Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 8 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.8 - บางครั้งนักรบก็ต้องยอมผันตัวมาเป็นเด็กแว๊นบ้าง


ดาบที่8 : บางครั้งนักรบก็ต้องยอมผันตัวมาเป็นเด็กแว๊นบ้าง  

 

 

            หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปรวดเร็วราวกับการถอนหายใจเพียงหนึ่งครั้ง ภายในตึกสูงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศค่อนข้างคึกคักเนื่องจากด้านหน้าตึกมีการตั้งร้านขายของและโปรโมตสินค้ากันอย่างคึกคักราวกับงานเทศกาล ตอนนี้เบื้องหน้าของคาร์นี่ย์คือผู้คนมากหน้าหลายตาที่มาต่อแถวลงทะเบียนงานคัดเลือกเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตรา แน่นอนว่าคาร์นี่ย์เลือกที่จะลงทะเบียนในส่วนของเจ็ดดาบดารา ส่วนเกรนิตี้กับไอน์ซาโม่นั้นแยกตัวออกไปลงทะเบียนสี่จอมเวทมนตรา ด้วยเหตุผลที่ว่ามันน่าสนุกดี เขาเองก็ไม่ได้คิดจะคัดค้านในเรื่องนี้เพราะอยากเห็นฝีมือของทั้งสองคนอยู่เหมือนกัน

            แม้จะได้ชื่อว่าเจ็ดดาบดาราแต่กติกากลับบอกเอาไว้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้ดาบก็ได้ ขอแค่เป็นอาวุธที่มีคมจากใบมีดก็ถือว่าใช้ได้แล้ว นับเป็นกฎที่ดี เพราะไม่ปิดกั้นโอกาสผู้ใช้อาวุธชนิดอื่น

            หลังจากที่สามารถลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้เอกสารมากองอ่านแผ่นหนึ่ง โดยหลังจากนี้เขาจะต้องไปนั่งฟังคำบรรยายเกี่ยวกับการประลองรอบแรกที่ห้องๆหนึ่ง เขาแวะไปซื้อน้ำจากตู้กดใกล้ๆก่อนจะเดินหาห้องที่ระบุอยู่ในกระดาษ

            “2A3B ไหนนะๆ” เขาท่องขณะสอดส่องสายตาหาห้อง

            “นั่นผู้สมัครใช่ไหมครับ?”

            ชายคนหนึ่งพูดแล้วผายมือไปทางประตูห้องที่เปิดค้างเอาไว้ เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนกล่าวคำขอบคุณแล้วเดินเข้าไปในห้องนั้น

            ห้องนี้เป็นห้องโถงประชุมกว้างเหมือนกับห้องแสดงละครเวทีขนาดมหึมา ด้านหน้าสุดเป็นเวทีขนาดกว้างขวาง ถัดมาจากส่วนของเวทีนั้นเป็นที่นั่งนับร้อยนับพันที่ซึ่งมีที่นั่งชั้นบนอีกสองชั้นด้วยกัน นับว่าเป็นห้องที่มีขนาดกว้างขวางเกินความคาดหมายจริงๆ

            “ฉันรอนายอยู่นานแล้วนะคาร์น”

            พอโดนทักแบบนั้นคาร์นี่ย์ก็ได้แต่ไหวไหล่แล้วชำเลืองมองคนที่ยืนเอาหลังพิงผนังข้างประตู

            “ช่วยไม่ได้นี่นา ก็คนมันเยอะ”

            ได้ฟังเหตุผลแล้วไรดีนก็ถอนหายใจอย่างปลงๆแล้วพาคาร์นี่ย์ไปจับจองที่นั่งด้านหน้า ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นคนกลุ่มแรกๆที่ลงทะเบียนเสร็จ

            “ไอน์กับเกรนิตี้ล่ะ” คาร์นี่ย์ถามแล้วหันมองซ้ายขวา

            “ผู้ลงสมัครสี่จอมเวทมนตราจะถูกจับแยกไปอีกห้องนึง แต่ฉันนัดเอาไว้แล้วว่าให้รอที่ร้านเครปใกล้ๆทางออกของตึกน่ะ”

            คาร์นี่ย์พยักหน้ารับแล้วนั่งรอผู้คนที่ลงทะเบียนเสร็จเดินเข้ามาในห้อง ระหว่างนั้นก็จับตาดูคนกลุ่มต่างๆเพื่อประมาณฝีมือ ถึงแม้จะรู้ว่ามันจะประเมินจากสภาพภายนอกไม่ได้ แต่คาดเดาไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร

            หลังจากมองไปเพลินๆพอรู้ตัวอีกทีก็มีผู้คนจำนวนมากมายมาจับจองที่นั่งกันจนเต็มห้อง ดวงตาสีกุหลาบแดงจึงหยุดมองซ้ายมองขวามาเป็นมองที่บนเวทีแทน ท่าทางผ่อนคลายของเด็กหนุ่มนั้นทำให้คนรอบๆต้องแอบมอง แต่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจอะไรกับสายตาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ส่วนคนข้างตัวก็ไม่พูดอะไรเอาแต่นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีผ่อนคลายไม่แพ้กัน

            ที่เป็นแบบนี้เพราะการประลองนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะจริงจัง ทุกๆคนล้วนมาเพื่อต้องการชัยชนะกลับไปทั้งนั้น บรรยากาศก็เลยออกมาตึงเครียดอย่างที่เห็น แต่เจ้าสองคนนี้ดันทำตัวสบายๆซะอย่างนั้น

            “มีคนเขม่นเราอยู่แน่ะไรดีน” คาร์นี่ย์พูดพลางยิ้มขำ

            “อย่าไปสน”

