Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.6 - ไรดีน บี. โนมาดิน


ดาบที่6 : ไรดีน บี. โนมาดิน

 

 

            ที่บาร์ใต้โรงแรมขณะนี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นร้านขายอาหาร ผู้คนต่างเข้ามาอุดหนุนกันจนหาที่นั่งได้ยาก คาร์นี่ย์พึ่งสังเกตเห็นกิวลิสที่ผันตัวจากบาร์เทนเดอร์มาเป็นเด็กเสิร์ฟ นอกจากกิวลิสแล้วยังมีพนักงานคนอื่นๆกำลังวิ่งรับออเดอร์กันให้วุ่น แต่พอเห็นว่าไอน์ซาโม่เดินเข้ามา พนักงานต่างพากันโค้งหัวให้ก่อนจะกลับไปวุ่นวายกันต่อ

            “ไม่น่าเชื่อเลยนะ” คาร์นี่ย์พึมพำเหลือบมองคนข้างตัวอย่างมีเลศนัย

            “หมายความว่ายังไงเหรอคาร์น” อีกฝ่ายถามแบบยิ้มๆ “จะบอกว่าแบบฉันไม่น่าจะมีคนให้ความเคารพงั้นสิ”

            “ทำไมรู้!?”

            คาร์นี่ย์พูดแล้วยักคิ้วใส่ให้แบบกวนๆ ก่อนจะต้องร้องจ๊ากเมื่อถูกคนข้างตัวหยิกจนเนื้อบิด ส่วนทางด้านเกรนิตี้นั้นยังดูเขินๆเขาอยู่ พอลองมาคิดๆดูแล้วทั้งสองคนนี้มีบุคลิกที่แทบจะตรงกันข้ามกัน แล้วมานั่งนึกถึงอนาคตที่สองคนนี้คอยเฝ้าจับตาเขาดู…

            ‘รู้สึกเหนื่อยขึ้นมายังไงชอบกล’

            “หึ ปกติแค่คนเดียวก็ลำบากแย่แล้ว นี่เจ้าเล่นรับมือกับผู้หญิงสองคน ต่างคนต่างบุคลิกกันอีกต่างหาก ตายแน่เจ้าน่ะ” เสียงวอร์ดังขึ้นในหัวแบบกวนๆ

            “ขอบใจที่อวยพรนะวอร์ คราวหลังไม่ต้อง!” คาร์นี่ย์ตอบหน้ามุ่ย

            คนข้างๆเห็นเด็กหนุ่มทำหน้าตาเหมือนอารมณ์ไม่ค่อยดี ดวงตาสีเขียวสดใสจ้องมองพร้อมกับเครื่องหมายคำถาม คนถูกมองยักไหล่แล้วส่ายหน้าให้เป็นเชิงบอกไม่มีอะไร จากนั้นจึงเลือกโต๊ะนั่งที่ติดกับริมหน้าต่างที่ทำให้เห็นสภาพแวดล้อมนอกร้านได้ ช่วงสายของเมืองนี้ดูจะคึกคักไม่แพ้เมืองอื่นๆ แต่พอตกกลางคืนก็กลับเงียบกริบจนน่าใจหาย พอคิดถึงเรื่องนี้เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาสีแดงจ้องไปทางไอน์ซาโม่ที่นั่งอยู่ฟังตรงข้าม

            “ไอน์ซาโม่ครับ”

            “บอกให้เรียกว่าไอน์เฉยๆไงจ๊ะ ไม่ต้องครับเคิ๊บอะไรด้วย เราไปไกลถึงขั้นนอนด้วยกันแล้วนะ พอคิดแล้วก็… อ๊ายยยย” เธอว่าแล้วเอามือสองข้างแตะแก้มทำท่าเคอะเขินที่ดูจะกวนประสาทเขายังไงชอบกล

            “เห้อ…” คาร์นี่ย์ลอบถอนหายใจอย่งปลงตก “ไอน์พอจะรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่อาละวาดตอนกลางคืนบ้างไหม”

            อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ฟังคำถามแต่ก็เลี่ยนท่าทีเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ทว่าปฏิกิริยานั้นไม่สามารถรอดสายตาของคาร์นี่ย์ไปได้ เขาเอามือประสานกันบนโต๊ะแล้วจ้องมองคนตรงหน้าอย่างจริงจัง คนถูกมองดูอึดอัดเล็กน้อยก่อนถอนหายใจ

            “ก็ได้ๆๆ… เจ้านั่นเป็นอมนุษย์นอกรีตน่ะ” หญิงสาวตอบแล้วยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่ายอมแพ้

            “อะไรคืออมนุษย์นอกรีตงั้นเหรอ?”

