Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 31 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.31 - ความสัมพันธ์


ดาบที่31 : ความสัมพันธ์

 

 

            “ในที่สุดก็มาได้เสียที”

            นี่คือคำทักทายแรกที่หลุดจากปากวอร์ในทันทีที่เขามาถึง เขาเดินตรงไปแล้วดึงดาบที่เสียบอยู่บนพื้นขึ้นมาถือเอาไว้ ความเงียบและรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของคาร์นี่ย์ไปสะกิดใจวอร์เข้า ทางนั้นจึงกอดอกก่อนทอดถอนหายใจ

            “กำลังคิดถึงตอนที่สู้กับเจ้าแวมไพร์นั่นอยู่ล่ะสิ” วอร์พูดได้ถูกต้องราวกับผู้หยั่งรู้จนเขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง “ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวข้าจะอธิบายอะไรให้ฟัง”

            เป๊าะ

            สิ้นเสียงดีดนิ้ว เก้าอี้กำมะหยี่สีดำสามตัวก็โผล่ออกมา วอร์ผายมือให้คาร์นี่ย์จากนั้นก็ผายมือให้มุรามาสะที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

            หลังจากทิ้งตัวลงนั่งแล้วคาร์นี่ย์ก็ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ ภาพที่เขาฟันแวมไพร์ตนนั้นไม่เข้าวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ในใจกำลังหาคำตอบให้กับเหตุการณ์นี้อย่างบ้าคลั่ง เขาสบตากับวอร์นิ่งพยายามสลัดภาพเหล่านั้นออกไปเพื่อรอฟังสิ่งที่วอร์กำลังจะพูด

            “เกราะเวทมนต์คือสิ่งที่ทำให้เจ้าฟันแวมไพร์ตนนั้นไม่เข้า”

            สิ่งที่วอร์พูดทำให้เด็กหนุ่มทำตาโต เขาทิ่มดาบในมือลงไปในดินก่อนนั่งตัวตรง ปฏิกิริยานั้นทำให้คนมองเผลออมยิ้มออกมา

            “ยะ ยิ้มอะไรเล่า พูดต่อสิ” คาร์นี่ย์ละล่ำละลักบอก

            “เกราะเวทมนต์ที่ข้าว่าคือพลังเวทที่ห่อหุ้มร่างผู้ใช้ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ความแข็งแกร่งถ้าให้เรียงตามลำดับก็คือ ทหาร อัศวิน บิช็อปและจักรพรรดิ ที่เจ้าพึ่งจะได้เจอไปก็คือระดับบิช็อป ระดับนี้อย่างน้อยต้องมีพลังพอที่จะฟันแพลทินั่มให้ขาดออกจากกันได้ง่ายๆเหมือนกับฟันเต้าหู้ ถ้าไม่มีพลังระดับนี้ก็จะไม่สามารถสร้างบาดแผลใดๆให้กับศัตรูได้เลย”

            “เกราะเวทมนต์สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนเหมือนกับเวทมนต์ทั่วๆไปนั่นแหละค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นความแข็งแกร่งของเกราะแปรผันตรงกับความแข็งแกร่งของเวทมนต์ หากพลังเวทมนต์ในตัวแข็งแกร่งเกราะก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย ดิฉันขอย้ำนะคะว่าความแข็งแกร่งของพลังเวทไม่ใช่ปริมาณของพลังเวท” สตรีกิริยางามทำท่าครุ่นคิดเพื่อสรรหาคำอธิบายเพิ่มเติม เธอแย้มยิ้มที่งดงามออกมาเมื่อคิดหาวิธีอธิบายได้ในที่สุด คาร์นี่ย์เองก็ตั้งใจฟังด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าในตอนแรกมากๆ “สมมุตินะคะว่ามีคนสองคน มีปริมาณพลังเวทมนต์เท่ากัน แต่ทว่าความแข็งแกร่งของพลังเวทนั้นแตกต่างกัน คนแรกยิงพลังเวทใส่หินก้อนหนึ่งด้วยพลังที่เต็มที่ ก้อนหินนั้นได้รับความเสียหายและเกิดรอยร้าวขึ้น ส่วนคนที่สองก็ทำแบบเดียวกันก็คือยิงพลังใส่ก้อนหิน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือหินนั้นระเบิดและแตกกระจายออกจากกัน นั่นหมายความว่า คนที่สองนั้นมีพลังเวทมนต์ที่แข็งแกร่งกว่าคนแรกค่ะ ที่ดิฉันอธิบายให้นายท่านฟังคงจะเข้าใจได้ไม่ยากใช่ไหมคะ”

