Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.5 - โรงแรมอมนุษย์และหมาป่าสีทอง


ดาบที่5 : โรงแรมอมนุษย์และหมาป่าสีทอง

 

 

            ร่างที่พึ่งเดินเข้ามานั้นขยับกายเข้าหาคนบนเตียงก่อนจะค่อยๆซุกตัวเข้าไปใต้ผืนผ้าห่มที่มีร่างของเด็กหนุ่มนอนหลับสนิทอยู่

            “หลับได้น่ากินจังเลยนะ”

            ปึ้ง!

            “เฮ้ย”

            เสียงร้องไม่ได้มาจากไหน มันหลุดออกมาจากปากของเจ้าคนที่นอนเคี้ยวสบายใจอยู่นั่นแหละ ร่างสูงพลิกตัวไปข้างเตียงพร้อมกับปลดปล่อยมุรามาสะให้เป็นอิสระจากฝักดาบ ดวงตาจับจ้องไปที่ผู้มาใหม่ คนๆนั้นคือชายที่เป็นพนักงานที่แวะมาให้คำแนะนำเขาก่อนหน้านี้นั่นเอง

            “ขออภัยคุณผู้ใช้บริการโรงแรมด้วยนะครับ” อีกฝ่ายว่า ดวงตาเหลือบไปที่เตียงของเขา “นี่… มารบกวนคนอื่นอีกแล้วนะ จะยอมออกมาแต่โดยดีหรือให้กระผมลากตัวออกมาล่ะครับ”

            “ฮึ่ย!!!” เสียงร้องอย่างขัดใจดังขึ้นใต้ผ้าห่ม คนที่เคยนอนอยู่บนเตียงสะดุ้งเฮือก เพราะไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่บนเตียงในห้องเขา “วอยซ์ บ้าๆๆๆ โธ่… ฉันขอแค่นิดหน่อยเองอ้ะ”

            คนโวยวายโผล่พรวดออกมาจากผ้าห่มแล้วชีหน้าใส่คนที่ยืนยิ้มอยู่ที่ประตู ส่วนคาร์นี่ย์ยังคงจับด้ามดาบไว้มั่นท่าทางยังไม่วางใจกับสภาพการณ์ตรงหน้าเท่าไรนัก

            “จะมากจะน้อยยังไงก็ไปรบกวนเขานะครับ มันไม่สมควร กระผมเองก็เคยบอกคุณไอน์ซาโม่ไว้หลายครั้งแล้วนี่ครับ”

            ‘ชื่อพิลึกจังแหะ’ คาร์นี่ย์คิดในใจและลดดาบลง

            เหมือนคนที่ถูกว่าชื่อพิลึกจะรู้ตัว คนบนเตียงหันหลังควับไปมองคาร์นี่ย์ด้วยสายตาไม่พอใจอย่างสุดๆ ก่อนจะชี้นิ้วพร้อมใบหน้าบูดบึ้ง

            “กำลังคิดใช่ไหมว่าชื่อของฉันมันแปลกน่ะ!”

            “อึ๋ย รู้ได้ไงเนี่ยว่าเรากำลังคิดว่าชื่อนั่นโคตรจะพิลึกน่ะ” ร่างสูงถอยกรูดแล้วพึมพำเบาๆกับตัวเอง

            “ฉันได้ยินนะ!”

            ‘ผู้หญิงอะไรน่ากลัวสุดๆ’

            ใช่แล้ว เจ้าของชื่อไอน์ซาโม่นั้นเป็นผู้หญิง เธอเป็นผู้หญิงมีน้ำมีนวลอยู่บ้างสูงพอตัว เขาแอบสังเกตว่าผมเธอยาวมากเมื่อเธอลุกขึ้นยืน มันยาวถึงเข่าของเธอเลยล่ะและแถมสีก็ขาวสะอาดราวกับหิมะยังไงยังงั้น และตอนนี้เธอก็กำลังทำท่าสะบัดหน้าก่อนจะอมยิ้มส่งแววตามาให้กับเขา ดวงตาสีอเมทิสต์นั้นส่องประกายสดใสเจิดจ้าจนชวนให้รู้สึกแสบตาขึ้นมาชอบกล หมายถึงถ้ามันส่องประกายได้จริงๆล่ะก็นะแถมพอเขาสังเกตมันดูดีๆแล้ว เขารู้สึกว่าตาดำของอีกฝ่ายนั้นดูเหมือนสัตว์ป่า แต่นั่นอาจจะเป็นการคิดไปเองของเขาเท่านั้น

            “มองแบบนั้นตกหลุมรักฉันแล้วเหรอ งั้น… อุ๊บ! อ๊อค! อ๊าก! เอาอือออกไออ๊ะ(เอามือออกไปนะ)”