            “เป็นพวกที่แหกกฎของอมนุษย์น่ะค่ะ อาทิเช่น กินเนื้อมนุษย์ หรืออะไรก็ตามที่นำความเสื่อเสียแก่ชาวอมนุษย์ พวกเขาจะถูกตราหน้าจากเหล่าอมนุษย์ด้วยกันและหากถูกจับตัวได้ก็จะต้องถูกประหารหรือไม่ก็กักขังในคุกมืดตลอดชีวิตค่ะ” เกรนิตี้อธิบายแทนไอน์ซาโม่ก่อนทำหน้าตาไม่สบายใจ

            “เจ้านั่นน่ะเป็นเผ่าพันธุ์แบร์สนีค เป็นหมีขนาดมหึมา มีหางเป็นงูพิษ หากพิษนั้นถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มาก คนๆนั้นก็จะตาย แต่หากกะปริมาณได้พอดี พิษนี้จะเข้าไปทำลายประสาทจนถึงขั้นเสียสติได้” ไอน์ซาโม่กอดอกอธิบาย ดูเหมือนว่าทางนั้นก็จะหนักใจไม่แพ้กันกับเรื่องนี้ ดวงตาสีอเมทิสต์จ้องคนตรงหน้า พอเห็นสีหน้าท่าทางแล้วรอยยิ้มก็ผุดพรายขึ้นมาที่ริมฝีปากสวยนั้น “จะถามว่า ทำไมฉันถึงไม่จัดการเรื่องนี้ใช่ไหม?”

            คาร์นี่ย์ไม่ตอบคำ เขาพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าใช่ ผู้หญิงคนนี้ดูจะรู้ไปเสียหมดว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จนหลายๆครั้งเขาก็แอบคิดว่าเธอมีความสามารถในการอ่านใจคนอื่นได้

            “ครั้งหนึ่ง เจ้านั่นเคยเป็นเพื่อนกับพวกเราน่ะสิ” ไอน์ซาโม่ตอบสั้นๆ

            “โดยเฉพาะกิวลิสคุง… เพราะอย่างงั้นคุณไอน์ก็เลยลงมือไม่ได้น่ะค่ะ” เกรนิตี้พูดก่อนชำเลืองสายตาไปทางร่างชายหนุ่มผมสีดำเจ้าของโครงหน้ายาวแต่ดูดี

            “เพราะกังวลเกี่ยวกับความรู้สึกสินะ”

            คาร์นี่ย์พูดแล้วเอามือกุมคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด ถ้าเขาลงมือเองก็ออกจะเสี่ยงเกินไปหน่อย แถมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถขนาดไหนกันแน่ แต่ที่รู้ๆก็คือีมือจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ พวกทหารที่ตามจับมาเป็นแรมปีถึงจับไม่ได้ซักที

            ขณะที่คิดอยู่เพลินๆ ข้างนอกร้านก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ผู้คนต่างพร้อมใจกันวิ่งไปมุงกันที่สวนสาธารณะใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อวานคาร์นี่ย์ไปเดินเล่นแถวนั้นมาและจำได้ว่ามีรูปปั้นของอัศวินที่ชูดาบขึ้นเหนือหัว

            “ไปดูกันเถอะคาร์น”

            ไอน์ซาโม่พูด เธอผุดลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน มือของหญิงสาวคว้าหมับไปที่แขนของเด็กหนุ่มแล้วลากออกไป โดยมีเกรนิตี้วิ่งไล่ตามหลังของทั้งสองคนไปติดๆ

            เป็นอย่างทีคาร์นี่ย์คิด ผู้คนกำลังมุงแถวๆรูปปั้นของอัศวินคนนั้น พอได้เห็นภาพตรงหน้าเขาก็รีบพลิกตัวปิดตาของไอน์ซาโม่กับเกรนิตี้อย่างรวดเร็ว

            “ห้ามดู! ไว้ฉันจะอธิบายทีหลัง กลับไปที่โรงแรมกันก่อนเถอะ”

            “อะ… อื้อ” ไอน์ซาโม่รับคำแบบงงๆแต่ก็ยอมทำตามที่เด็กหนุ่มบอก

            ดวงตาสีกุหลาบตวัดกลับไปมองภาพเบื้องหลังอีกครั้ง ภาพที่เขาเห็นก็คือศีรษะของหมีหน้าตาดุร้ายถูกตัดและเสียบคาดาบของรูปปั้นอัศวิน เป็นภาพที่น่าสยดสยองของคนที่ได้เห็น

            พอทั้งสามคนกลับมาถึงโรงแรม คาร์นี่ย์ก็ได้อธิบายสิ่งที่ได้เห็นทั้งหมดให้กับคนทั้งคู่ฟัง ดูเหมือนความอยากอาหารของพวกเขาจะลดลงฮวบฮาบเมื่อได้รู้เรื่อง คาร์นี่ย์ค่อนข้างกังวลใจเรื่องกิวลิส โชคดีที่กิวลิสมีงานติดพันอยู่ในร้านทำให้ไม่ได้ออกไปดู

