Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 9 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.9 - พบเจอกันอีกครั้ง


ดาบที่9 : พบเจอกันอีกครั้ง

 

 

             โครม!!!

            “คาร์นี่ย์ ไม่เป็นอะไรนะ”

            เชอร์เบ็ทร้องเสียงด้วยน้ำเสียงที่แทบจะเหมือนกรี๊ด เธอวิ่งไปประคองร่างของเด็กหนุ่มที่นอนวัดพื้นถนนอยู่หลังจากที่เข้าโค้งด้วยความเร็วแล้วถูกรถเหวี่ยงปลิว

            พื้นที่ที่ใช้ฝึกขับรถนั้นเป็นถนนตัดป่าขึ้นไปยังภูเขาซึ่งเป้นถนนเลนกว้างและเหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกขับรถ ยิ่งเด็กฝึกหัดใหม่ใสกิ๊งอย่างคาร์นี่ย์แล้วยิ่งเหมาะเข้าไปใหญ่ แต่ผลที่ได้ดูไม่ค่อยโอเคเท่าไรนัก

            “ไหวๆ สบายมาก” คาร์นี่ย์พูดแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้เป็นเชิงบอกว่าโอเคดี พร้อมกับเดินกลับไปขึ้นรถก่อนจะหันมาขยิบตาชูนิ้วโป้งให้อีกครั้งนึง “คราวนี้แหละไม่พลาดแน่นอน”

            ครู่ต่อมา

            ปั้ง!!!

            ร่างสูงกลิ้งโคโล่ลงไปนอนจูบกับพื้นถนนอีกครั้ง เสียงกรีดร้องดังมาจากเชอร์เบ็ทอีกครา คราวนี้เจ้าตัวดีดร่างขึ้นมายืนก่อนหันมายิ้มแล้วชูนิ้วโป้งให้อีกครั้ง

            “ฉันสบายมาก…”

            แล้วน้ำสีแดงๆข้นๆก็ไหลออกมาจากหัว คนสอนขับรถถึงกับกรี๊ดลั่นราวกับเห็นผี

            “สบายที่ไหนของนายเนี่ย!!!” หญิงสาววีนลั่น

            เกรนิตี้วิ่งทั่กๆๆมาแต่ไกลแล้วจัดการสมานแผลที่หัวให้คาร์นี่ย์ก่อนจะวิ่งกลับไปรวมกลุ่มกับไรดีนและไอน์ซาโม่โดยที่ไม่ได้พูดอะไร

            ส่วนเจ้าตัวดีก็เอาแต่ฉีกยิ้มยิงฟันชูนิ้วโป้งให้กับสาวเจ้าของผมสีน้ำตาลทอง

            “เห็นไหม สบายมาก เฮะๆๆๆๆ”

            คาร์นี่ย์เดินดุ่มๆกลับไปที่รถอีกครั้ง เชอร์เบ็ทกุมขมับตัวเองด้วยปวดหัวกับความดื้อด้านของอีกฝ่าย แต่ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไป

            “เจ้าคาร์นมันอึดยิ่งกว่าแมลงสาบซะอีก” ไรดีนพูดหลังจากยืนกอดอกมองดูอยู่นาน

            “อย่ามาว่าคาร์นของฉันเป็นแมลงสาบเชียวนายมนุษย์ตายด้าน” ไอน์ซาโม่แหวใส่โดยไม่ยอมละสายตาจากคาร์นี่ย์ “เขาเรียกว่าเป็นผู้ชายมีความอดทนสูง น่ารัก ไว้ใจได้ เนอะเกรนิตี้จัง”

            “เอ้อ… อ้า… ค่ะ”

            คนถูกถามเออออทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องว่าถูกถามอะไรเพราะเอาแต่จ้องไปที่ร่างสูงที่พยายามฝึกขับรถรอบที่ห้าสิบได้แล้ว แต่ก็ยังไม่คืบหน้าอะไรเลย ที่ได้ก็คงจะเป็นความยาวของถนนที่วัดมาหลายรอบแล้วล่ะมั้ง

            “ฉันว่าอีกไม่นานเดี๋ยวก็ได้นอนเล่นบนถนนอีกแน่ๆ” เชอร์เบ็ทบ่นพึมพำอยู่คนเดียว

            “แอ๊ฟ!!!