            “ขออภัยด้วยนะครับ กระผมขอตัวก่อน เชิญพักผ่อนตามสบายเลยนะครับ”

            พนักงานหนุ่มจัดแจงปิดปากแล้วอุ้มร่างสาวน้อยออกไปจากห้องทั้งๆที่ยังพูดไม่ทันจบ คนมองยืนงงอยู่ราวๆสามวิก่อนจะหลุดขำออกมา

            ‘พิลึกชะมัดยาด’

            เตียงยวบลงเมื่อเด็กหนุ่มทิ้งร่างกลับไปนอนอีกครั้งหลังจากเก็บมุรามาสะกลับเข้าไปในฝักเรียบร้อยแล้ว แต่เหมือนมีบางอย่างที่ยังคงกวนใจของคาร์นี่ย์อยู่ตลอดเวลา ในที่สุดเขาก็ยอมดีดตัวลงจากเตียงแล้วเดินไปใช้มือเปิดผ้าม่านหน้าต่างออก ดวงตาสีแดงดอกกุหลาบจ้องมองไปถนนเบื้องล่างที่ไร้ผู้คนก่อนจะหันหลังกลับไปมองนาฬิกาที่เป็นเวลาแค่สามทุ่มกว่าๆเท่านั้นเอง ดูเหมือนว่าเรื่องที่พนักงานโรงแรมที่ชื่อวอยซ์บอกเขาจะเป็นเรื่องจริง

            เขายังคงมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย นานๆก็จะมีทหารยามวิ่งผ่านไปมาพร้อมกับกระบอกแสงที่ส่องไฟได้ ดูเหมือนว่าการตรวจตราในตอนนี้จะค่อนข้างเข้มงวด ดังนั้นเขาเองก็น่าจะเบาใจได้ ที่เหลือที่ยังงงๆก็คือ ทำไมผู้หญิงที่ชื่อไอน์ซาโม่ถึงได้ดอดเข้ามาในห้องของเขา แถมพนักงานต้อนรับคนนั้นก็พูดเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยอีกต่างหาก

            ‘ไปหาอะไรดื่มเล่นที่บาร์ข้างล่างน่าจะดี เผื่อจะได้รู้สึกผ่อนคลายบ้าง’

            คิดจบร่างสูงก็เดินออกจากห้องไป สภาพโรงแรมตอนนี้ดูเงียบและวังเวงอย่างน่ากลัว โชคยังดีที่ผนังตามทางเดินยังพอมีแสงไฟจากโคมไฟติดผนัง ถึงแสงจะน้อยแต่ก็ยังดีกว่ามองไม่มีแสงไฟเลย

            ที่บาร์ในตอนนี้มีเพียงบาร์เทนเดอร์หนุ่มในชุดเสื้อกั๊กสำทับเสื้อเชิ้ตติดกระดุมแขนยาวสีขาวและหูกระต่ายสีดำ อีกฝ่ายยิ้มต้อนรับให้เมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามา คาร์นี่ย์ยิ้มตอบพอเป็นมารยาทก่อนจะทิ้งตัวลงที่เก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ เขาหันซ้ายหันขวาก่อนจะเกาหัว

            “มีอะไรหรือเปล่าครับ หรือยังไม่แน่ใจว่าต้องการจะดื่มอะไร ฉันพอจะมีเมนูแนะนำอยู่นะ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มพูดด้วยท่าทางเป็นกันเอง

            “เปล่าหรอกครับ” คาร์นี่ย์ตอบแล้วหันไปมองรอบๆ “แค่สงสัยว่าลูกค้าคนอื่นไปไหนกันหมด”

            “อ๋อ ก็เป็นธรรมดาของที่นี่แหละครับ ว่าแต่คุณลูกค้าอยากจะลองชิมน้ำสูตรใหม่ที่ผมคิดขึ้นไหมครับ ฟรีนะครับ แต่มันไม่มีแอลกอฮอล์”

            ได้ฟังข้อเสนอเขาก็เลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างนึกประหลาดใจแต่ก็พยักหน้ารับ

            “ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้วครับ”

            “งั้น…” อีกฝ่ายว่าจบก็เลื่อนแก้วไปทางเด็กหนุ่ม “นี่ก็เหมาะกับคุณมากเลยล่ะครับ”

