Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 33 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.33 - แผนที่แท้จริง


ดาบที่33 : แผนที่แท้จริง

 

 

 

            คาร์นี่ย์เร่งความเร็วตามหลังอลิซที่เห็นมาแต่ไกลๆ นับว่าเป็นเรื่องดีที่รถรุ่นใหม่คันนี้มีความเร็วที่มากกว่ารถรุ่นเก่าอยู่บ้างเล็กน้อย ทำให้การไล่ตามไม่ลำบากเท่าไรนัก ในเวลาที่ไม่นานเท่าไรนักเขาก็ขี่ขึ้นเคียงตามอลิซได้ทัน

            อลิซใช้ดาบปัดป้องกระสุนปืนที่ยิงใส่เป็นชุดๆก่อนจะหันมามองทางพวกเขา

            “อลิซ พวกที่เหลือมีกี่คน” ไรดีนร้องถาม

            “สามคน มีอาวุธสงครามเต็มอัตราศึกทั้งสามคนเลยด้วย”

            คาร์นี่ย์เหลือบมองแผนที่บนนาฬิกาไฮเทคอยู่ครู่หนึ่ง เขามองถนนอย่างพิจารณาแล้วจิ้มเซ็ตตั้งพิกัดเอาไว้ก่อนจะส่งข้อมูลที่พึ่งตั้งไปให้ทางอลิซ

            “พยายามกดดันให้เจ้าพวกนั้นไปจุดที่ฉันมาร์คเอาไว้ ฉันจะแยกไปดักหน้าพวกมันตรงนั้น” คาร์นี่ย์เหลือมองกระจกหลังแล้วพยักหน้าให้กับไรดีน เจ้าของใบหน้าเย็นชากระโดดไปซ้อนท้ายอลิซโดยไม่ได้กล่าวคำใดๆ “โอเค ไว้เจอกันนะ”

            ว่าจบเขาก็หักรถเลี้ยวทางตรอกแคบๆ ทว่าแรงสั่นสะเทือนเหมือนมีอะไรกระแทกที่เบาะท้ายทำให้เขาต้องเหลือบมองด้านหลัง

            “โพลิน่าทำไมถึงได้ตามฉันมาเนี่ย”

            “ฉันเป็นอัศวินนา จะให้นั่งงอมืองอเท้าเฉยๆก็คงไม่ได้ แล้วที่สำคัญก็คือ จะปล่อยให้นายตัวแสบบางคนออกไปทำอะไรเสี่ยงๆคนเดียวก็ไม่ได้ด้วยสิ”

            รอยยิ้มบางผุดขึ้นข้างริมฝีปากของคาร์นี่ย์ สายตาเหลือบไปมองที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้งก่อนเลิกคิ้วสูงเมื่อ GPS แจ้งบอกว่ามีใครบางคนกำลังขับตามหลังเขามา ด้านบนจุดเล็กๆในแผนที่ที่กำลังตามเขามานั้นเป็นชื่อของคนคุ้นเคย… ไอน์ซาโม่

            “พวกเธอนี่น้า”

            “ทำไมจ๊ะ” โพลิน่าพูดก่อนกอดเอวเขาแน่น

            คาร์นี่ย์กรอกตาไปมาหน้าขึ้นสีเมื่อได้รับสัมผัสบางอย่างที่ด้านหลังตัวเอง แต่ก็ต้องทำเป็นไม่สนใจแล้วขับรถหลบร้านรวงที่ตั้งข้างทางอย่างคล่องแคล่ว

            “ไอน์” คาร์นี่ย์พูดใส่นาฬิกาขณะเซ็ตเส้นทางอีกอันขึ้นมาแล้วส่งข้อมูลไป “ช่วยไปดักอ้อมตามเส้นทางที่ฉันส่งไปได้ไหม ถ้าไปตามทางก็จะสามารถล้อมปิดทางหนีพวกโจรนั่นได้”

