Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.7 - สู่จักรวรรดิซันไชส์


ดาบที่7 : สู่จักรวรรดิซันไชส์

 

 

            คาร์นี่ย์ลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับท้องฟ้าสีเทาหม่น เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากเขาก่อนจะยันตัวขึ้นยืน เด็กหนุ่มจำได้ว่าที่นี่คือสถานที่ที่วอร์มักจะดึงเขามาบ่อยๆเวลาที่เขาหลับ

            พอคิดถึงร่างในชุดเกราะดำก็มายืนประจันหน้า แต่น่าแปลกใจที่ตอนนี้ที่ส่วนหัวของอีกฝ่ายที่จะเป็นเพียงโครงกระดูกกับมีเนื้อหนังเหมือนคนปกติทั่วไป ลักษณะทั่วไปของหน้าตาก็คือมีแก้มที่ตอบ ขอบตาคล้ำ ดวงตาเรียวดุร้ายสีของดวงตาคู่นั้นมีสีเขียวแบบเรียบๆไม่ได้เปล่งประกายออกมาเหมือนคนทั่วๆไป

            “มองข้าแบบนี้แสดงว่าประหลาดใจล่ะสิ” คนที่พึ่งปรากฏตัวทักด้วยน้ำเสียงกวนโอ๊ย “เพราะข้ามีเจ้านาย ถึงจะเป็นเด็กติ๊งต๊องก็เถอะ ทำให้พลังของข้าเริ่มกลับมาคงที่อีกครั้ง ใบหน้าอันหล่อเหลาของข้าก็กลับมาด้วยเช่นกัน”

            “มันก็ไม่ได้ต่างจากกะโหลกติ๊งต๊องนั่นหรอกนะ” คาร์นี่ย์พูดแล้วฉีกยิ้มกวนก่อนหัวเราะ แต่พอนึกอะไรได้จึงถามต่อไปว่า “คราวนี้ดึงฉันมามีอะไรรึเปล่า?”

            “ก็พูดคุยนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องทักษะของเจ้าล่ะนะ”

            “ทักษะของผม?” เด็กหนุ่มทวนคำอย่างสงสัย

            “ใช่ ทั้งทักษะเวทมนต์และทักษะการใช้ดาบ” วอร์พูดแล้วขยับยิ้ม “ทักษะดาบข้าเห็นแล้วว่าเจ้าก็พอจะมีบ้าง แต่ทักษะเวทมนต์นี่สิ ที่ข้าสงสัย”

            ร่างเล็กถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะเกาหัวด้วยท่าทางเคอะเขิน

            “คุณพ่อไม่เคยสอนเลยล่ะ ก็เลยใช้เวทมนต์อะไรไม่เป็นเลยแม้แต่นิดเดียว”

            “ห๊ะ” คนฟังสะดุ้ง “นี่เจ้าเดินทางมายังไงโดยที่ไม่เคยใช้เวทมนต์เลย เจ้าจะบอกว่าเจ้าอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็เพราะทักษะดาบงั้นเหรอ?”

            พอถูกถามก็ทำสีหน้าครุ่นคิด พอตระหนักได้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาเขาเองก็ยังไม่เจอกับผู้ใช้เวทมนต์เลยสักครั้ง นั่นทำให้เขาใช้ทักษะดาบและเอาตัวรอดมาได้ตลอด

            “งั้นรึ คงจะยังไม่เจอคนที่ใช้เวทมนต์สินะ” วอร์เปรยขึ้นราวกับอ่านใจได้ “งั้นไม่ต้องกังวล ข้าจะสอนเจ้าเอง”

            “สอนแค่เวทมนต์งั้นเหรอ?”

