นักรบจันทรา(รีไรท์) ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

นักรบจันทรา(รีไรท์)

Ch.10 - ตอนที่ 10


            “ช่วยไม่ได้เลยหรือ ท่านเป็นผู้กล้านะ”

            ที่กระโจมพักทหาร ดาริอุสกำลังขอร้องผู้กล้าแสงตะวันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ปิดเรื่องที่ตนคือเจ้าชายมาเวอร์ริคเป็นความลับ

            “ช่วยไม่ได้หรอก” ไบรอันตัดบัวไม่เหลือใย “ข้าบอกกับท่านหญิงเอเลน่าไปแล้ว มีคนเป็นร้อยพันอยากเป็นเจ้าชาย ทำไมเจ้าไม่อยากล่ะดาริอุส”

            “ก็ถ้าเป็นแล้วต้องวางท่าโก้อยู่ในปราสาทราชวังหรูไม่ก็ต้องไปช่วยเจ้าหญิงปราบจอมมาร ข้าอยากท่องเที่ยวไปโน่นมานี่ ไม่ได้อยากรับภาระแบบนั้น” ดาริอุสอุทธรณ์ “แล้วเขียนอะไรอยู่”

            “ดูละครเพลงมากเกินไปแล้ว” ไบรอันปรามเพื่อนที่ความจริงเป็นเจ้าชาย “ใบคำร้องขอควบคุมตัวเชลย นางมังกรครึ่งมนุษย์ตนนั้นตกเป็นเชลยของเราแล้ว ข้าต้องยื่นคำร้องจะได้ซักถามง่ายหน่อย ทางการจะเข้ามายุ่งไม่ได้”

            “แต่สัญญาจ้างของเรายังไม่หมดอายุใช่ไหม อย่างน้อยข้าก็ยังเดินทางไปกับท่านต่อได้” ดาริอุสทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้สนาม รู้สึกเหมือนพลังทั้งหมดถูกดูดออกไปทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

            “ใช่แล้ว สัญญาจ้างของเรายังไม่หมด” ไบรอันตอบทั้งที่ก้มหน้าเขียนใบคำร้องอยู่ “แต่มันจะจบสิ้นต่อเมื่อช่วยเหลือพ่อเจ้าได้แล้วนะ ไม่ควบรวมถึงจอมปิศาจ”

            ดาริอุสร้องโหยหวนจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง

            “ทำอะไรกันอยู่สองหนุ่ม” ไซเรน่าเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม พันผ้าพันแผลไว้ทั่วตัวหลังผ่านศึกหนัก “จะอธิบายให้ข้าฟังได้หรือยังไบรอัน”

            “รอข้าเขียนใบคำร้องเสร็จก่อน” ผู้กล้าแสงตะวันยังคงก้มหน้าเขียนต่อไป “ท่านหญิงโรเซลลิน่าก็เข้ามาด้วยสิฝ่าบาท อย่าเอาแต่แอบฟังอยู่ข้างนอกเลย”

            “ข้าเข้าไปได้ด้วยหรือ!” เสียงอุทานด้วยความดีใจของท่านหญิงโผล่งขึ้นกะทันหันแล้วน้ำเสียงก็กลับมาราบเรียบเหมือนเดิม “ข้าก็แค่อยากรู้ความจริงที่ท่านปิดไว้เท่านั้น ผู้กล้า”

            ไบรอันลงลายมือชื่อเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมาคุยกับทุกคน

            “ขอให้ทุกคนในที่นี้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด เข้าใจไหม” ไบรอันกำชับเสียงแข็ง

            “เจ้าคิดว่าปิดปากข้าได้หรือ” ท่านหญิงโรเซลเท้าสะเอวอย่างเดือดดาล

            “ท่านหญิงได้โปรดเถิด นี่เรื่องสำคัญจริงๆ ยิ่งคนรู้น้อยเท่าไรยิ่งดี” ดาริอุสทำให้ท่านหญิงสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ “เริ่มอธิบายดีกว่าไบรอัน”