            ปุดๆๆๆๆ

            เสียงฟองอากาศแตกตัวดังอยู่ในแก้วที่มีของเหลวสีม่วง ความรู้สึกของคาร์นี่ย์บอกว่ามันต้องเป็นอะไรที่น่ากลัวมากแน่ๆ แล้วไหนจะผลไม้กลมๆหน้าตาน่าเกลียดที่ลอยอืดอยู่ในแก้วนั่นอีก ดวงตาฉายแววสยดสยองของคาร์นี่ย์ฉายออกมาอย่างชัดเจน

            “ฉันว่าปัญหาเรื่องที่คนไม่เข้ามาที่บาร์มันอยู่ที่นายนั่นแหละ” เด็กหนุ่มพึมพำๆวงตาไม่ยอมถอนออกจากแก้วตรงหน้าที่แผ่กลิ่นอายแห่งความหายนะออกมา

            “เมื่อกี๊พูดว่าอะไรรึเปล่าครับ พอดีว่าผมฟังไม่ถนัด” บาร์เทนเดอร์หนุ่มยิ้มถามด้วยท่าทางเบิกบานใจอย่างสุดขีด

            “ไม่มีหรอกครับ ผมก็บ่นไปเรื่อย อะแห๊ะๆๆๆ”

            ‘จะกินได้จริงๆเหรอฟะเนี่ย’

            เอื๊อก…

            คาร์นี่ย์กลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก มืออันสั่นเทากำลังยื่นออกไปหาแก้ว เหมือนกับว่าเขากำลังสู้กับตัวเองอยู่ยังไงยังงั้น

            “ม่ายยยยย”

            เสียงกรีดร้องดังขึ้นในหัว นั่นต้องเป็นเสียงของวอร์อย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยอำนาจของเสียงนั้นทำให้เด็กหนุ่มชะงักมือ จนคนตรงหน้ามองด้วยแววตาสงสัย ถ้าเขาไม่กินก็กลัวเสียน้ำใจ แต่ถ้ากินอาจจะเสียชีวิต ชีวิตก็สำคัญแต่มิตรภาพระหว่างเขากับผู้อื่นก็สำคัญเช่นกัน

            “มิตรภาพมันกินไม่ได้ มันไม่ได้ทำให้เจ้ารอดชีวิตหรอกนะ อย่า!!!” วอร์โวยวายเมื่อรู้ความคิดของเจ้นายตัวเอง

            “เอ่อ…”

            “ดื่มเลยครับ น้ำชนิดนี้ปล่อยไว้นานๆมันจะเสียรสชาตินะครับ”

            มือของเด็กหนุ่มขยับไปข้างหน้าอีกครั้งเมื่อได้ยินคำกล่าวของบาร์เทนเดอร์ตรงหน้า

            “ม่ายยยยยยย!!!”

            เสียงของวอร์ทำให้เขาชะงักมือลงอีกแล้ว แต่วินาทีแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ เสียงฝีเท้าหนึ่งได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นหญิงสาวผมทองมีเขาและหูแบบแกะกำลังเดินเข้ามาในบาร์อย่างอารมณ์ดี พอดวงตาสีเขียวประสานเข้ากับดวงตาสีแดง อีกฝ่ายก็เผลอทำหนังสือในมือหล่นโดยที่ไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันคาร์นี่ย์ก็กำลังอ้าปากค้างแล้วชี้นิ้วไปที่เขากับหูของหญิงสาว

            “ผมเลี้ยงน้ำองุ่นโซดาแก้วนึงก็แล้วกันนะครับ”

            บาร์เทนเดอร์กล่าวเสียงเรียบ ทำให้คาร์นี่ย์หันไปมองหน้าแบบงงๆเพราะจู่ๆอีกฝ่ายก็พูดขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้สนใจนานนักเพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือผู้หญิงที่พึ่งเข้ามาใหม่ต่างหาก ดวงตาสีแดงชำเลืองกลับไปมองทางผู้มาใหม่อีกครั้ง

            หูกับเขาค่อยๆหดกลับไปอย่างช้าๆ คนมองอยู่ทำหน้าแหยหางคิ้วกระตุกโดยไม่รู้ตัว

            “มองทำไมคะ ฉันเป็นคนปกติแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเขากับหูแปลกๆซะหน่อย เนอะกิวลิสคุง” หญิงสาวทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะแสร้งไปถามความเห็น

            “มันไม่ทันแล้วเฟ้ย! แล้วไอท่าทางตีเนียนทั้งๆที่ไม่เนียนแบบนั้นมันอะไรกันฟะ!!!” คาร์นี่ย์โวยวายเมื่อได้เห็นการกระทำเพี้ยนๆของอีกฝ่าย

            “เป็นเพราะเกรนิตี้จังเดินเข้ามาโดยไม่ทันระวังตัวแถมยังเก็บหูกับเขาช้าอีกนั่นแหละครับ อุตส่าห์ดึงความสนใจไว้ให้แล้วเชียว”