            สิ้นคำวอร์ในร่างมนุษย์ก็หัวเราะหึ จากนั้นก็เรียกดาบยาวธรรมดาๆออกมาสองเล่ม เล่มหนึ่งถือไว้เอง ส่วนอีกเล่มส่งไปให้คาร์นี่ย์

            “ข้าจะสอนทั้งดาบและเวทมนต์นั่นแหละ จำไว้! ทักษะและความรู้ข้าพอจะช่วยเจ้าได้” วอร์ว่าก่อนจะเว้นวรรคแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ “ส่วนร่างกายและแรงใจนั้น เจ้าต้องจัดการด้วยตัวเองที่โลกภายนอก ฟังจบแล้วก็ตั้งท่าให้พร้อมซะ”

            คาร์นี่ย์พยักหน้าแล้วกระชับดาบในมือมั่นก่อนจะตั้งท่าร่างอย่างจริงจัง ส่วนวอร์นั้นเดินก้าวอาดๆเข้ามาราวกับไม่เกรงกลัวสมกับที่ได้ชื่อว่าสงคราม

            การฝึกฝนเริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

            เสียงเกือกม้ากระทบกับถนนดังแว่วมาจากถนนที่ตัดผ่านป่าโปร่ง ที่มาของเสียงคือรถม้าขนส่งคันเล็กๆที่มีผู้ขับเป็นชายรูปร่างท้วมท่าทางใจดี ส่วนในรถม้านั้นปรากฏร่างสี่ร่าง เด็กผู้ชายคนหนึ่งหลับและใช้ตักของหญิงสาวผมสีขาวราวกับหิมะต่างหมอน ใกล้ๆนั้นมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่โดยใช้แสงไฟจากพลังเวทมนต์มาช่วยในการมองเห็น พอมองไปอีกฝากหนึ่งก็จะเห็นเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าและดวงตาเย็นชากำลังนั่งเล่นกับสุนัขป่าคู่ใจอยู่เงียบๆ

            “รบกวนช่วยปิดหน้าต่างลงหน่อยได้ไหมคะคุณไรดีน” เกรนิตี้ร้องขอ

            คนถูกขอไม่ตอบคำแต่ก็เอื้อมมือไปปิดช่องหน้าต่างเล็กๆให้ หลังจากนั้นทั้งเขาและหูแกะของเกระนิตี้ก็โผล่พรวดออกมาราวกับรอคอยเวลามานาน แม้แต่ไอน์ซาโม่เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะปล่อยหางตัวเองออกมาเล่นซุกซนอีกครั้ง

            ไรดีนไม่กล่าวคำอะไร เด็กหนุ่มเข้าใจดีในฐานะอมนุษย์ด้วยกัน ว่ามันรู้สึกอึดอัดขนาดไหนที่ต้องพยายามปิดบังตัวตน ช่วงแรกๆเขาเองก็อึดอัดกับเรื่องนี้ แต่พออยู่ไปนานๆก็เริ่มคุ้นชินกับการทำตัวให้กลมกลืนกับมนุษย์แบบนี้ไปเสียแล้ว

            “อย่าซนกับฉันนักซี่ไอน์ ง่ำๆๆ”

            คนนอนละเมอบ่นจนคนถูกเรียกชื่อหัวเราะคิกคักเพราะตอนนี้ไอน์ซาโม่กำลังใช้หางเล่นซุกซนอยู่จริงๆ

            “เธอต้องการให้เขามาเป็นคู่หูของเธองั้นรึ ไอน์ซาโม่”

            คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจ ไม่ได้ประหลาดใจในคำถาม แต่ประหลาดใจที่คนอย่างไรดีนจะออกปากถามอะไรเธอก่อน เนื่องจากตลอดการเดินทาง คนที่ไรดีนจะพูดคุยซักถามอะไรๆนั้นจะเป็นคาร์นี่ย์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองหนึ่งในดาบฝาแฝดเช่นเดียวกันกับตนเอง

            “รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?”

            “เผ่าพันธุ์เธอออกจะดังนี่” ไรดีนว่าด้วยท่าทางไม่ยี่หร่ะ “ว่ากันว่ามังกรแวมไพร์ เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่กำหนดก็จำเป็นที่จะต้องหานักสู้มาคอยเคียงข้าง”

            “แล้ว?”