            “เรามีตัวละครหลักอยู่สี่ตัว ผู้กล้าแสงตะวัน...ข้าเอง นักรบจันทรา จอมอสูร แล้วก็จอมปิศาจ” ผู้กล้าแสงตะวันเริ่มอธิบายอย่างผู้รู้ “จอมอสูรได้รับพลังจากจอมปิศาจก่อเรื่องร้ายขึ้น ซึ่งข้าได้รับเลือกเป็นผู้กล้าเพื่อกำราบเขา หมายถึงช่วยน่ะ”

            “อย่างนี้นะ” ดาริอุสอยากอธิบายบ้างเอ่ยขึ้น “จอมปิศาจชักใยพ่อข้าอยู่ ทำให้เขาเป็นจอมอสูร สิ่งที่ผู้กล้าแสงตะวันจะทำไม่ใช่การฆ่าเขา แต่เป็นการช่วยให้หลุดพ้นจากการควบคุมต่างหาก ส่วนการจัดการจอมปิศาจเป็นส่วนของข้ารับผิดชอบต่อ”

            “ทำไมท่านไม่บอกเบื้องสูงว่ามีจอมปิศาจตัวจริงอยู่ด้วย คนที่ชักใยดัชเชลอยู่” ดัชเชลคือจอมอสูรพ่อแท้ๆของดาริอุสนั่นเอง ท่านหญิงโรเซลฯกอดอก พยายามระงับสติอารมณ์อยู่

            “เพราะการดำรงอยู่ของจอมปิศาจถือเป็นความลับยิ่งยวด จะให้ใครรู้ไม่ได้ เท่าที่เราจะทำได้ก็คือขัดขวางแผนการของจอมปิศาจด้วยการลบจอมอสูรออกไป กล่าวคือจอมปิศาจแกล้งว่าหายนะของโลกนี้เป็นฝีมือจอมอสูร เพื่อตัวเองจะได้นั่งอย่างสงบในขณะที่จอมอสูรรับเคราะห์แทนอย่างไรละ”

            “ซึ่งนั่นก็คือพ่อของข้า เราจะต้องช่วยเขา ท่านหญิงกรุณาเข้าใจเราด้วย เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ จอมอสูรเป็นงานของผู้กล้าแสงตะวัน ส่วนจอมปิศาจคืองานของข้านักรบจันทรา”

            “ถ้าข้าช่วยแล้วจะได้อะไรล่ะ” ท่านหญิงโรเซลฯเสียงแข็ง นึกหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

            “พระนางเป็นพวกพ่อค้า ดาริอุส” ไบรอันกระซิบบอก “พระนางชอบยื่นข้อเสนอเพื่อแลกเปลี่ยน ทำใจหน่อยนะ”

            “แล้วท่านหญิงต้องการอะไรหรือ” ดาริอุสถามซื่อๆ ทำให้ท่านหญิงยิ้มอย่างชั่วร้าย ส่วนผู้กล้าแสงตะวันกุมขมับด้วยความเครียด

            “ข้าต้องการหมั้นกับเจ้าชายมาเวอร์ริค จะได้ไหม”

            ดาริอุสหรือเจ้าชายมาเวอร์ริคสำลักอากาศ ทำหน้าเหมือนถูกจับกดน้ำกะทันหัน

            “เราจะเก็บไว้พิจารณาฝ่าบาท” ไบรอันยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันควัน “เรามีการเดินทางและการต่อสู้รออยู่เบื้องหน้า ยังมองไม่เห็นอนาคต”

            “อย่างนั้นขอข้าร่วมทางไปด้วย พลังของข้าต้องมีประโยชน์ต่อท่านแน่เจ้าชายมาเวอร์ริค”