            ไรดีนตอบสั้นๆแล้วจ้องมองไปบนเวทีที่มีชายผมขาวปรากฏตัวขึ้นในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาภายใต้แว่นกำลังกวาดมองคนในห้องราวกับกำลังแสกน ข้างหูเหน็บไมโครโฟนขนาดเล็กเอาไว้ ทำให้รรู้ว่าคนคนนี้เป็นคนที่จะมาอธิบายนั่นเอง

            “ต่อไปเป็นขั้นตอนการอธิบายกฎและรูปแบบการแข่งขันในรอบแรก ถ้ายังไงๆก็ช่วยหุบปากแล้วแหกหูฟังกันหน่อยนะครับ”

            สิ้นคำเสียงจอแจภายในห้องก็เงียบลงทันควัน เพราะประโยคที่พูดออกมานั้นเป็นประโยคที่ชวนหาเรื่องสุดๆ แถมการพูดด้วยใบหน้าปกติแบบนั้นทำให้ชายคนนี้ดูน่ากลัวพิลึก สายตาหลายๆคู่ที่จับจ้องมาทางพวกคาร์นี่ย์จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ชายบนเวทีอย่างรวดเร็ว

            “ดีมากๆเลยครับ สบายหูขึ้นเยอะ” ชายคนนั้นพูดแล้วยิ้มออกมาให้คนที่มองเขาแบบไม่พอใจอย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันลอว์ดินัส เป็นหนึ่งในผู้คุมกฎและกรรมการของงานประลองนี้ เป็นเกียรติมากที่ได้เป็นผู้มาอธิบายเกี่ยวกับการประลองในรอบแรก”

            กล่าวจบก็โค้งตัวเป็นเชิงทักทายสไตล์ผู้ดี จากนั้นก็หมุนตัวคว้างพร้อมดีดนิ้ว หน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์และภาพเสมือนจริงก็ดีลอยขึ้นอยู่กลางห้อง เสียงร้องดังระงมเพราะความทึ่งกับนวัตกรรมนี้ ชายที่ชื่อลอว์ดินัสขยับแว่นเล็กน้อยแล้วหยิบอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งออกมาสวมที่ข้อมือ จากนั้นก็หันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับคนในห้อต่ออีกครั้ง

            “แบบจำลองที่เห็นคือรูปร่างหน้าตาของสนามที่เราจะใช้ประลองกันในรอบแรก ส่วนในจอมอนิเตอร์นั้นคือภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริง” ผู้คุมกฎหนุ่มพูดก่อนเว้นวรรคไปเล็กน้อยเพื่อให้คนในห้องได้ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ให้เสร็จก่อน แล้วจึงเริ่มพูดต่ออีกว่า “อย่างที่เห็น สนามแรกนั้นจะมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันออกไป ป่า ภูเขา ทะเลทราย ทะเล เมืองจำลอง เช่นเดียวกันกับสภาพอากาศ”

            พูดจบก็กดไปที่อุปกรณ์ที่แขนทีหนึ่ง ภาพในมอนิเตอร์ถูกสับเปลี่ยนไปอีกครั้ง

            “พายุฝน ร้อนแห้งแล้ง หิมะตก แล้วแต่ว่าเครื่องจำลองสภาพอากาศจะสุ่มได้อะไร จากนั้นเราก็จะพูดถึงรูปแบบการแข่งขัน” เสียงปี๊บดังขึ้นแล้วแบบจำลองก็ดีดภาพรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่ขึ้นมา “กติการอบนี้คือการแข่งขันด้วยมอเตอร์ไบค์ ไม่จำกัดรุ่น ไม่จำกัดขนาด ไม่จำกัดอะไรทั้งสิ้น จะปรับแต่งยังไงมาก็ได้ ใครเข้าเส้นชัยก่อนก็จะได้รับแต้มสะสมไป โอ้! คนนั้นที่ยกมือ มีอะไรจะถามว่ามาสิ”

            ชายร่างท้วมผมแดงที่ยกมือขึ้นรีบลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเหมือนไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

            “มีสามคำถาม” ชายคนนั้นว่า คนถูกถามพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้ถามได้ ชายคนนั้นจึงเริ่มถาม “หนึ่ง ในกรณีที่คนขับรถไม่เป็นให้ทำยังไง เพราะรถเป็นพาหนะที่ยังไม่แพร่หลายดีในหลายๆพื้นที่ นั่นหมายความว่าจะต้องมีคนที่ขับไม่เป็นอย่างแน่นอน สอง จากข้อแรกเพราะมันไม่แพร่หลายนั่นจะทำให้คนบางคนไม่มีรถ จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างไร สาม การแข่งขันเพื่อเป็นจอมดาบทำไมถึงเลือกที่จะแข่งด้วยการขับรถล่ะ ข้ามองแล้วยังไงๆก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลยสักนิด”

            “งั้นจะตอบให้ง่ายๆก็แล้วกันนะ” ลอว์ดินัสพูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย “คำตอบของคำถามข้อแรกก็คือ ไปหัดขับมาซะหรือไม่ก็ใช้ม้าแทนอันนี้ก็ไม่ว่ากัน ข้อต่อมาก็คือ ในจักรวรรดิมีร้านให้เช่ารถถมเถไป อ้อ… แน่นอนว่าร้านเช่าม้าก็มีนะถ้าคุณต้องการ และข้อสุดท้ายก็คือ รถจะถูกใช้อย่างแพร่หลายในอีกไม่นาน หากเกิดสงครามขึ้นแล้วอีกฝ่ายขับรถเจ้าจะขี่ม้าไปสู้อย่างงั้นหรือ? บางครั้งนักรบก็ต้องยอมผันตัวมาเป็นเด็กแว๊นบ้าง  ที่สำคัญนี่ไม่ใช่การแข่งรถธรรมดา ซึ่งจะอธิบายรูปแบบให้ฟังเดี๋ยวนี้ล่ะนะ”

