Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 30 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.30 - เมอริเดียนฟีนด์


ดาบที่30 : เมอริเดียนฟีนด์

                    

 

            ในที่สุดคาร์นี่ย์กับพรรคพวกก็กลับมาถึงบ้านในช่วงเย็นของวันต่อมา ทว่าที่บ้านกลับมีเรื่องช็อคๆที่ทำให้คาร์นี่ย์ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะบ้านธรรมดาๆที่เขาซื้อไว้ บัดนี้ถูกเนรมิตรให้กลายเป็นบ้านสามชั้นขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงสองเท่าตัว พื้นที่รอบๆบานถูกขยายกว้างขึ้น มีสวนหย่อมที่ถูกจัดแต่งอย่างดีจนทำให้บ้านดูดีขึ้นกว่าเดิมทันตาเห็น

 

            “นี่มันอาร๊ายยยยย!!!” คาร์นี่ย์ร้องลั่น

 

            “องค์จักรพรรดิติดต่อวิศวกรจากอาณาจักรอิเล็คโทรมาจัดการขยายบ้านพักให้ในช่วงที่คุณคาร์นี่ย์ไม่อยู่น่ะค่ะ”

 

            เกรนิตี้บอกยิ้มๆก่อนจะเดินนำเพื่อพาคาร์นี่ย์ไปดูห้องต่างๆและสถานที่ใหม่ๆภายในบ้าน มีทั้งโรงฝึกขนาดใหญ่ยักษ์ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์การฝึกอย่างดีเยี่ยม ห้องครัวนั้นถูกขยายกว้างขึ้นส่วนอย่างอื่นนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อมาก็เป็นห้องรับแขก ห้องนี้ตกแต่งสบายๆด้วยธีมธรรมชาติเพื่อให้ความรู้สึกสดชื่นและสบายๆเหมือนกำลังไปนั่งเล่นอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่ ส่วนห้องนั่งเล่นของพวกเขาถูกเนรมิตให้กว้างใหญ่ขึ้นตกแต่งห้องสไตล์โมเดิร์นดูเรียบๆสบายๆแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกหรูหราไปในตัว ทีวีติดผนังขนาดจอ60นิ้วเป็นอะไรที่คาร์นี่ย์คิดว่าพวกติดการ์ตูนซาดิสม์ต้องชอบแน่ๆ

 

            ที่เห็นว่าจะสุดยอดที่สุดก็คงจะเป็นบ่อนำร้อนกลางแจ้งที่ถูกตกแต่งอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ รั้วไม้สูงกั้นแบ่งแยกสองฝั่งชายหญิงอย่างชัดเจน พวกผู้หญิงต่างทำตาแวววาวเมื่อได้เห็นบ่อน้ำร้อน

 

            “ฉะ… ฉันอยากลองลงไปแช่ดูจัง”

 

            โพลิน่าพูดก่อนเบือนสายตามามองคารนี่ย์ เขายักไหล่ให้ทีนึงก่อนที่สาวๆคนอื่นจะร้องเฮแล้วพากันเข้าไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อของผู้หญิง คาร์นี่ย์เหลือบสายตาไปมองผู้ชายที่เหลือก่อนถอนหายใจเมื่อเห็นว่าทางฝั่งนี้เองก็อยากจะลองลงไปแช่น้ำเหมือนกัน

 

            “เอาเลยๆ ตามสบาย ไม่เห็นต้องมาขออนุญาตอะไรฉันเลยนี่นา”

 

            “เจ้าของบ้านว่าขนาดนี้แล้วก็…ลุยสิฟะ!” ไมกัสร้องจบก็ลากคอเฟราสกับไรดีนไปห้องเปลี่ยนเสื้อฝั่งผู้ชาย

 

            ตอนนี้จึงเหลือแค่เพียงเกรนิตี้กับคาร์นี่ย์เท่านั้นที่ไม่ได้บ้าจี้ตามคนอื่นไปด้วย เขาผายมือให้เกรนิตี้เป็นเชิงบอกว่าให้พาดูส่วนต่างๆของบ้านต่อ

 

            “งั้นห้องสุดท้ายของชั้นหนึ่งเลยก็แล้วกันค่ะ”

 