            ไม่ทันขาดคำร่างของคนมาดกวนก็ปลิวลอยไปในอากาศ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับจะบอกกับทุกๆคนว่า… I believe I can fly…

            ร่างนั้นปลิวกระเด็นมาทางด้านเชอร์เบ็ท ก่อนจะกระแทกกับร่างบางในชุดเอี๊ยมเข้าอย่างจังเบอร์แล้วกลิ้งโคโล่ไปกับพื้นถนนด้วยกัน

            “เฮ้ๆๆ ขานั้นปักธงผู้หญิเพิ่มอีกแล้วแหนะไอน์”

            ไรดีนว่าแล้วชำเลืองมองหญิงสาวข้างตัวที่มีอาการคิ้วกระตุกวัดความรุนแรงในการสั่นสะเทือนได้หลายริกเตอร์ เจ้าตัวเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งจึงตีเนียนเล่นกับแคนิสที่ส่งเสียงร้องเมี๊ยวอย่างออดอ้อนอยู่ข้างๆตน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปทางคาร์นี่ย์ที่อยู่สภาพขึ้นคร่อมบนตัวของเชอร์เบ็ท อันเป็นภาพที่หากคนอื่นมาเห็นเข้าจะเป็นอะไรที่ชวนเข้าใจผิดแบบสุดๆไปเลย

            “คาร์น!!!” ไอน์ซาโม่ร้องลั่นพร้อมกระทืบเท้าปึงปังราวกับเด็กเอาแต่ใจ แต่ที่หนักกว่าเด็กเอาแต่ใจก็ตรงที่พื้นถนนร้าวนี่แหละ

            “อ๋อย มึนหัวเห็นดาวปิ้วๆเต็มหัวเลย” คาร์นี่ย์แตะขมับตัวเอง พอตั้งท่าจะลุกก็เสียศูนย์ไปล้มทับร่างที่นอนอยู่อีก

            “อ๊าย นี่จะทำอะไรฉันเนี่ย” เชอร์เบ็ทร้องโวยวายลั่น เพราะตอนแรกก็แค่คร่อม แต่คราวนี้โดนทับเลยนี่สิ

            หญิงสาวพยายามดันร่างนั้นออกไป แต่น้ำหนักตัวของอีกฝ่ายไม่ใช่น้อยๆทั้งๆที่ดูผอมแต่น้ำหนักกลับเยอะเกินความคาดหมาย เจ้าคนกวนยันตัวลุกขึ้นยืนเดินเซไปเซมาจับทางไปถูก พอตั้งสติได้ก็โดนมือของใครบางคนมาดึงหูจนร้องเจี๊ยก พอหันไปมองเจ้าของผลงาน ก็โดนเจ้าตัวล็อคแขนเอาไว้ แถมดวงตาสีอเมทิสต์ยังมองไปทางเชอร์เบ็ทด้วยท่าทางไม่พอใจอีกต่างหาก

            “มันเป็นอุบัติเหตุน่าไอน์” คาร์นี่ย์หันไปพูดกับสาวข้างตัว ทั้งๆที่ยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะอยู่ “โทษทีนะ แต่ชวยประคองสักแป๊บนึง ฉันยังมึนๆอยู่”

            ใบหน้ากวนก้อมต่ำลง มือข้างที่ว่างค้ำเข่าเอาไว้ก่อนสะบัดหัวเพื่อไล่อาการมึนงงให้ออกไป โดยมีสายตาเป็นห่วงส่งมาจากคนข้างๆ ไอน์ซาโม่โบกมือเรียกเกรนิตี้ให้รีบมาดูอาการ เพราะเกรนิตี้เป็นคนเดียวที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์และการรักษา

            “อาจจะกระทบมากเกินไปน่ะค่ะ สมองเลยเบลอๆ ควรพักผ่อนก่อนนะคะเนี่ย”

            คำวินิจฉันของสาวแกะส่งผลให้คาร์นี่ย์โดนไอน์ซาโม่ใช้แรงมหาศาลดุจคชสารลากไปนั่งที่ใต้ร่มไม้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่ยืนอยู่ในตอนแรกเท่าไรนัก ส่วนทางเชอร์เบทที่ดูเหมือนจะหายเจ็บแล้วกำลังเดินตามมาโดยมีไรดีนกับแคนีสเดินตามหลังไม่ห่าง