            สิ้นคำตอบภาพเสมือนจริงก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นภาพจำลองของสัตว์อสูรนาๆชนิด โดยแต่ละตัวจะถูกแบ่งหมวดออกไป มีตั้งแต่หมวด [D] , [D+] , [C ] , [C+] , [B] , [B+] , [A] , [A+] , [S] หลายๆคนเสียงเสียงพูดคุยพึมพำอย่างตื่นเต้นเมื่อได้เห็น ทางคาร์นี่ย์เองก็พอจะเดาได้ว่าการแข่งรอบแรกจะเป็นแบบไหน

            “จับทีม ทีมละสี่คน กลุ่มที่ได้แต้มสูงสุดหนึ่งร้อยกลุ่มจะเป็นผู้ชนะ แต้มจะสามารถหาได้สองแบบ” ผู้คุมกฎชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วเมื่อพูดถึงตรงนี้ “แบบแรก แข่งเพื่อเข้าเส้นชัย ผู้สมัครงานนี้มีทั้งหมด 4,452 คน 50 กลุ่มแรกที่เข้าเส้นชัยก็จะได้แต้มไป 10,000 แต้ม คนใดคนหนึ่งในทีมเข้าเส้นชัยได้ก่อนก็จะถือว่าทีมนั้นได้แต้มไป 10,000 แต้มทันที”

            เสียงพูดคุยในห้องดังขึ้นอีกครั้ง ผู้บรรยายยืนกอดอกนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรอให้บรรยากาศกลับมาเงียบก่อนจะบรรยายต่อ

            “หุบปากกันก่อน รู้ว่าพวกคุณน่ะตื่นเต้น แต่อยากให้เก็บทุกรายละเอียดเพื่อผลประโยชน์ของพวกคุณเอง เข้าใจไหมฟะ!” เสียงตะโกนทำให้บรรยากาศภายในห้องเหมือนถูกสั่นสะเทือน บางคนถึงกับเป็นลมสลบไป แล้วทั้งห้องก็กลับมาเงียบอีกครั้ง

            “โหดน่าดูเลยนะ คุณผู้คุมกฎอะไรนี่น่ะ ฮ่ะๆๆ”

            คาร์นี่ย์หันไปพูดกับไรดีนที่ตอบกลับเขาด้วยการยักไหล่ให้เท่านั้น จากนั้นก็หันไปสนใจการบรรยายต่อ

            “สิ่งที่จะทำให้พวกคุณได้คะแนนรูปแบบที่สองคือการล่าสัตว์อสูรเหล่านี้ ซึ่งเราได้จัดแบ่งตามเกรดให้อย่างที่เห็น เรียงลำดับตั้งแต่ D ต่ำสุดไปถึง S ที่เป็นเกรดสูงสุด และการจัดการกับผู้แข่งขันด้วยกันเองนั้นจะได้แต้ม 100 แต้ม ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้แต้มไม่เฟ้อเกินไปและเพื่อความยุติธรรม จำนวนสัตว์อสูรแต่ละระดับนั้นจะมีจำกัดจำนวนเพื่อที่จะไม่เป็นการโกงกับผู้ที่พยายามจนเข้าเส้นชัยได้ก่อน นั่นหมายถึงว่า ต่อให้พวกคุณพยายามล่าสัตว์อสูรให้มากที่สุด ก็ยังไม่แน่ว่าจะชนะผู้ที่เข้าเส้นชัยก่อนนั่นเอง” สิ้นคำอธิบายมอนิเตอร์ก็เปลี่ยนภาพมาเป็นตัวหนังสือและตัวเลข “ตัวเลขที่เห็นคือคะแนนที่ได้จากสัตว์อสูรที่ล่าได้ จะเห็นได้ว่าระดับ S จะให้คะแนนมากถึง 4,000 แต้ม ในการประลองนั้นจำกัดให้มีแค่สิบตัวเท่านั้น แล้วแต่ละตัวก็ไม่ใช่หมูๆ ใครที่คิดจะใช้พวกมันเพื่อผ่านเข้ารอบก็ต้องคิดใหม่ซะ นี่คือการเตือนด้วยความหวังดี”

            ลอว์ดินัสมองดูปฏิกิริยาของผู้สมัครก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่าคำเตือนเมื่อกี๊จะได้ผล เพราะหลายๆคนมีท่าทีเปลี่ยนไปจากตอนแรก

            “เรื่องระบบความปลอดภัย เราได้กางอาคมดึงตัวกับอาคมรักษาสภาพเอาไว้ หากใครหมดสภาพก็จะถูกดึงกลับไปที่ห้องพยาบาลข้างสนามในทันที หรือใครก็ตามที่ประกาศตัวว่ายอมแพ้ก็จะถูกดึงกลับทันทีเช่นกัน แต่ทางที่ดี หากรู้ว่าไม่ไหวก็ประกาศยอมแพ้ซะ เพราะต่อให้อาคมรักษาสภาพจะทำให้ไม่ตายและหายดีในภายหลัง แต่อาการเจ็บน่ะของจริง ขอให้รับทราบเรื่องนี้เอาไว้ด้วย” อธิบายจบผู้คุมกฎหนุ่มก็ปรบมือสองครั้ง กล่องสีดำก็ปรากฏตรงหน้าของผู้เข้าประลองภายในห้องทุกคน “นั่นคืออุปกรณ์ที่ใช้บอกข้อมูลสัตว์อสูร แผนที่ คะแนนรวม ข้อมูลข่าวสารในการแข่งขัน พิกัดและสถานะของคนในทีม รวมทั้งใช้ติดต่อกับคนในทีมได้ด้วย จงใช้มันให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้ ขอจบการบรรยายทั้งหมดและขอเอ่ยประโยคสุดท้ายของการบรรยายนี้ว่า พบกันใหม่ในอีกสิบห้าวันหลังจากนี้ โชคดี”