            ยิ่งได้ฟังความเห็นของชายหนุ่มข้างๆแล้วก็ยิ่งทำตาโตเท่าไข่ห่าน สิ่งมีชีวิตที่เป็นทั้งคนทั้งสัตว์นั้นเขาไม่เคยได้ยินว่ามีอยู่แม้แต่น้อย แล้วไอที่เขาเห็นเมื่อกี๊มันคืออะไรกัน พอคิดถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้แล้ว สายตาก็พลันเบือนไปมองหน้าของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง คนถูกมองใบหน้ากำลังแดงจัด ทั้งหูทั้งเขากลับมามีให้เห็นเหมือนในตอนแรกอีกครั้ง เธอกำลังก้มไปเก็บหนังสือด้วยท่าทางใจเย็น

            “ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ในเมื่อรู้ความลับกันแล้วแบบนี้…” หญิงสาวพูดเสียงแผ่วแต่คาร์นี่ย์ก็พอจะได้ยิน นั่นทำให้เด็กหนุ่มเริ่มขยับตัว หญิงสาวยิ้มไปทางเด็กหนุ่มอย่างมีเลศนัย “ตายซะเถอะ”

            ว่าจบก็พุ่งร่างเข้าใส่ หนังสือในมือถูกหวดใส่คนตรงหน้าด้วยท่าทางเงอะๆงะๆ

            ปั่กๆๆๆ

            “นี่แน่ะๆๆ ตายซักทีสิ นี่แน่ะๆๆ”

            หนังสือถูกตีใส่คาร์นี่ย์ด้วยท่าทางน่ารักๆ คาร์นี่ย์อึ้งไปนาน ใบหน้าเขานั้นเหมือนคนจะร้องก็ร้องไม่ออกขำก็ขำไม่ได้ มันเป็นอารมณ์ที่แปลกใหม่จริงๆสำหรับเขา

            “ฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะตายเพราะหนังสือหรอกนะเกรนิตี้จัง อย่าไปทำร้ายเขาแบบนั้นสิ ฮ่ะๆๆๆๆ”

            กิวลิสพูดแล้วหัวเราะด้วยท่าทางเหมือนคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ไอ้เสียงเหมือนโลหะครูดอยู่กับอะไรสักอย่างนี่สิที่ทำให้คาร์นี่ย์ขนลุกเกรียว พอหันกลับไปก็เห็นบาร์เทนเดอร์กำลังง้างดาบที่พึ่งออกจากฝักจนสุดล้า

            “อ๊ากกก ไอหน้าตากับการพูดมันคนละเรื่องกับการกระทำลิบลับเลยเฟ้ย!!!”

            คาร์นี่ย์ร้องจ๊ากแล้วกระโดดม้วนตัวออกไปทางด้านข้าง คนดาบที่ฟาดลงมาทำให้เคาน์เตอร์ไม้ถูกแยกออกเป็นสองส่วนราวกับเต้าหู้กระจอกๆที่ถูกมีดผ่า

            “แหมๆ หลบอย่างนี้ก็แย่สิครับ ฉันว่าคุณลูกค้าน่าจะยอมจำนนแต่โดยดีน่าจะดีกว่านะครับ”

            “ดีบ้านเอ็งสิ!!!”

            คาร์นี่ย์ก้มตัวหลบดาบที่วาดใส่ได้อย่างฉิวเฉียดก่อนเตะกลับใส่ท้องจนอีกร่างอีกฝ่ายถอยหลังกรูด พอสังเกตดีๆก็เห็นว่าเส้นผมของอีกฝ่ายกำลังลุกเป็นไฟ นั่นหมายความว่าคนๆนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน พอเหลือบไปมองสาวแกะก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นท่าทางกลัวๆ ไม่ใช่ที่มีกับเขาแต่เป็นทางบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ชื่อกิวลิสต่างหาก

            ความคิดนับร้อยนับพันกำลังวิ่งเต้นอยู่ในหัวเขาเพื่อที่จะสามารถพาเขาให้รอดจากสถานการณ์นี้ไปได้ และเมื่อคิดได้ร่างสูงก็วิ่งใส่อีกฝ่ายก่อนกลิ้งตัวหลบดาบราวกับว่าได้คาดคะเนวิถีดาบไว้ล่วงหน้าแล้ว จากนั้นจึงพุ่งตัวออกจากบาร์และวิ่งขึ้นบันไดเพื่อไปห้องของตนเอง