            “โทษทีนะเชอร์เบ็ท” คาร์นี่ย์ออกปากขอโทษก่อนจะโดนไอน์ซาโม่บังคับให้หลับตาพัก

            “อะ อื้อ คราวหลังก็อย่าทำรุ่มร่ามกับฉันอีกล่ะ” เชอร์เบ็ทพูดพลางเกาแก้มอย่างอายๆเมื่อนึกไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่

            “คาร์นไม่คิดทำอะไรรุ่มร่ามกับเธอหรอกย่ะ แบร่” ไอน์ซาโม่พูดแก้แล้วแลบลิ้นใส่ด้วยท่าทางกวนๆ

            ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยกินเส้นกับเชอร์เบทสักเท่าไรนัก เกรนิตี้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆหัวเราะเสียงใสเพราะไม่เคยเห็นไอน์ซาโม่แสดงอาการไม่ชอบใจกับใครแบบนี้มาก่อน ทางไรดีนเองนั้นกำลังมองไอน์ซาโม่กับเชอร์เบทสลับกันอยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะหึออกมาอย่างมีความนัย จนดวงตาสีอเมทิสต์ต้องตวัดไปมองด้วยสายตาไม่พอใจ

            “หึเหอะอะไรกัน อยากลองดีรึไง”

            “ก็เปล่า” ไรดีนว่า ดวงตาเย็นชาส่อแววกวนโอ๊ยเหมือนจะนึกสนุกอะไรขึ้นมาได้ “เธอไม่ชอบใจเชอร์เบ็ทเพราะเชอร์เบ็ทมีหุ่นที่บึ้มกว่าใช่ไหมล่ะ”

            “พรู่ดดดด” คาร์นี่ย์ที่กำลังดื่มน้ำที่เกรนิตี้ป้อนถึงกับสำลักและพ่นน้ำออกมา ก่อนจะไอค่อกๆแค่กๆ

            คนถูกวิจารณ์ทั้งสองคนลูบๆคลำๆก่อนปิดรูปร่างตัวเองด้วยใบหน้าขึ้นสีจัดด้วยกันทั้งคู่ แต่ไอน์ซาโม่ยังไม่วายแอบเหลือบมองไปที่หน้าอกของเชอร์เบทแล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน

            “ฉันรู้ว่าคาร์นไม่ชอบอะไรที่ใหญ่เกินงามย่ะ ใช่ไหมคาร์นี่ย์” เธอหันไปถามความเห็นอีกฝ่ายที่ตีเนียนนอนนิ่ง ก่อนจะกระซิบใกล้ๆว่า “ตอบดีๆนะคะคาร์น”

            “เอ่อ ไม่รู้ไม่ชี้ ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ขอนอนพักดีกว่า คร่อก…” คนกวนละล่ำละลักแล้วชิ่งไม่ตอบคำถามได้หน้าตาเฉย

            ไอน์ซาโม่แยกเขี้ยวขู่ฝ่อราวกับงูที่กำลังโมโหร้าย แล้วกระโจนไปเกาะแกะคาร์นี่ย์อย่างหึงหวงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่รู้เลยว่าคนที่โดนเกาะนั้นกำลังอึดอัดใจขนาดไหน แต่ก็พูดอะไรออกไปไม่ได้เพราะกลัวจะโดนทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ

            ดูเหมือนเรื่องฝึกขับรถจะต้องรอต่อไปอีกนิด

 

            “ฮ่าๆๆ พวกเขาดูตลกเป็นบ้าเลย”

            เสียงทุ้มนิ่มดังจากบนตั้นไม้ ในมือนั้นมีกล้องส่องทางไกล และที่สำคัญคือเขากำลังจับตามองกลุ่มของคาร์นี่ย์อยู่ห่างๆ ครึ่งหน้าถูกสวมด้วยหน้ากากกันแก๊สพิษ ทำให้ทุกๆครั้งที่หายใจก็จะมีเสียงฟู่ๆออกมา เขามีดวงตาสีฟ้าและผมสีน้ำตาลยาวปรกหน้าผาก ที่ไหล่ปรากฏอีกาตัวหนึ่งเกาะไหล่อยู่