            ร่างสูงในชุดสูทเดินหายไปด้านหลังของเวที เสียงพูดคุยดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ การจับกลุ่มเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คาร์นี่ย์นั้นมีคำตอบของการจับกลุ่มอยู่ในใจอยู่แล้ว ดวงตาสีแดงชำเลืองมองคนข้างๆ ซึ่งพยักหน้าให้ราวกับจะรู้ความคิด

            ทั้งสองหยิบของในกล่องซึ่งเป็นคู่มือการใช้งานกับนาฬิกาที่มีดีไซน์ล้ำไฮเทคราวกับนาฬิกาจากโลกอนาคต รูปทรงของมันมนสวยได้รูป หน้าปัดมีตัวเลขบอกเวลาแบบดิจิตอล รอบๆตัวเลขดิจิตอลมีหน้าต่างและไอคอนของแอพพลิเคชั่นหลากหลายให้ใช้งาน คาร์นี่ย์หยิบมันขึ้นมาสวมที่ข้อมือซ้ายอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยันตัวขึ้นเดินออกจากห้องไปพร้อมๆกับไรดีน

            “นายมีปัญหาเรื่องขับรถรึเปล่าไรดีน” คาร์นี่ย์ออกปากถาม

            “ฉันขับรถเป็น ที่บีสต์ลิฟมีรถใช้ค่อนข้างนานพอตัวแล้วน่ะ จะให้ช่วยสอนรึเปล่าล่ะ”

            “ระ รู้ได้ไงฟะว่าฉันขับไม่เป็นน่ะ” คาร์นี่ย์พูดก่อนเกาหัวแก้เขิน

            “สีหน้าตอนถามมันเหมือนคนที่กำลังหาพวกอยู่น่ะสิ” ไรดีนตอบก่อนหัวเราะหึ “ไว้ฉันจะสอนเอง แต่ก่อนอื่นก็ต้องไปหากลุ่มก่อน”

            “คิดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ สองคนนั้นไง” คาร์นี่ย์พูดยิ้มๆ

            “ก็นะ อยู่กับคนรู้จักนี่แหละ ไว้ใจได้มากที่สุดแล้ว”

            ใช่แล้ว สองคนที่คาร์นี่ย์พูดถึงก็คือไอน์ซาโม่กับเกรนิตี้ที่ลงสมัครในส่วนของสี่จอมเวทมนตรา เขาคิดว่าการที่ทีมมีสองนักดาบและสองจอมเวท ทุกๆอย่างมันน่าจะออกมาได้ดีกว่าการฟอร์มทีมให้มีเพียงแต่นักดาบหรือมีเพียงแค่จอมเวท นับว่าดวงเขายังดีที่ได้เจอกับทั้งสามคนมาก่อนหน้านี้ ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะหาทีมที่ไว้ใจได้จากที่ไหน

            “ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่ายัยแกะนั่นจะเป็นจอมเวท” ไรดีนพึมพำ

            “ฮ่าๆๆๆ ถึงเธอจะเปิ่นๆก็เถอะ แต่ฉันว่าเกรนิตี้เขาก็ดูฉลาดมากๆเลยนะ” คาร์นี่ย์เนียนตบไหล่คนข้างๆราวกับสนิทมาแรมปี คนถูกตีสนิทเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนปากเบ้ๆนั้นมาเป็นยิ้มราวกับจะบอกว่าช่วยไม่ได้ “เราจะเอาชนะรอบแรกให้ได้ หลังจากนั้นจะเป็นยังไงก็ต้องทำให้เต็มที่ล่ะนะ”

            “แต่ก่อนอื่นก็เรื่องขับรถล่ะนะ”

            “นั่นสิ โอ้ส! เกรนิตี้”

            คาร์นี่ย์ร้องแล้วโบกมือทักเมื่อเห็นสาวผมทองที่ยืนอ่านหนังสืออยู่ หญิงสาวอีกคนข้างๆมุ่ยหน้าทำท่าทางงอนๆแล้ววิ่งมาเหยียบเท้าจนคนกวนร้องโอ๊ย แถมน้ำตายังไหลออกมาเพราะความเจ็บอีกต่างหาก

            “ทำไมทักเกรนิตี้แต่ไม่ทักไอน์!” สาวมังกรไม่พูดเปล่าแถมหยิกเข้าที่แขนอีกที

            อีกสองคนนอกจากจะไม่ช่วยเขาแล้วยังพากันหัวเราะอีกต่างหาก แต่จะโทษก็ไม่ได้เพราะคนที่พลาดก็คือตัวเขาเอง ที่ดันไปแกล้งไอน์ซาโม่แบบนั้น

            “แกล้งนิดแกล้งหน่อยไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย ยัยคนนี้นี่”

            คาร์นี่ย์บ่นเป็นหมีกินผึ้งพร้อมใช้มือขยี้ผมอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ แต่หญิงสาวกลับไม่ถือสาแถมยังหัวเราะชอบใจอีกต่างหาก ดวงตาของเขาปะทะกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเข้า เด็กหนุ่มรีบเบือนหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็วพร้อมท่องคาถาประจำตัว

            ‘ใจเย็นๆไว้ โพลิน่า โพลิน่า…’

            “เกินเยียวยาจริงๆนะเจ้าน่ะ” วอร์พูดน้ำเสียงงัวเงีย

            “ตื่นมาทีไรก็กวนประสาททุกทีเลยนะ อย่าให้รู้วิธีแยกนายออกไปก่อนเถอะ ได้ไปอยู่ใต้ทะเลไม่มีใครเอาตลอดกาลแน่ๆ” คาร์นีย์ขู่ฟ่อแล้วถอนหายใจเมื่อไม่เห็นทางที่จะทำอย่างที่บอกได้ “ว่าแต่นายพอจะช่วยสอนผมขับรถได้ไหม?”