            คาร์นี่ย์พยักหน้ารับด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาก้มหน้าลงในขณะที่ในหัวกำลังซึมซับข้อมูลที่พึ่งได้มาใหม่อย่างรวดเร็ว พอเข้าใจแล้วก็เกิดคำถามขึ้นในใจ เขาจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อถามทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา

            “งั้น หากคนคนนึงมีปริมาณเวทน้อยนิด แต่มีความแข็งแกร่งทางเวทมนต์สูง เกราะเวทมนต์ก็อาจจะเป็นระดับจักรพรรดิได้เลยน่ะสิ ฉันเข้าใจถูกรึเปล่า?”

            “ถูกต้อง ข้าจะชอบเจ้าก็ตรงที่หัวไวเรื่องนี้นี่แหละ” วอร์หัวเราะหึหลังพูดจบ สีหน้าของเขาดูพึงพอใจอย่างที่สุด “แต่เรื่องอื่นนี่ บื้อ โง่ ทึ่ม จนข้ารับไม่ค่อยได้เท่าไร”

            “มุรามาสะ” คาร์นี่ย์หันไปยิ้มหวานให้กับวิญญาณดาบสาว

            เธอพยักหน้ารับก่อนจะหลังแหวนใส่วอร์ให้ลงไปนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ

            “หึ ต่อให้เจ้าทำร้ายข้ายังไง คนอย่างข้าก็ไม่คิดที่จะตอบโต้อิสตรีหรอก แอ๊ฟ!

            เสียงร้องของวอร์ดังขึ้นพร้อมๆกันกับเสียเพี๊ยะ คาร์นี่ย์นั่งยิ้มกริ่มมองวอร์ที่ค่อยๆยันตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง

            วอร์ดึงดาบบนพื้นขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วยิ้มเหี้ยม

            “ไหนว่าจะไม่ทำอะไรอิสตรีไงจ๊ะ?” คาร์นี่ย์ว่าพลางยิ้มยั่ว

            “ใช่ข้าไม่ทำอิสตรี แต่ไอ้บุรุษที่มันสั่งให้อิสตรีทำนี่น่าจะไม่เหลือ…” วอร์ง้างไปด้านหลังจนสุดล้า “… ซอร์ด… ได… แซค…”

            “จ๊ากกกกกก” คาร์นี่ย์ร้องลั่นก่อนยันตัวขึ้นยืนแล้วออกตัววิ่งสี่คูณหนึ่งร้อยอย่างรวดเร็ว

            ฟิ้ว!!!

            รังสีดาบพลาดเฉี่ยวไหล่เขาไปแค่นิดเดียวเท่านั้น ดวงตาสีกุหลาบแดงเบิกกว้างก่อนจะออกตัววิ่งหนีสุดชีวิต

            “มานี่! เจ้าเด็กตูดหมึก เจ้าไม่ตายหรอกน่า ข้าขอฟันเล่นให้หายแค้นแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง อยู่นิ่งๆสิฟะ!!!”

            “ไม่โว้ย!!!

 

            ร่างใหญ่ของชายคนหนึ่งหันซ้ายหันขวาอย่างมีพิรุธก่อนเดินเข้าไปในตรอกมืดๆ เขาขยับกายเข้าไปในร้านเหล้าที่ออกแบบร้านสไตล์คาวบอยก่อนจะยืนที่เคาน์เตอร์ บาร์เทนเดอร์เห็นอีกฝ่ายเข้าก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ

            “ไม่เอาเหล้า ฉันชอบไข่ไดโนเสาร์มากว่า”

            บาร์เทนเดอร์นิ่งไปก่อนพยักหน้ารับ ผ้าเช็ดตัวในมือถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ก่อนจะผายมือเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายเดินเข้าไปทางหลังร้านก่อนจะเดินประกบตามหลังไปติดๆ