            “เธอต้องการอะไรจากตัวของเขากันล่ะ เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไม่ใช่รึ เผ่าพันธุ์ที่สูงศักดิ์แบบเธอจู่ๆก็เลือกมนุษย์ธรรมดาๆ มันจะไม่แปลกไปหน่อยรึไง”

            “นายคิดว่าอะไรคือเกณฑ์วัดในการเลือกกันล่ะ” ไอน์ซาโม่ยิ้ม “พลังงั้นเหรอ? ความเก่งกาจ? ความแข็งแกร่ง?”

            คนถูกถามยักไหล่ให้เป็นเชิงบอกว่าประมาณนั้น ไอน์ซาโม่หลุดหัวเราะขำ เธอใช้มือลูบผมคนที่นอนบนตักอย่างแผ่วเบา

            “ที่บอกว่าเลือกนักสู้ก็คงไม่ผิดนัก แต่เอาจริงๆแล้วมันเหมือนกับการเลือกคู่ครองของเรามากกว่า”

            สิ้นคำอธิบายคนที่เปิดประเด็นถามก็ดูจะอึ้งไปเล็กน้อย ดวงตาสีทองนั้นส่อแววสนใจเรื่องที่ได้ฟังมากขึ้น

            “ว่าต่อสิ”

            “เมื่อไรที่เราได้เจอกับคนที่เหมาะสม ความรู้สึกจะเป็นตัวชี้วัดเอง เหมือนกับฉันที่ได้กลิ่นเลือดที่หอมในตัวของเขา มันไม่เหมือนกับของใครๆที่ฉันเคยได้กลิ่น มันดูทรงพลังมากสำหรับฉัน แถมทำให้ฉันใจเต้นไม่หยุดเลยล่ะ”

            “จะเก็บเขาไว้กินอย่างงั้นเหรอ” ไรดีนพูด แววตาเย็นชาจ้องอีกฝ่ายอย่างนึกชั่งใจ นิ้วโป้งขยับโกร่งดาบขึ้นทำให้คมดมดาบส่วนหนึ่งเลื่อนออกจากฝัก “ลืมไปรึเปล่าว่าฉันก็เป็นหนึ่งในผู้คุมกฏของบีสต์ลีฟนะ”

            “ตรงกันข้าม” เธอส่ายหน้าขณะพูดแล้วใช้ภาษามือเป็นเชิงบอกให้เก็บดาบ “ฉันกลับอยากทะนุถนอมเขาเอาไว้ ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ดื่มเลือดของเขา ฉันคงจะคลั่งเขาจนโงหัวไม่ขึ้นแน่ๆ”

            คนฟังส่งเสียงหึในลำคอแล้วเก็บดาบกลับที่เดิมจากนั้นก็หลับตาลง

            “พิลึก”

            นั่นเป็นคำสั้นๆที่หลุดออกจากปากเด็กหนุ่มตรงหน้า คนถูกว่าทำเพียงแค่หัวเราะคิกคักโดยไม่ปฏิเสธ ส่วนผู้หญิงคนข้างๆนั้นเอาหน้าหลบไปในหนังสือจนแทบจะเหมือนคนสิงหนังสืออยู่รอมร่อ เพราะบทสนทนาเมื่อครู่นี้ทำให้เธอต้องเหลือบมองใบหน้ายามหลับของเด็กหนุ่ม

            “หรือว่า…กลิ่นหอมเหมือนหญ้าที่พึ่งขึ้นใหม่ๆ อ๊าย ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย” สาวแกะพึมพำกับตัวเองแล้วแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือต่อ ทั้งๆที่ในหัวนั้นยังคิดเรื่องเดิมอยู่ไม่หยุด “จะเป็นแบบนั้นไปได้ไงกัน…”

            “เป็นอะไรรึเปล่าเกรนิตี้จัง”

            “ปะ ปะ ปะ เปล่าค่ะคุณไอน์”

            “ตะ ตะ ตะ ติดอ่างทำไมล่ะจ๊ะ” ไอน์ซาโม่เมื่อรู้ว่าแกล้งได้สำเร็จก็แซวพร้อมหัวเราะร่า

            กร๊อบ!!!