            “รถ? ไม่เป็นหรอก ข้าพึ่งจะเคยได้ยินก็ตอนนี้แหละ” วอร์ตอบก่อนฮัมเพลง แต่แล้วก็เงียบไปก่อนจะพูดขึ้นมาอีกราวกับนึกอะไรได้ “ข้าไม่อยากให้เจ้าแทนตัวเองว่าผม มันดูอ่อนแอเหยาะแหยะ เปลี่ยนซะ”

            “ข้าพเจ้าคิดว่า…”

            “แบบนั้นไม่เอาเฟ้ย!” วอร์โวยวายเมื่อถูกเด็กหนุ่มกวน

            คาร์นี่ย์ยิ้มขำ ทำให้เพื่อนทั้งสามคนมองหน้าอย่างไม่เข้าใจ เขาทำไม้ทำมือบอกว่าไม่มีอะไรแล้วพากันชวนไปร้านเช่ารถ เพื่อที่จะได้เอามาฝึกขับ แน่นอนว่าทุกคนเห็นด้วยและรีบเดินออกจากบริเวณที่แออัดคับคั่งไปด้วยผู้คน

            “ทุกๆคน คือว่าฉัน…ขับรถไม่เก่งน่ะ เลยคิดว่าจะใช้ม้าล่ะค่ะ”

            จู่ๆเกรนิตี้ก็พูดขึ้น เล่นเอาคนฟังทั้งสามคนตะลึงไปตามๆกัน

            “รถมันเร็วกว่าม้ามากนะ จะดีจริงๆเหรอเกรนิตี้” ไรดีนพูด ใบหน้าเขานิ่งจนอ่านใจได้ยากว่ากำลังคิดอะไรอยู่

            “ดีสิ ฉันก็พอจะมีวีธีจัดการเรื่องความเร็วอยู่บ้างน่ะค่ะ” เธอพูดแล้วยิ้มให้ด้วยท่าทางที่สดชื่น “ไม่ต้องเป็นกังวล”

            คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะส่งยิ้มไปให้หญิงสาว บางทีเกรนิตี้อาจจะมีเหตุผลและวิธีที่ดีจริงๆ เขาก็เลยไม่คัดค้านอะไร

            “เอาตามนี้ก็ได้ ถ้าเกรนิตี้บอกว่ามีวิธีก็คือมีวิธีน่ะแหละ” คาร์นี่ย์สรุปขึ้นมาในที่สุด “ว่าแต่พอจะบอกพวกเราได้ไหมว่าคิดจะทำอะไร”

            “จะสร้างม้าบินได้น่ะค่ะ”

            “ห๊ะ!?” คาร์นี่ย์ร้องออกมาแทบจะในทันที

            “อย่างงี้นี่เอง” ไอน์ซาโม่พยักหน้าราวกับรู้วิธีการ

            “ก็เป็นแผนการที่ไม่เลว” ไรดีนพูดเอามือกุมคางด้วยท่าทางครุ่นคิด

            “แล้วมันคืออะไรกันฟะ! อย่าปล่อยให้ฉันไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียวเซ่!” คาร์นี่ย์โวยวายแล้วกอดอกทำท่าเหมือนเด็กขี้งอน

            “ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นเวทมนต์ธาตุลมขั้นสูงน่ะ จะทำให้สัตว์ที่ขี่อยู่วิ่งเร็วขึ้นแล้วก็บินได้ด้วย ใช้แล้วพลังเวทมนต์ในตัวเจ้าจะลดลงเรื่อยๆ นั่นเหมาะกับผู้ที่มีพลังเวทในตัวเยอะๆ” วอร์ช่วยแก้ข้อข้องใจของคาร์นี่ย์

            “สุดยอด” คาร์นี่ย์ร่ำร้องในใจด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

            “ไว้จะอธิบายให้ฟังอีกทีก็แล้วกันค่ะ” เกรนิตี้พูดแล้วแย้มยิ้มให้กับเขาอีกครั้ง

            “ไม่ต้องแล้วล่ะ ฉันเข้าใจหมดแล้ว ไปเช่ารถกันดีกว่า” คาร์นี่ย์พูดด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจนคนรอบข้างประหลาดใจ “ว่าแต่ว่า ในเมื่อรอบแรกแข่งเหมือนกัน แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องแยกกลุ่มเจ็ดดาบกับสี่จอมเวทออกจากกันล่ะ”

            “ก็มีเรื่องข้อห้ามเรื่องการใช้เวทต้องห้ามด้วยน่ะ อาวุธเองก็ถูกจำกัดมากๆเพราะเขาต้องการให้แสดงความสามารถด้านเวทมนต์ออกมาให้มากกว่าการใช้ทักษะอื่นๆ แล้วทางเจ็ดดาบได้อธิบายเรื่องอะไรพวกนี้รึเปล่า”

            ไอน์ซาโม่ถาม เขากับไรดีนส่ายหน้า แน่นอนว่าคาร์นี่ย์รู้เรื่องเวทมนต์ต้องห้ามมาบ้างแล้วจากการที่วอร์สอน มันเป็นศาสตร์มืดที่ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง เช่นศาสตร์ที่ต้องบูชายันต์มนุษย์หลายๆคนเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังเวทก้อนใหญ่มาใช้ร่ายคาถา อะไรทำนองนี้ ซึ่งแค่ฟังมันก็เลวร้ายมากแล้วสำหรับคาร์นี่ย์