            “จะพูดกับกิวลิสยังไงล่ะไอน์” คาร์นี่ย์ถามความเห็น

            อีกฝ่ายเงียบนิ่งไปเล็กน้อย สายตาชำเลืองมองไปที่อีกด้านหนึ่งซึ่งลูกน้องของเธอที่ชื่อว่ากิวลิสกำลังทำงานอยู่

            “เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ไอน์ซาโม่บอกแล้วลุกขึ้นเดินไปทางกิวลิส

            คาร์นี่ย์หันกลับมามองเกรนิตี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอกำลังโปรยยิ้มให้กับเขา คิ้วของเด็กหนุ่มเลิกขึ้นสูงอย่างไม่เข้าใจ

            “ไม่ต้องงงหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยไม่ให้เห็นภาพแบบนั้น” เธอกล่าวแล้วยิ้มกว้างจนโลกสดใสขึ้นทันตา

            ‘เอื๊อะ ดาเมจรุนแรง!!! โพลิน่า โพลิน่า …’

            “พอเรื่องผู้หญิงเจ้าก็เป็นซะอย่างนี้ล่ะน้า แต่ก็ทำให้ข้าขำได้ตลอดจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ”

            เสียงวอร์หัวเราะก้องในหัว คาร์นี่ย์ยังคงท่องคาถาป้องกันสเน่ห์สตรีเพศอยู่ในใจอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจเสียงหัวเราะของวอร์แม้แต่น้อย

            หญิงสาวที่นั่งข้างๆเอียงคอมองอย่างสงสัยเมื่อเห็นเด็กหนุ่มมีท่าทีแปลกไป ทว่าไม่ได้ถามอะไรออกไป หลังจากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันเล็กน้อยก่อนที่เกรนิตี้จะขอตัวไปห้องน้ำ นั่นทำให้โต๊ะเหลือแค่เพียงคาร์นี่ย์คนเดียวเท่านั้น

            “โทษที พอดีที่นั่งเต็มน่ะ รบกวนขอนั่งด้วยจะได้ไหม?”

            ดวงตาสีแดงตวัดไปมองร่างของคนถาม เขาเป็นผู้ชายวัยไล่เลี่ยกัน ใบหน้านั้นดูเหมือนคนเย็นชา ยิ่งดวงตาสีทองที่ดูนิ่งเฉยนั้นยิ่งแผ่กระจายออร่าแห่งความเย็นชาเพิ่มอีกเท่าตัว เขามีผมสีทองยาวระต้นคอ ข้างๆเอวเขามีบางอย่างที่ทำให้คาร์นี่ย์ต้องจับจ้องจนลืมตัว

            “เมี๊ยว…”

            เสียงร้องดังมาจากข้างตัวของผู้ชายตรงหน้าทำให้คาร์นี่ย์ได้สติ เขารีบเออออรับคำอีกฝ่ายก่อนจะเหลือบเจ้าของเสียงที่ทำให้เขาได้สติ มันเป็นหมาป่าขนสีเทา...

            ‘เดี๋ยวก่อนนะ…’

            “หมาป่าบ้านเอ็งสิร้องเมี๊ยว!” คาร์นี่ย์ร้องก่อนเอามือกุมขมับ

            ‘นี่ฉันต้องมาเจออะไรพิลึกๆอีกแล้วงั้นเหรอเนี่ย’

            “ก็เป็นธรรมดาไม่ใช่เหรอที่หมาป่าจะร้องเมี๊ยวน่ะ” คนตรงหน้าตอบด้วยใบหน้าตายด้าน

            “ไอที่ร้องเมี๊ยวมันแมวต่างหากเฟ้ย” คาร์นี่ย์เอามือกุมขมับขณะพูด ตอนแรกคิดว่าหมามันแปลกแล้วแต่พอเจอไอท่าทางของเจ้าของของมันแล้วยิ่งปวดหัวหนักกว่าเดิม “นายไปจำมากจากไหนเนี่ย”

            “งั้นเหรอ แต่ฉันว่ามันร้องเมี๊ยวก็ถูกแล้วนะ เพราะฉันเห็นมันร้องแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว”

            ชายผมทองพูดก่อนเอื้อมมือลูบหัวเจ้าสุนัขป่าที่ทำหน้าระรื่นร้องครางออกมาเสียงไม่ต่างจากแมว คาร์นี่ย์หมดปัญญาที่จะแย้งหรือพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจจึงยอมปล่อยเลยตามเลย พอดีกับที่ไอน์ซาโม่เดินกลับมา เธอเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นคนที่ไม่คุ้นหน้านั่งอยู่

            “เขาไม่มีที่นั่งฉันเลยให้เขามานั่งน่ะ เธอคงไม่ว่าใช่ไหม?”