            รถม้าหยุดกะทันหัน เสียงเหมือนไม้อะไรสักอย่างหักดังขึ้นในจังหวะเดียวกัน ไรดีนผุดลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าให้สองสาวไม่ต้องตามลงมา จากนั้นก็เดินลงจากรถม้าพร้อมกับมาซามุเนะคู่ใจและหมาป่าที่เห่าเสียงดังหง่าวๆเหมือนแมว

            “เกิดอะไรขึ้น”

            “เหมือนล้อจะหักน่ะครับ ไม่รู้ว่าไปโดนเข้ากับอะไร”

            คนขับรถม้าพูดแล้วก้มลงมองที่ล้อ ไรดีนจึงหันมองไปรอบๆก่อนจะเห็นอะไรบางอย่างที่พุ่มไม้ใกล้ๆ นั่นทำให้เขาตวัดร่างแล้วใช้มาซามุเนะฟันเข้ากลางตัวของคนขับรถม้าที่เงื้อมีดหมายจะจ้วงแทงข้างหลังเขาอยู่พอดี

            “ออกมาทั้งหมดนั่นแหละ”

            ไรดีนตะโกน เงาร่างหลายร่างปรากฏตัวขึ้น เมื่อร่างพวกนั้นกระทบเข้ากับแสงจันทร์ก็ทำให้เห็นกลุ่มโจรกลุ่มใหญ่ที่มีอาวุธมาพร้อมมือ

            สิ่งที่ไรดีนเห็นใกล้ๆนั้นก็คือค้อนปอนด์เหล็ก ส่วนคนที่จะทำให้ล้อรถม้าหักได้ด้วยค้อนนี้ก็มีแค่เพียงคนขับรถม้าเท่านั้น ถ้าให้สันนิษฐานก็คงจะประมาณว่า คนขับรถม้าลงจากรถโดยปล่อยให้ม้าเคลื่อนที่ไปช้าๆราวกับว่าตนเองกำลังคุมรถม้าอยู่ แล้วฉวยโอกาสใช้ค้อนทุบล้อให้หักเพื่อที่จะให้พรรคพวกของตนที่ซุ่มอยู่ออกมาปล้น จากนั้นจึงทำลายหลักฐานด้วยการเหวี่ยงค้อนนั้นทิ้งไปที่พงหญ้าใกล้ๆ

            “ส่งของมีค่ามาให้หมดซะรวมทั้งผู้หญิงด้วย” โจรคนหนึ่งตะโกนบอกด้วยใบหน้าหื่นกระหาย

            แววตาเย็นชานั้นส่งออร่าเย็นยะเยือกออกไป มาซามุเนะถูกดึงออกจากฝักและตวัดฟันคนที่ลอบเข้ามาจากด้านข้างอย่างรวดเร็วราวกับรู้

            “จะลอบกัดกี่ครั้งก็ค่าเท่าเดิม”

            สิ้นคำก็พุ่งกระโจนเข้าไปปะทะกับกองโจรป่าอย่างรวดเร็ว การปะทะจบลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ร่างสูงของเด็กหนุ่มเดินไปกระชากคอเสื้อโจรป่าคนหนึ่งที่นอนหายใจรวยริน แล้วใช้แววตาเย็นชาสบตากับอีกฝ่ายนิ่งๆจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกขนลุก

            “พวกแกน่าจะมีมากกว่านี้นะ” ไรดีนพูดน้ำเสียงเรียบนิ่ง “สำรอกออกมาซะว่าพวกของแกอยู่ที่ไหนอีก”

 

            “เย้ถึงแล้ว”

            คาร์นี่ย์ร้องด้วยน้ำเสียงสดชื่นพลางบิดขี้เกียจไปมา เขาลงจากรถม้าทันทีที่มันหยุด จากนั้นก็เดินไปทักทายไรดีนที่นั่งคุมม้าอยู่

            “ทำไมเกิดเรื่องแล้วนายถึงไม่ยอมปลุกฉันล่ะฟะไรดีน”