            พวกเขาชวนกันคุยนู่นคุยนี่ไปเรื่อยเปื่อย พอมารู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่หน้าร้านเช่ารถร้านหนึ่งที่มีสภาพคล้ายๆกับอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ ด้านในมีชายวัยกลางคนและหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา เนื้อตัวพวกเขามีสภาพมอมแมม แตกต่างกับสภาพของรถที่ดูใหม่เอี่ยมเพราะได้รับการดูแลอย่างดี

            “พ่อ มีลูกค้ามาแน่ะ” หญิงสาวผมน้ำตาลทองสั้นหันมาเห็นพวกเขาแล้วร้องบอก

            “ได้ๆ ระหว่างที่พ่อคุยกับลูกค้าก็รีบจัดการตัวถังให้เสร็จเรียบร้อยล่ะ” ชายผมสั้นไว้หนวดร้องบอกแล้ววางของในมือลง

            “ค่า”

            สิ้นการรับคำของหญิงสาวชายวัยกลางคนเดินออกมาจากด้านในของอู่ตรงมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ต่อให้สภาพดูมอมแมมแต่พอเห็นท่าทางต้อนรับแขกแบบนี้ก็ทำให้พวกเขาประทับใจได้ไม่น้อย

            “มีอะไรให้ช่วยไหม? อะไหล่ใหม่? ซื้อรถ? หรือว่าเช่ารถ? ที่นี่มีให้บริการทั้งหมดเลย”

            “กำลังมองหารถซักสามคันน่ะครับ พอดีว่าจะเอาไปใช้งานในการแข่งเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตราในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้”

            คาร์นี่ย์บอกความต้องการของตนทันที ชายเจ้าของอู่พยักหน้ารับก่อนผายมือไปทางด้านข้างของอู่เพื่อเป็นการเชื้อเชิญ พวกเขาเดินตามทางที่อีกฝ่ายบอกก็เจอเข้ากับรถหลากหลายรุ่นหลากหลายแบบที่จอดเรียงรายกันอยู่ แต่ดูกว่าของด้านหน้าเล็กน้อย

            “ตรงส่วนนี้เป็นแบบให้เช่า ส่วนหน้าร้านนั้นเป็นแบบขายน่ะ ถ้าต้องการซื้อ ตอนนี้ราคาของรถก็ราวๆ 100 โกลด์ต่อคันล่ะนะ”

            “นั่นผมอยู่ได้ครึ่งปีเลยนะนั่น” คาร์นี่ย์พูดพลางนับนิ้วคำนวณอย่างรวดเร็ว

            คนฟังหัวเราะขำกับท่าทางเปิดเผยของอีกฝ่าย แล้วหันมาแนะนำรถที่ให้เช่า

            “ราคาค่าเช่าต่อวันก็สบายๆห้าเหรียญเงิน ค่ามัดจำรับรองความปลอดภัยของรถอยู่ที่ 50 โกลด์ ถ้าเกิดว่ารถพังเราจะยึดค่ามัดจำไป ถ้าหากรถเสียหายนิดหน่อย เราจะหักค่าซ่อมจากเงินค่ามัดจำแทน ถือว่ายุติธรรมดีไหมครับคุณลูกค้า”

            “แล้วมีทางเลือกที่สามไหม” จู่ๆคนที่เงียบที่สุดในกลุ่มอย่างไรดีนก็พูดขึ้น  รอยยิ้มผูดขึ้นที่ริมฝีปาก “สังเกตมาตั้งแต่แรกแล้ว ว่าคุณเหมือนจะอยากยื่นข้อเสนออื่นให้กับพวกเราอยู่นะ”

            อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแล้วปรบมืออย่างถูกอกถูกใจ การกระทำนั้นทำให้คาร์นี่ย์และสองสาวต้องมองอีกฝ่ายแบบงงๆสลับกับไรดีน

            “มองคนเก่งจริงๆเลยนะคุณลูกค้า” ชายเจ้าของอู่ว่าทั้งๆที่ยังยิ้มไม่หุบ “ก็ข้อเสนอที่สาม พอดีว่าฉันน่ะพึ่งพัฒนารถรุ่นหนึ่งเสร็จพอดี แล้วก็ดันไปรู้ข่าววงในมาว่างานประลองรอบแรกจำเป็นต้องใช้รถ ก็เลยสร้างเอาไว้หกคัน แต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะโปรโมทรถรุ่นนี้ยังไงดี แล้วอีกอย่างก็คือยังไม่ได้ทดลองใช้งานมันอย่างเต็มที่ดูเลยสักครั้ง”

            “ก็เลยจะขอให้พวกเราช่วยทดลองและช่วยโปรโมทไปในตัวเลยใช่ไหมคะ” เกรนิตี้พูดขึ้น เธอใช้นิ้วแตะที่ริมฝีปากด้วยสีหน้าครุ่นคิด “แล้วคุณจะรับรองได้รึเปล่าว่ารถนี้จะไม่เกิดอาการขัดข้องระหว่างแข่งน่ะค่ะ”

            “ได้แน่นอน รถนี้ใช้งานได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ต้องการให้ทดลองคือหาสมรรถภาพสูงสุดของรถต่างหากล่ะ แต่เรื่องอะไหล่อุปกรณ์ของรถไม่มีเสียไม่มีหลุดระหว่างแข่งแน่นอน วัสดุก็สร้างมาอย่างดีที่สุด และถ้าพวกคุณสามารถคว้าตำแหน่งหนึ่งในสิบของรอบแรกได้ ฉันจะให้รถไปฟรีๆเลย ถือว่าวินวินกันทั้งคู่ ดีไหมล่ะ”

            คาร์นี่ย์หันมามองเพื่อนๆขอตนเองก่อนพยักหน้า ไอน์ซาโม่ก็ยักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะเป็นเชิงบอกว่ายังไงก็ได้ ไรดีนนั้นพยักหน้าตอบให้เขา ส่วนเกรนิตี้นั้นตั้งใจจะใช้ม้าอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้