            “อ๋อ ตอนแรกก็นึกว่าคนรู้จักของคาร์น” เธอว่าแล้วมองหน้าคาร์นี่ย์นิ่ง “ขอฉันไปนั่งฝั่งในข้างคาร์นได้ไหม ฉันชอบที่ติดริมหน้าต่างน่ะ”

            “อ่า เอ้อ”

            คาร์นี่ย์ร้องแล้วลุกขึ้นออกมาอย่างเงอะงะ พอหญิงสาวเดินเข้าไปนั่งด้านในสุด เขาก็คิดที่จะวกไปนั่งอีกฝั่งเพื่อที่จะเหลือที่กว้างๆให้เกรนิตี้ได้นั่งข้างไอน์ซาโม่แบบสบายๆ แต่ก็ถูกมือของหญิงสาวดึงไว้ เขาชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัว

            “นั่งข้างฉันเถอะนะ”

            เธอพูดด้วยใบหน้าออดอ้อนจนคนมองได้แต่กรอกตาไปมา โดยไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไงดี ท้ายที่สุดก็ยอมหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ จังหวะเดียวกันนั้นเองที่เกรนิตี้เดินมาแล้วทิ้งตัวลงข้างๆ เป็นครั้งแรกที่เขาพึ่งสังเกตว่าเกรนิตี้ตัวเล็กมากถึงขึ้นที่ว่านั่งข้างๆเขาแล้ว เขาก็ยังขยับตัวอะไรได้สะดวกดีอยู่ หรือบางทีอาจเป็นเพราะเก้าอี้ที่ยาวมากพอก็เป็นได้ ไอน์ซาโม่คงรู้อยู่แล้วจึงออกปากขอให้เขานั่งที่เดิมแบบนั้น

            หมาป่าข้างโต๊ะเห็นพื้นที่ว่างข้างเจ้านายมันก็กระโจนขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ก่อนส่งเสียงร้องเมี๊ยวอย่างอารมณ์ดี

            “ดูเจ้าหมานั่นสิ พวกเธอคิดเหมือนฉันรึเปล่า” คาร์นี่ย์พูดขึ้นเพื่ออยากให้ทั้งสองสาวมีปฏิกิริยาเหมือนเขาแล้วช่วยอธิบายเจ้าคนตรงหน้าทีว่าหมามันไม่ได้ร้องเมี๊ยวแบบนี้

            “น่ารักจังเลยนะคะ” เกรนิตี้พูดแล้วยิ้ม

            “ก็ดูดีล่ะนะเจ้าหมาน้อย” ไอน์ซาโม่พูดแล้วเอื้อมมือไปเล่นกับมัน

            “นี่พวกเธอไม่สังเกตเห็นอะไรที่ผิดปกติบ้างรึไงเนี่ย!!!” คาร์นีย์โวยวายแล้วถอนหายใจ ปฏิกิริยาของทั้งสองสาวนี่มันจะเกินความคาดหมายของเขาเกินไปแล้ว

            “หึ” ชายผมทองลอบยิ้มให้กับคาร์นี่ย์เป็นเชิงบอกว่า ฉันบอกนายแล้วว่ามันเรื่องปกติ

            จังหวะนั้นพนักงานเดินเอาแก้วที่เต็มไปด้วยน้ำเปล่ามาวางไว้บนโต๊ะของคาร์นี่ย์ เด็กหนุ่มรีบคว้ามันมาดื่ม เผื่อว่าจะช่วยดับอาการที่เหมือนคนใกล้บ้าของเขาไปทุกทีได้

            “ว่าแต่นายน่ะ” อีกฝ่ายพูดขึ้น ดวงตาสีทองเรียบเฉยมองเกรนิตี้สลับกับไอน์ซาโม่ “ฮาเร็มสินะ”

            พรู่ดดดด

            น้ำถูกพ่นใส่คนตรงหน้าเต็มๆ อีกฝ่ายไม่ตอบคำทำแค่เพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าลายหมาป่าสีชมพูน่ารักขึ้นมาเช็ดหน้า โดยมีสายตาแปลกๆของคาร์นี่ย์กำลังมองผ้าเช็ดหน้าในมือของอีกฝ่ายอยู่

            “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ข้ารู้สึกข้าว่าคิดถูกนะที่มาอยู่กับเจ้าเนี่ย” วอร์หัวเราะลั่นกว่าครั้งไหนๆ

            “ไม่ใช่สักหน่อย ฉันคนเดียวต่างหากที่เป็นของคาร์น” ไอน์ซาโม่แย้งแล้วเกาะแขนของคาร์นี่ย์

            “ทำแบบนั้นไม่ได้นะคะคุณไอน์ซาโม่ นั่นเป็นการเสียมารยาทกับคุณคาร์นี่ย์นะคะ” เกรนิตี้รีบพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ

            “ไม่ต้องมาปากแข็งหรอกเกรนิตี้ เธอหึงก็บอกว่าหึงสิ” ไอน์ซาโม่ว่าพร้อมส่งสายตาแบบแฝงความนัยเอาไว้