            “ก็เห็นว่านอนหลับสบายดี เลยไม่อยากกวน”

            สายตาของเด็กหนุ่มไปสะดุดเข้ากับข้างๆตัวของไรดีน มันเป็นสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่เขาจะได้ว่ามันชื่อแคนิสอย่างแน่นอน แต่ไอที่มันน่าประหลาดใจก็ไอตรงที่เจ้าหมาป่าวิญญาณแมวนั่นถือเชือกคุมม้าอยู่

            “นี่อย่าบอกนะว่าตลอดทางที่ผ่านมานายให้แคนิส…”

            “ใช่ เรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอที่หมาป่าจะขับรถม้าเป็นน่ะ” ไรดีตอบหน้าตาย

            “มันปกติที่ไหนกันล่ะฟะ แล้วขอทีเถอะไอ้การพูดให้เรื่องไม่ธรรมดาฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาได้น่ะ” คาร์นี่ย์ใช้มือบีบนวดขมับตัวเองหลังโวยวายเสร็จ

            รู้สึกว่าพักหลังๆมานี้เขาชักจะเอะอะโวยวายบ่อยเป็นพิเศษ แต่นั่นก็เพราะมีเรื่องชวนปวดหัวจากคนที่พิลึกๆที่อยู่รอบตัวเขานี่ล่ะ คิดแล้วก็อยากจะบ้าตาย แต่อย่างน้อยเขาก็มาถึงแล้วล่ะนะ

            จักรวรรดิซันไชส์

            มันเป็นเมืองใหญ่ที่มีเทคโนโลยีที่ลำหน้ากว่าเมืองอื่นๆ อาคารบ้านเรือนเกินครึ่งถูกแปลงโฉมใหม่ มีตึกสูงขึ้นมาหลายตึก มีอาคารบ้านเรือนที่ดูล้ำยุคล้ำสมัยราวกับว่าเขาหลุดมาอยู่ในโลกอนาคตที่ห่างไกลเลยทีเดียว ส่วนจุดอื่นไม่ได้พัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพื่อรักษาให้เป็นโซนวัฒนธรรมดั้งเดิมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมนั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นที่จักรวรรดิพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ก็เป็นเพราะการจับมือกันระหว่างจักรวรรดิซันไชส์ที่ยิ่งใหญ่และจักรวรรดิอิเล็คโทรที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหรือวิทยาศาสตร์ทุกแขนงนั่นเอง

            การแต่งกายก็ดูแบบสบายๆเป็นเสื้อยืดธรรมดา กางเกงสบายๆหรือขายยาว แตกต่างจากที่อื่นอย่างลิบลับ อีกทั้งยังมียานพาหานะแปลกๆที่ขับเคลื่อนด้วยล้อและไม่ต้องพึ่งสัตว์ขนส่งจำพวกม้าหรือว่าช้างอีกต่างหาก

            ขณะเด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินไปกับอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยได้พบเห็น ไอน์ซาโม่ก็เดินมาคล้องแขนเขาแล้วลากออกไปชมตลาดยามสายในเมืองที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ไรดีนส่ายหัวเบาๆแล้วออกปากว่าจะไปหาที่พักให้แล้วบอกทิ้งท้ายเอาไว้ว่าจะตามไปทีหลัง เขาจำต้องยอมรับคำแต่โดยดีเพราะโดนไอน์ซาโม่ลากตัวไป

            บรรยากาศภายในเมืองค่อนข้างดี ผู้คนดูจะสนุกสนานและมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวัน และยิ่งใกล้งานที่เรียกว่างานประลองคัดเลือกเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตราแล้วคนก็ยิ่งแห่กันมาเพื่อรอชมการประลองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ตอนนี้จึงกล่าวได้ว่าจักรวรรดิซันไชส์เป็นเหมือนศูนย์รวมของผู้คนบนพื้นทวีปฮิวมันทรีเลยทีเดียว

            “อุ๊บ”