            หลังร้านมีถึงเบียร์ขนาดสามคนโอบตั้งอยู่หลายถัง บารเทนเดอร์เดินตรงไปที่ถังๆหนึ่ง วาล์วของก๊อกที่ติดอยู่ที่ถังเบียร์ถูกหมุนซ้ายหมุนขวาครู่หนึ่ง จู่ๆถังเบียร์ก็มีแผงปุ่มกดเลื่อนออกมา บาร์เทนเดอร์พยักหน้าให้กับชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วถอยห่างออกมา

            รหัสห้าหลักถูกกรอกลงไปโดยชายคนนั้น แล้วถีงเบียร์ก็ขยับเปิดออกกว้างราวกับประตูอัตโนมัติ เขาเดินเข้ายืนด้านในแล้วพื้นก็ค่อยๆขยับและดิ่งลงไป… มันคือลิฟต์ที่จะพาไปที่ไหนสักแห่งหนึ่งได้นั่นเอง!

            แสงสว่างภายในลิฟต์คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขามองเห็นในขณะนี้ ลิฟต์ยังคงเลื่อนลงไปเรื่อยๆ แต่ไม่กี่อึดใจต่อมามันก็หยุดและเปิดประตูออกอีกครั้ง

            “คนสุดท้ายมาแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้น

            ชายร่างใหญ่ยักษ์หันซ้ายหันขวา ตอนนี้เขายืนอยู่ในห้องประชุมใหญ่ที่มีโต๊ะหลายตัววางต่อกันเป็นแนวยาวเป็นรูปวงกลม เขาส่งเสียงออกมาในลำคอคล้ายจะไม่สบอารมณ์กับคำพูดนั้นแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่มาช้าสุด เพราะเก้าอี้ที่ว่างอยู่ตอนนี้นั้นมีแค่เก้าอี้ประจำตัวของเขาเพียงคนเดียว

            “อิกเกอร์ ทำไมถึงได้มาสายนัก” ชายสวมแว่นดวงตาเรียวเล็กเอ่ยถาม

            “จับตาดูพวกเจ็ดดาบดาราเพลินน่ะสิ”

            “ถ้าเลิกทำนิสัยขี้ระแวงตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องทำตัวลับๆล่อๆคอยสืบแบบนี้หรอก เป็นผู้ชายประสาอะไร ทำตัวขี้ระแวงเป็นเด็กสาวไปได้” หญิงสาวผมสีน้ำเงินที่มาพร้อมกับบุคลิกห้าวๆกล่าวเหน็บแหนมแล้วส่งยิ้มเยาะเย้ยให้

            “ปากมากจริงนะยัยทอมนี่!”

            “ฉันไม่ใช่ทอม!”

            “พอ!!!” ชายดวงตาเรียวเล็กปรามด้วยเสียงที่ดังและทรงพลัง เขาหยิบแว่นออกมาเช็ดกับผ้าก่อนจะพดต่อ “เราเสียเวลากับเรื่องไร้สาระมามากเกินไปแล้ว”

            ทั้งห้องยังคงเงียบ ชายคนนั้นหยิบแว่นกลับขึ้นมาสวมอีกครั้งแล้วมองหน้าคนในห้องทีละคนอย่างพินิจพิจารณา

            “องค์กรอินฮิวแมนเอ็กเซ็ปชั่น [Unhuman exception]ของเราไปได้ไม่ถึงไหน ในขณะที่เมอริเดียนฟีนด์เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้วรู้ตัวรึเปล่า? อย่ามาทะเลาะงี่เง่าไร้สาระกันตอนนี้ตกลงไหม?” ทั้งห้องยังคงเงียบหลังจากที่ชายคนนี้พูดจบ เขายิ้มรับอย่างพึงพอใจและเปลี่ยนท่าทีดุร้ายเป็นนิ่มนวลอย่างฉับพลัน “งั้นเรามาเริ่มประชุมกันดีกว่าครับ”

 