            “จ้า ถ้าคาร์นขอฉันจะทำตาม” เสียงหวานๆตอบกลับมาอย่างร่าเริง

            คาร์นี่ย์เหลือมองโพลิน่าผ่านกระจกหลังก่อนยักไหล่ยิ้มให้ แฟนสาวงับเข้าที่ไหล่ก่อนหัวเราะเสียงใส

            “ฉันว่าฉันเริ่มจะชอบไอน์ซะแล้วสิ” โพลิน่าบอกส่งให้คนฟังต้องเลิกคิ้วพร้อมส่งสายตาไม่เข้าใจ “ก็หมายถึง ชอบตรงที่พูดในสิ่งที่ใจตัวเองต้องการโดยไม่อายน่ะ”

            “นั่นคือเรื่องแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกเชื่อใจและไว้ใจไอน์ แถมยังเป็นสิ่งที่ทำให้ไอน์ดูสดใสน่ารักตลอดเวลา” คาร์นี่ย์ยิ้มพูดก่อนจะแอบเห็นว่าแฟนตัวเองกำลังทำหน้ามุ่ยใส่ “แต่คนปากไม่ค่อยตรงกับใจนี่น่ารักที่สุดเลยล่ะสำหรับฉัน”

            สิ้นคำหวานเล็บของอัศวินสาวก็จิกลงบนเนื้อข้างเอวเขา ใบหน้าที่ขึ้นสีจัดทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาแม้จะเจ็บมากก็ตาม เขาหักรถไปทางซอยด้านขวา ด้านหน้าของพวกเขาตอนนี้คือเนินซีเมนต์ที่ลาดขึ้นทำมุม 45 องศา นั่นทำให้คาร์นี่ย์เร่งเครื่องยนต์เต็มแรงขึ้นไปตรงทางลาดนั้น ส่งให้มอเตอร์ไบค์ของเขาทะยานขึ้นไปบนฟ้าแล้วขวางเข้าที่กลางถนนตรงจุดนัดพบพอดี

            ไอน์ซาโม่โผล่ออกมาจากอีกซอยใกล้ๆในเวลาต่อมา ตอนนี้ถนนจึงถูกพวกเขาปิดล้อมโดยสมบูรณ์แบบ

            เสียงเอะอะและเสียงปืนดังมาแต่ไหล คาร์นี่ย์เช็คพิกัดที่ไรดีนและอลิซอยู่ก็พบว่าทั้งคู่กำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขา นั่นหมายความว่าทางนั้นเองก็สามารถไล่ต้อนอีกฝ่ายให้วิ่งรถมาทางนี้ได้สำเร็จ

            คาร์นี่ย์ย่างเท้าลงจากรถ มุรามาสะถูกดึงออกมาจากค้างเอวพร้อมๆกันกับวอร์ครายเองที่ถูกเรียกออกมา ไอน์ซาโม่นั้นกำลังพึมพำร่ายเวทมนต์อยู่อีกทาง และท้ายที่สุดก็คือโพลิน่าที่กำลังถือบอลแสงเอาไว้อยู่ในมือเป็นการเตรียมพร้อม

            “ทวินซอร์ด…” คาร์นี่ย์พึมพำเมื่อเห็นขบวนรถของโจรวิ่งตรงมาทางเขา ดาบในมือทั้งสองเล่มอยู่ในท่าเตรียมพร้อมฟัน “…ไดแซคชั่น!”

            เขาวาดดาบออกไปในแนวนอนทำให้รังสีดาบที่พุ่งออกไปนั้นตั้งฉากกับพื้น เหล่าโจรปล้นธนาคารที่กำลังซิ่งรถมาด้วยความเร็วเห็นรังสีดาบก็ถึงกับทำหน้าเหวอๆ เรื่องที่จะหลบรังสีดาบนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