            “ทำไมแกถึงได้สนใจเจ้ากลุ่มนี่จังนะ” เสียงคนร่างบึ้กที่นั่งอยู่ใต้ต้นถามอย่างเหนื่อยหน่าย “แค่ขับรถยังทำไม่ได้เลย”

            “ฉันก็มีเหตุผลของฉันล่ะน่า ถ้าเบื่อก็ไปหาอะไรทำก็ได้ไป๊ ชิ่วๆ ไม่ได้บอกให้มาอยู่ด้วยเลย” ชายในหน้ากากกันแก๊สพิษออกปากพร้อสะบัดมือไล่

            “แกน่ะ พอคลาดสายตาไปก็แอบไปก่อเรื่องทุกที ฉันเลยต้องมาเฝ้านี่ไง” คนใต้ต้นไม้บ่นก่อนจะโยนหินเล่น

            ส่วนเจ้าคนที่ถูกว่าไม่ได้สะทกสะท้านหรือสนใจคำพูดของอีกฝ่ายเลยสักนิด ตอนนี้เขากำลังสนใจกับกลุ่มคนที่เขากำลังจับตามองอยู่มากกว่า

            “คนครอบครองวอร์นี่น่าสนุกดีว่าไหม เพสทิเลนท์” สิ้นคำถาม ดาบที่สำพายอยู่ด้านหลังก็สั่นไหวราวกับจำตอบรับคำพูดนั้น นั่นทำให้รอยยิ้มสนุกผุดขึ้นภายใต้หน้ากากนั้น “ฉันว่าแล้วว่านายจะต้องเห็นด้วย”

            ผู้จับตามองที่รู้เรื่องวอร์ปรากฏตัวออกมาแล้ว เขาเป็นใครและจะเป็นคนแบบไหนกันนะ

 

            การแข่งใกล้เข้ามาทุกขณะ คาร์นี่ย์จึงต้องกดดันตัวเอง จนในที่สุดเขาก็สามารถขับรถได้คล่องภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นผลมาจากช่วงกลางดึกที่เขาจะแอบวางยานอนหลับสองสาว เพื่อที่จะได้ย่องออกไปฝึกขับรถคนเดียวได้ ภายหลังพอโดนจับได้เรื่องวางยานอนหลับเขาก็นึกว่าพวกเธอจะโกรธ ทว่า…

            “ฉันหลับสนิทแล้วแท้ๆ คาร์นน่าจะทำอะไรกับไอน์ซักหน่อยสิคะ” ไอน์ซาโม่พูดอย่างทะเล้น

            “เดี๋ยวๆๆ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นซักหน่อย”

            “คุณคาร์นวางยานอนหลับฉันด้วยเหรอคะ” เกรนิตี้พูดด้วยสีหน้าปั้นปึ่ง “คราวหลังก็อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะแย่เอา เข้าใจไหมคะ”

            “พวกเธอจะมาจับตามองฉันเฉยๆหรือว่าเป็นแม่เนี่ย” คาร์นี่ย์บ่นงึมงำ

            “ฉันได้ยินนะคาร์น” ไอน์ซาโม่แหวแล้วตีแขนคนกวนไปทีนึง

            “แล้วเป็นไงบ้างล่ะ”

            คาร์นี่ย์ยิ้มแทนคำตอบให้กับคำถามของไรดีน อีกฝ่ายยิ้มตอบกลับอย่างพึงพอใจแล้วชี้นิ้วไปที่ข้างนอกกรอบหน้าต่าง ซึ่งเขาเห็นสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่างกำลังขับรถผ่านไปมา แล้วถ้าเดาไม่ผิด

            “ไอบ้าไรดีน เอ็งปลูกฝังอะไรเพี้ยนๆให้สัตว์เลี้ยงของเอ็งกันฟะ หมาบ้าที่ไหนมันขับรถซิ่งไปซิ่งมาแบบนี้ ห๊ะ!?” คาร์นี่ย์โวยวายจนแทบจะกรี๊ดก่อนทรุดตัวลงราวกับคนหมดหวัง