            เด็กหนุ่มผมทองทอดร่างมองพระจันทร์อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆบ้าน ข้างกายคือแคนีสหมาป่าวิญญาณแมวที่นอนหลับด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มเปี่ยมสุข คืนนี้เป็นคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง ท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอกนั้นทำให้เห็นความงดงามของดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจน สายลมอ่อนๆปะทะเข้ากับใบหน้าเฉยชาอย่างนิ่มนวล บรรยากาศกำลังสบายๆจนกระทั่งเขารู้สึกตัวว่ามีคนกำลังเดินมาแอบอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของต้นไม้

            “ทำไมต้องหลบๆซ่อนๆล่ะอลิซ”

            “เอ้อ อ้า ไม่ใช่นะ”

            หญิงสาวละล่ำละลักบอกก่อนเผยตัวออกมา เธอมาในมาดสบายๆผิดจากปกติ ผมที่ปกติจะถูกรวบมัดจนตึงนั้นถูกปล่อยสยายๆเคลียแก้มลงมา ดวงตาสีน้ำตาลดูไม่เหมือนคนมาดนิ่งเจ้าระเบียบเหมือนทุกๆครั้ง และเธอมาในชุดนอนลายแมวน้ำสีชมพูน่ารักที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เธอเป็นในเวลาปกติอย่างสิ้นเชิง

            “อืม ไม่ใช่แล้วทำต้องแอบอยู่หลังต้นไม้ล่ะ” ไรดีนตอบขณะจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ก็กลัวว่าจะมารบกวนรึเปล่าน่ะสิ” เธอท้าวสะเอวแล้วดันแว่นขึ้น

            “ฉันสังเกตหลายครั้งแล้วนะว่าแว่นของเธอมันตกบ่อยๆ ไม่คิดจะเปลี่ยนกรอบแว่นสักหน่อยเหรอ”

            “ไม่ได้หรอกค่ะ แว่นชิ้นนี้เป็นของสำคัญของฉัน” อลิซตอบแล้วทำท่าลังเล

            ไรดีนหัวเราะหึก่อนตบลงที่พื้นข้างๆเหมือนจะบอกว่า นั่งตรงนี้ก่อนสิ ซึ่งอลิซก็เข้าใจและค่อยๆทิ้งตัวลงนั่งพับเพียบอย่างสุภาพเรียบร้อย นั่นทำให้เด็กหนุ่มต้องเลิกคิ้วขึ้นแล้วชายตามองแบบทึ่งๆ

            “มาหาฉันมีอะไรให้ช่วยรึเปล่าล่ะ?”

            “ไม่มีหรอก ถึงมีก็ไม่คิดที่จะรบกวนด้วย” สาวมาดเนี้ยบตอบก่อนลอบมองคู่สนทนาด้วยสายตาที่แฝงความหมายบางอย่าง ปากเล็กๆนั้นเผยอมยิ้มออกมาเล็กน้อย “แค่นอนไม่หลับแล้วบังเอิญเห็นไรดีนนอนเล่นอยู่ ก็เลยกะว่าจะออกมาชวนคุยแก้เบื่อนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง”

            “อืม”

            แล้วบทสนทนาต่อไปก็ไม่เกิดขึ้น อลิซเองไปต่อไม่ค่อยถูกเท่าไรเมื่ออีกฝ่ายรับคำสั้นๆแบบนี้ก่อนเงียบไป ในหัวของเธอกำลังค้นหาหัวข้อที่จะใช้ชวนคุยกับไรดีนอย่างบ้าคลั่ง

            “นายชอบกินขนมอะไรเหรอ!?” อลิซโพล่งถามก่อนทำตัวแข็งทื่อราวกับพึ่งจะรู้ตัวว่าได้ถามคำถามที่ไร้สาระออกไปแล้ว

            ไรดีนชะงักนิ่งไปเล็กน้อยแล้วจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งๆตามปกติสไตล์ของเขา

            “มะ ไม่ต้องตอ..”