            “ลุงพาผมไปดูหน่อยสิ เจ้ารถที่ว่าน่ะ”

            “โอ้ แสดงว่าตกลงข้อที่สามสินะ”

            ชายวัยกลางคนว่าแล้วเดินดุ่มๆกลับไปในอู่พร้อมร้องเรียกลูกสาว จากนั้นก็กระซิบกระซาบอะไรข้างหู หญิงสาวดูตื่นเต้นแล้ววิ่งไปหลังร้าน ครู่ใหญ่ๆต่อมารถบรรทุกก็ขับออกมาจากข้างร้าน ด้านหลังกระบะนั้นมีอะไรบางอย่างที่ถูกผ้าคลุมเอาไว้ นั่นคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากมอเตอร์ไบค์ที่เจ้าของอู่พูดถึงนั่นเอง

            หญิงสาวคนนั้นกระโดดลงจากรถบรรทุกแล้ววิ่งไปท้ายกระบะด้วยท่าทางร่าเริง เธอดึงผ้าคลุมรถออก เผยให้เห็นมอเตอร์ไบค์ที่มีรูปร่างรูปทรงแข็งเกร่งดุดันแบบเสือ รูปทรงโค้งมนแต่แอบมีเหลี่มเล็กน้อย เป็นดีไซน์ที่ชวนมองเป็นอย่างยิ่ง

            ไรดีนลองขึ้นไปนั่งดูก็พบว่าตัวมอเตอร์ไบค์นั้นมีขนาดใหญ่มาก แล้วท่าทางในการนั่งนั้นอยู่ในองศาที่ทำให้ตัวไรดีนั้นแทบจะนอนราบกับพื้นได้เลยทีเดียว แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือมันไม่มีล้อเหมือนกับรถคันอื่นๆ

            “ไม่มีล้อแล้วจะเคลื่อนที่ยังไงน่ะลุง” คาร์นี่ย์ถามแล้วสำรวจตรงส่วนที่น่าจะเป็นล้อของรถ

            “ไม่มีล้อหรอก เอ๊าเจ้าตัวแสบ โชว์ให้ลูกค้าของเราเห็นสิ”

            “พ่ออ้ะ ก็รู้อยู่ว่าหนูไม่ชอบให้เรียกแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น” คนเป็นลูกสาวโวยวายเอามือเท้าสะเอวอย่างไม่ค่อยพอใจ

            “จ้ะๆเชอร์เบ็ทลูกรัก ช่วยสาธิตให้ลูกค้าดูหน่อยนะลูก” คนเป็นพ่อพูดด้วยใบหน้ากวนโอ๊ยจนคนมองหลุดขำกันเป็นแถว

            หญิงสาวในชุดเอี๊ยมสีกากีแบบของช่างขึ้นคร่อมรถแล้วเอานิ้วโป้งแตะไปที่กระจกเล็กๆขนาดพอดีนิ้วที่อยู่ติดกับแฮนด์รถ เสียงตี๊ดดังขึ้นเบาๆแล้วในเสี้ยววินาทีนั้นเสียงเครื่องยนต์ของรถก็ดังคำรามออกมาราวกับเสือจริงๆ เสียงวี๊ดดังขึ้นแว๊บหนึ่งก่อนท่รถจะถูกดันลอยขึ้นเหนือพื้น

            “สตาร์ทด้วยการสแกนลายนิ้วมือ แถมยังมีระบบควบคุมแรงดัน!” ไอน์ซาโม่พูดด้วยเสียงที่ตื่นเต้นจนปิดไม่มิด

            “ทำให้ขับเคลื่อนไปได้ในทุกสภาพของถนนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหลุมบ่อหรืออุปสรรคกีดขวางใดๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องยากแตกยางเสื่อมยางเสีย” เจ้าของอู่อธิบายต่ออย่างภาคภูมิใจ

            “แล้วก็มีระบบล็อคความเร็วและออโต้ไดร์ฟ(ขับเคลื่อนอัตโนมัติ)ด้วยนะ” เชอร์เบ็ทอธิบายพร้อมหัวเราะเสียงใสราวกับว่ากำลังสนุกสนานกับการนำเสนอครั้งนี้เป็นอย่างมาก

            ไรดีนดูจะอึ้งๆไปเล็กน้อย ดวงตาที่ฉายแววเย็นชาอยู่ตลอดเวลาเบิกกว้าง ความพึงพอใจปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างชัดเจน ส่วนคาร์นี่ย์ที่ไม่ค่อยเข้าใจก็ได้แต่ยืนเกาหัวแกรกๆแบบงงๆ

            “ถ้าจะฝึกขับเจ้าคันนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับลุง” คาร์นี่ย์ถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

            “คันนี้ไม่ยากหรอก ซักอาทิตย์นึงก็ผ่านฉลุยแล้ว เอาไว้เดี๋ยวจะให้ลูกสาวของฉันไปสอนก็แล้วกัน”

            “จริงเหรอลุง! เยี่ยมไปเลยนะเนี่ย บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ” คาร์นี่ย์เขย่าร่างคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกลิงโลดในใจ

            “เออๆๆ หยุดเขย่าฉันแบบมิลค์เชคได้แล้ว และก็เลิกเรียกฉันว่าลุงด้วย” สิ้นคำขอ คาร์นี่ย์ก็หยุดแล้วหัวเราะแหะๆเพราะดันลืมตัวทำเรื่องเสียมารยาทไป เจ้าของอู่ส่ายหน้าขำก่อนพูดต่อ “เรียกฉันว่า แบล็คโบน จะดีกว่า เพราะยังไง หลังจากนี้เราก็เป็นหุ้นส่วนกันแล้วนี่”

