Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.4 - คำบอกเล่าจากพนักงานโรงแรม


ดาบที่4 : คำบอกเล่าจากพนักงานโรงแรม

 

                ร่างอาชาตัวสีดำตาสีแดง ร่างหลายส่วนลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง คือสิ่งที่คาร์นี่ย์ได้เห็น เขาดีดตัวออกให้ห่าง แต่มันก็ยังคงเดินตามเขามาด้วยท่าทีนิ่งสงบ ร่างสูงถอนหายใจแล้วเอื้อมมือไปหามันอย่างไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรนัก

            ผลลัพธ์ดีเกินคาด มันเข้ามาอ้อนเขาราวกับลูกสุนัขเชื่องๆตัวหนึ่ง แถมไฟของมันก็ไม่ได้ทำอันตรายกับเขาเลยด้วย

            “ดูเหมือนว่ามันจะชอบเจ้านะ”

            เสียงคุ้นหูดังมาจากอีกทางหนึ่ง คนกวนเบือนหน้าไปมองร่างสูงในชุดเกราะดำแล้วทำท่าหวาดผวา

            “นี่ยังไม่ตายอีกเรอะ!!!”

            “ร่างจำแลงของข้าบนโลกมนุษย์น่ะตายไปแล้ว เพราะไอเข็มโง่ๆของเจ้านั่นแหละ ให้ตายเถอะ”

            ประโยคหลังคือคำสบถจากร่างสูง คาร์นี่ย์หัวเราะขำจนทำให้หัวกะโหลกนั้นหันหน้ากลับไปมอง

            “เจ้าขำอะไรไอเด็กเวร”

            “ก็นายน่ะไม่ได้ตายกับเข็มหรอก มันคือไม้จิ้มฟันต่างหาก ฮ่าๆๆๆๆ ตลกชะมัด คนบ้าอะไรตายกับไม้จิ้มฟัน ฮ่าๆๆๆๆ”

            เสียงหัวเราะยังคงหลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม ถ้าหากหัวของร่างยักษ์นั้นมีเนื้อหนังใบหน้าตอนนี้คงแดงก่ำอยู่แน่ๆ ถ้าไม่เพราะเขินก็คงเป็นเพราะโกรธนั่นแหละ ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะโกรธแต่เขาเองก็อดที่จะขำไม่ได้นี่นา ทำไงได้ล่ะ

            “หะ หุบปาก!!! เจ้าเด็กโง่นี่กล้าหัวเราะข้างั้นเรอะ”

            “ก็มันน่าตลกไหมล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”

            “ข้าคือวอร์ หนึ่งในจตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลกเลยนะเฟ้ย”

            “จ้าๆๆ น่ากลัวสุดๆไปเลย” คนฟังรับคำด้วยใบหน้านิ่งทื่อสุดกวนโอ๊ย

            “ไอหน้าตาที่ไม่เชื่อถือแบบนั้นมันอาร๊ายยยย!!!” โวยวายจบร่างในชุดเกราะดำก็นิ่งไปครู่หนึ่ง “อะแฮ่ม ข้าว่าข้าควรจะอธิบายอะไรให้เจ้าฟังสักหน่อยนะ”

            “…” คาร์นี่ย์หยุดหัวเราะเมื่อจู่ๆบรรยากาศเริ่มจริงจังขึ้นมาเสียดื้อๆ

            “ก็อย่างที่ข้าคือหนึ่งในสี่จตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลกชื่อว่าวอร์(War) แต่เอาจริงๆแล้วตัวตนของข้าก็เป็นเพียงแค่พลังอย่างหนึ่งเท่านั้นล่ะนะ ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ข้าก็คงจะเป็นพลังที่อยู่ในอาวุธในตำนานอะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง”

            “อาวุธในตำนาน? หมายถึงดาบที่ผมเจอที่ต้นไม้น่ะเหรอ?”