            “ไม่ได้เด็ดขาด ท่านหญิงบอบบางและอ่อนโยน จะให้เดินทางไปโน่นมานี่เหมือนผู้ชายได้อย่างไรกัน” ดาริอุสเถียง ไม่ได้สังเกตเลยว่าไบรอันนั่งหัวเราะกับตัวเองอยู่ด้านหลัง “มีอะไรหรือไบรอัน”

            ไบรอันโบกมือแล้วไอกลบเกลื่อน

            “เราไม่รู้ว่าจะพบเจออะไรในวันข้างหน้าฝ่าบาท ให้นักรบอย่างข้าบาทหรือไซเรน่าเป็นคนเคลื่อนไหวดีกว่า ทางฝ่าบาทเราขอความร่วมมือแค่ทางการเมืองและการเงินก็ถือเป็นพระคุณ”

            “ได้โปรดเข้าใจด้วยท่านหญิง เราให้ท่านมาเสี่ยงด้วยไม่ได้จริงๆ” คราวนี้เหมือนคำพูดของดาริอุสจะทะลวงด่านเหล็กกล้าของท่านหญิงโรเซลฯได้

            ท่านหญิงถอนหายใจแต่พองามแล้วตอบตกลง พระนางจะช่วยด้านการเงินและการดำเนินการทางการเมืองให้เท่าที่ทำได้ รวมไปถึงการช่วยเหลืออื่นๆด้วย แล้วพระนางก็ขอตัวกลับเพราะรีบไปดูแลองค์ราชาของเมืองที่พระนางควบคุมอยู่ต่อ

            “ไม่สังเกตหรือดาริอุส พระนางดูเหนื่อยล้า เสื้อผ้าเนื้อตัวเต็มไปด้วยดินและเลือด” ไซเรน่าพูดอย่างมีข้อกังขาว่าดาริอุสรู้ความจริงหรือไม่ว่าพระนางไม่ใช่หญิงอ่อนแอ

            ดาริอุสส่ายหน้าทันทีด้วยความซื่อ

            “ระหว่างที่เจ้านอนเล่นอยู่น่ะ” ไบรอันเสนอตัวเป็นผู้อธิบายแทนไซเรน่า เพราะเกรงว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง “ท่านหญิงโรเซลลิน่าเป็นผู้ถล่มกองทัพมังกรจนราบคาบ แถมต่อสู้ทัดเทียมกับมังกรครึ่งมนุษย์อีก เจ้ารู้ไหมว่ามังกรครึ่งมนุษย์แกร่งขนาดไหน”

            ดาริอุสส่ายหน้าอีกครั้ง

            “ถ้ามังกรธรรมดามีความสามารถขนาดนี้” ไบรอันยกมือสองข้างห่างกันประมาณศอกเศษ แล้วแยกมือทั้งสองออกจากกันไปสุดปลายแขน “พลังอำนาจของมังกรครึ่งมนุษย์ก็คงประมาณนี้ เป็นอย่างต่ำ”

            “แล้วพวกท่านรอดมาได้อย่างไรกัน! ที่ดาเรียเอาชนะนางมังกรครึ่งมนุษย์ร่างมังกรได้ไม่แปลกใจ เขาบอกกับข้าว่าตัวเองเป็นนกไฟระดับจักรพรรดิ แต่พวกท่าน...” ดาริอุสตาเหลือกกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ

            “ข้าไม่เกี่ยว ข้าไม่ทำร้ายผู้หญิง” ไบรอันปฏิเสธทันควัน ทำให้ดาริอุสยิ่งวิตกหนักกว่าเก่า “พระนางกับไซเรน่า...แค่สองคน”

            ดาริอุสออกอาการเพ้อราวคนใกล้ตาย ไซเรน่าเดินไปตบบ่าเบาๆแล้วบอกว่ามันคือความจริง

            “มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ มีเจ้าสาวเก่งกว่าเนี่ย” ไซเรน่าตั้งคำถามลอยๆ