            เกรนิตีว่าแล้วพาเขาเดินไปที่ห้องสุดท้ายที่เป็นประตูบานพับขนาดใหญ่ พอเปิดเข้าไปก็ได้เจอกับห้องขนาดกว้างใหญ่ มีทางเดินทอดยาว ซ้ายขวาเป็นห้องหลายห้องที่มีความกว้างพอๆกัน ที่หน้าประตูของแต่ละห้องมีป้ายชื่อและตัวเลขโรมันบอกลำดับของแต่ละคนติดอยู่ ดูเหมือนที่นี่จะเป็นห้องทำงานส่วนตัวของพวกเขา สาวแกผายมือให้เขาเมื่อมาถึงห้องที่มีชื่อและเลขสามแบบโรมันติดอยู่

 

            “นี่ค่ะ ห้องของคุณคารนี่ย์”

 

            ว่าจบก็หยิบกุญแจที่ทำจากอัญมณีสีดำมาให้เขา คาร์นี่ย์รับและใช้มันไขประตูห้องเข้าไปก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อได้เห็น

 

            ในห้องประกอบด้วยโต๊ะทำงานและเก้าอี้ไม้ธรรมดาๆตั้งอยู่เกือบติดผนังด้านในสุดของห้อง ส่วนสภาพผนังห้องเป็นไม้สีน้ำตาลเข้มมีลายไม้สวยงามในตัวมันเองอยู่แล้ว โซฟาสีเลือดหมูชุดหนึ่งตั้งติดผนังห้องทางฝั่งซ้ายของโต๊ะทำงาน ด้านหน้าโซฟาเป็นโต๊ะกระจกเตี้ยๆที่มีแจกันใส่ดอกกุหลาบสีแดงเอาไว้ ส่วนชั้นหนังสือทำจากไม้ถูกตั้งเอาไว้ที่ฝั่งตรงข้ามกับโซฟา บนชั้นนั้นยังว่างเปล่าอยู่ พอคาร์นี่ย์เดินไปเปิดตู้ด้านล่างดูก็พบว่ามีช็อคโลตหมีวางเรียงกันอยู่หลายซอง เขายิ้มแล้วหันไปมองเกรนิตี้

 

            “ชอบใช่ไหมคะ?”

 

            “เป็นคนละเอียดจังเลยนะเกรนิตี้จังเนี่ย”

 

            คำชมส่งให้หญิงสาวยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนที่เธอจะปรบมือสามทีส่งให้ผนังห้องส่วนด้านหลังโต๊ะทำงานนั้นโปร่งใสจนสามารถมองเห็นบรรยากาศด้านนอกทั้งหมด คาร์นี่ย์ยิ้มชอบใจแล้วเดินไปสัมผัสที่ผนังนั้นแบบทึ่งๆ

 

            “สุดยอดไปเลยนะเนี่ย ทั้งหมดนี้สร้างแค่วันสองวันเองงั้นเหรอ?”

 

            “ค่ะ เครื่องมือและอุปกรณ์ของชาวอิเล็คโทรนั้นล้ำยุคมากๆ การสร้างหรือปรับปรุงบ้านแค่นี้ถือเป็นงานที่ง่ายมากๆสำหรับพวกเขาค่ะ” เกรินิตี้บอกแล้วขยับกายมายืนอยู่ข้างๆเขา “ชั้นบนที่เหลือเป็นห้องนอนของทุกๆคนนะคะ ส่วนชั้นสามนั้นยังเป็นพื้นที่ว่างๆที่ยังไม่มีแผนการสร้างอะไรค่ะ”

 

            “งั้นเหรอ” คาร์นี่ย์ว่าแล้วปรบมือสามครั้งส่งให้ผนังห้องกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง “องค์จักรพรรดินี่ใจดีจังเลยนะ”

 

            “ที่ทำทั้งหมดคงตั้งที่ใจจะสร้างสำนักงานของเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตราที่นี่นั่นแหละค่ะ” เกรนิตี้พูดก่อนจะสะดุ้งคล้ายกับจะนึกอะไรออก คาร์นี่ย์เอียงคอมองคนข้างๆด้วยความสงสัย สาวแกเกาแก้มเล็กน้อยก่อนพูด “คือว่า บ้านเรามีคนมาอยู่เพิ่มอีกสองคนน่ะค่ะ”

 

            “คนเพิ่ม?” คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆก่อนจะนึก “คงหมายถึงโดมันกับมิราโน่ใช่ไหม?”

