มีใครว่าหรอก ทำแต่งานเหมือนคนบ้าไปได้”

            “หยุดก่อนไซเรน่า” ไบรอันหยุดอีกฝ่ายได้ชั่วครู่ “เจ้าพูดเรื่องอะไร”

            “ก็ท่านกับนางเป็นคนรักกัน น่าจะไปให้กำลังใจนางบ้าง นางยังหวาดกลัวและสับสน ต้องการกำลังใจ และท่านที่เป็นคนรักของนางย่อมทำให้นางอุ่นใจได้แน่นอน ไม่เหมือนข้าหรือดาริอุสที่เป็นแค่เพื่อนคุย”

            “พูดอะไร นางไม่ได้เป็นคนรักของข้า ตอนนี้ข้าไม่มีคนรักหรืออะไรทั้งนั้น” ไบรอันยักไหล่

            “แต่ท่านบอกว่านางคือคนสำคัญที่สุด เป็นครอบครัวนี่”

            “น้องสาวต่างหาก” ไบรอันตอบหน้าตาย “ข้ากับนางถูกเลี้ยงมาด้วยกันจนเหมือนเป็นพี่น้องแท้ๆ ข้าไม่มีวันคิดกับนางแบบคนรักหรอก ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ข้าตายหมด ข้าจึงเหลือแค่นางเป็นครอบครัวคนสุดท้าย เป็นน้องสาวคนสำคัญ”

            “แล้วทำไมไม่ไปเยี่ยมนางบ้าง” เหมือนไซเรน่าจะสำลักอากาศขึ้นมาทันที

            “นางมาเยี่ยมข้าเองต่างหาก ดอกไม้นั่นอโฟเดลซื้อมาให้” ไบรอันชี้ปากกาขนนกไปที่แจกันดอกไม้มุมห้อง

            มาถึงจุดนี้ไซเรน่าเหมือนเป็นใบ้พูดอะไรไม่ออก ตัวเองเข้าใจผิดเสียเต็มเปาไม่พอ ยังทำตัวขายหน้าอีก แต่ก็ได้คำตอบแน่ชัดจากเขาแล้ว ว่าทั้งคู่ไม่ได้ชอบพอกันสักนิด

            อย่างนั้นคงไม่ผิดหากนางจะทำตามใจตนเองบ้าง

            “ข้าขอโทษที่บุกเข้ามาแบบนี้ เจ้าไปได้แล้วดาริอุส” ไซเรน่าก้มหัวขอโทษโดยดี ยอมให้ดาริอุสที่กลัวออกหน้าออกตาเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

            “ดีที่ข้าคุ้นกับเจ้าที่เป็นแบบนี้แล้วนะ” ไบรอันอมยิ้มแล้วขอทำงานต่อ

            “ขอเวลาให้ข้าหน่อยได้ไหม” ไซเรน่าปิดประตูห้องอย่างเร่งรีบ เหมือนกำลังทำสิ่งที่ไม่เคยชินอยู่อย่างนั้น ไบรอันพยักหน้าให้นางพูดต่อ “ข้าคิดมานานแล้วเรื่องของเรา...”

            “ถ้าจะขอโทษล่ะก็ไม่ต้อง เป็นธรรมชาติของเจ้านี่นา ข้าชินแล้ว ไม่ได้เกลียดเจ้าที่ทำตัวเหมือนเด็กแบบนี้หรอก”

            “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก” หญิงสาวบิดตัวด้วยความเขินอาย ความรู้สึกมันจุกขึ้นมาถึงคอหอยแล้ว เขาคนนั้นก็รอฟังอย่างไม่คาดหวังทั้งที่ตัวนางคิดไปต่างๆนานาว่าเขาจะตอบอย่างไร จะคิดอย่างไรกับนาง “ท่านว่ามันดูผิดจารีตไหม ที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายบอกรักผู้ชายก่อน”