            “นั่นคือวอร์คราย” วอร์พูดแล้วชี้ไปทางดาบที่ปักอยู่บนพื้นไม่ไกลจากที่ๆพวกเขาสนทนากัน “ตอนนี้เจ้าคือผู้ครอบครองมันอย่างถูกต้อง หลังจากนี้จะใช้มันไปไหนทางไหนก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะ”

            “นายคือพลังที่อยู่ในอาวุธในตำนานตามหลักแล้วมันก็ต้องแข็งแกร่งมากๆเลยใช่ป่ะ? แล้วทำไมนายถึงได้ไปนอนเจ็บอยู่ใต้ต้นไม้นั่นล่ะ แถมตายกับไม้จิ้มฟันแบบนี้จะให้ผมเชื่อถือนายได้อย่างงั้นเหรอ”

            “นั่นคือบททดสอบเพื่อเลือกเฟ้นคนที่มีคุณสมบัติยังไงล่ะ”

            “บูๆ… ไม่เชื่อๆ” คนกวนโบกมือหย็อยๆแล้วทำท่าบู้ปากใส่

            “ไอ้ปฏิกิริยาแบบนั้นมันอะไรกันฟะ!!!” วอร์โวยวายอีกคำรบหนึ่ง เสียงถอนหายใจหลุดออกจากซี่ฟันพร้อมกับทำไหล่ห่ออย่างคนหมดหวัง

            “ขอถอนสิทธิในการครอบครองพลังนี้ละกันนะ” จู่ๆเด็กหนุ่มก็พูดขึ้น “คนที่ตายเพราะไม้จิ้มฟันน่ะ… ไว้ใจไม่ได้หรอกนะ

            ฉึก

            วอร์รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายใช้มีดแทงโดนใจดำจนแทบจะกระอักเลือด คำว่า ตายเพราะไม้จิ้มฟันกับไว้ใจไม่ได้หรอกยังคงดังก้องอยู่ในหัวกะโหลกของเขาราวกับภาพหลอน ร่างใหญ่ทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยท่าทางสิ้นหวังจนน่าสงสาร

            “ขะ…ข้าที่เป็นถึงขุมพลังที่ยิ่งใหญ่… กลับถูกไอเด็กบ้านี่ปฏิเสธ… ช่างน่าอับอายยิ่งนัก”

            “นั่นแกมีน้ำตาด้วยเหรอฟะ!!!”

            เด็กหนุ่มร้องลั่นสีหน้าดูตกตะลึง เพราะมีน้ำใสๆไหลออกจากเบ้าตาที่กลวงโบ๋น่ะสิ คิดแล้วก็ถอนหายใจปลงตกกับสภาพของตัวเองที่ชักจะเหมือนพวกตลกคาเฟ่ที่ช่วยกันตบมุกแบบรัวๆ

            “ไม่!” วอร์พูดขึ้น “เจ้าไม่มีทางปฏิเสธพลังได้ เพราะวอร์ครายได้เลือกเจ้าแล้ว”

            กะโหลกสวมเกราะดำยันตัวลุกขึ้นกลับมายืนได้อีกครั้ง ร่างนั้นเดินไปดึงดาบที่ปักอยู่บนพื้นแล้วเบือนหน้ากลับมาทางด้านหลัง

            คาร์นี่ย์มั่นใจสุดๆไปเลยว่าไอหัวกะโหลกพิลึกนี่กำลังเหลือบมองเขาแล้วกำลังคิดอะไรพิลึกๆอยู่ในใจแน่ๆ

            นึกจบได้ไม่ทันไร ร่างยักษ์นั้นก็เหวี่ยงดาบใส่คาร์นี่ย์ในจังหวะที่ไม่คาดฝัน ร่างสูงกำลังจะพลิกตัวหลบดาบแต่เหมือนจะช้าไป ดาบนั้นปักเข้ากลางอกของเขาเต็มๆ ร่างของเด็กหนุ่มทรุดตัวลงพื้นโดยมีดวงตา(?)ของผู้กระทำมองอยู่ห่างๆ

            “เลิกเล่นได้แล้ว มันไม่ได้ทำร้ายเจ้าซักหน่อย”

            “อะเด๊ะ? เอ้อ ไม่เจ็บเลยแหะ” ร่างที่นอนฝุบดีดตัวขึ้นมานั่งแล้วจับดาบที่เสียบคาอกตัวเองอยู่โยกไปโยกมาจนน่าหวาดเสียว “ทำอะไรก็ปรึกษากันหน่อยสิฟะ”