 

            “ใช่ค่ะ คุณคาร์นี่ย์คงไม่ขัดข้องใจอะไรนะคะ?”

 

            “ไม่เลย” คาร์นี่ย์บอกแล้วยิ้มกว้าง เพราะตอนงานเลี้ยงหลังรับตำแหน่ง เขาเองก็ได้พูดคุยสนิทสนมกับทั้งสองคน ดูจากการพูดและนิสัยใจคอแล้ว ทั้งสองคนเป็นพวกที่มีนิสัยน่าคบหาสุดๆไปเลยสำหรับคาร์นี่ย์ “แล้วตอนนี้เจ้าสองคนนั้นอยู่ไหนกันล่ะ?”

 

            “ออกไปทำภารกิจน่ะค่ะ” เกรนิตี้ว่าก่อนจะใช้มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายไหล่ใบเล็กๆของเธอแล้วหยิบม้วนกระดาษออกมาส่งให้คาร์นี่ย์ “นี่เป็นใบติดต่องานของคุณคาร์นี่ย์ค่ะ”

 

            “งาน?”

 

            “ใช่ค่ะ รายละเอียดอยู่ในนั้นทั้งหมดแล้วนะคะ จะรับไม่รับก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณคาร์นี่ย์แล้วล่ะค่ะ” เกรนิตีบอกก่อนจะเดินไปที่ประตู “ขอตัวก่อนนะคะ พอดีว่าต้องเอาเอกสารติดต่องานไปให้คนอื่นๆด้วยน่ะค่ะ”

 

            “อื้อ ขอบใจมากเลยนะเกรนิตี้ ฉันหมายถึง… เรื่องที่ช่วยดูแลพี่อันนาด้วยน่ะ ขอบใจจริงๆ”

 

            “เรื่องเล็กน้อยค่ะ”

 

            สิ้นคำเสียงประตูถูกปิดก็ดังขึ้นเบาๆ ในตอนนั้นเองที่คาร์นี่ย์เริ่มแกะม้วนกระดาษออกแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา เขาคลี่ม้วนกระดาษแล้วกรอกตาอ่านข้อความด้านในอยู่ครู่หนึ่ง

 

            “ห๊ะ!” คาร์นี่ย์ร้องแล้วดีดตัวกลับมายืนอีกครั้งโดยที่ยังไม่ละสายตาจากม้วนกระดาษ “เอาจริงดิ!”

 

 

 

            เสียงครางออกมาด้วยความรู้สึกสบายตัวเมื่อเด็กหนุ่มหย่อนตัวลงไปในบ่อน้ำร้อน แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงถอนหายใจตามดังขึ้น ดวงตาสีดอกกุหลาบเหลือบมองก่อนจะสะดุ้งแล้วเสียหลักล้มเอาหน้าทิ่มลงไปในน้ำเสียงดังตูม

 

            “ฮ่าๆๆๆๆ ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะ”

 

            “คุณพ่อ มาได้ไงครับเนี่ย” คาร์นี่ย์ร้องถามหลังจากที่ลุกขึ้นตั้งหลักได้

 

            “หืม” ธาวูเฟลหันไปมองลูกชายก่อนยิ้มน้อยๆ “พ่อรู้มาว่าลูกมีบ้านแล้ว เลยกะจะแวะมาดูซักหน่อย แต่บังเอิญมาเจอบ่อน้ำร้อนนี่เข้ามันก็เลยอดใจไม่ได้น่ะสิ”

 

            “แหงะ… เห้อ… แล้วคุณแม่ล่ะครับ” คาร์นี่ย์สงบใจได้แล้วก็นั่งลงอีกครั้งข้างๆคนเป็นพ่อ “อย่าบอกนะว่าคุณพ่อทิ้งคุณแม่ให้อยู่ที่เกาะคนเดียวน่ะ”

 

            “ใช่ซะที่ไหนเล่า มองพ่อในแง่ร้ายเกินไปแล้วนะเจ้าลูกคนนี้” ธาวูเฟลบ่นพึมพำแล้วเขกกะโหลดเจ้าลูกชายตัวแสบ “แม่ของลูกน่ะไปทำธุระอยู่ คงไม่ว่างมาพบหรอกนะ”