            “มันฝึกตั้งแต่เมื่อวานแหน่ะกว่าจะได้ขนาดนี้”

            ยิ่งได้ฟังคำของไรดี ตัวของเด็กหนุ่มก็เหมือนจะหดเล็กลงและแทรกไปอยู่มุมมืดของห้องด้วยความหดหู่ใจ

            “ฉันฝึกเกือบตาย ดันแพ้หมาป่าพิลึกๆที่ร้องเป็นแมวงั้นเหรอเนี่ย… แงๆๆๆๆ”

            “เอาล่ะไปกินข้าวกันเถอะ”

            ไรดีนออกปากชวนก่อนสองสาวจะเออออห่อหมกด้วย ทำให้คนที่นั่งน้อยใจอยู่สะดุ้งโหยง

            “สนใจกันบ้างสิฟะ!” คาร์นี่ย์หันไปคำรามลั่นแล้วนั่งจ๋อยอยู่กับที่

            “นั่งทำใจไปก่อนก็แล้วกันเนอะ เดี๋ยวซื้อของกินมาฝาก”

            ไอน์ซาโม่หัวเราะแล้วทั้งสามคนก็ออกจากบ้านเช่าไป ทิ้งคาร์นี่ย์ให้นั่งจ๋อยอยู่คนเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าน้อยใจ แต่ก็ทำเป็นน้อยใจไปงั้นแหละ พอเห็นว่าเพื่อนๆไปแล้วก็ตั้งท่าจะลุกออกไปซ้อมขับรถอีกซักหน่อย ก็บังเอิญได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน เขารีบกลับไปนั่งที่มุมเดิมเพื่อหวังแกล้งทั้งสามหน่อที่บังอาจทิ้งเขาไป

            “ขอโทษนะคะ เคาะประตูอยู่นานแล้วแต่ไม่มีใครตอบแถมประตูไม่ได้ล็อคด้วยเลยถือวิสาสะเข้ามา มีใครอยู่รึเปล่าคะ”

            เสียงที่ไม่คุ้นหูทำให้เด็กหนุ่มต้องปรับสีหน้าปกติก่อนจะเดินไปทางประตูบ้าน ในเสี้ยววินาทีที่ได้เห็นหน้าผู้มาเยือนเด็กหนุ่มถึงกับชะงักงัน เวลาของเขาแทบจะหยุดหมุนไปโดยปริยายเมื่อได้เห็นดวงตาสีแดงที่สดใสราวกับอัญมณีคู่นั้น พอเหลือบมองเส้นผมสีทองของอีกฝ่าย สัมผัสที่เคยรู้สึกได้ในวัยเด็กก็กลับมาอีกครั้ง

            “เอ่อ” เป็นหญิงสาวที่คิดจะเริ่มบทสนทนาขึ้น ใบหน้าของเธอแดงจัด

            “โพลิน่า/คาร์นี่ย์” ต่างฝ่ายต่างเรียกชื่อของกันและกันก่อนจะสะดุ้งเฮือกพร้อมกันทั้งคู่ “ว่าไงครับ/ว่าไงคะ”

            แล้วความเงียบเข้ามาปกคลุม ต่างฝ่ายต่างเขิน หญิงสาวเหลือบมองไปที่ผนังในขณะที่คาร์นี่ย์นั้นก้มหน้าก้มตามองไปที่พื้น

            ‘บรรยากาศแบบนี้มันอะไรกันเนี่ย’ คาร์นี่ย์คิดในใจก่อนเอามือแตะไปที่หน้าอก ที่ซึ่งหัวใจกำลังเต้นรัวราวกับใกล้จะระเบิดออกมาเต็มที

            “รสนิยมเจ้าเด็ดขาดจริงๆว่ะ ข้าเชียร์ๆ ลุยเลยเจ้านายข้า อย่าได้รีรอ” วอร์เชียร์ด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม “สองต่อสองภายในบ้าน มันต้อง ตี๊ด(Censor) แล้วก็ ตู๊ด (Censor) แล้วล่ะ”

            “ม่ายยยย…” คาร์นี่ย์ร้องลั่นเมื่อวอร์พยายามยักความคิดพิเรนทร์ๆให้เขาอีกแล้ว แต่พอรู้ว่าหลุดพูดออกไปก็รีบแก้ “…ได้เจอกันตั้งสิบปีแล้วเนอะ”