            รถของเหล่าโจรถูกรังสีดาบตัดขาดออกเป็นสองท่อน ไรดีนกับอลิซเองก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยแต่ทั้งสองคนสามารถกระโดดถีบตัวออกจากรถได้ก่อนทำให้ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ส่วนคนที่ได้รับบาดเจ็บก็คงเป็นใครไม่ได้นอกจากโจรทั้งสามคนที่ล้มกลิ้งหน้าคะมำไปตามพื้นถนน พอตั้งท่าจะหนีเข้าซอยใกล้ๆก็ไปจ๊ะเอ๋เข้าให้กับวงแหวนเวทมนต์ของสาวมังกร

            “พวกแกพลาดแล้ว!” หนึ่งในสามคนนั้นร้องขึ้นก่อนที่ทั้งหมดจะหัวเราะราวกับคนบ้า

            “พล่ามอะไรก็พล่ามไปเถอะ” ไรดีนว่าก่อนยันพระบาทใส่เจ้าคนที่พูดจนกระเด็นไปไกล “คุกรอพวกแกอยู่”

            “ทั้งหมดนี้เป็นแผน พวกแกพลาดกันแล้ว”

            “พูดมากจัง” โพลิน่าพูดแล้วปาบอลแสงเฉียดหน้าอีกฝ่ายไปไม่ถึงคืบ ซึ่งบอลแสงลูกนั้นได้ระเบิดทะลายล้างจนพื้นถนนกลายเป็นหลุมกว้างราวๆ3เมตร “โจรกระจอกๆจะมีแผนอะไรงั้นเหรอคะ? แล้วทำไปจะได้อะไร ในเมื่อพวกแกโดนรวบตัวเข้าคุกกันหมดแบบนี้”

            คาร์นี่ย์ลดมือที่กำลังเรียกบอลพลังแสงอีกลูกของแฟนสาวลงก่อนสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้

            “ว่ามาสิ ฉันจะฟังเอง แต่ถ้าไร้สาระ!” คาร์นี่ย์แกล้งขยับดาบอย่างมีความหมายแล้วมองอีกฝ่ายนิ่งๆ

            “ใช่พวกเราจะต้องเข้าคุก แต่มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า!”

            บึ้มๆๆ!...

            เสียงระเบิดดังก้องกึกกัมปนาทที่ดังขึ้นจากทุกๆทิศทำให้ทุกๆคนตวัดสายตาหันไปมองรอบๆ ความปั่นป่วนวุ่นวายส่งให้พลเมืองวิ่งกันให้วุ่น จักรวรรดิซันไชส์กำลังปั่นป่วน!

            คาร์นี่ย์ขมวดคิ้วมุ่นแล้วเตะใส่หน้าอีกฝ่ายเต็มแรงด้วยอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นในใจ

            “พวกแกทำอะไร สำรอกออกมาเดี๋ยวนี้”

            เป็นไรดีนที่วิ่งเข้ามากระชากคอเสื้อเจ้าโจรที่พึ่งถูกคาร์นี่ย์เตะไปหมาดๆ ส่วนอีกสองคนนั้นกำลังถูกอลิซจับมัดมือมัดเท้าเอาไว้เพื่อไม่ให้แอบหนีไปไหนได้

            “หึ มนุษย์น่ะตายๆไปซะเถอะ”

            สิ้นคำร่างของโจรปล้นธนาคารก็กลายร่างเป็นมนุษย์ตัวนิ่ม คาร์นี่ย์ต่อยหน้าอีกฝ่ายเต็มจนมันสลบเหมือดไป

            ทุกๆคนที่ได้เห็นต่างทำตาโต คาร์นี่ย์กับไรดีนเป็นบุคคลที่มีอาการตึงเครียดที่สุด ปลอกแขนแทนตัวผู้คุมกฎประจำทวีปของทั้งสองคนถูกหยิบออกมาสวมเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ไรดีนผิวปากเป็นจังหวะแปลกๆ ไม่นานแคนีสก็พุ่งพรวดออกมาจากร้านผลไม้ข้างทางแล้วหอนออกมาเป็นจังหวะยาวสั้นไม่เท่ากันคล้ายส่งสัญญาณ