            “ขึ้นชื่อว่าเป็นความรักมันไม่มีผิดถูกหรอกนะไซเรน่า ไปติดใจใครเข้าล่ะ” ผู้กล้าแสงตะวันหัวเราะเบาๆ

            “ท่านจะรังเกียจข้าไหม หากข้าบอกว่า...” ไซเรน่าพูดตะกุกตะกักอย่างไม่ใช่นิสัย ไบรอันเอียงคออย่างแปลกใจ “ข้ารักท่าน”

            คำนั้นออกมาจากปากไซเรน่าจนได้ นางรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง โลกหยุดหมุน แม้แต่หัวใจของนางก็ไม่ทำงานด้วยฉะนั้น จากจุดนี้เหลือเพียงแค่รอคำตอบ เขาจะตอบว่าอะไรกันนะ หากตอบรักก็ดี หากไม่ก็แย่ อย่างน้อยก็ได้พูดออกไปตามความรู้สึกจริงๆในใจ

            ผู้ถูกบอกรักแบบปัจจุบันทันด่วนก้มหน้าครุ่นคิด ราวกับต้องการเวลาเพื่อเข้าสู่ภวังค์ความคิด โดยไม่รู้ตัวตาสีเขียวมรกตของเขาก็มีน้ำตาไหลออกมาเสียแล้ว

            “ตกลง มาคบกันสักพักก็ได้ ระหว่างการเดินทางเรายังมีเวลาเหลือเฟือ”

            “ถ้าฝืนใจถึงขนาดร้องไห้ก็ไม่ต้องก็ได้” ไซเรน่าพูดเสียงสั่น “ข้าชินกับการถูกปฏิเสธแล้ว”

            ไบรอันเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าร้องไห้ รีบเช็ดน้ำตาทันทีแล้วบอกว่าตนจดจ่อกับการเขียนรายงานจนตาล้า

            “ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าหรอก อย่างที่บอกไปว่าข้าไม่มีคนรัก” ไบรอันรีบร้อนเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “จะให้พิสูจน์ความจริงใจจากข้าอย่างไรก็ได้”

            ไบรอันลุกขึ้นกุมมือหญิงสาวที่ยิ้มไม่ยอมหุบ

            “อย่างนั้นเราไปเที่ยวเล่นด้วยกันนะ ไปขี่มังกรด้วยกันอีก ข้ามีที่ที่อยากให้ท่านไปด้วยอีกเยอะเลย”

            “ได้สิ หากเจ้าต้องการ จะไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” ไบรอันโอบกอดไซเรน่าอย่างอบอุ่นอ่อนโยน ทว่าน้ำตาของเขาไหลออกมาอีกครั้ง

            ในวินาทีแห่งความซาบซึ้งนั้นประตูห้องก็เปิดผางออก ทั้งคู่แยกจากกันทันที ผู้อยู่หน้าประตูคือนางมังกรครึ่งมนุษย์อโฟเดลพร้อมดอกไม้เต็มอ้อมแขนอย่างเคย นางมีสีหน้าตื่นตะลึงจนทำดอกไม้ร่วงลงพื้น

            ไซเรน่าจะอธิบายแต่ก็สายเกินไป นางมังกรครึ่งมนุษย์ร้องไห้วิ่งไปตามทางเดินอย่างคนสิ้นหวัง นางอัศวินมังกรรีบวิ่งตามไปเพื่อปรับความเข้าใจไม่สนใจผู้กล้าแสงตะวันด้านหลังที่ตั้งตัวไม่ติดเช่นกัน...