            “ไม่หรอก ข้าไม่ได้รังเกียจที่จุดนั้น” ดาริอุสถอนใจเฮือกแล้วพูดต่อ “ข้าแค่อยากมีอิสระ ไม่ถูกผูกมัดด้วยการหมั้นหรือการแต่งงาน ขนาดคนรักยังไม่อยากมีเลย ในหัวข้ามีแต่เรื่องเที่ยวเท่านั้น”

            “แล้วมันเกี่ยวยังไง ทำหน้าอย่างกับกลัวท่านหญิงเลย” ไซเรน่าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

            “เจ้าน่าจะเข้าใจนะไซเรน่า ผู้ล่ากับผู้ถูกล่า ถ้าผู้ถูกล่ามีกำลังเหนือกว่าผู้ล่าก็รอดไป แต่กรณีข้า ผู้ล่าหรือท่านหญิงเก่งมาก แล้วผู้ถูกล่าอย่างข้าจะเหลืออะไร มีแต่จะถูกคล้องคอตอกหมุดอยู่กับที่ตลอดชีวิตแน่”

            “ไม่เลวร้ายอย่างนั้นหรอก” ไบรอันปลอบเบาๆ ม้วนหนังสือคำร้องแล้วพันด้วยด้าย “ไปกันดีกว่าจะได้แนะนำเจ้าให้รู้จักแม่ทัพคนสนิทขององค์จักรพรรดิ บอกไว้ก่อนว่าเจ้าไม่มีเอี่ยวในเรื่องการสืบบัลลังก์หรอกนะ” ไบรอันโบกมือพาทุกคนออกจากกระโจมพัก...

 

            เวลาที่ผู้กล้าแสงตะวันไปทำธุระส่วนตัวจบลงตรงวันที่สองหลังการยาตราของทัพมังกรร้าย ไบรอันในผ้าคลุมไหล่เลอะเลือดเป็นด่างดวงโซซัดโซเซกลับเข้าห้องพักด้วยความเหนื่อยอ่อน เขาเพิ่งไปต่อสู้กับลูกสมุนของจอมปิศาจมาแบบสองต่อหมู่ แม้จะไม่มีบาดแผลฉกรรจ์หากความเมื่อยล้ารุมเร้าทุกข้อต่อ สติแทบจะหลุดจากตัวได้ทุกเมื่อแม้แต่ตอนหายใจออก กระนั้นก็ยังมีแก่ใจเดินไปเปลี่ยนเสื้อชั้นนอกก่อนโยนตัวลงบนที่นอนในตึกพักแขก ในพระราชวังของเพียรซ์

            “เชิญเข้ามาได้ ประตูไม่ได้ลั่นดาน” ไบรอันร้องอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง ดาริอุสเดินเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆ

            “ก็บอกแล้วว่าให้ข้าไปช่วยด้วยก็ได้” ท่านลูกจ้างพูดอย่างถ่อมตนเหมือนลืมไปว่าตนเป็นคนในราชวงศ์

            “จนกว่าจะปราบจอมอสูรได้จะให้เจ้าไปเสี่ยงไม่ได้หรอก แค่นี้สบายมาก” ผู้กล้าแสงตะวันฝืนใจพูด เพราะจะให้ความหวังในการช่วยเหลือเขาเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด ความหวังที่จะได้แก้แค้น

            “อย่างกับท่านจงใจแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้กล้าอย่างนั้นล่ะ ข้าอยากรู้ว่าทำไม”

            ดาริอุสไม่ทันพูดจบก็มีดวงไฟสีทองสว่างจ้าพุ่งเข้ามาในห้อง พอแสงดับลงทั้งคู่ก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอย่างสง่างาม แม้จะกลบเกลื่อนอาการเหนื่อยหอบไม่ได้ก็ตาม เขาคนนั้นคือเวเบอร์ เฟียร์เลส ลูกน้องอันดันหนึ่งของจอมอสูรนั่นเอง เวเบอร์ผู้มีดวงตาสีพระจันทร์แดงก้มหัวเคารพดาริอุสแล้วดีดนิ้ว ผนังห้องทุกด้านฉาบด้วยแสงสีม่วงชั่วลมหายใจเข้า มันคือเวทมนตร์กันเสียงออกไปสู่ภายนอก