            ท่าทางของหญิงสาวทั้งสองคนทำให้ชายผมทองหลุดหัวเราะพรืดออกมา เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองได้มาเจอกับกลุ่มคนที่น่าสนใจเข้าซะแล้ว ท่าทางอยู่ด้วยแล้วน่าจะสนุก

            “ปล่อยแขนฉันก่อนเถอะน่า เกรงใจคนอื่นมั่ง…”

            แล้วทั้งสามคนก็วุ่นวายกันเองอยู่พักนึง ส่วนคนสร้างประเด็นนั้นเอาแต่นั่งหาวสบายๆราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งๆที่เป็นคนเริ่มเรื่องทั้งหมดแท้ๆ

            “กิวลิสเป็นไงบ้างล่ะไอน์”

            บรรยากาศทั้งหมดกลับมาสงบทันทีที่คำถามนี้หลุดออกมา คาร์นี่ย์ถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกดีใจที่คิดถูกแล้วถามคำถามนี้ออกมา

            “ก็ทำใจไว้แต่แรกแล้วน่ะ เลยไม่เป็นอะไรมาก ก็เพื่อนตั้งแต่เด็กนี่นา ทางนั้นเองแค่ไม่คิดว่าพอโตขึ้นแล้วจะเปลี่ยนเป็นคนละคนแบบนั้น” ไอน์ซาโม่ตอบแต่ยังทำเนียนไม่ปล่อยแขน

            “น่าอิจฉาจังนะ” ชายเจ้าของใบหน้าเย็นชาพูดเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

            คาร์นี่ย์มองอีกฝ่ายแบบงงๆแต่ก็ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกจากปาก จากนั้นเขาก็รบกับสองสาวต่อจนกระทั่งอาหารถูกยกมาตั้งไว้เต็มโต๊ะ เด็กหนุ่มทำตาลุกวาว

            “ฉันเลี้ยงเอง บอกไว้เลยว่าเพราะเมื่อคืนคาร์นทำตัวน่ารักหรอกนะ”

            สิ้นคำไอน์ซาโม่คนถูกชมก็ส่ายหัวขำ ทั้งๆที่เมื่อคืนเขายังไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ เอาตามความเป็นจริง เธอเองก็คงจะอยากเลี้ยงเฉยๆมากกว่าแต่ไม่รู้จะใช้เหตุผลอะไรก็เท่านั้น

            แม้คาร์นี่ย์รู้เรื่องเมื่อคืน แต่คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้รู้ด้วย ใบหน้าเย็นชานั้นขึ้นสีหน่อยๆก่อนจะปรับกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าถูกมองอยู่

            “อะแฮ่มๆ ลึกซึ้งขนาดนั้นกันแล้วเหรอ”

            “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะเฟ้ย!”

            “เอาน่าๆไม่ต้องเขินไปหรอก” อีกฝ่ายว่าแล้วส่ายมือไปมาเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องปฏิเสธ “เป็นผู้ชายต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำนะ”

            “หัดฟังที่คนอื่นพูดอธิบายมั่งเซ่!... โธ่”

            คาร์นี่ย์รู้สึกหมดแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ เขาหันไปมองคนทางด้านขวาที่เกาะแขนเขาแน่นสีหน้าดูมีความสุขเสียจนเขาไม่กล้าขัดใจ พอหันไปอีกข้างก็นั่งหน้าแดงเหมือนกับว่าจะโกรธอะไรเขาอยู่ยังไงยังงั้น แล้วไหนจะคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่ต่อหน้านี่อีก คิดแล้วอยากจะเป็นลมเสียให้ได้

            “ข้าชอบนะ ตั้งแต่อยู่มาไม่เคยเจอกับบรรยากาศแบบนี้เลย” วอร์บอกคาร์นี่ย์ก่อนจะฮัมเพลงทำนองแปลกๆให้เขาฟัง

            “เป็นสงคราม(วอร์)ที่พิลึกชะมัด ถ้ารักสงบทำไมไม่ชื่อสันติภาพ(พีซ)ฟะ”

            คาร์นี่ย์บ่นในใจ ก่อนจะนั่งกินอาหารแบบเงียบๆ… ซะที่ไหน เพราะไอน์ซาโม่พยายามป้อนเขาทั้งๆที่เขาปฏิเสธว่ากินเองได้ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง พอหันไปขอความช่วยเหลือจากเกรนิตี้ เกรนิตี้ก็ดันบ้าจี้เป็นเหมือนกับไอน์ซาโม่ซะงั้น แถมไอท่าป้อนที่ก้มหน้าแบบนั้นจะเข้าปากเขาได้ยังไงกัน แล้วไหนจะมือที่สั่นๆนั่นอีก

            ฮัดชิ้ว!