            “หึ ข้าแค่จะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นเฉยๆว่าวอร์ครายยอมรับเจ้า” วอร์พูดแล้วเดินตรงไปทางคู่สนทนา “คุณสมบัติของผู้ที่จะครอบครองวอร์ครายและพลังของข้าน่ะ คือผู้ที่ไม่มีใจฝักใฝ่ในสงครามและไม่คลั่งไคล้การค้นหาพลังอื่นใดนอกจากความสามารถและการฝึกฝนด้วยตนเองยังไงล่ะ”

            คนตัวเล็กกว่าได้ฟังคำอธิบายก็เงียบไป กะโหลดในชุดเกราะดำส่งเสียงหัวเราะหึออกมาทีหนึ่งอย่างพึงพอใจ

            “ไม่เห็นจะเข้าใจที่พูดซักกะติ๊ดเดียว”

            โครม!

            ร่างของวอร์ทรุดหน้าทิ่มกับพื้น ก็ไอที่เขาหัวเราะหึเมื่อกี๊ก็เพราะนึกว่าเจ้าเด็กนี่จะเข้าใจเรื่องที่เขาอธิบายแล้วน่ะสิ

            “วอร์ แปลว่าสงครามใช่ไหมล่ะ แต่คุณสมบัติของผู้ที่ครอบครองวอร์ครายและพลังของข้านั้นคือผู้ที่ไม่ต้องการสงคราม ส่วนที่บอกว่าต้องเป็นผู้ที่ไม่คลั่งไคล้การค้นหาพลังอื่นใดนอกจากความสามารถและการฝึกฝนด้วยตนเองน่ะ ข้าหมายถึง คนที่พยายามด้วยตัวเองโดยที่ไม่คิดจะพึ่งพลังของอาวุธในตำนานหรือขุมพลังอื่นๆยังไงล่ะ”

            “ไอส่วนนั้นก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือเรื่องที่วอร์ไม่ต้องการผู้ใช้ที่กระหายสงครามต่างหากล่ะ ทั้งๆที่ชื่อวอร์แท้ๆ พิลึกจริงๆ”

            “หึ ชื่อวอร์ไม่ได้มาเพราะว่าข้ากับวอร์ครายกระหายในสงครามหรอกนะ” เบ้าตาที่ว่างเปล่าหันไปมองบนท้องฟ้าสีเทาหม่น “เมื่อไหร่ที่ข้ากับวอร์ครายปรากฏตัว สงครามมักจะเกิดขึ้นเสมอเลยน่ะสิ เหตุผลก็คงจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ต้องการอำนาจและพลัง เมื่อมีขุมพลังปรากฏ เป็นที่แน่นอนว่าคนเหล่านั้นย่อมต้องการได้พลังนั้นมาครอบครอง จนนำไปสู่การแย่งชิงและกลายเป็นสงครามยังไงล่ะ”

            “ขุมพลังที่หลายๆคนต้องการ กลับพ่ายแพ้ให้กับไม้จิ้มฟันของผมเหรอเนี่ย” คาร์นี่ย์ว่าด้วยใบหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ”

            “ก็บอกไปแล้วนี่หว่าว่านั้นคือการทดสอบเฟ้ย!”

            บรรยากาศกลับมาดีอีกครั้ง คนถูกแซวยังคงโวยวายไม่พอใจ ส่วนคนกวนนั้นได้แต่ส่ายหน้าแล้วยักไหลด้วยท่าทางไม่ยี่หระ

            “แล้วระวังตัวเอาไว้ซะ มีพวกอื่นที่ได้รับอาวุธในตำนานอยู่เช่นเดียวกันกับเจ้า ถ้าเจ้าเจอคนดีก็โชคดีไม่ต้องปะทะ แต่ถ้าเจอพวกแปลกๆนิสัยเสียหน่อยเจ้าก็คงจะต้องปะทะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

            “ห๊ะ?”