            “ไวจริงๆ แต่วิ่งขึ้นไปชั้นบนแบบนั้นเหมือนกับฆ่าตัวตายชัดๆเลยนะครับ” กิวลิสตะโกนบอกขณะเดินตามอย่างใจเย็น

            “ช่างหัวฉันเถอะน่า” คาร์นี่ย์ตะโกนสวน

            “ทำไมเจ้าไม่เรียกวอร์ครายล่ะ” วอร์ถามกับเขา

            “ก็เป็นคนบอกไม่ใช่รึไงว่าถ้าใช้วอร์ครายให้ใครเห็นเมื่อไรก็จะมีสงครามน่ะ”

            “มันก็ไม่เชิง ข้าหมายถึงถ้าใช้ต่อหน้าพวกที่กระหายอำนาจและพลังต่างหาก”

            คาร์นี่ย์ถอนหายใจ ถ้าวอร์บอกแบบนี้ตั้งแต่แรกเขาก็ไม่ต้องเสี่ยงหลบดาบนั่นหรอก แต่ยังไงๆก็วิ่งมาขนาดนี้แล้ว ยังไงๆก็ใช้มุรามาสะไปก่อนน่าจะดีกว่า เพราะไม่มีหลักค้ำประกันอะไรที่บอกได้ว่าถ้าอีกฝ่ายเห็นดาบวอร์ครายแล้วจะไม่เกิดคลั่งคิดก่อสงครามแย่งชิงขึ้นมา

            ปึ้ง

            เสียงเปิดประตูดังสนั่น คาร์นี่ย์กระโจนข้ามเตียงไปคว้ามุรามาสะมาถือไว้อีกครั้ง แต่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่กระดิกดุ๊กดิ๊กอยู่ใต้เตียงของเขา

            “ไฮ๊”

            เสียงร้องดังขึ้น ร่างของไอน์ซาโม่โผล่พรวดและกระโจนใส่คาร์นี่ย์  ร่างสูงเซถลาไปกระแทกเข้ากับฝาผนังห้อง เขารีบแกะร่างที่ติดหนึบออกก่อนจะดึงมุรามาสะออกมา เสียงหอบหายใจของคาร์นี่ย์คือเสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้องตอนนี้

            “ไม่ต้องตกใจหรอกน่า นี่ไอน์ซาโม่ไง เก็บดาบเถอะ” ไอน์ซาโม่พูดก่อนหัวเราะเสียงใส

            “ฉันไม่ได้คิดจะใช้มันกับเธอซักหน่อยเฟ้ย!” คาร์นี่ย์โวยวาย ดวงตาสีแดงจับจ้องไปที่ประตูที่มีร่างๆหนึ่งยืนจังก้าพร้อมดาบในมือ

            “เห… กิวลิส ทำไมต้องตั้งท่าแบบนั้น โอ๊ะ ทำไมถึงคืนร่างแบบนั้นล่ะห๊ะ”

            ประโยคนั้นของไอน์ซาโม่ทำให้คาร์นี่ย์เลิกคิ้วสูงขึ้น เพราะประโยคเมื่อกี๊ทำให้เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้รู้ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว

            “เขารู้ความลับของพวกเราแล้วน่ะครับ เราจำเป็นต้องกำจัดเขาทิ้ง”

            ได้ฟังคำกล่าวนั้นแล้วคาร์นี่ย์ก็อยากจะตะโกนให้ลั่นโลก ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยสักนิด อีกอย่างที่เขาคิดตงิดอยู่ในใจก็คืออีกฝ่ายไม่ลังเลที่จะกำจัดเขาเลยแม้แต่น้อย นั่นหมายความว่าคนอื่นๆที่รู้เรื่องมาก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่รอดแน่ๆ แล้วจู่ๆภาพของพนักงานหนุ่มที่มาให้คำแนะนำเขาก็ผุดขึ้นมาในหัว

            ‘หมอนั่นก็ต้องเป็นพวกเดียวกันแน่ๆ’

            “เป็นความผิดเกรนิตี้เองค่ะที่ไม่ทันระวังตัวเพราะเห็นว่าเป็นช่วงสามทุ่มที่อนุญาตให้ทำตัวตามสบายได้น่ะค่ะ” สาวแกะเดินที่เดินตามหลังมาพูดก่อนเดินเข้ามาในห้องแล้วก้มหัวให้ไอน์ซาโม่อย่างสำนึกผิด “ขออภัยด้วยนะคะ”

            “เห้อ…คนที่ควรถูกขอโทษน่าจะเป็นเขานะเกรนิตี้จัง” ไอน์ซาโม่ชี้นิ้วไปทางคาร์นี่ย์ “เก็บดาบซะกิวลิส”

            “คะ… ครับคุณไอน์ซาโม่”