            เสียงร้องหลุดออกจากปากของเด็กหนุ่มเมื่อถูกวิ่งชน อีกฝ่ายรีบขอโทษขอโพยก่อนตั้งท่าจะวิ่งต่อ นั่นทำให้เขาสงสัยและเรียกตัวไว้

            “รีบไปไหนกันเหรอครับ”

            “ก็ตรงนั้นน่ะสิ มีคนกำลังประลองกับท่านดัลจินหนึ่งในอัศวินสูงสุดสุดอยู่น่ะสิ”

            สิ้นคำบอกเล่าขาของคาร์นี่ย์ก็ขยับออกไปเอง เขาวิ่งตามไปโดยไม่สนใจฟังคำพูดของสองสาวข้างตัวแม้แต่น้อย นั่นทำให้พวกเธอต้องถอนหายใจแล้ววื่งตามหลังไปติดๆ

            ‘อัศวินสูงสุดงั้นเหรอ…’

            พอไปถึงที่จุดที่คนมุง เขาก็พยายามหามุมจนมองเห็นคนที่อยู่ตรงกลางวงได้อย่างถนัด คนหนึ่งเป็นเด็กชายร่างเล็กสูงราวๆร้อยหกสิบกว่าเห็นจะได้ ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายสวมแว่นบุคลิกดูเหมือนคนมาดเนี๊ยบสูงราวๆร้อยแปดสิบเห็นจะได้

            และจังหวะที่เขาได้เห็นคือเสี้ยววินาทีของการปะทะกันอย่างพอดิบพอดี คนร่างสูงใช้มีดสั้นสองเล่มในการเข้าปะทะ ความไวจัดได้ว่าเป็นเลิศ ในสายตาของเขา ดูจากมาดและบุคลิกโดยรวมคนคนนี้จะต้องเป็นหนึ่งในอัศวินสูงสุดอย่างแน่นอน ส่วนเด็กอีกคนหนึ่งนั้นใช้ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ไม่เหมาะกับขนาดตัวเท่าไรนักแต่ก็เคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากเลยทีเดียว

            “ขอพักหายใจบ้างสิ โจมตีถี่แบบนี้ตั้งรับไม่ทันนะ” เด็กคนนั้นพูดขึ้นเมื่อถูกอีกฝ่ายไล่ต้อนอย่างต่อเนื่อง เขาเอามือกุมอกไว้ราวกับหายใจไม่ทัน แต่แล้วจู่ๆก็ฉีกยิ้มออกมา “ซะเมื่อไร อืดเป็นเต่าอย่างนี้ก็ไปฝึกมาใหม่ซะ!”

            สิ้นคำเด็กคนนั้นก็วาดดาบใส่ ความเร็วนั้นอยู่ในระดับสุดยอด ความรุนแรงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะคาร์นี่ย์ที่อยู่ห่างจากจุดที่กำลังประลองอยู่มากยังสัมผัสได้ถึงพลังลมอย่างรุนแรงที่เกิดจากการเหวี่ยงดาบเพียงครั้งเดียว ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความรู้สึกตื่นเต้น แม้ผลการประลองจะออกมาชัดเจนแล้วว่าเด็กคนนั้นชนะ แต่ความรู้สึกตื่นเต้นนั้นยังคนอัดแน่นอยู่ในความรู้สึกของเขา ว่าแต่ว่า…

            ดวงตาสีดอกกุหลาบแดงจ้องไปทางคนตัวเตี้ยด้วยแววตาสงสัยจนกระทั่งคนที่มามุงดูกู่ร้องขึ้น

            “ท่านดัลจินสุดยอด!!!”