            “ได้เวลาข้าก้าวพ้นผ้าม่านแล้วกระมัง ไบรอัน” เวเบอร์พูดกับสหายที่นอนอิดโรยเหมือนผักช้ำแดดอยู่บนเตียง

            “ขอข้าถามตามตรงนะ” ดาริอุสยกมือชี้ประเด็น “มีใครรู้อีกไหมว่าพวกท่านสองคนจับมือกันอยู่ ข้าได้ยินยังตกใจเลยว่าเวเบอร์คนนั้นร่วมมือกับผู้กล้าแสงตะวันด้วย ทั้งที่แอสนาร์ และตอนหยุดปิศาจที่เมืองทางใต้”

            “รวมไปถึงแจ้งข่าวเรื่องทัพมังกรบุกเพียรซ์ด้วย หากตั้งรับไม่ทันกว่าจะรู้ตัวกองทัพคงถึงประตูเมือง” ไบรอันตอบ “คาดว่ามีเพียงท่านหญิงโรเซลลิน่าที่รู้เรื่องนี้ ข้าผิดเองที่ทำให้พระนางจับได้ นั่งก่อนก็ได้เวเบอร์ เราเพิ่งผ่านศึกหนักกันมานี่”

            ไม่ทันพูดจบเวเบอร์ก็คว้าเก้าอี้มานั่งพักขาทันที

            “ข้าต้องการคำอธิบาย ทำไมผู้กล้ากับผู้นำทัพปิศาจจึงมาร่วมมือกัน แถมห้ามบอกไซเรน่ากับคนอื่นๆอีก” ดาริอุสกอดอกอย่างขุ่นเคืองที่ถูกหลอกมาพักใหญ่

            ไบรอันโบกมือโบ้ยให้เพื่อนอธิบายแทนตนที่ไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว

            “เรื่องเริ่มเมื่อสักปีก่อนเห็นจะได้” เวเบอร์คิดถึงวันที่ได้พบกับไบรอันเป็นครั้งแรก “ข้าได้รับใช้พ่อของท่านกระทั่งรู้ว่าเขาถูกควบคุมโดยบางสิ่ง จึงออกตามหาสิ่งนั้นเพื่อปลดปล่อยเขาเป็นอิสระ ใจจริงพ่อของท่านละทิ้งความแค้นได้แล้ว จอมปิศาจดึงเขาให้คงอยู่ในบ่อแห่งความชิงชัง พอดีเจอหมอนี่กับอาจารย์กำลังสืบสาวเรื่องจอมปิศาจอยู่เหมือนกัน ก็เลยร่วมมือกัน จุดประสงค์ของเราคือปลดปล่อยจอมอสูรให้กลายเป็นคนธรรมดาตามเดิม ส่วนเรื่องจอมปิศาจค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง”

            “เจอหน้ากันตอนแรกแทบจะฆ่ากันตาย ไม่คิดว่าจะเป็นเพื่อนกันได้” ไบรอันหัวเราะ

            “ถ้าอย่างนั้นการโจมตีงานรวมตัวผู้นำที่โด่งดังนั่นก็...” ดาริอุสนึกถึงข่าวที่ผู้นำในทวีปใหญ่ไปประชุมกันทำให้มีการแต่งตั้งผู้กล้าแสงตะวัน

            “จัดฉากน่ะสิ ไม่อย่างนั้นข้าจะได้เป็นผู้กล้าหรอ!” ไบรอันหลุดหัวเราะออกมา “ข้าต้องรับบทผู้กล้า จะได้ควบคุมความเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ข้าอยู่ฝั่งมนุษย์ เวเบอร์อยู่ฝั่งปิศาจ ควบคุมไม่ให้สองฝ่ายสู้กันถึงตายเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ผิด จนกว่าจะหาทางช่วยจอมอสูรได้...นี่ที่หายไปก็ไปหยุดกองทัพของจอมปิศาจที่ส่งมาปิดปากพวกเราหรอกนะ บอกไปแล้วนี่นา”