 

            ดาริอุสที่เดินหนีไซเรน่ากำลังเดินเตร่อยู่หน้าตึกพักแขก กำลังคิดหาที่นอนเหมาะๆอยู่ในระหว่างที่ผู้เป็นนายกำลังปั่นงานจนหัวฟู เขาเอียงคออย่างสงสัยเมื่อเห็นนางมังกรครึ่งมนุษย์วิ่งลงมาจากอาคารพักในสภาพน้ำตานองหน้า ไซเรน่าและไบรอันก็วิ่งตามมาติดๆ ตัวดาริอุสตอนแรกไม่อยากเข้าไปยุ่งเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตน แต่ถูกผู้กล้าแสงตะวันดึงตัวให้ตามไปด้วยอย่างเสียไม่ได้

            “ข้าเกลียดท่านไบรอัน! ข้าเกลียดท่าน!” นางมังกรครึ่งมนุษย์ร้องลั่น ด้านหลังเสื้อฉีกขาดเผยให้เห็นปีกมังกรที่นางสร้างขึ้นมา ก่อนจะโผบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ไซเรน่าเรียกมังกรออกมาบินตามทันที

            “เรียกนกไฟออกมาสิ” ไบรอันเร่งดาริอุส

            ดาริอุสเรียกนกเพลิงประจำตัวออกมาทันที เปลวไฟสีฟ้าก่อตัวเป็นนกยักษ์พาเขากับไบรอันขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามหญิงสาวทั้งสองไปติดๆ

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน” ดาริอุสร้องถาม

            “เรื่องมันยาว ตามไปก่อน”

            พวกเขาบินลงใต้ด้วยความเร็วสูง ถือเป็นโชคดีที่ดาริอุสพกกระบี่ติดตัวตลอดเวลาทำให้สามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อ พวกเขาบินผ่านทุ่งหญ้าและเขาเขียว จนไปร่อนลงบนหน้าผาตอนหนึ่ง นางมังกรครึ่งมนุษย์หันหน้ามาทางพวกเขาด้วยดวงตาบวมแดง สีหน้าเหมือนทอดอาลัยโลกนี้แล้วก็ไม่ปาน

            “ข้าอยากถามท่านไบรอัน ท่านเคยรักข้าไหม” นางมังกรครึ่งมนุษย์อโฟเดลสะอึกสะอื้น ก้าวถอยหลังไปทางขอบหน้าผาสูงชัน

            “เดี๋ยวก่อนอโฟเดล อย่าถอยไป กลับมา!” ไบรอันร้องบอกพยายามวิ่งไปหาอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้กระโดดลงไป

            ไซเรน่าก้าวเข้าไปหาเพื่อนหญิงแต่โดนบางสิ่งดึงไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง ผู้ที่ฉุดดึงนางไปคือเวเบอร์ หนึ่งในแม่ทัพของจอมอสูร!

            “ถ้าจะไปต้องผ่านข้าไปก่อน” เวเบอร์ตอบเสียงกร้าวชักดาบออกมาเตรียมพร้อม ไซเรน่าก็ดึงหอกออกจากอานนั่งมังกรเช่นกัน “ต้องขอโทษด้วย วันนี้คือวันตายของเจ้า”

            “พอก่อนได้ไหม ทุกคนเลย! อธิบายข้าก่อน!” ดาริอุสประท้วงสุดเสียงทว่าไม่มีใครยอมฟัง

            ด้านหนึ่งผู้กล้าแสงตะวันกำลังห้ามนางมังกรครึ่งมนุษย์ไม่ให้ฆ่าตัวตาย อีกด้านหนึ่งลูกน้องของพ่อกำลังจะฆ่าเพื่อนรักของเขา เวลานั้นดาริอุสได้แต่ครุ่นคิดหัวแทบแตก ไม่รู้จะเข้าไปช่วยฝ่ายไหนก่อนดี

            กว่าเขาจะสั่งนกไฟให้ไปช่วยนางมังกรครึ่งมนุษย์ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว นางมังกรครึ่งมนุษย์อโฟเดลก้าวถอยหลังลงจากหน้าผา อีกด้านนางอัศวินมังกรก็ถูกดาบฟันทั่วร่างกลายเป็นกองเลือดอย่างน่าอนาถ!...

 

 




NEKOPOST.NET