            ‘เด็กคนนั้น… คือหนึ่งในอัศวินสูงสุด’ เด็กหนุ่มคิดอย่างทึ่งๆ

            “สุดยอดไปเลย คุณคาร์นี่ย์ต้องการที่จะท้าประลองกับอัศวินที่มีความสามารถระดับนี้เลยเหรอคะเนี่ย” เกรนิตี้พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

            “อื้อ มันเป็นสัญญา ฉันต้องทำให้ได้ ต่อให้ฉันจะเริ่มรู้สึกว่าฉันจะชนะได้ยากแล้วก็ตาม”

            “ใช่แล้ว คาร์นชนะได้ยากแน่นอน ว่ากันว่าเป็นเพราะฝีมือของเหล่าสิบอัศวินสูงสุดของจักรวรรดิซันไชส์ ที่ทำให้คนจากทวีปอื่นไม่กล้าจะรุกรานทวีปนี้ เป็นไงล่ะ สุดยอดไปเลยใช่ไหม”

            ไอน์ซาโม่พูดจบ คาร์นี่ย์ก็พยักหน้าแล้วดูอัศวินสูงสุดร่างเล็กที่ทำใบหน้าไม่สบอารมณ์กำลังขึ้นขี่พาหนะที่มีชื่อว่ารถแล้วขับมันจากไป โดยมีเสียงร้องชื่นชมจากคนรอบๆไม่ขาดสาย

            “วอร์” คาร์นี่ย์เรียก

            “ข้ารู้นะว่าตอนนี้เจ้าคิดอะไรอยู่ จะตื่นเต้นก็ให้มันน้อยๆหน่อย” วอร์พูดจบก็หัวเราะลั่น แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตัวเขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน “เจ้าจะต้องสู้กับคนระดับนั้นสินะ”

            “ใช่ ผมคงต้องขอให้นายช่วยสอนเยอะๆแล้วล่ะ”

            “แน่นอน เพราะข้าเองก็รู้สึกสนุกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วเหมือนกัน”

            จบประโยคเขา มือของใครบางคนก็มาแตะที่ไหล่ของคาร์นี่ย์จนเจ้าตัวสะดุ้งเฮือกแล้วดีดตัวออกตามสัญชาตญาณ พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็ลดการป้องกันตัวลง

            “เมื่อกี๊มีอะไรเกิดขึ้นแถวนี้รึเปล่า” ไรดีนถามแล้วกรอกตามองไปรอบๆอย่างช้าๆ

            “นิดหน่อย ไว้ค่อยเล่าทีหลังก็แล้วกันนะ ตอนนี้ไปหาอะไรกินกันซักหน่อยดีกว่า”

            คาร์นี่ย์พูดแล้วชี้ไปที่ร้านอาหารที่ตกแต่งร้านแบบเรียบๆสไตล์คลาสสิคที่เปิดอยู่ใกล้ๆ ไรดีนพยักหน้ารับเห็นด้วย พวกเขาจึงพากันเดินไปจับจองที่นั่งภายในร้าน จากนั้นก็จัดการสั่งอาหารให้เรียบร้อยก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่

            “คนนั้นไม่ใช่เด็กหรอกนะคาร์น” ไรดีนว่าหลังจากฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจบ “คนที่ชื่อดัลจินน่าจะอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว สรุปก็คือเขาก็แค่ตัวเตี้ย”

            “มิน่าล่ะ ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมเด็กตัวแค่นั้นถึงได้เป็นถึงอัศวินสูงสุด ที่แท้ก็แค่คนตัวเตี้ยนี่เอง”

            “ถ้าเขาได้ยินคำว่าตัวเตี้ยจะโกรธเอานะคะ” เกรนิตี้พูดแล้วรับจานสลัดผักจากพนักงานเสิร์ฟ “คนที่ส่วนสูงไม่พัฒนามักมีปมเรื่องนี้น่ะค่ะ”

            “ไม่เห็นต้องสนใจเลยเกรนิตี้จัง หน้าตาก็เหมือนเด็กเอาแต่ใจยังไงก็ไม่รู้ คนที่ชื่อดัลจินอะไรนั่นน่ะ”

            ไอน์ซาโม่ว่าแล้วจัดการกับอาหารที่ถูกวางไว้ มันเป็นเนื้อชิ้นใหญ่ที่ดูเหมือนว่าเธอจะชอบมันมาก ส่วนคาร์นี่ย์นั้นเป็นข้าวสตูไก่ธรรมดาๆ ส่วนทางไรดีนนั้นสั่งของหวานมากิน