            “ฉันชอบกินดับเบิ้ลบอลน่ะ” เด็กหนุ่มยิ้มบางๆออกมาขณะตอบ “ฉันชอบรสนมที่สุดเลย”

            ฟู่

            ควันออกจากหูของอลิซขณะที่ใบหน้าของเธอแดงก่ำ หญิงสาวส่ายหน้าไปมาก่อนเอามือแตะหัวตัวเองราวกับไม่เข้าใจว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แล้วทำไมเธอถึงต้องมีอาการอะไรแบบนี้ด้วย

            “ฉะ… ฉะ… ฉันก็ชอบนะ รสช็อคโกแลตก็อร่อยดี มีโอกาสก็ลองซื้อกินดูสิ”

            “อ้อ ไม่อยากจะเชื่อว่าคนแบบเธอจะชอบกินขนมอะไรทำนองนี้เหมือนกัน”

            อลิซเท้าสะเอวทำแก้มป่องหน่อยๆก่อนจ้องมองคู่สนทนาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง

            “พูดแบบนั้นหมายความว่าคนอย่างฉันจะกินอะไรเหมือนชาวบ้านไม่ได้รึไง”

            “เปล่าๆๆ” ไรดีนยกมือขึ้นเอื่อยๆเป็นเชิงยอมแพ้ “เธอดูเกร็งๆแข็งๆ อยู่ในระเบียบตลอดเวลานี่นา ก็เลยคิดว่าน่าจะเคร่งเรื่องอาหารการกินพอๆกันกับเรื่องอื่นแน่ๆ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยืนยันได้แล้วล่ะนะว่าเธอไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด”

            ว่าจบก็หยิบกล่องขนมออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ทขนสัตว์ประจำตัวของเขาแล้วยื่นส่งไปให้หญิงสาวข้างตัว มันคือดับเบิลบอลรสช็อคโกแลตที่อลิซพึ่งบอกมาว่าชอบกินนั่นเอง ขนมชนิดนี้ก็มีลักษณะตามชื่อของมัน มันเป็นแป้งกรอบกลมๆเคลือบด้วยช็อคโกแลตที่ด้านในมีแป้งกลมๆเคลือบด้วยช็อคโกแลตอยู่อีกชั้นหนึ่ง

            “รสนมหมดก็เลยซื้อรสช็อคโกแลตมาแก้ขัดไปก่อน กินด้วยกันไหม?”

            “หวาวว…”

            อลิซหลุดทำตาโตแวววาวและอ้าปากค้าง แถมยังเผลอปล่อยให้น้ำลายไหลออกมาที่มุมปากอีกต่างหาก ไรดีนเห็นเข้าก็หลุดหัวเราะลั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสียงหัวเราะทำให้หญิงสาวได้สติแล้วรีบเก็บอาการ เธอมองค้อนคนตรงหน้าที่ยังหัวเราะไม่ยอมหยุด ก่อนใบหน้าไม่พอใจจะถูกเปลี่ยนให้เป็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพราะเป็นครั้งแรกจริงๆที่ได้เห็นผู้ชายคนนี้หัวเราะออกมา

            “โทษทีๆ ฉันไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะออกอาการขนาดนี้” ไรดีนพูดพลางขยี้ผมอีกฝ่าย แล้วหยิบขนมส่งไปให้เธอ “เอาสิ ชักช้าฉันจะกินหมดนะ”

            “อะไรกันน่ะ บรรยากาศฟุ้งฟิ๊งมุ้งมิ้งนั่นน่ะ”

            คาวาเลียร์เท้าคางอยู่ที่หน้าต่างแล้วมองไปที่ร่างของคนทั้งสองที่นั่งกินขนมอยู่ใต้ต้นไม้ ตรงนั้นดูน่าสนุกสนานยังไงชอบกล เธอเองอยากเข้าไปร่วมวง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้รู้สึกว่าที่ตรงนั้นไม่มีช่องว่างพอให้เธอเข้าแทรกได้เลย

            “เอาแต่สนุกจริงๆเลยน้า… เจ้าน่ะหัดเอาแบบอย่างคาร์นี่ย์เสียหน่อยเถอะ ทางนั้นซ้อมกับวอร์ทุกวันเลยนะรู้รึเปล่า?”