            เงาร่างสิบสายวิ่งมาจากคนละทิศละทางแล้วยืนปรากฏตัวล้อมรอบพวกเขาเอาไว้ พวกเขาทุกคนต่างมีปลอกแขนของผู้คุมกฎประจำทวีปบีสต์ลิฟเหมือนกันทั้งสิ้น

            “เหตุวุ่นวายนี่คงเป็นฝีมือของทางฝั่งเราอีกแล้วสินะคะ” สาวผมสีฟ้ารูปร่างสูงพอๆกับผู้ชายพูดขึ้นด้วยสีหน้าหนักใจ

            “หึ” ไรดีนส่งเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนใช้เท้าเขี่ยร่างมนุษย์ตัวนิ่มไปทางหญิงสาวคนที่พึ่งพูดจบ “ตัวดีอยู่นี่ไง ดึงความสนใจของคนทั่วเมืองเอาไว้ก่อนจะระเบิดเมืองเล่นอย่างที่เห็น”

            “ผู้คุมกฎ!” สองร่างโจรปล้นธนาคารโพล่งออกมาพร้อมกัน สีหน้าหวาดวิตกและอาการตัวสั่นบ่งบอกให้รู้ว่ากำลังกลัวมากขนาดไหน

            ผู้คุมกฎชายผมตั้งชี้เด่หุ่นน้องๆคิงคองเดินไปคว้าคอหนึ่งในนั้นเอาไว้ก่อนยกขึ้นมองด้วยแววตาที่ไร้ความปรานี

            “พวกแกคิดจะทำอะไร ใครส่งพวกแกมา ฉันจะให้เวลาแกตัดสินใจว่าจะตอบไม่ตอบภายในห้าวินาที ถ้าไม่ตอบ แกตายแน่!”

            “องค์หญิงใหญ่ เป้าหมายครั้งนี้คือองค์หญิงใหญ่!” เจ้าตัวรีบสารภาพเมื่อถูกขู่และกดดัน

            กร๊อบ

            “ดีมากที่สารภาพ แต่การตอแยมุ่งร้ายกับเชื้อพระวงศ์ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ผู้คุมกฎอย่างพวกเราไม่สามารถให้อภัยได้อยู่ดี” ชายคนนั้นพูดแล้วโยนร่างในมือทิ้งออกไปราวกับเศษเดนที่ไร้ค่า

            ภาพความเหี้ยมโหด แม้ทางฝั่งมนุษย์ดูจะรับไม่ได้แต่ก็ต้องเงียบไว้ เพราะไม่รู้ว่ากฎและธรรมเนียมปฏิบัติของบัสต์ลีฟนั้นเป็นอย่างไร หากสอดมือเข้าไปยุ่งโดยไม่รู้เรื่องก็อาจจะผิดใจกันเสียเปล่า

            “โพลิน่า รู้รึเปล่าว่าองค์หญิงอยู่ที่ไหน?” คาร์นี่ย์รีบหันไปถามแฟนสาว

            ถามจบไม่ทันที่อัศวินสาวจะได้ตอบ เสียงนาฬิกาข้อมือของเธอก็ดังขึ้น เธอกดรับการติดต่อนั้นแล้วภาพของยาฮันราห์ก็ฉายอยู่ในอากาศในเวลาต่อมา

            “น้องโพลิน่าเกิดเรื่องแล้ว องค์หญิงดอร์นทาน่าอยู่ในอันตราย ขบวนรถของพระองค์ถูกลอบโจมตี” ยาฮันราห์กล่าวน้ำเสียงร้อนรน “อัศวินสูงสุดคนอื่นกำลังออกไปรับมือกับศัตรูอยู่ แต่อีกฝ่ายวางแผนมาดีมาก ตอนนี้คนที่พี่จะขอให้ช่วยได้ก็มีแต่น้องโพลิน่านี่แหละ”

            “ค่ะ รบกวนช่วยบอกน้องด้วยค่ะ ว่าตอนนี้องค์หญิงอยู่ที่ไหน?”