            กิวลิสที่ทำท่าลังเลในตอนแรกยอมเก็บดาบแต่โดยดี ดูเหมือนผู้หญิงที่ชื่อไอน์ซาโม่จะเป็นที่เคารพของพนักงานในโรงแรมอยู่ไม่น้อย เธอชี้นิ้วให้ทั้งสองคนเข้ามานั่งในห้องของเขา จากนั้นเธอจึงหย่อนตัวลงบนเตียงพร้อมเหลือบมองเขาราวกับกำลังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปทางคู่กรณีของคาร์นี่ย์ทั้งสองคน ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดอันยาวนาน ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจแล้วตั้งท่าจะพูดออกมาเสียที

            “เอาล่ะๆ ฉันคิดว่า ตอนนี้เรามีเรื่องที่ต้องเคลียร์กัน รบกวนเวลาหน่อยนะ”

 

            คาร์นี่ย์จ้องมองฝ้าเพดานห้องด้วยสายตาเหม่อลอย เขาพึ่งได้รับข้อมูลมาใหม่ว่าพวกเขาคือคนที่มาจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่อีกทวีปที่ตั้งอยู่คนละฟากโลกกับทวีปนี้ และเพราะต้องการเชื่อสัมพันธไมตรีกับมนุษย์จึงได้แฝงตัวเข้ามากลมกลืนและเรียนรู้ทุกๆอย่างที่มนุษย์รู้มนุษย์เป็นและมนุษย์กระทำ ส่วนเรื่องที่เขาโดนไล่ฆ่า ก็เป็นเพราะว่ากฎของโรงแรมที่ว่า หากคนที่ไม่น่าไว้วางใจรู้เรื่องนี้ให้กำจัดทิ้งซะ ในที่นี้ต้องโทษความสะเพร่าของไอน์ซาโม่ที่ดันสะเพร่าออกกฎไม่ชัดเจนขึ้นมา ทำให้กิวลิสไล่ฆ่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆความต้องการจริงๆของเธอก็คือการใช้เวทหรือน้ำยาทำลายความทรงจำส่วนที่รู้เรื่องนี้ทิ้งไปซะเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้วเขาเองกลับไม่โดนลบความทรงจำเพราะอยู่ในกลุ่มที่ขึ้นชื่อว่า ไว้ใจได้ อะไรทำนองนั้น กิวลิสกับเกรนิตี้ขอโทษเขาเสียยกใหญ่ อีกทั้งยังมีความจริงที่น่าตกใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไอน์ซาโม่นั้นเป็นเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ เธอชอบละเมอเข้ามานอนเล่นในห้องๆหนึ่ง ซึ่งบังเอิญห้องที่ว่าก็คือห้องของเขานี่แหละ(ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกว่าเธอตั้งใจเองซะมากกว่า)

            กลับมาเข้าเรื่องต่อ… ไอน์ซาโม่นั้นเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องกรสร้างสัมพันธไมตรีกับมนุษย์ในทวีปนี้ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ขัดสนทำให้เธอต้องเริ่มต้นลงทุนเปิดโรงแรมเพื่อหารายได้ที่เมืองนี้ พอทำไปทำมาดันรุ่ง จึงได้ขยายสาขาโรงแรมออกไปได้ในทุกเมืองของทวีป เธอบอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะสร้างสัมพันธไมตรีกับชาวมนุษย์ เหตุผลก็คือยิ่งมีสาขาครอบคลุมพื้นที่มากก็ยิ่งสร้างฐานความสัมพันธ์และทำความเข้าใจมนุษย์ได้อย่างทั่วถึงอะไรเทือกนั้น

            “ไอน์ซาโม่…” คาร์นี่ย์พูดเสียงแผ่วหน้าขึ้นสีจัด “ไม่คิดว่า…หางของเธอเริ่มจะซุกซนเกินไปหน่อยเหรอ!”

            ที่เขาบ่นออกมาแบบนั้นก็เพราะหางเรียวเล็กที่มีปลายเป็นหัวมีรูปร่างกลมและมีรูตรงกลางเหมือนกับโดนัทนั้นเริ่มล้วงเข้ามาใต้เสื้อของเขาแล้วน่ะสิ ฟังไม่ผิดหรอก ไอน์ซาโม่เป็นเผ่าที่ชื่อว่ามังกรแวมไพร์ เธอให้คำอธิบายพเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่า เป็นมังกรที่ชอบดูดเลือดและลิ้มรสเนื้อ อะไรทำนองนั้น สำหรับเขาในตอนนี้นั่นฟังดูพิลึกสุดๆไปเลยล่ะ