            “เอ้อ นึกว่าจะพูดอะไร ตกใจหมดเลย จู่ๆก็โวยวายขึ้นมา” โพลิน่าพูดก่อนถอนหายใจ

            ความเงียบสงบกลับเข้ามาปลกคลุมกันอีกครั้ง ทั้งคู่หันกลับมามองหน้ากันครู่หนึ่ง

            “ฮ่าๆๆๆๆๆ” ทั้งสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างไม่มีเหตุผล

            “เข้ามาที่ห้องรับแขกก่อนสิโพลิน่า” คาร์นี่ย์พูดแล้วเดินนำโพลิน่าไปทางห้องรับแขก ที่มีการตกแต่งด้วยวอเปเปอร์สีอ่อนสบายตาที่มาคู่กับโต๊ะแบบเรียบๆ “เดี๋ยวฉันยกขนมกับน้ำชามาให้นะ”

            คาร์นี่ย์กุลีกุจอพุ่งตัวเข้าไปในห้องครัว ไม่กี่อึดใจเขาก็กลับมาพร้อมถาดที่มีขนมเค้กและชุดน้ำชา ร่างสูงวางของบนถาดไว้บนโต๊ะอย่างนิ่มนวล ก่อนจะเก็บถาดไว้บนชั้นเก็บของใกล้ๆ จากนั้นก็ไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับโพลิน่าด้วยท่าทางตื่นเต้น

            “นี่คาร์นี่ย์”

            “ไม่รับไม่สนไม่ฟังจ้า บอกมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ว่าให้เรียกว่าคาร์นน่ะ”

            คนกวนทำเมินมองไปอีกทางพลางผิวปากในมาดกวนโอ๊ยสุดๆ

            “โธ่ คาร์น”

            “ครับ” คาร์นี่ย์ขานรับอย่างแข็งขันจนอีกฝ่ายหัวเราะในความทะเล้นของเด็กหนุ่ม “มีอะไรเหรอโพลิน่า”

            “สร้อยเชือกถักน่ะ คือว่ามัน… ยังอยู่รึเปล่า?” เธอพูดแล้วชูมือซ้ายขึ้นมาในระดับสายตา เผยให้เห็นสร้อยข้อมือที่ถักจากเชือกสีแดงของเธอ ซึ่งเป็นสีที่ตัดกับผิวขาวๆของเธอจนดูเด่น

            “อ๋อ” คาร์นี่ย์ร้องแล้วยกมือซ้ายขึ้นมาบ้าง ของเขาเป็นสร้อยข้อมือเชือกถักสีน้ำเงิน พอโชว์เสร็จก็พลิกป้ายบางที่ห้อยที่สร้อยข้อมือ ป้ายมีอักษร P เป็นตัวนูนขึ้นมา “ฉันใส่มันไว้ตลอดไม่เคยห่าง ป้ายนี้ของฉันล่ะ ยังอยู่รึเปล่า?”

            อัศวินสาวยิ้มหวานแล้วพลิกป้ายที่มีตัวอักษร C ให้กับอีกฝ่ายดู มันเป็นสิ่งที่เขาทำเล่นๆให้กันและกันตั้งแต่สมัยเด็กๆ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันมิตรภาพที่เขาและเธอมีให้ต่อกัน แต่พอมาตอนนี้มันกลับรู้สึกมีความหมายที่ต่างจากเมื่อตอนเด็กๆไปมากเลยล่ะ

            “ทำไมถึงรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ล่ะ” เด็กหนุ่มถามพร้อมกับรินชาใส่ถ้วยชาของอีกฝ่าย

            “บังเอิญไปเห็นในใบลงทะเบียนของเธอพอดีน่ะ” หญิงสาวเลี้ยงที่จะบอกตรงๆแล้วแสร้งรับชามาจิบ “นี่มัน เลดี้เกรย์ นี่นา”

            “ยังโดนใจเธอเหมือนเดิมล่ะสิ”