            “กินแต่ของหวานจะเหรอ” คาร์นี่ย์ทัก “หาของคาวกินบ้างก็ดีนะไรดีน”

            “ฉันแอบไปกินมาก่อนหน้านี้แล้วน่ะ ที่มาที่ร้านนี้ก็แค่มานั่งเป็นเพื่อนเฉยๆ” ตอบเสร็จเด็กหนุ่มผมทองก็ตักไอศครีมเข้าปาก

            บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปได้ด้วยดี พวกเขาคุยเรื่องซื้อของและเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก่อนจะวกกลับเข้ามาประเด็นงานคัดเลือกเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตรา ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในอาทิตย์หน้า

            “ไม่สนใจลงสักหน่อยเหรอคาร์น อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์นะ”

            “แต่ฉันยังไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองสักเท่าไรเลย”

            “นั่นล่ะยิ่งต้องลง ใช่ไหมคุณไอน์” ไรดีนหันไปขอความเห็นจากหญิงสาวอีกคน

            “อื้อ จะว่างั้นก็ไม่ผิด” ไอน์ซาโม่ตอบเป็นเชิงเห็นด้วย “หากลงประลองแล้วชนะ ความมั่นใจก็จะเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แถมยังเป็นแรงกระตุ้นให้พัฒนาฝีมือด้วยนะ”

            พอได้ยินคำแนะนำก็ทำให้คาร์นี่ย์ครุ่นคิด หากเขาคิดที่จะประลองกับโพลิน่าจริงก็ต้องพัฒนาฝีมือและเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถหาได้จากการประลองนี้

            “คนได้ตำแหน่งจะได้เงินรางวัลตั้งสามพันโกลด์แน่ะ แถมตำแหน่งที่ได้ก็เป็นรองแค่ราชากับสิบอัศวินสูงสุดเท่านั้นเอง”จู่ๆเกรนิตี้ก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

            “เธอต้องการจะบอกอะไรกับฉันงั้นเหรอ” เด็กหนุ่มถามเพราะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของหญิงสาวที่โพล่งขึ้นมาแบบนั้น

            “หมายความว่าจะมีเงินกินสบายไปยาวๆ แถมยังคู่ควรแก่การที่จะไปท้าประลองกับเหล่าอัศวินสูงสุดด้วยยังไงล่ะคะ การที่คนไร้ชื่อเสียงจะไปท้าประลองกับอัศวินสูงสุด มันจะต้องเป็นเรื่องยากแน่ๆที่อัศวินจะรับคำท้าทายนั้น จริงรึเปล่าคะ” เกรนิตี้อธิบาย พอเห็นท่าทางตั้งใจฟังของคาร์นี่ย์ก็ทำให้เธอเผลอหลุดขำออกมา “จริงจังมากเลยนะคะนั่น”

            “โธ่ ก็จริงจังน่ะสิ แล้วที่เธอพูดมาทั้งหมดก็ถูกต้องด้วย” คาร์นี่ย์นั่งเงียบไปเล็กน้อยเพื่อไตร่ตรองความคิดของตนเอง “งั้นฉันจะลงงานประลองนี้ก็เหมือนกัน”

            ไรดีนยิ้มกริ่มเมื่อได้ฟังการตัดสินใจนั้น เขามีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้อยากจะเห็นฝีมือของคาร์นี่ย์ แถมพอรู้ว่าผู้ครอบครองหนึ่งในดาบฝาแฝดจะลงแข่ง ดาบของเขาก็สั่นกระตุกระริกระรี้ราวกับว่าอยากจะออกมาสู้ตอนนี้เลยซะด้วยซ้ำ

            ‘ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะเข้าไปใกล้เธอให้ได้มากที่สุดนะ โพลิน่า’

            คาร์นี่ย์คิดในใจอย่างมุ่งมั่น แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีเสียงใครบางคนดังในหัวแบบกวนๆว่า

            “แหม วัยรุ่นนี่มันดีจริงๆนะ” วอร์เจ้าเดิมนั่นเอง…




NEKOPOST.NET