            ‘จู่ๆก็รู้สึกร้อนๆหนาวๆแหะ’

            คิดจบก็หันไปมองรอบๆร้านก็เห็นลูกช้าจำพวกกลุ่มผู้ชายกำลังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ บางคนเบ้ปากราวกับไม่พอใจ ทั้งๆที่เขาไม่รู้ว่าไปทำอะไรผิดตั้งแต่เมื่อไร

            “หลังจากนี้จะเดินทางไปไหนต่อน่ะ”

            ความสนใจของคาร์นี่ให้กลับมาที่โต๊ะได้อีกครั้งเมื่อคนแปลกหน้าคนนี้ยิงคำถามใส่เขา

            “ก็ออกจากเมือง วางแผนว่าจะไปที่จักรวรรดิซันไชส์น่ะ” เขาตอบตรงๆเพราะไม่รู้จะปิดบังทำไม อีกฝ่ายส่งเสียงอืมให้กับคำตอบเขา ทว่าคาร์นี่ย์กลับนึกเรื่องอะไรออกจึงเอ่ยปากถามกลับไปบ้างว่า “ที่ข้างเอวนายใช่มาซามุเนะรึเปล่าน่ะ ฮึ่ย ไอน์! อย่าพึ่งสิฉันคุยอยู่ เดี๋ยวคุยเสร็จฉันจะยอมให้ป้อนก็ได้”

            คาร์นี่ย์หันไปดุคนข้างๆ แทนที่อีกฝ่ายจะสลดกลับหัวเราะคิกคักอย่างพึงพอใจซะอย่างนั้น เขาเบือนหน้ากลับมาที่ชายผมทองอีกครั้ง

            “โอ้ รู้จักเจ้านี่ด้วยอย่างงั้นเหรอ” คนถูกถามทำท่าประหลาดใจก่อนพยักหน้าให้ทีหนึ่ง “ใช่แล้ว นี่แหละมาซามุเนะ ทำไมถึงถามล่ะ”

            สิ้นคำตอบเด็กหนุ่มก็หยิบห่อผ้าที่กระเตงถือติดตัวมาตั้งแต่เช้าออกมา ก่อนเผยสิ่งที่อยู่ด้านในให้คนตรงหน้าเห็น ดวงตาสีทองอำพันลุกวาวด้วยความตื่นเต้น มือของอีกฝ่ายสั่นเทาราวกับว่ากำลังจะควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่

            “ฉันขอแตะมันได้ไหม?” ชายผมทองถาม คาร์นี่ย์พยักหน้าให้ที่นึง “เยี่ยมไปเลย ดาบมุรามาสะของจริงล่ะ!”

            “ถ้ามาซามุเนะเป็นขาวมุรามาสะก็คือดำ เป็นเสมือนฝาแฝดที่ไม่มีทางมาบรรจบลงรอยกันได้” คาร์นี่ย์พูดขึ้นเพราะเขาจำที่พ่อของเขาเคยเล่าให้เขาฟังได้

            “ทั้งนี้ทั้งนั้นฉันเชื่อว่าดาบมุรามาสะไม่ใช่ดาบที่ชั่วร้ายแบบที่เขาพูดกันหรอกนะ” อีกฝ่ายพูดขณะที่ดึงมุรามาสะออกมาเล็กน้อยไม่ให้พ้นฝักเพราะรู้ว่าถ้าดึงออกมาหมดจะต้องเสียเลือดให้กับมุรามาสะ ดาบจึงจะยอมคืนกลับเข้าฝักได้ “ชื่อเสียงร้ายๆมาจากผู้ใช้ที่ร้ายๆ ฉันเชื่อว่าดาบจะดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้มัน ไม่ใช่อดีตของมัน”

            “รู้ตัวรึเปล่า นายพูดเหมือนพ่อฉันเด๊ะเลย” คนกวนพูดแล้วแย้มยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวออกมา
            “ถ้างั้นจะเสียมารยาทไหม ถ้าฉันจะถามว่านายเป็นคนดีหรือคนร้ายกันแน่ล่ะ”

            “โอ้ อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันคิดว่าฉันไม่ใช่คนดีแต่ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่ใช่คนร้าย เอาเป็นว่า ฉันขอเป็นคนกลางๆก็แล้วกันนะ” คาร์นี่ย์กล่าวจบก็ขยิบตาทะเล้นให้ จนอีกฝ่ายส่งเสียงหึออกมาอย่างพึงพอใจ เด็กหนุ่มยื่นมือไปข้างหน้าบ้างจนอีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเข้าใจและรีบปลดดาบข้างเอวส่งไปให้บ้าง “ขอบใจ ฉันเองก็อยากเจอมาซามุเนะมานานแล้ว มันช่างงดงามจริงๆ”

            ป๊อก

            “โอ๊ย!