            “มันคล้ายกับประเพณีที่ผู้ที่ครอบครองมักจะต้องต่อสู้กันน่ะ ถึงข้าจะพูดว่าเจอคนดีแล้วเจ้าสามารถไว้ใจได้ก็เถอะ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าไว้ใจผู้ครอบครองอาวุธในตำนานเลยดีกว่า”

            “เอานายกับวอร์ครายไปลอยทิ้งทะเลซะดีไหม นายกับเจ้าดาบที่ปักคาอกผมนี่ตัวดูดพระบาทชัดๆเลย” คาร์นี่ย์บ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง แต่ก็พึ่งจะได้สังเกตว่าดาบที่เสียบคาอกนั้นหายไปแล้ว

            “วอร์ครายอยู่ในตัวเจ้าแล้ว ตัดตัวเลือกเรื่องที่จะปล่อยเราไปในทะเลได้เลย และจงแข็งแกร่งขึ้นซะ”

            “แหงะ อย่างนี้มันมัดมือชกกันนี่นาเจ้ากะโหลกปัญญาอ่อน”

            “พูดจาให้เกียรติข้าหน่อยสิฟะ ข้าแก่กว่าเจ้าเป็นพันๆปีเลยนะว้อย” อีกฝ่ายว่าพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างคนรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ

            “ไม่เคารพหรอกไอบ้าที่ตายกับไม้จิ้มฟันน่ะ”

            “โอ๊ย ข้าเริ่มอยากจะเปลี่ยนใจไม่อยากอยู่กับไอเด็กงั่งแบบเจ้าซะแล้วสิ”

            “ก็เอาซี่!!!”

            คาร์นี่ย์ท้าแล้วยื่นหน้าแยกเขี้ยวใส่วอร์อย่างท้าทาย

            “เหอะ ไม่มีทาง เป็นร้อยเป็นพันปีกว่าจะมีคนแบบเจ้าโผล่มาเจอข้ากับวอร์ครายแบบนี้ ไป๊ กลับไปโลกของเจ้าซะ”

            สิ้นคำคาร์นี่ย์ก็ถูกเตะโด่ง พอสะดุ้งและรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้ต้นไม้ ดวงตาสีดอกกุหลาบชำเลืองไปที่ต้นไม้ก็พบว่าดาบนั้นยังคงฝังอยู่ที่เดิม ดังนั้นเขาจะแก้เผ็ดวอร์ด้วยการไม่หยิบมันแล้วชิ่งหนีไปซะ

            “ฮี่ๆๆๆ คิดว่าจะทำอะไรเราได้เรอะเจ้ากะโหลกปัญญานิ่ม”

            ว่าแล้วก็เดินกลับไปที่แคมป์ไฟของตัวเองด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ จะมีอะไรสบายใจไปกว่าการที่ได้ทิ้งตัวลงที่โคนต้นไม้ใกล้ๆกับกองไฟอุ่นๆ ใช้กระเป๋าสัมภาระต่างหมอน และใช้ดาบเป็นหมอนข้าง… ดาบ…

            เด็กหนุ่มชำเลืองไปที่ห่อผ้า ซึ่งมั่นใจว่านั่นต้องเป็นมุรามาสะของเขาแน่ๆ แล้วดาบที่กำลังนอนกอดอยู่นี่ล่ะ…

            ตัดตัวเลือกเรื่องที่จะปล่อยเราไปในทะเลได้เลย

            “ไม่เอาเฟ้ย!”

            สิ้นคำดาบวอร์ครายก็ลอยไปตามแรงเหวี่ยงตกลงไปในแม่น้ำใกล้ๆกับจุดที่เขาพักผ่อนอยู่ เสียงถอนหายใจดังมาอีกคำรบ ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งแล้วหลับไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น

 

            “ผมล่ะเกลียดนายจริงๆพับผ่า”

            “อย่าพูดอะไรแบบนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มได้ไหม มันน่าขนลุก”

            เสียงของวอร์ดังขึ้นในหัวในที่สุด หลังจากที่เขาต้องทนบ่นอยู่คนเดียวมานานสองนาน จะไม่ให้บ่นได้ไง ในเมือไอดาบวอร์ครายอะไรนี่ตามติดยังกะวิญญาณอาฆาตแบบนี้