 

            ภายในตึกที่ใช้สำหรับการลงทะเบียนงานประลองเพื่อคัดเลือดเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตราขณะนี้นั้นผู้คนบางตาลงไปมาก จะมีอยู่บ้างก็คือเหล่าผู้ลงทะเบียนตกค้างแค่ไม่กี่คน นั่นทำให้บรรยากาศเริ่มเงียบแต่ในขณะเดียวกันความอึดอัดเนื่องจากพื้นที่คับแคบก็น้อยลงตามไปด้วย

            ร่างเพรียวระหงเดินตรงไปที่โต๊ะลงทะเบียนด้วยท่าทางสง่างามจนใครๆต่างมองออกว่าถูกฝึกมาดี หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อสีขาวเข้ารูปมีลายลูกไม้สีแดงตามแนวขอบกระดุม กระโปรงยาวกว้างสีขาวขอบแดงถูกตัดด้วยลายเส้นสีดำ ที่ขอบกระโปรงเป็นลูกไม้เล็กๆสีดำอย่างประณีต ข้างเอวมีดาบเล่มหนึ่งถูกยึดติดไว้ด้วยเข็มขัด การแต่งกายโดยรวมของหญิงสาวคนนี้ถือว่าเป็นที่สะดุดตาและน่ามองเลยทีเดียว

            “รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ”

            เธอพูดกับคนที่นั่งโต๊ะจัดการกับเอกสารอยู่ พออีกฝ่ายหันมามองคนที่มาขอสอบถามแล้วก็ถึงกับสะดุ้งโหยงและแสดงอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด

            “ชะ ชะ เชิญถามได้เลยครับท่าน”

            เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นหญิงสาวก็ได้แต่เลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ เธอหันซ้ายหนขวามองว่ามีผู้คนอยู่ในระยะได้ยินหรือไม่ จากนั้นก็เอามือป้องปากเข้าไปใกล้ๆชายหนุ่มที่นั่งรอฟังอยู่

            “ฉันเห็นเด็กผู้ชายผมสีดำยาวๆหน่อย ตาเขามีสีแดงเหมือน เอ่อ ดอกกุหลาบน่ะ หมายถึง แดงแบบสีทึบๆหน่อย ชื่อของเขาคือคาร์นี่ย์ ถ้ายังไงช่วยคัดลอกใบสมัครของเขาด้วยกระดาษโฟโต้ให้หน่อยจะได้ไหม?” หญิงสาวพูดด้วยท่าทางเหนียมอายเหมือนกำลังทำเรื่องผิดศีลธรรมอยู่จนคนมองได้แต่งุนงง

            “ประวัติส่วนตัวปกติเราไม่สามารถคัดลอกให้กับใครได้ครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพจนคนฟังจ๋อยสนิท “แต่ถ้าเกิดท่านโพลิน่าสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้เงียบไว้ไม่บอกใคร และเก็บข้อมูลไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมก็สามารถทำให้ได้ครับ”

            “จริงเหรอ” หญิงสาวโพล่งขึ้นอย่างตื่นเต้นมือเผลอตีโต๊ะเข้าดังปึ้ง อีกฝ่ายสะดุ้งโหยงเพราะไม่คาดไม่ถึงว่าเธอจะแสดงอาการนั้นออกมา “ขอบคุณมาก จริงๆนะ คือแบบว่า…”

            หญิงสาวพูดแล้วเอานิ้วชี้จิ้มเข้าหากันด้วยท่าทางที่น่ารักจนไม่เหลือคราบอัศวินสูงสุดผู้เก่งกาจเลยสักนิด ชายที่นั่งโต๊ะส่ายหัวขำ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอัศวินสูงสุดที่ชื่อว่าโพลิน่ามีอาการแบบนี้

            “ไม่ต้องบอกเหตุผลหรอกครับ” พูดจบเขาก็หยิบเอกสารใบหนึ่งใส่เครื่องที่อยู่ใต้โต๊ะ จากนั้นก็ยื่นไปให้หญิงสาวตรงหน้า “ผมเชื่อว่าหนึ่งในอัศวินสูงสุดไม่ทำอะไรโดยปราศจากเหตุผลหรอกนะครับ”

            “อะแฮ่ม ดีมาก ขอบคุณ หวังว่าจะทำงานได้ดีแบบนี้ต่อไปนะ”

            หญิงสาวพูดพลางกระแอมกระไอแก้เขิน กิริยาของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนี้เธอตีมาดนิ่งแล้วเดินออกจากบริเวณนั้นไปด้วยท่าทางที่สงบและสง่าดังเดิม แต่ใครจะไปรู้ว่าพอพ้นสายตาผู้คนไปเท่านั้นแหละ

            “กรี๊ดดด สำเร็จๆๆๆ” เธอพูดพลางกระโดดโลดเต้นแล้วยกกระดาษในมือขึ้นมาดู ในใบสมัครนั้นมีรูปของเด็กหนุ่มหน้าตากวนโอ้ยกำลังฉีกยิ้มทะเล้นให้กล้องอยู่ “เธอจริงๆด้วย คาร์น โตขึ้นแล้วยังดูกวนโอ๊ยน่ารักไม่เปลี่ยนเลยนะ คิๆๆ”

            หญิงสาวพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปฮัมเพลงไปอย่างมีความสุข เธอแทบจะรอช่วงเวลาอีกสิบห้าวันแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็คือช่วงเวลาที่จะได้เห็นชายหนุ่มในรูปโลดแล่นอยู่ในงานประลองนั่นเอง

            ‘ฉันจะเอารูปเธอไปตัดแล้วเคลือบใส่กรอบไว้หัวนอนเลยล่ะ’




NEKOPOST.NET