 

            จบประโยค บรรยากาศเงียบสงบก็แผ่เข้าปกคลุม คาร์นี่ย์ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรกับพ่อของตัวเองดี แถมการได้เจออีกครั้งแบบไม่ทันตั้งตัวนี่ทำให้เขาทำตัวไม่ถูกอยู่เหมือนกัน

 

            “เป็นไงบ้างล่ะกับโพลิน่าน่ะ” คนเป็นพ่อถามก่อนฉีกยิ้มกวน “อยู่บ้านเดียวกันแบบนี้คงจะลึกซึ้งกันแล้วสินะ”

 

            ตูม!

 

            หน้าของคาร์นี่ย์ทิ่มลงไปในน้ำก่อนเงยพรวดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่แดงจัด

 

            “มันใช่อย่างนั้นที่ไหนกันล่ะครับคุณพ่อ!” คาร์นี่ย์โวยวายก่อนกรอกสายตาไปมาด้วยท่าทางเขินๆ “แค่… จูบน่ะครับ”

 

            “ให้ตายสิ ลูกนี่ชักช้าอะไรอยู่ได้ พ่อกับแม่อยากอุ้มหลานจะแย่อยู่แล้วนะ”

 

            “คุณพ่อครับ!!!”

 

            “ฮ่าๆๆๆๆๆ ล้อเล่นน่ะล้อเล่น แต่ถ้าได้หลานสาวน่ารักๆสักคนก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะ”

 

            “คงจะอีกนานล่ะครับ ผมยังไม่เห็นโอกาสที่จะชนะโพลิน่าได้เลย” คาร์นี่ย์พูดขณะที่ดวงตาจับจ้องไปบนผิวน้ำนิ่ง เขากำลังนึกภาพตอนที่โพลิน่าเข้ามาช่วยเขาเอาไว้ สิ่งที่เขาทำได้ก็มีแค่เพียงมองแผ่นหลังของเธอที่กำลังปกป้องเขาอยู่ เขาหลบตาลงแล้วกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ “ผมคงไม่มีทาง…”

 

            ปึ้กๆๆ

 

            มือของคนเป็นพ่อตบไหล่ลูกก่อนพิงหลังกับขอบบ่อน้ำแล้วยิ้มสบายๆ

 

            “ลูกเป็นลูกของพ่อนะ เชื่อมั่นในตัวเองแล้วพยายามก้าวเดิมต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อย่าให้ความอ่อนแอมาสั่นคลอนความตั้งใจของลูกสิ” ธาวูเลว่าก่อนทำหน้าประหลาดใจ เขาแตะๆที่ไหล่ขวาของลูกชายด้วยความรู้สึกทึ่ง “หายแล้วงั้นเหรอ?”

 

            “คุณพ่อรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอครับ?”

 

            “ฉันเป็นพ่อแกนะโว้ย” ธาวูเฟลว่าก่อนเคาะกะโหลกลูกชายไปอีกหนึ่งที “สมัยเด็กๆพ่อก็เป็นแบบเดียวกันกับลูกนั่นแหละ”

 

            “แล้วคุณพ่อหายได้ยังไงครับ?”

 

            คนเป็นพ่อมองหน้าลูกชายนิ่งก่อนหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นที่ไม่ยอมเก็บอาการของลูกชาย

 

            “เรื่องนั้นช่างมันเถอะน่า ที่พ่อมาที่นี่ก็เพราะว่ามีเรื่องจะคุยกับลูกด้วยน่ะแหละ… เกี่ยวกับอมนุษย์น่ะ”

 

            “เอ๋? อมนุษย์! พ่อรู้เรื่องอมนุษย์ด้วย!?”