            “ว่าแล้วว่านายต้องสื่อสารกับผมได้” คาร์นี่ย์ว่า

            เขาหยิบแผนที่ขึ้นมาสำรวจและเช็คพิกัดของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเริ่มออกเดินทางต่อ

            “แล้วนี่เจ้าคิดจะเดินทางไปไหนล่ะ”

            “ปลายทางก็คงจะเป็นจักรวรรดิซันไรส์ล่ะนะ” คาร์นี่ย์พึมพำ “มีทางไหนที่ผมจะสื่อสารกับนายโดยที่ไม่ต้องพึมพำๆเหมือนคนบ้าคุยกับตัวเองไหมเนี่ยวอร์”

            “เจ้าแค่คิด ข้าก็รู้เรื่องแล้ว”

            “มีวิธีนี้ไม่บอกนะเจ้ากะโหลกตายเพราะไม้จิ้มฟัน” คาร์นี่ย์กัดใส่อีกฝ่ายอย่างเจ็บแสบ

            “เฮ้ๆ ข้าไม่ชอบที่เจ้าเรียกข้าแบบนั้น อีกอย่างก็คือเรื่องนี้เจ้าไม่ได้ถามข้าเองนี่” สิ้นคำของวอร์ คู่สนทนาก็ถอนหายใจยาว “จุดมุ่งหมายของเจ้าคืออะไรกัน ข้าหมายถึงสิ่งที่เจ้าอยากจะทำน่ะ”

            “ซักไซ้มากจริง ทำไมจะต้องรู้ด้วยว่าผมคิดจะทำอะไร”

            “เราเป็นคู่หูกันแล้วนี่ คู่หูต้องรู้เรื่องของอีกคนนึงให้มากที่สุดสิ”

            “ใครเป็นคู่หูของนายกันฟะ!” คาร์นี่ย์ตะโกนในใจ

            “ทำไมต้องตะโกนฟะ อะโด่ เจ้านี่มันพิลึกคนจริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นนี่แทบจะกอดขาอ้อนวอนข้าเพื่อขอพลังเลยเชียวนะ” วอร์โอ้อวดด้วยน้ำเสียงที่ดูภาคภูมิใจในตัวเอง

            “ผมขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับนายแล้ว”

            เด็กหนุ่มว่าแล้วเดินทางต่อแบบเงียบๆ แต่วอร์นั้นเงียบได้ไม่นาน มีหลายๆครั้งที่ร้องเพลงประหลาดๆด้วยเสียงเสียงที่ชวนจะปวดหัว บางทีก็บ่นพึมพำๆอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ได้ใจความ คนที่ต้องทนฟังทำได้แค่ถอนหายใจออกแบบเหนื่อยหน่าย

            ตอนนี้สัมภาระของเขามีห่อผ้าเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้น เพื่อให้ง่ายต่อการจำ เขาใช้ผ้าสีน้ำเงินห่อเก็บดาบมุรามาสะเอาไว้ ส่วนห่อผ้าสีแดงนั้นเอาไว้เก็บดาบเจ้าปัญหาที่พึ่งจะได้มาเมื่อคืนนี้ ทั้งๆที่เมื่อคืนพึ่งปาลงไปในแม่น้ำ แต่พอตื่นมาอีกทีนึงเจ้าวอร์ครายก็กลับมาอยู่ใกล้ๆตัวเขาเหมือนเดิม คิดถึงตอนนั้นแล้วก็หงุดหงิดใจ

            “เชื่อข้าเถอะ วันนึงเจ้าจะขอบคุณที่วอร์ครายจะอยู่เคียงข้างเจ้าในทุกๆที่”

            วอร์พูดก่อนจะเงียบไป ไม่ทันที่คาร์นี่ย์จะได้พูดอะไรเสียงกรนก็ดังขึ้นในหัว เขาเอานิ้วนวดขมับตัวเองอย่างอ่อนใจ เสียงกรนค่อยๆเงียบไปทีละนิดๆ ถ้าให้เดา การติดต่อสื่อสารระหว่างเขากับวอร์นั้นจำเป็นต้องให้วอร์มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน จึงจะทำการติดต่อได้มีประสิทธิภาพที่สุด