            “พี่ติดเครื่องติดตามเอาไว้ ตอนนี้องค์หญิงกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก” ยาฮันราห์ว่าแล้วจิ้มนาฬิกาข้อมือของตัวเองอยู่พักหนึ่ง ไม่นานข้อมูลแผลที่ก็ฉายขึ้นมาและมีจุดแดงๆกำลังเคลื่อนที่อยู่ “น้องโพลิน่ารีบไปอารักขาองค์หญิง เดี๋ยวทางพี่จะรีบไปอารักขาองค์จักรพรรดิเอง”

            “ค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะท่านพี่”

            สิ้นคำการติดต่อของทั้งสองคนก็ถูกตัดขาดไป เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังแว่วมาแต่ไกลส่งให้กลุ่มผู้คุมกฎของทวีปบีสต์ลิฟต้องชายตามองไปทางต้นเสียง ไรดีนหันมามองคาร์นี่ย์ก่อนเอื้อมมือไปจับไหล่

            “ฉันกับพรรคพวกจะไปจัดการกับคนของฝั่งฉัน ส่วนนายต้องคอยคุ้มกันและปกป้องคนของฝั่งนาย เข้าใจใช่ไหม?”

            “เข้าใจแล้ว ไปเถอะ” คาร์นี่ย์ตอบรับแล้วเหล่าผู้คุมกฎก็พร้อมใจกันพุ่งพรวดขึ้นไปบนอาคารด้วยความเร็วระดับสุดยอด ดวงตาสีกุหลาบแดงเหลือบมองคนที่ยืนอยู่ทีละคนๆก่อนจะหยุดอยู่ที่ไอน์ซาโม่ “เธอไม่ไปกับพวกนั้นเหรอ”

            “ฉันไม่ใช่ผู้คุมกฎ” เธอตอบสั้นๆแล้วเดินมากุมยกมือของเขาขึ้นแล้วใช้มืออีกข้างของเธอตบที่มือของเขาเบาๆ “ฉันจะไปกับเธอ องค์หญิงสำคัญกว่าการไปกวาดล้างเจ้าพวกนอกรีตนั่นเยอะ”

            คาร์นี่ย์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ ทว่าจู่ๆอาคารข้างๆเขาก็เกิดระเบิดขึ้นส่งให้ร่างเขากระเด็นไปนอนอยู่บนฟุตบาทฝั่งตรงกันข้ามของอาคารนั้น เขาตั้งหลักอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปที่อาคารที่พึ่งระเบิด ผู้คนกำลังวิ่งออกมาจากตัวอาคาร์อย่างวุ่นวาย บ้างก็ประคองคนที่เจ็บออกมาอย่างทุลักทุเล แต่สายตาก็ดันไปเจอเข้ากับบางอย่างที่ทำให้เขาต้องชะงัก มีบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนอาคารนั้น เขาเอาแขนป้องหน้าของตัวเองไว้เพราะความร้อนของเพลิงที่ลุกลามตัวอาคารนั้นทำให้เขามองด้านในได้ไม่ถนัด เข้าเห็นแล้ว! บนอาคารนั้นมีแม่ลูกอ่อนคู่หนึ่งกำลังร้องไห้ขอความช่วยเหลืออยู่ที่ชั้นสาม เขากัดปากตัวเองจนห้อเลือดแล้วปลุกความกล้าในตัวเพื่อพุ่งร่างเข้าไปในอาคารโดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆของคนอื่นๆ

            เสียงร้องขอความช่วยเหลือเงียบไปแล้ว หรือบางทีอาจเป็นเพราะเสียงสิ่งก่อสร้างที่กำลังถล่มเพราะเพลิงที่ลุกลามก็เป็นได้ที่ทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงร้อง คาร์นี่ย์วิ่งตรงไปชั้นสามอย่างไม่ลังเล ประตูติดไฟบานหนึ่งหล่นลงมาทับเขาจนเสื้อผ้าของเขาเสียหายและมีแผลไฟไหม้อยู่ที่บริเวณแขนขวาซึ่งเขาใช้ยกขึ้นบัง ดวงตาสีกุหลาบแดงกรอกไปมาอย่างยากลำบากเพราะความร้อน