 

            “แน่นอนสิ พ่อเองขึ้นมาจากเกาะก็เพราะธุระส่วนนี้นี่แหละ ว่าแต่ว่าลูกพูดแบบนี้แสดงว่าลูกเองก็รู้เรื่องแล้วสินะ… เซอไพรส์จริงๆแหะ” ธาวูเฟลว่าก่อนเว้นวรรคเล็กน้อยราวกับกำลังครุ่นคิดหาคำมาพูดอยู่ “งั้นไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว เอาเป็นว่าพ่อรู้เรื่องเกี่ยวกับอมนุษย์นอกรีตที่ต้องการจะขัดขวางการทูตที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้านี้ ก็เลยคิดว่าต้องออกไปตามสืบหาข้อมูลสักหน่อย สืบไปสืบมาก็ดันไปรู้เรื่องเด็ดๆเข้าให้น่ะสิ”

 

            “เรื่องเด็ดๆ?”

 

            “พวกอมนุษย์นอกรีตที่มีอำนาจและมีอิทธิพลหลายๆกลุ่มที่ไม่ชอบใจเรื่องนี้น่ะสิ พวกมันจับมือแล้วสร้างภาคีที่ชื่อว่าเมอริเดียนฟีนด์ [Meridian Fiend]” ว่าจบก็มองหน้าลูกชาย พอเห็นว่าตั้งจังอยู่เลยพูดต่อ “คนในภาคีนี้แข็งแกร่งมาก พ่ออยากให้ลูกระวังตัวเอาไว้ให้ดี ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย”

 

            “ไม่ได้หรอกครับ ผมเป็นผู้คุมกฎของฮิวมันทรีไปแล้ว ที่สำคัญกว่าก็คือเพื่อนของผมเองก็เป็นผู้คุมกฎของทางบีสต์ลิฟเหมือนกัน”

 

            “โอ๊ะโอ… ริชาร์ดคิดอะไรอยู่นะถึงได้มอบงานแบบนี้ให้ลูก” ธาวูเฟลเรียกชื่อจักรพรรดิห้วนๆจนคาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นสูง แต่คนเป็นพ่อทำแค่ยักไหล่ให้ “ห้ามตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว… งั้นเอาเป็นว่าอย่าฝืนเกินไปก็แล้วกันนะ”

 

            “แล้วมีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่าครับ? ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะรู้เรื่องนี้ให้มากที่สุด”

 

            “ที่รู้มาคร่าวๆก็คือพวกนี้กำลังส่องสุมกำลังเอาไว้ โดยประมาณก็ราวๆสามแสนได้ล่ะมั้ง แถมยังมีแนวโน้มว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะ”

 

            “สามแสน!” คาร์นี่ย์ร้องอ้าปากค้าง เพราะจำนวนผู้คุมกฎของทั้งสองทวีปรวมกันแล้วยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของกองกำลังอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

 

            “ส่วนผู้นำของภาคมีทั้งหมดแปดคน ที่พ่อแอบไปสืบก็ได้ข้อมูลมาแค่นิดเดียว” ธาวูเฟลใช้มือจับคางแล้วทำท่าครุ่นคิด “มีเผ่าแวมไพร์ชื่อการัส เผ่าการูด้าชื่อเบรูน เผ่าจิ้งจอกรู้สึกว่าจะชื่อกาลิน่า ส่วนที่เหลือพ่อเองก็ยังไม่รู้”

 

            “แย่ นี่มันแย่สุดๆไปเลย” คาร์นี่ย์ที่ยังเครียดอยู่กับจำนวนศัตรูพึมพำ

 

            “ทำใจให้สบายๆเถอะ ทุกอย่างอาจจะไม่แย่อย่างที่ลูกคิดก็ได้นะ” กล่าวจบชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นแล้วยืนบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนเดินขึ้นจากบ่อน้ำร้อน “เอาไว้มีข้อมูลดีๆอะไรพ่อจะมาบอกก็แล้วกัน ช่วงนี้ก็พยายามเข้าล่ะ ฝึกฝนให้เยอะๆ แล้วลูกจะสามารถทำตามสัญญาได้เองแหละ พ่อขอตัวไปทำธุระต่อล่ะ ไว้เจอกันนะลูกรัก”

 

            ธาวูเฟลกล่าวแล้วโบกไม้โบกมืออย่างเกียจคร้านก่อนคว้าผ้าขนหนูขึ้นมานุ่งแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คาร์นี่ย์นั่งเครียดเรื่องจำนวนของศัตรู่อยู่คนเดียวต่อไป

 

            “สะ…สามแสน”




NEKOPOST.NET