            “นอกจากจะเป็นพลังที่วุ่นวายแล้วยังเป็นพลังขี้เกียจที่แอบหนีไปนอนกลางวันซะด้วย เห้อ…เรานี่ดวงซวยชะมัดยาดเลย”

            เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวแล้วเดินไหล่ตกไปทางเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่เท่าไรนัก

            พอเดินผ่านซุ้มประตูเมืองเข้ามาได้เขาก็สังเกตรอบๆอีกครั้ง เมืองนี้เป็นเมืองที่มีสิ่งปลูกสร้างที่สบายตาและดูเป็นระเบียบ ผู้คนดูยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตรมากๆ

            คาร์นี่ย์เลือกที่จะเดินเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองจนตกเย็นจึงไปหาโรงแรมเพื่อที่จะพักผ่อน ซึ่งห้องี่เขาได้มานั้นเป็นห้องของโรมแรมที่อยู่บริเวณใจกลางเมือง มันเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ มีทั้งหมดเจ็ดชั้นด้วยกัน ชั้นล่างสุดเป็นบาร์เหล้าและมีเคาน์เตอร์ของโรงแรมตั้งห่างจากบาร์เหล้าไม่ไกลเท่าไรนัก

            ก๊อกๆๆ

            “พนักงานประจำโรงแรมครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนก็ขออนุญาตทำการพูดคุยให้คำแนะนำกับผู้ใช้บริการหน้าใหม่หน่อยครับ”

            ได้ยินเสียงนั้นแล้วมือก็คว้ามีดไปแอบไว้ที่หลังเอว แล้วออกปากอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาในห้องได้

            ร่างของพนักงานโรงแรมที่อยู่ในชุดบริกรหูกระต่ายแดงก็เดินเข้ามา อีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันกับเขา พอเข้ามาก็เริ่มพูดถึงการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆภายในห้องอย่างละเอียด มีสิ่งที่เรียกว่าระบบไฟฟ้าที่ทำให้คาร์นี่ย์อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ หรือว่าจะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ดั่งใจ พอสิ้นคำแนะนำเรื่องอุปกรณ์ก็เป็นเรื่องกฎของโรงแรม

            “กฎก็มีเพียงข้อเดียวนะครับ นั่นก็คือห้ามออกจากโรงแรมหลังจากสามทุ่ม โรงแรมของเราจะทำการปิดตอนนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเอง”

            “หมายความว่ายังไง ที่ว่าเพื่อความปลอดภัยน่ะ”

            สิ้นคำถาม อีกฝ่ายก็มองหน้าเขาอย่างพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนระบายยิ้มแบบเป็นมิตรให้

            “คุณคงเป็นนักเดินทางที่พึ่งเข้ามาในเมืองใช่ไหมครับ”

            “อ่า ใช่แล้วล่ะ”

            “งั้นผมจะอธิบายให้ฟังนะครับ” เสียงของอีกฝ่ายดูจริงจังยิ่งกว่าเดิม “ที่เมืองนี้ ช่วงสามทุ่ม ทุกๆคนจะต้องเก็บตัวอยู่ในที่พักเพราะมีเหตุการณ์แปลกๆน่ะสิครับ”

            “มันคืออะไรล่ะ?” คนถามเอามือเท้าคางแล้วหาวหวอดใหญ่

            “มันเริ่มต้นเมื่อสามปีก่อน เรื่องก็คือในช่วงสามทุ่มจะมีคนในเมืองถูกบางสิ่งบางอย่างพาตัวไป บ้างก็บอกว่าเป็นวิญญาณ บ้างก็บอกว่าเป็นสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายใหญ่ยักษ์ แต่โดยรวมจากคำบอกเล่าก็ขอสรุปว่ามันคืออสุรกายอะไรสักอย่างนี่ล่ะครับ แม้พวกทหารจะพยายามอย่างหนักเพื่อไล่ล่าตามจับตัว ผลที่ได้ก็คือล้มเหลวอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี่แหละครับ ก็เลยมีการออกกฎห้ามไม่ให้ผู้คนออกจากที่พักหลังสามทุ่มน่ะครับ”

            “เห้ย! จริงดิ?”