            “แล้วเรื่องข้าล่ะ รู้ได้อย่างไรว่าข้าคือเจ้าชายมาเวอร์ริค”

            “ข้าคือร่างทรงของนางผู้หยั่งรู้ในยุคนี้” ไบรอันตอบตรงๆ “ข้าเป็นคนทำให้เจ้าโดนไล่ออกจากงาน โกรธหรือเปล่า”

            “ไม่หรอก” ดาริอุสสั่นหัว “อยู่กับท่านก็สนุกดี ได้ไปสองเมืองใหญ่ ได้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วจะทำอะไรต่อล่ะ”

            “เราช่วยอโฟเดลออกมาจากเหล่าปิศาจได้แล้ว ทีนี้ก็ต้องเล่นละครสอบสวนนางเหมือนเป็นเชลยจริงๆ หลังจากนั้น...ข้ามองไม่เห็น” ไบรอันตอบด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่มองไม่เห็นอนาคตในช่วงที่อยากเห็น

            “ข้าแนะไปแล้วว่าควรสลับร่างให้พระนางออกมาตอนข้าอยู่ด้วย จะได้ถามตรงๆเลย” เวเบอร์ออกความเห็น

            “ทำได้ด้วยหรือ” ดาริอุสเบิกตาอย่างตื่นเต้น

            “ขนาดขุนนางและจักรพรรดิของเพียรซ์ยังคาดคั้นกับนางไม่ได้ คิดหรือว่าพวกเจ้าจะทำได้” ไบรอันตอบอย่างสิ้นหวัง “แต่ก็น่าลอง ตอนนี้ข้าเหนื่อยแทบลากเลือด หากนางต้องการอาละวาดคงทำได้ไม่ถนัดนัก พวกเจ้าสองคนลองถามดูก็แล้วกัน เผื่อนางจะยอมเปิดปาก”

            ไบรอันยันตัวขึ้นนั่นแล้วดีดนิ้ว เกิดกระจกบานใหญ่เท่าตัวคนขึ้นกลางห้อง มันดูเลือนรางเหมือนเงาผีแล้วค่อยๆชัดเจนจนมีตัวตน แล้วร่างสูงอ่อนระโหยก็ลุกเดินเข้าไปในกระจกราวกับเป็นประตูสู่โลกใหม่...

 

            แล้วสิ่งที่ดาริอุสไม่อยากเชื่อสายตาก็เกิดขึ้น ผู้ที่เดินออกมาจากอีกฟากฝั่งกระจกเป็นหญิงสาว ผมสีเหลืองซีดเหมือนเจ้าของร่างมัดเกล้าไว้ด้านหลังปักด้วยปิ่นสีเงิน ดวงตาสีมรกตขี้เล่นต่างกับผู้กล้าแสงตะวันโดยสิ้นเชิง ผ้าไหมห่อหุ้มร่างนั้นราวกับเป็นนางพญา ตามที่ไบรอันบอกนางคงเป็นผู้หยั่งรู้แน่

            พระนางผู้มีเนตรแห่งเทพยากรณ์ส่งยิ้มขี้เล่นให้ดาริอุสก่อนจะตวัดสายตาดุดันไปทางเวเบอร์

            “บังอาจมากที่เข้ามายุ่งกับกาลเวลาของดินแดนนี้ เวเบอร์ โฟรแซท เฟียร์เลส” พระนางยิ้มในแบบที่อสูรจากขุมนรกยังอยากถอยหนี “รู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในฐานะไหน”

            “ข้ารู้ตั้งแต่โดนโจมตีโดยหน่วยประหารของเทพีแล้วท่านเนอร์วาน่า” เวเบอร์โน้มหัวเคารพ “คิดว่าองค์เทพีคงจะออกไล่ล่าข้าด้วยตัวเองแน่หลังจากนี้”