            เสียงหัวเราะดังมาจากคนที่นอนข้างๆจนคาร์นี่ย์เริ่มทนไม่ไหว เขาล้วงไปในเสื้อตัวเองแล้วดึงหางออก ก่อนจะจบปัญหาด้วยการใส่เสื้อเข้าไปในกางเกง ถึงมันจะแปลกๆที่ใส่เสื้อเข้าไปในกางเกงตอนนอน แต่วิธีนี้ดูเซฟสุดๆสำหรับเหตุการณ์ที่เขากำลังเจออยู่ในตอนนี้

            “แหมๆ ขอนิดหน่อยเองนะๆๆ คาร์นี่ย์”

            “นี่เธอเป็นมังกรหื่นรึไงกันฟะ”

            พูดจบเขาก็พลิกตัวไปอีกข้างก่อนสะดุ้งเฮือก เพราะเขาลืมไปว่าอีกข้างนั้นก็มีผู้หญิงอีกคนนึงนอนอยู่

            “กลิ่นตัวของคุณคาร์นี่ย์หอมเหมือนดินกับหญ้าขึ้นใหม่เลยล่ะค่ะ”

            เกรนิตี้ละเมอพึมพำออกมาก่อนจะทำเสียงฟุดฟิดๆราวกับกำลังดมอะไรซักอย่างที่น่าสนใจมากๆ หูของหญิงสาวกระดิกขึ้นลงราวกับว่ากำลังเบิกบานใจยังไงยังงั้น

            ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าเขาถูกจับตามองอยู่ และเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่หลุดเรื่องของเหล่าอมนุษย์ออกไปพวกเธอสองคนจะตามติดเขาแบบนี้ไปจนกว่าจะมั่นใจได้จริงๆ

            ‘ทำไมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของไอน์ซาโม่ฟะ’

            คิดเพลินๆก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเลื้อยอยู่แถวๆอกกับลำคอ พอก้มมองก็เห็นหางของคนที่เขาหันหลังให้กำลังขยับไปมาอยู่

            “ไอน์ซาโม่!”

            คาร์นี่ย์พลิกตัวกลับไปหวังจะดุ สิ่งที่เห็นคืออีกฝ่ายกำลังนอนยิ้มให้กับเขาอยู่ ภาพที่เห็นทำให้เด็กหนุ่มต้องสะอึก

            “เรียก ไอน์ สิจ๊ะ จากนี้ไปต้องไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วนะ ”

            ‘โพลิน่า โพลิน่า โพลิน่า โพลิน่า โพลิน่า …’

            ชื่อของเพื่อนสาวในวัยเด็กถูกท่องในใจราวกับคาถา มีเสียงหัวเราะของวอร์ดังก้องเข้าภายในหัวของเขา

            “เจ้าเนี่ยนะ เป็นผู้ชายจริงๆรึเปล่าเนี่ย ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นนี่คงไม่ปล่อยโอกาสที่จะ ตู๊ด(Censor) แล้วก็ ตื๊ด(Censor) จากนั้นก็จะค่อยๆสัมผัสไปที่ ตี๊ด(Censor) พอได้ที่แล้วก็…”

            “อ๊าก พอซะที!”

            คาร์นี่ย์เผลอโวยวายออกมาเสียงดัง หญิงสาวที่กำลังแกล้งถึงกับสะดุ้งเฮือก เด็กหนุ่มรีบนอนคว่ำเอาหน้าซุกหมอน

            “อย่าสนใจฉันเลย นอนเถอะ”

            คาร์นี่ย์ว่าแล้วรีบหลับตาปี๋ นี่ถ้ามีโซฟาเขาคงหนีไปนอนที่โซฟาแล้ว จะนอนพื้นก็ไม่ได้เพราะพื้นที่บวกกับสัมภาระของเขาทำให้พื้นที่ห้องนั่นมีไม่เพียงพอสำหรับให้คนนอน จะมีก็เตียงนี่แหละที่พอจะเบียดกันสามคนได้

            “น่ารักจังเลยนะ”

            ไอน์ซาโม่ไม่พูดอย่างเดียว เธอกำลังเอาแขนสอดไปใต้ตัวเขา เขากำลังโดนผู้หญิงกอด!