           “จริงสิครับ ล่าสุดเมื่อวานนี้ก็มีคนหายไปสามคน พอพบตัวพวกเขา พวกเขาไม่เสียสติก็เสียชีวิตไปแล้วล่ะครับ”

            พอได้ฟังแล้วก็ทำให้คาร์นี่ย์อดที่จะชำเลืองมองออกไปทางหน้าต่างไม่ได้ เขาเริ่มจะกังวลนิดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คงไม่มีปัญหาถ้าหากว่าเขาไม่ออกจากโรงแรมในช่วงเวลานั้น

            “ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะ” คาร์นี่ย์หันไปบอก

            “ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็สามารถกดกริ่งเรียกพนักงานที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงได้เลยนะครับ ขอบคุณที่รับฟังคำแนะนำ เพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณลูกค้า กระผมขอตัวก่อนนะครับ”

            ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากปากของคาร์นี่ย์ เสียงประตูห้องปิดตัวลงพร้อมกับความเงียบงันที่เข้ามาแทนที่ ดวงตาสีแดงมองทอดไปเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินสวนกันไปสวนกันมา

            “วอร์” เขาเพ่งสมาธิเรียก

            “หืม ว่าไงล่ะ มีอะไรให้ข้าช่วยแล้วรึ”

            อีกฝ่ายถามน้ำเสียงงัวเงีย คาร์นี่ย์รีบเล่าเรื่องทั้งหมดให้วอร์ฟังอย่างรวดเร็ว

            “เจ้าอยากรู้ว่าตัวอะไรอยู่ข้างนอกนั่นใช่ไหมล่ะ แต่ในขณะเดียวกันเจ้าก็ไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้หากไปสำรวจแล้วไปจะเอ๋กับตัวประหลาดนั่นเข้า ข้าพูดถูกต้องใช่ไหม?”

            “ใช่แล้ว ผมเองก็จะมาหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ซะด้วย”

            “งั้นก็ไปเข้านอนพักผ่อนซะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารเถอะ เจ้าเป็นคนนอกที่พึ่งเข้ามาที่เมืองนี้ ยังไงๆเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าซักหน่อย”

            “นึกว่าจะยุให้ผมออกไปซะอีก” คาร์นี่ย์คิดก่อนหัวเราะ

            “เหอะ ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยงหรอกนะ ข้าขี้เกียจหาคนที่เหมาะสมมาทำพันธะสัญญาใหม่ รู้ไหมว่าข้าต้องติดแหง็กอยู่ที่ต้นไม้โง่ๆนั่นมานานขนาดไหนน่ะ”

            “ถ้าการทำพันธะสัญญาคือการเอาดาบปาใส่อกชาวบ้าน เชื่อผมเถอะ ไม่มีใครอยากจะทำสัญญากับนายหรอกนะ” คนกวนว่าพร้อมทำหน้าแหย เมื่อดันไปนึกภาพที่ดาบมันพุ่งมาปักคาอกของเขา

            “ถ้าข้าเดินเอาดาบไปเสียบเจ้า เจ้าจะยอมเรอะ”

            “นั่นมันก็ถูก แต่ถ้าอธิบายซักหน่อย คนอื่นเขาจะได้เตรียมใจทัน แต่นี่อะไร ขว้างของมีคมใส่ชาวบ้านแบบนี้คนที่บ้านไม่เคยสอนรึไง”

            “เคยสอน แต่ข้าไม่จำ เจ้าจะโทษก็มาโทษข้า อย่าโทษคนบ้านข้าสิฟะ”

            แล้วสงครามน้ำลายในห้วงความคิดก็เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานจนคนกวนผล็อยหลับไปอย่างหมดแรง

            เสียงนาฬิกาข้างหัวนอนดังตี๊ดเบาๆพร้อมกับตัวเลขที่เปลี่ยนไปบอกเวลาสามทุ่ม เสียงประตูห้องถูกแง้มเปิดออกพร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่เดินเข้ามาภายในห้อง แววตาที่ดุร้ายราวกับสัตว์ป่ากำลังจ้องมองร่างที่นอนเคี้ยวน้ำลายสบายใจอยู่




NEKOPOST.NET