            สิ้นคำของเด็กหนุ่มอีกฝ่ายก็มีอาการหน้าขึ้นสีนิดๆ แน่นอนว่าการที่ผู้ชายจำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเธอได้นั้นมันเป็นอะไรที่โรแมนติกและน่าปลื้มใจมากในฐานะผู้หญิงคนนึง

            “ทำไมถึงคิดจะลงแข่งงานนี้ล่ะ”

            “เพื่อไล่ตามเธอไปให้ทันและให้ใกล้ที่สุดยังไงล่ะ” คาร์นี่ย์ตอบแบบขวานผ่าซากคนฟังถึงกับใช้นิ้วมือข้างที่ว่างจิกขาโต๊ะ แต่คนตอบเหมือนจะไม่รู้ก่อนจะพูดต่อ “ฉันมาแผ่นดินใหญ่เพื่อเติมเต็มคำสัญญาของฉันที่เคยให้ไว้”

            “ยะ อย่าคิดว่าฉันจะเข้าข้างเธอล่ะ หมายถึงในงานประลองนี้น่ะ” โพลิน่าพูดด้วยใบหน้าสงบเสงี่ยมแล้วเบนสายตาไปทางอื่น “ถึงฉันจะเป็นหนึ่งในอัศวินสูงสุด แต่ก็ไม่สามารถแทรกแซงการประลองครั้งนี้ได้”

            “นั่นคือเหตุผลที่เธอมาหาฉันวันนี้เหรอโพลิน่า” เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันไม่ได้หวังให้เธอเข้าข้างฉันอยู่แล้ว ฉันจะต้องคว้าตำแหน่งมาให้ได้ด้วยฝีมือตัวเองเท่านั้น ไม่งั้นฉันจะพิสูจน์ตัวเองได้ยังไงล่ะ”

            “อะ อื้อ คิดได้แบบนั้นก็ดี ฉันจะได้ไม่ลำบากใจ” เธอยังคงตอบด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ทั้งๆที่มีจิกขาโต๊ะแทบทะลุอยู่รอมร่อ

            ‘ดีใจจัง เขามาตามสัญญาจริงๆด้วย’ โพลิน่าคิด

            ‘ต่อให้ชนะการประลองได้ แต่เราจะเอาชนะเธอได้ยังไงกันล่ะเนี่ย’ คาร์นี่ย์แอบร่ำร้องอยู่ในใจ

            “มันก็ต้องพยายามสิ ความรักเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม ความรักคือสิ่งที่พลิกผันชีวิตมนุษย์ได้มากที่สุด” วอร์พูดขึ้นก่อนส่งเสียงหึในลำคอ “ข้ามองแล้ว ยังไงนางก็ต้องมีใจให้กับเจ้าแน่ๆ”

            “จะ จะ จะ จริงเหรอ ทำไมไม่เห็นเหมือนอย่างที่นายว่าเลยฟะ” คาร์นี่ย์ถามวอร์แล้วจ้องไปที่คนตรงหน้าที่มีท่าทางและสีหน้าที่ดูสงบเสงี่ยมราวกับไม่สนใจ “บางที เธออาจจะแค่อยากเจอฉันในฐานะเพื่อนเก่าก็ได้ ช่วงเวลาที่ผ่านมาอาจทำให้เธอคิดเรื่องเกี่ยวกับฉันต่างออกไปจากในตอนแรก”

            “เชื่อข้าสิ” วอร์บอกแค่นั้นแล้วก็เงียบไป

            “โพลิน่า” คาร์นี่ย์เรียกอีกฝ่าย ดวงตาสีทับทิมของฝั่งตรงข้ามจึงเบนกลับมาสนใจเขาอีกครั้ง “เธอยังรอฉันอยู่รึเปล่า”

            พอเจอคำถามตรงๆหญิงสาวก็นิ่งเงียบไป ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่มันน่าอายมากที่จะตอบ แล้วยิ่งกับคนตรงหน้าด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่

            “ฉันยัง มะ… ไม่มี คะ… ใคร” พูดจบโพลิน่าก็รีบตีสีหน้าปกติแต่ก็แอบหน้าขึ้นสีอยู่นิดๆ