            เด็กหนุ่มวิ่งไปที่หน้าต่างทว่ากลับไม่เจอกับแม่ลูกอ่อนคนนั้น เขารีบวิ่งมองหาทั้งสองคนอย่างบ้าคลั่งก่อนจะพบว่าเธอนอนสลบอยู่ในท่านอนกอดลูกไม่ยอมปล่อย เขาวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปโดยไม่ลังเล เสียงฟี้ๆดังมาจากด้านหลังทำให้เจ้าตัวรีบหันหลังกลับไปมอง

            “ห้องครัว!” เขาโพล่งขึ้น “ชิบหายแล้วถังแก๊ส”

            คาร์นี่ย์ร้องลั่นแล้วกัดฟันยกร่างแม่ขึ้นพาดไหล่ ส่วนมือข้างที่ว่างก็รีบประคองเพื่ออุ้มเด็กขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด จากนั้นก็เริ่มโกยเผ่นเต็มฝีเท้าเพราะรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เขาวิ่งตรงไปทางช่องหน้าต่างโดยไร้ความลังเลก่อนพุ่งตัวกระโดดออกไป

            ตูมมม!!!

            พลั่ก!!!

            เสียงร่างกระแทกพื้นดังลั่นจนน่าใจหาย อลิซเป็นคนแรกที่เข้าถึงร่างของคาร์นี่ย์ เธอประคองร่างของหญิงสาวให้มานอนข้างๆคาร์นี่ย์ก่อนเอาหูแนบอกแล้วทำตาโตออกมา เสียงเด็กทารกร้องไห้งอแงทำให้คาร์นี่ย์ที่เผลอวูบไปนั้นได้สติอีกครั้ง เขายิ้มเจื่อนๆให้กับโพลิน่าและไอน์ซาโม่ที่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาคาดโทษผสมกันกับความเป็นห่วง นั่นทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

            “เธอไม่หายใจแล้ว” อลิซร้องอย่างตื่นตระหนกก่อนจะเริ่มทำการCPR(ปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน)

            ไอน์ซาโม่รีบวิ่งไปดูที่ร่างของหญิงสาวคนนั้นก่อนจะใช้นิ้วตัวเองแตะไปที่ปากของร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ร่างนั้นสั่นกระตุกอย่างน่ากลัว สาวมังกรใช้มืออีกข้างกดที่หน้าอกของอีกฝ่ายเอาไว้

            “อา…” เสียงร้องหลุดออกมาจากปากของคุณแม่พร้อมกับควันที่พวยพุ่งออกมาจากปาก พอไอน์ซาโม่ตวัดนิ้ว ควันก็พุ่งแล้วจางหายไปในอากาศทันที “อ๊อค แค่กๆๆ…”

            เสียงไอดังขึ้น ในที่สุดสตรีคนนั้นก็ลืมตาขึ้นด้วยท่าทีอิดโรย พอสติเริ่มกลับมาก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก มือไม้ควานไปรอบๆด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกจนกระทั่งโพลิน่าอุ้มเด็กไปให้เธอ เธอจึงสงบลงก่อนจะร้องไห้ออกมาและพูดกล่าวขอบคุณ

            “คุณน้าขอบคุณเขาเถอะค่ะ” ไอน์ซาโม่บอกพลางชี้ไปทางคาร์นี่ย์ที่ยันตัวกลับขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง

            คุณแม่คนนั้นหันมาขอบคุณกับคาร์นี่ย์ทั้งน้ำตา เด็กหนุ่มยิ้มให้กับเธอก่อนโค้งหัวให้น้อยๆเป็นเชิงบอกว่า ไม่เป็นไร ก่อนจะยันตัวขึ้นยืนแล้วฉีกเสื้อที่ขาดลุ่ยและมีแต่รอยไหม้ออก ใบหน้ากวนๆฉายแววจริงจังอีกครั้ง เขาขบกรามแน่นด้วยอารมณ์คุกรุ่นในใจ