            สิ้นคำคาวาเลียร์ก็หมุนร่างหันกลับมามองคนในห้องก่อนกอดอกแล้วยิ้มกริ่มออกมา

            คนที่อยู่ต่อหน้าเธอคือชายผิวขาวหุ่นดีในชุดเสื้อยืดสบายๆที่มีรูปกะโหลกไขว้อยู่บนอกเสื้อ กางเกงขาสามส่วนพองๆทำให้เขาดูเป็นหนุ่มวัยรุ่นเฮ้วๆทั่วไป ผมสีม่วงที่ถูกจัดทรงเหมือนหัวหอมนั้นดูสะดุดตากว่าที่ไหนๆ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มฉายแววเหนื่อยหน่าย

            “ฉันเป็นอัจฉริยะนี่ เรื่องฝึกไว้ทีหลังก็ได้”

            “ข้าละเหนื่อยใจจริงๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะจริงๆ” ชายคนนั้นว่าก่อนถอนหายใจ คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากคาวาเลียร์ได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มคนนั้นเบ้ปากใส่ก่อนพูดต่อไปอีกว่า “ผู้หญิงบ้าอะไรกันฟะ จับเพสทิเล๊นท์ครั้งแรกก็เล่นซะตึกถล่มได้ขนาดนั้น เชื่อเขาเลย”

            “ขอบใจที่ชมนะจ๊ะสไตร์ฟ”

            ในขณะเดียวกันที่โรงฝึก…

            ตูม!

            เสียงระเบิดดังขึ้น ร่างสองร่างกำลังเข้าปะทะโรมรันกันอย่างดุเดือด หนึ่งคืออมนุษย์มังกรแวมไพร์ อีกหนึ่งคืออัศวินสูงสุดแห่งจักรวรรดิซันไชส์

            “คิดยังไงถึงได้มาขอให้ฉันเป็นคู่ฝึกซ้อมตอนดึกๆแบบนี้คะไอน์”

            โพลิน่าพูดแล้วใช้ดาบตวัดฟันลำแสงสีแดงที่ยิงมาจากอีกฝ่ายให้ขาดเป็นสองท่อน

            “ฉันขาดซ้อมมานานเกินไปแล้ว เลยอยากจะเคาะสนิมเสียหน่อยนะสิ”

            “นี่ขนาดสนิมเกาะนะเนี่ย” โพลิน่ายิ้มกล่าว

            ในตอนนี้ไอน์ซาโม่ได้มาปรากฏตัวที่ด้านหลังและปล่อยฝ่ามือพุ่งมาที่ท้องน้อยของโพลิน่า ทว่าอัศวินสาวสามารถยกดาบขึ้นมาป้องกันได้อย่างสวยงามแล้วซัดลูกบอลแสงที่อยู่ในมืออีกข้างใส่

            บึ้ม!

            “สุดยอดไปเลยนะ สองคนนี้น่ะ”

            ไมกัสหันไปพูดกับเฟราสที่นั่งอยู่ข้างๆซึ่งตอนนี้กำลังใจจดใจจ่อกับการฝึกซ้อมของสองสาว ชนิดที่ว่าไม่ยอมกะพริบตาเลยทีเดียว ท่าทางตั้งใจนั้นส่งให้ไมดัสยิ้มออกมากแล้วใช้มือขยี้ผมคนเด็กกว่า

            “มาข้างนอกกับข้าหน่อยสิ ข้าเองก็อยากยืดเส้นยืดสายซักหน่อย”

            “ชิ! อย่าหาว่ารังแกคนแก่กว่าล่ะ”

            ห้องของคาร์นี่ย์…

            “แง่มๆๆง่ำๆๆ หมีช็อคโกแลตอร่อยจังเลยพี่คาร์นี่ย์ น้องอยากกินอีก ง่ำๆ”

            เสียงพูดหลุดมาจากเด็กสาวตัวเล็กที่นอนกอดแขนเด็กหนุ่มไม่ยอมปล่อย ประโยคเมื่อสักครู่คงจะเป็นการละเมอออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย สาวน้อยอมยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อเด็กหนุ่มละเมอขยับมือมาแตะๆที่หัวราวกับนึกเอ็นดู

            ในตอนนี้ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะขยับเข้ามาใกล้ชิดกันอีกระดับนึงแล้วล่ะนะ




NEKOPOST.NET