            สิ้นคำตอบที่แม้จะตะกุกตะกัก แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง เขาแทบอยากจะวิ่งกรี๊ดไปทั่วทั้งเมืองซะด้วยซ้ำ ถ้าไม่กลัวว่าคนที่ตัวเองชอบกำลังมองอยู่ตอนนี้ล่ะก็ คนทั้งเมืองคงได้เห็นเขาทำแบบนั้นไปแล้ว

            “แล้วนี่เธออยู่กับใครล่ะคาร์น” โพลิน่าถาม สายตาสอดส่องไปในห้องซึ่งใกล้ๆนั้นมีสัมภาระที่มากเกินกว่าคนๆเดียวจะแบกมาอยู่ นั่นทำให้เธอนึกสงสัยขึ้นมา

            “เพื่อนที่เจอระหว่างทางน่ะ ก็มีคนนึงชื่อไรดีน ที่มาพร้อมกับหมาป่าพิลึกๆ แล้วก็ยัยไอน์ รายนี้น่ะทำตัวพิลึกสุดๆจนฉันปวดหัว ส่วนคนสุดท้ายก็เกรนิตี้ เป็นคนฉลาดมากๆเลย แต่ก็มีมุมเปิ่นๆอยู่เยอะเหมือนกัน พวกเขาอยู่ทีมเดียวกันกับฉันตอนแข่งรอบแรกด้วยแหละ”

            “งั้นเหรอ” โพลิน่ายิ้มรับ แต่มีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยพอใจ เรื่องนี้เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไรนัก แต่พอเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็ทำให้เธอต้องลุกขึ้นยืน “ฉันต้องขอตัวไปก่อนแล้วล่ะ พอดีว่าถึงเวลาประชุมแล้วน่ะ”

            “อื้อ” คาร์นี่ย์รับคำด้วยสีหน้าเสียดายอย่างไม่ปกปิด “ไว้เจอกันอีกนะ”

            “จ้า ไว้เจอกันอีกแน่นอน วันแข่งวันแรกก็สู้ๆนะ” โพลิน่าพูดแล้วเดินนำโดยมีคาร์นี่ย์เดินตามเพื่อไปส่งที่ประตูหน้าบ้าน ก่อนจะออกจากบ้านไปหญิงสาวหันมาแล้วยืนมองหน้าของเขานิ่งราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง

            “มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าโพลิน่าหรือว่ามีอะไรติดอยู่ที่หน้าของฉัน”

            คาร์นี่ย์ปัดหน้าตัวเองพัลวัน อีกฝ่ายหัวเราะให้กับท่าทางตลกๆนั้นก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ

            “ไม่มีอะไรหรอก ฉันไปก่อนนะ” โพลิน่าพูดแล้วหันหลังให้แต่ก็ชะงักลง พร้อมกับพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ “ชนะให้ได้นะ…”

            “ห๊ะ เธอพูดว่าอะไรนะฉันฟังไม่ค่อยได้ยิน” เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนอีกฝ่ายสะดุ้งตกใจ

            “ฉันพูดว่า… ชนะให้ได้นะคาร์น!

            เธอกล่าวเสียงดังแล้ววิ่งจากไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มจ้องมองหลังของเธอค่อยๆห่างออกไปทีละนิดๆ ถึงจะน่าเศร้าที่อีกฝ่ายอยู่คุยกันนานกว่านี้ไม่ได้ แต่เชื่อสิ ความรู้สึกดีๆที่อัดแน่นอยู่ในอกเขาตอนนี้มันทดแทนกันได้

            กำลังใจได้มาเต็มเปี่ยมขนาดนี้แล้ว ดวงตาสีดอกกุหลาบก็กวาดหารถมอเตอร์ไบค์คู่ใจแล้วขึ้นคร่อม วันนี้เขาเองรู้สึกเหมือนกับว่าการฝึกเป็นเรื่องที่สนุกสนานกว่าวันก่อนๆมาก มันเป็นเรื่องแปลก แต่ก็นับว่าดี เสียงเครื่องยนต์ถูกสตาร์ทดังกระหึ่มไปท่วบริเวณ ใบหน้าของหญิงสาวยังคงตราตรึงอยู่ในห้องความคิดของเขา พอได้สติเขาก็ฉีกยิ้ม แล้วออกรถไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องตามหลังไปติดๆ




NEKOPOST.NET