            “คาร์น!” โพลิน่าร้องลั่นก่อนวิ่งเข้ามาแล้วใช้มือสัมผัสที่หลังของเขา

            “โอ๊ยย!” คาร์นี่ย์ร้องลั่นเพราะรู้สึกปวดหนึบและเจ็บตรงจุดที่แฟนสาวพึ่งแตะลงไป “เกิดอะไรขึ้นกับหลังของฉัน”

            “บาดเจ็บน่ะ มีรอยช้ำใหญ่เบ้อเริ่มเลยล่ะ” อลิซบอกแล้วเข้ามาดูใกล้ๆ “คงจะเป็นตอนที่ตกลงมากระแทกแน่ๆ”

            “เวรเอ้ย” คาร์นี่ย์สบถก่อนกัดฟันแน่น “ช่างมันเถอะ เราไปหาองค์หญิงกันก่อนดีกว่า”

            “ไม่ได้นะคาร์น เจ็บอย่างนี้ไม่ไหวแน่” ไอน์ซาโม่ดุ ก่อนจะกดนาฬิกาข้อมือเพื่อส่งข้อความไปให้เกรนิตี้ “รอเกรนิตี้อยู่ตรงนี้ก่อน หายเมื่อไรก็ค่อยตามไปก็แล้วกัน”

            “ไม่…”

            “คาร์น!” โพลิน่าเรียกชื่อแฟนหนุ่มแล้วส่งสายตาดุๆให้ “พอซะทีเถอะ ไอ้เรื่องฝืนตัวเองน่ะ”

            “จะให้ฉันนั่งนิ่งๆขณะที่องค์หญิงมีอันตรายอย่างงั้นเหรอ?” คาร์นี่ย์เถียงขึ้นเพราะไม่ต้องการที่จะนั่งรออยู่นิ่งๆในสถานการณ์แบบนี้

            “ฉันเป็นอัศวินสูงสุดนะ แถมไอน์เองก็เป็นถึงมังกรเลยด้วยไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า”

            “ใช่ ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก ฝืนตัวเองดีนักก็ต้องโดนแบบนี้แหละ รอไปเลยนะจ๊ะ แบร่ๆ” ไอน์ซาโม่แลบลิ้นใส่ก่อนทำท่ากอดอก“รออยู่ตรงนี้ เรื่ององค์หญิงน่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันกับโพลิน่าเถอะ”

            คาร์นี่ย์เงียบไปก่อนถอนหายใจอย่างยอมแพ้ เขาผายมือให้สองสาวราวกับจะพูดว่า แล้วแต่พวกเธอเลยก็แล้วกัน

            “อลิซ ฝากดูแลคาร์นก่อนนะ พวกฉันต้องรีบไปก่อน” โพลิน่าหันไปพูดกับสาวมาดเนี้ยบที่ยืนอยู่ใกล้ๆสองแม่ลูกที่คาร์นี่ย์พึ่งช่วยเอาไว้ “อย่าให้ตาบ้าคนนี้หนีไปได้ล่ะ”

            “ค่ะ จะจับตาดูเป็นอย่างดีเลย”

            อัศวินสาวพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ เธอหันไปมองหน้าไอน์ซาโม่เพื่อสื่อสารบางอย่าง แล้วทั้งสองคนก็รีบวิ่งหายไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว คาร์นี่ย์ทรุดตัวนั่งลงที่พื้นอีกครั้งก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูความเคลื่อนไหวของเหล่าเจ็ดดาบดารา ในใจนึกแค้นคนที่ก่อเรื่องแบบนี้ขึ้น หมัดกำแน่นและคิดอยู่ในใจว่า ถ้าเกิดเขาได้พบตัวการใหญ่ของเรื่องนี้เมื่อไรล่ะก็ เขาจะไม่มีทางปล่อยมันแน่!




NEKOPOST.NET