            ‘ม่ายยย พรหมจรรย์ของฉันต้องเป็นของโพลิน่าเท่านั้น ม่ายยยยยย’

            เสียงร่ำร้องในใจทำให้วอร์หัวเราะอีกครั้ง คนถูกหัวเราะก็ได้แต่ทำใจแข็ง เอาจริงๆไม่ใช่แค่ใจแข็ง ตอนนี้เขารู้สึกเกร็งจนตัวแข็งทื่อไปหมดแล้ว เกิดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เคยบ้างที่โดนเด็กในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้ๆจีบ แต่ไอ้การรุกหนักแบบนี้ไม่เคยจะได้เจอเลยสักครั้งนึง

            “พอได้กอดเธอแล้วทำให้ฉันคิดถึงพี่ชายจังเลย”

            ไอน์ซาโม่พูดเสียงใส นั่นทำให้คาร์นี่ย์สงบใจลงได้ บางทีทุกอย่างที่เธอทำอาจเป็นเพราะกำลังคิดถึงครอบครัวอยู่ นั่นทำให้เขาไม่คิดจะต่อว่าอะไรเธออีก

            พอเห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไป หญิงสาวก็ยิ่งได้ใจกอดอีกฝ่ายแน่นกว่าเดิม แต่เหมือนมีบางอย่างที่ทำให้เธอต้องชะงักพร้อมกับยื่นมื่อไปแตะที่ไหล่ขวาของเด็กหนุ่ม พอได้สัมผัสแล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเฮือก เธอเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้ๆหู

            “รู้นะเรื่องนี้น่ะ”

            “…” คาร์นี่ย์ไม่ตอบคำ เขาแกล้งทำเป็นนอนนิ่งๆเหมือนกับว่าเขาหลับไปแล้ว

            รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว เธอกอดคาร์นี่ย์อย่างแผ่วเบา มือยังคงแตะที่ไหล่ขวาราวกับต้องการจะสื่อความหมายอะไรบางอย่างออกมา

            “หญ้า งั่มๆๆๆ”

            เสียงละเมอหลุดออกจากปากของเกรนิตี้ เธอพลิกร่างมานอนทับคาร์นี่ย์แบบไม่ให้สุ่มให้เสียง คาร์นี่ย์ทำได้เพียงร่ำร้องอยู่ในใจว่า…

            ‘จะรอดถึงพรุ่งนี้ไหมเนี่ยเรา’

            ในขณะเดียวกันภายในตัวเมือง…

            ท่ามกลางความเงียบสงบภายในตัวเมือง ปรากฏร่างของชายสวมเสื้อกล้ามและทับด้วยแจ็คเกทขนสัตว์สีดำ ข้างเอวมีดาบที่ถูกใช้ผ้ามัดติดไว้กับเข็มขัด รูปร่างของดาบคล้ายคลึงกับมุรามาสะเพียงแต่ด้ามจับนั้นสีดำสนิท โกร่งดาบมีลวดลายคล้ายกับใบไม้สีเงิน

            ร่างนั้นยังคงเดินต่อไปบนถนน สายตากวาดมองราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ร่างยักษ์ร่างหนึ่งกระโจนออกมาจากมุมมืด ดวงตาของมันเหมือนจะเรืองแสงสีแดงออกมาอย่างมุ่งร้าย รูปร่างหน้าตามันเหมือนหมีทุกประการเพียงแต่ว่ามันมีขนาดยักษ์ใหญ่จนบ้านหลังใกล้ๆเล็กไปถนัดตา ขนของมันมีลวดลายสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง หางของมันเป็นงูที่กำลังแผ่แม่เบี้ยข่มขู่ กรงเล็บมันยาวจนน่าหวาดเกรง

            “เจ้าเป็นใคร!” เสียงใหญ่จากหมีดังขึ้น

            คนถูกถามหัวเราะหึก่อนเผยรอยยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก ดวงตาสีทองมองไปที่ร่างของศัตรู ดาบข้างเอวถูกดึงออกจากฝักอย่างช้าๆ

            “ถ้าถามถึงดาบฉันก็จะตอบให้ว่าชื่อของมันคือมาซามุเนะ” ชายคนนั้นพูด ดวงตาที่ดูเหมือนคนเย็นชานั้นฉายแววสนุกออกมา “ถ้าถามฉัน ฉันจะไม่บอกชื่อของฉันกับแก สิ่งที่อมนุษย์แบบแกจะได้รู้เกี่ยวกับฉันคงจะมีแค่ฉายาเท่านั้น จงจำไว้! ฉันคือ หมาป่าสีทอง!

            กริ๊ง

            เสียงใสๆดังขึ้นเมื่อดาบหลุดออกจากฝักทั้งเล่ม ปลายดาบถูกสะบัดชี้ไปที่ร่างของศัตรูตรงหน้าอย่างท้าทาย แล้วในพริบตานั้นเองที่การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกิดขึ้นโดยทั้งสองที่กำลังประจันหน้ากันอยู่

            เคร้ง!




NEKOPOST.NET