            จู่ๆมุรามาสะก็ดีดจากมือของคนตรงข้ามแล้วด้ามดาบก็บินมาเคาะที่หัวของเขา คนฝั่งตรงข้ามหัวเราะขำขณะที่คนที่โดนทำร้ายนั่งงงเพราะไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น

            “ยังไม่รู้ใช่ไหมว่าดาบมุรามาสะกับมาซามุเนะน่ะมีชีวิต แล้วเมื่อกี๊มุรามาสะคงจะงอนนายที่นายไปชมมาซามุเนะน่ะสิ”

            “ห๊ะ?” คนกวนร้องแบบงงๆก่อนจะคว้าฝักดาบมาลูบ “มุรามาสะเองก็งดงามมากๆเลยล่ะ ไม่งั้นฉันจะใช้เป็นดาบคู่ใจเหรอ”

            สิ้นคำกล่าวมันก็กระดิกอย่างพึงพอใจแล้วนิ่งไป คาร์นี่ย์จึงทำการสำรวจมาซามุเนะได้อย่างสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาไม่แปลกใจแล้วล่ะที่ดาบจะมีชีวิต เพราะขนาดวอร์ครายยังมีไอบ้าหลุดโลกที่ตายเพราะไม้จิ้มฟันสิงอยู่เลย

            “นินทากันก็ให้มันน้อยๆหน่อยนะ เจ้าเด็กนี่” วอร์พูดเสียงเข้ม

            “จ่ะๆๆ มันคือบททดสอบเฉยๆจ้า ฮ่าๆๆๆๆ”

            “เจ้าเด็กเวรกวนประสาทชะมัด” วอร์พูดแล้วคาร์นี่ย์ก็ได้ยินเสียงลมเฮือกใหญ่ ถ้าทายไม่ผิด นั่นน่าจะเป็นเสียงถอนหายใจของวอร์แน่ๆ

            คุยกับวอร์จบก็พึ่งนึกออกว่ายังไม่รู้จักอีกฝ่ายนึงเลย คาร์นี่ย์ยื่นมาซามุเนะคืนให้อีกฝ่ายพร้อมกับรับมุรามาสะกลับมาใส่ในห่อผ้าอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าสบโอกาสจึงเอ่ยถาม

            “นายชื่ออะไรล่ะ ฉันคาร์นี่ย์ ลัคกี้แสตมป์ เรียกสั้นๆว่า คาร์น ก็ได้” จากนั้นก็ชี้ไปที่คนข้างๆขวาก่อน “นี่ก็ไอน์ซาโม่ ส่วนคนที่อยู่ทางด้านซ้ายชื่อเกรนิตี้”

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะผู้ครอบครองมุรามาสะ ฉันไรดีน บี. โนมาดิน ส่วนนี่ชื่อแคนิส” อีกฝ่ายว่าแล้วชี้ไปที่หมาป่าที่ส่งเสียงแหลมเล็กแบบแมวรับคำ “ถ้าไม่รังเกียจ ก็ขอเดินทางไปที่จักรวรรดิซันไชส์ด้วยได้ไหม”

            สิ้นคำไอน์ซาโม่ก็กระตุกเสื้อของเขา คาร์นี่ย์หันไปมอง เธอป้องปากกระซิบกระซาบข้างหูของเขา ดวงตานั้นเบิกกว้างออกด้วยความตื่นตกใจแล้วกลับมาสงบอย่างรวดเร็ว

            “ก่อนฉันจะตอบ ขอถามคำถามซักอย่างหนึ่งจะได้ไหม?”

            อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเป็นการอนุญาต

            “สำหรับอมนุษย์แล้วนายมีความคิดเห็นยังไงกับพวกเขางั้นเหรอ”

            “ไม่เบานี่นา รู้เรื่องเกี่ยวกับอมนุษย์ด้วย” ไรดีนพูดแล้วเอนหลังไปพิงพนักพิงด้วยท่าทางผ่อนคลาย “อมนุษย์ที่แฝงตัวในหมู่มนุษย์มีมากมาย นายเองก็รู้ใช่ไหมคาร์น?”

            “…”

            “แล้วทีนี้อมนุษย์ธรรมดาน่ะเป็นอะไรที่เฉยๆมากสำหรับฉัน แต่ถ้าหากว่าเป็นอมนุษย์นอกรีตละก็” สิ้นคำก็มองไปทางสวนสาธารณะอย่างแฝงความนัย

            “ฝีมือนายจริงๆสินะ กลิ่นเลือดของจอห์นเฟสยังติดอยู่ที่มาซามุเนะของนายอยู่เลย... โทษทีนะ ฉันแอบได้กลิ่นตอนที่คาร์นหยิบมันขึ้นมาดู” ไอน์ซาโม่พูดขึ้น ดวงตาสีม่วงนั้นกำลังจับจ้องไปที่ใบหน้าเย็นชาราวกับกำลังประเมินอีกฝ่ายอยู่