            “ขัดโองการเทพี หลบหนีการตามล่า แถมทำตัวยุ่งยากในดินแดนอื่นอีก ตอนนี้เจ้ากลายเป็นเหยื่อให้องค์เทพีเฟรเซียล่าเล่นเหมือนกวางในป่า ทางรอดของเจ้าคือยึดจับอีกฝั่งแม้จะเป็นนรกก็ตาม ซึ่งเจ้าทำแน่” พระนางผู้หยั่งรู้พยักหน้ากับเวเบอร์ก่อนหันมาทางดาริอุส สีหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงภายหลังเรียกความวิตกของเวเบอร์ออกมา

            “ท่านพูดเรื่องอะไรหรือ” ดาริอุสไม่แน่ใจว่าควรขัดการสนทนานี้หรือไม่

            “หมอนั่นรนหาที่เท่านั้นเองที่รักไม่ต้องสนใจหรอก” ดาริอุสชะงัก ที่รักหรือ นางไม่พูดเปล่าโถมตัวเข้ามากอดเขาอย่างแนบแน่นอีกต่างหาก “โอ๋ เงียบกอด เงียบกอด”

            ดาริอุสตัวแข็งเหมือนหินทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

            “ถ้าเงียบข้าจะกอดต่อจริงๆนะ ถามมาสิ ถ้าตอบได้จะปล่อย” นางผู้หยั่งรู้ร้องอย่างร่าเริง

            “ถ้าไม่ได้ล่ะ!” ดาริอุสครางอย่างหมดท่า

            “ก็กอดต่อสิ!”

            ดาริอุสทำปากพะงาบๆหันไปขอความช่วยเหลือจากเวเบอร์ลูกน้องของพ่อทันที

            “อย่ายุ่งเวเบอร์! ข้ากำลังเล่นกับสุดที่รักของข้า ไม่เห็นหรือ” เนอร์วาน่าหันไปเอ็ดกับอีกคนก่อนกลับมาพูดเล่นกับดาริอุสต่อ “ถ้าอยากรู้เรื่องต่างๆต้องยอมเป็นของเล่นของข้าก่อน”

            “ทำไมท่านกอดข้าแบบนี้ล่ะ” ดาริอุสพยายามเอาตัวรอดให้ถึงที่สุดตั้งสติถามเรื่องสำคัญก่อนให้นางปล่อยตัว ผู้หยั่งรู้ปล่อยเขาอย่างเสียไม่ได้

            “ก็ข้ารักเจ้านี่ รักเจ้าของร่างนี้ รักเวเบอร์ด้วย...การเป็นนางผู้หยั่งรู้จะต้องรักทุกคนแม้แต่ศัตรู จึงจะสามารถเปิดอนาคตให้คำตอบที่เหมาะสมกับผู้นั้นและสภาพการณ์นั้นๆได้ ไม่อย่างนั้นพลังของข้าจะเสื่อมลงเป็นการลงโทษ การกอดเป็นการแสดงความรักนะรู้ไหม”

            “แล้วทำไมไม่กอดเวเบอร์บ้างล่ะ”

            “ตอบไม่ได้” นางตัดบท “หากไม่รีบถามข้าจะกอดอีกนะ”

            “ข้าจะช่วยท่านพ่อได้อย่างไร” ดาริอุสรีบใช้สมองน้อยๆเค้นคำถามที่สำคัญออกมา หากเป็นไบรอันคงตั้งคำถามที่ดีกว่านี้ได้แน่

            “ตอบไม่ได้” นางพูดอย่างมั่นใจ ยกมือทำท่าจะพุ่งเข้ากอดอีก

            “ข้าจะชนะจอมปิศาจได้ยังไง”

            “ตอบไม่ได้” นางเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

            “ทำไมตอบไม่ได้ล่ะ ท่านคือผู้หยั่งรู้ไม่ใช่หรือ” ดาริอุสร้อง นางยอมถอยแต่โดยดี ทำหน้าเซ็งพอเป็นพิธี