            เพล้ง

            เสียงจานตกแตกทำให้คนทั้งร้านหันไปจับจ้องทางต้นเสียงไม่เว้นแม้แต่โต๊ะคาร์นี่ย์ คนที่ทำจานแตกคือกิวลิสที่บังเอิญเดินผ่านโต๊ะแล้วได้ยินเรื่องเข้า บรรยากาศร้ายๆถาโถมเข้ามาที่โต๊ะของคาร์นี่ย์ กิวลิสยืนขบกรามแน่นก่อนจะเก็บเศษจานที่แตกแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร นั่นทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดเบาบางลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังมาจากคาร์นี่ย์

            “เอาล่ะ” ไรดีนพูดก่อนจะหันกลับมามองคาร์นี่ย์ “ฉันเองก็ไม่ใช่คนอื่นไกลของเหล่าอมนุษย์หรอกนะ”

            พูดจบหูหมาป่ามีขนสีทองก็โผล่พรวดขึ้นมาบนศีรษะก่อนจะหุบกลับไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนตรงหน้าอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

            “ฉันเป็นผู้ควบคุมกฎของทวีปบีสต์ลิฟ ที่บังเอิญผ่านมาที่นี่เลยทำงานก็เท่านั้น อย่าพึ่งตกใจไป” ไรดีนพูดแล้วมองคาร์นี่ย์ด้วยความสนใจว่าอีกฝ่ายจะทำยังไงต่อ “แล้วที่มาที่ทวีปฮิวมันทรีก็เพื่อไปร่วมงานประลองที่จักรวรรดิซันไชส์ล่ะนะ”

            “งานคัดเลือกเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตราสินะคะ” เกรนิตี้พูดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ดูเหมือนว่าเธอเองไม่พอใจนิดหน่อยที่ไรดีนฆ่าอมนุษย์ที่ชื่อจอห์นเฟส แต่ถึงกระนั้นเธอเองก็โทษอะไรอีกฝ่ายไม่ได้

            “ช่าย” อีกฝ่ายตอบเสียงยานคาง “นายจะไปที่นั่นเพื่องานนี้เหมือนกันใช่ไหมคาร์น”

            “ไม่ใช่หรอก” คาร์นี่ย์ตอบหลังจากที่เงียบไปเพื่อทำใจยอมรับเรื่องการฆ่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่ชอบซักเท่าไรนัก แต่บางครั้งการฆ่าก็จำเป็นเพื่อปกป้องอีกหลายชีวิต เรื่องนั้นเขาเองก็พอเข้าใจได้ และยิ่งเป็นอมนุษย์แล้ว กฎหมายคงไม่สามารถทำอะไรได้อย่างแน่นอน “ฉันจะไปประลองกับหนึ่งในสิบอัศวินสูงสุดน่ะ เพราะฉันสัญญาเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว”

            “ห๊ะ/เอ๋” เสียงของสองสาวร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความประหลาดใจอย่างไม่เชื่อหู

            ส่วนเด็กหนุ่มผมทองตรงหน้าหัวเราะหึแล้วฉีกยิ้มทีดูตื่นเต้นออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะคิดไม่ผิดที่คิดว่าผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนที่น่าสนุกเสียจริงๆ

            “แล้วคำตอบเรื่องที่ฉันจะไปด้วยล่ะว่าไง”

            คาร์นี่ย์กรอกตาไปที่คนข้างๆตัวทั้งสองคน พวกเธอพยักหน้าให้กับเขา ดวงตาสีแดงตวัดกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วส่งยิ้มกวนๆให้

            “ไม่มีเหตุให้ต้องปฏิเสธนี่ ก็นะ...ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนร่วมทาง”

            คาร์นี่ย์ยื่นหมัดไปข้างหน้า เจ้าของใบหน้าเย็นช้าขยับยิ้มที่มุมปากก่อนยื่นหมัดตัวเองไปชน

            “เช่นกันนะสหาย แล้วก็…” พูดแล้วดวงตาของไรดีนก็มองไปทางหญิงสาวทั้งสอง มันเปล่งแสงสีทองออกมาแว๊บหนึ่ง แล้วเจ้าของดวงตาคู่นั้นก็ยิ้มกริ่มออกมา “สาวมังกรกับสาวแกะงั้นเหรอ เหลือร้ายนี่คาร์น”

            “เอ๋?”

            คนไม่รู้ความหมายในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้แต่เกาหัวแก้เก้อ สองสาวดูจะทึ่งในความสามารถของอีกฝ่ายเล็กน้อยที่ดูออกว่าพวกเธอเป็นใคร แต่ก็เหมือนไม่ได้ติดใจอะไรมากนักจึงปล่อยเลยตามเลยไม่ถามอะไรเพิ่มให้เสียเวลาอีกต่อไป เพราะเสียงท้องของพวกเธอกำลังเรียกร้องหาอาหารจนน่าอายนั่นเอง




NEKOPOST.NET