            “ไม่ใช่ไม่รู้แต่ตอบไม่ได้ เรื่องบางเรื่องข้าก็ถูกเบื้องบนสั่งปิดปากเงียบ ปล่อยให้ช่วงเวลาทำงานด้วยตัวของมันเอง อย่างเช่นการช่วยเหลือดัชเชลพ่อเจ้า ขึ้นอยู่กับเวลาว่านางผู้นั้นจะเจอสิ่งนั้นเมื่อไร ถึงเวลาเจ้าจะเข้าใจเองว่าควรทำอย่างไรกับจอมปิศาจ รู้หมดก็อดสนุกสิ”

            “แล้วข้า...คณะของผู้กล้าแสงตะวันควรจะไปทางใดต่อดี”

            “คนที่สำคัญตนผิดจะเป็นผู้นำทางต่อ นางเป็นผู้หลงใหลแสงสว่างเหมือนข้า” ดวงตาสีมรกตแฝงความเศร้าน้อยๆ ก่อนกลับมาเล่นสนุกต่อ “อีกไม่นานพวกเจ้าจะพบผู้ช่วยเหลือ และจะเดินทางไปปลุกร่างข้าที่เมืองแก้วผลึก”

            “ข้าไม่เข้าใจ ท่านเข้าใจไหมเวเบอร์ว่านางหมายถึงใคร”

            “ผู้ช่วยเหลือจะฝากรอยแผลแห่งบาปให้ผู้กล้าแสงตะวันเป็นครั้งที่สอง ถ้าไม่ถามต่อข้ากอดอีกนะ”

            “พอแล้วๆ! ข้าไม่มีคำถามอีกแล้วล่ะ” ดาริอุสรีบพูดด้วยความกลัว เขาไม่ชินกับผู้หญิงเท่าไรนัก ยิ่งเป็นสาวงามด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่

            “พบกันคราวหน้าเจ้าหนีข้าไม่รอดแน่” โดยไม่สนใจเวเบอร์แม้แต่น้อยนางผู้หยั่งรู้เดินเข้าไปในกระจกแล้วกลับกลายเป็นผู้กล้าแสงตะวันตามเดิม

            “แทบไม่ได้อะไรเลย” ผู้กล้าแสงตะวันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก “อย่างน้อยนางก็ไม่อาละวาด”

            “ท่านได้ยินนางพูดด้วยหรือ” ดาริอุสถามเลียบเคียง

            “สัมผัสทั้งหมดเป็นของข้ายกเว้นเสียงกับรูปร่างภายนอกที่เป็นหญิง” ไบรอันตอบเสียงขุ่น “คงผ่านอะไรมามากกว่าที่เล่าสินะเวเบอร์”

            เวเบอร์พยักหน้าแข็งๆราวกับคิดอะไรอยู่ กระจกวิเศษของไบรอันค่อยๆหายไปเหมือนตอนที่มันปรากฏ

            “ข้าคิดว่ารู้ ว่าผู้สำคัญตนผิดคือใคร” เวเบอร์สบตาไบรอัน ความคิดทั้งสองรวมเป็นหนึ่งเดียวชั่วขณะ

            “ใครหรือ” ดาริอุสโผล่งขึ้นกลางความเงียบ

            “เรื่องนั้นรอได้ดาริอุส ตอนนี้เรามีเรื่องด่วนกว่านั้น” ไบรอันตั้งท่าพูดเป็นงานเป็นการ “เจ้าน่าจะรู้ว่าเราอยู่ในเขตอบอุ่น อากาศร้อนจนเหงื่อออกมาก และมันหมักหมมจนเป็นกลิ่นตัว”

            “แล้วไง”

            “ตัวเจ้าเหม็นสุดๆเลยน่ะสิ รีบไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย ไม่มีแต่” ไบรอันขู่ฟ่อ...

 

 

 




NEKOPOST.NET