Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.3 - ไม้จิ้มฟันวิเศษ


ดาบที่3 : ไม้จิ้มฟันวิเศษ

 

 

           ท่ามกลางอากาศยามเช้าที่สดใส ผู้คนต่างพากันออกมาตั้งแผงค้าขายและจ่ายตลาดกันอย่างคับคั่ง ร่างสูงเพรียวเดินอยู่ในตลาดด้วยใบหน้านิ่งสงบ มีบ้างที่จะแวะทักทายกับชาวบ้าน เสียงของเหยี่ยวดังแว่วมาตาไกลทำให้หญิงสาวต้องหันไปสนใจแล้วแยกตัวออกมาที่ลานโล่งๆกลางเมืองซึ่งเป็นที่ที่มีรูปปั้นน้ำพุขนาดมหึมาเป็นรูปนางฟ้าโอบกอดดวงอาทิตย์

            แขนขวายกขึ้น เหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบลงมาเกาะที่แขนอย่างนิ่มนวล มวนกระดาษถูกมัดติดขาของมันเอาไว้ เธอแกะมันออกแล้วอ่านข้อความที่ส่งมาให้อย่างรวดเร็ว

            ‘มีเด็กผู้ชายกำลังตามหาท่าน เขามีชื่อว่าคาร์นี่ย์ ข่าวนี้คือสิ่งเดียวที่ข้าพอจะใช้ตอบแทนพระคุณของท่านได้ในขณะนี้

ปิโทกรา ลีโอเดฟิโล

ราชาแห่งอาณาจักรเวนอร่า 

            ดวงตาสีแดงที่นิ่งเฉยตอนนี้กำลังเปล่งประกายแสดงความสุขออกมา รอยยิ้มจากริมฝีปากสวยนั้นเผยออกมาไม่ยอมหุบ

            “ขอบใจมากนะ ซิดนี่ย์”

            เธอพูดกับเหยี่ยวที่เกาะแขนของเธอก่อนจะใช้มือลูบตัวมัน มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างพึงพอใจแล้วกระพือปีกบินหายไปบนท้องฟ้า

            “มีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นรึเปล่าท่านอัศวินโพลีน่า” หญิงชราที่เดินผ่านมาเอ่ยปากถาม

            “มีนิดหน่อยค่ะ… คุณยายไอเรนคะ ให้หนูช่วยถือตะกร้าก็แล้วกันนะคะ” หญิงสาวว่าแล้วเดินเข้าไปรับตะกร้าที่เต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิด

 

            “เอ๋… นี่คือไม้จิ้มฟันเหล็กศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ”

            น้ำเสียงตื่นเต้นดังมาจากเด็กหนุ่มท่าทางทะเล้น เขากำลังพูดคุยอยู่กับชายที่อ้างว่าตนเองเป็นนักบุญแล้วมาเสนอขายสินค้านี้ให้กับเขา ซึ่งตอนแรกก็พยายามปฏิเสธอยู่หลายครั้งแล้ว แต่พอโดนลูกตื้อบ่อยๆก็เลยลองฟังดูหน่อย แล้วมันก็เป็นอย่างที่เห็น ตอนนี้เขากำลังฟังเรื่องไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์ที่นักบุญคนนี้บอกว่าจะช่วยเสริมโชคให้กับเขา แน่นอนว่ามันฟังดู…ทะแม่งๆยังไงชอบกล

            “ใช่แล้วล่ะ ไม้จิ้มฟันนี้ได้ผ่านพิธีปลุกเสกและอาบน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน พ่อเชื่อว่ามันจะช่วยเสริมบารมีและโชคชะตาของลูกให้ดีขึ้น ดูอย่างคนตรงนั้นสิ”

            ว่าแล้วนักบุญก็ชี้นิ้วไปทางชายที่นั่งอยู่ในร้านอาหารใกล้ๆ เขากำลังทำท่าพินิจพิจารณาไม้จิ้มฟันเหล็กอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดหนังสือพิมพ์ออกแล้วทำตาลุกวาว

            “พระเจ้า ข้าถูกหวย!!! ให้ตายสิ” ชายคนนั้นร้อง แล้วมองไม้จิ้มฟันในมือ “สุดยอด นี่คืออิทธิฤทธิ์ของไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์สินะ”

            “อู้วหูววว” คาร์นี่ย์ร้องอย่างประหลาดใจ แต่ดวงตายังคงมีความลังเลอยู่

            “อีกทั้งมันยังเป็นของดีประจำเมืองนี้ ซึ่งผู้ผ่านทางนิยมซื้อไปเป็นของฝาก ดูคนตรงนู้นสิ พวกเขาต่างก็มีไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์นี่ติดตัว”

            ชายนักบุญคนนี้พูดต่อแล้วชี้ไปทางกลุ่มคนที่ยืนเลือกของอยู่ มีทั้งคนที่เอาไม้จิ้มฟันเหล็กมาใส่เป็นสร้อยห้อยคอ มีทั้งคนที่เอาไปใส่เป็นต่างหู ซึ่งคนกลุ่มนั้นล้วนมีไม้จิ้มฟันเหล็กทั้งนั้น

            “ผมว่าไม้จิ้มฟันมันก็คือไม้จิ้มฟันอยู่วันยันค่ำนั่นแหละลุง” คาร์นี่ย์พูดพลางเบ้ปาก

            “เฮ้ย ไม่เชื่องั้นเหรอ งั้นคอยดูนะ”

            นักบุญเอาไม้จิ้มฟันเหล็กไปไว้ในมือ ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างประสานที่อกทำท่าเหมือนกำลังอธิษฐานอะไรบางอย่าง

            “ขอบคุณไม้จิ้มฟันของท่านจริงๆนะ ข้าขอแบ่งเงินที่ข้าถูกหวยให้ท่านครึ่งนึงเลย ขอบคุณมากจริงๆ ฮ่าๆๆ”

            ชายคนที่ถูกหวยโผล่พรวดแล้วเอาเงินยัดใส่ในมือของนักบุญที่อยู่ตรงหน้าของเด็กหนุ่ม ดวงตาสีแดงกรอกไปมาอย่างมีเลศนัย

            “เห็นรึยังล่ะ ทั้งหมดนี้ข้าขอเสนอขายแค่เพียง 1 เหรียญทองเท่านั้น”

            “บ๊ายบาย”

            คาร์นี่ย์ว่าหลังจากที่เดินออกห่างจากอีกฝ่ายมาอย่างรวดเร็โดยที่คู่สนทนาของเขาไม่ได้รู้ตัวเลย คือแบบว่า… ให้ตายสิ ไม้จิ้มฟันราคาหนึ่งเหรียญทองเนี่ยนะ จะบ้ารึเปล่า!

            “อ๊ากกก ฟังก่อนสิเจ้าหนู ข้าลดราคาได้นะ”

            “200เหรียญเงิน”

            “500 เหรียญเงิน ข้าลดให้ครึ่งนึงแล้วนะ”

            “งั้นก็ไม่” เด็กหนุ่มไม่พูดเปล่า เขาตั้งท่าจะเดินหนีอีกครั้ง

            “ก็ได้ 200 เหรีญเงิน!” อีกฝ่ายร้องอย่างหมดทางเลือก

            “หักค่าเสียเวลาด้วยนะ ผมจะจ่ายค่าไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์ของลุงในราคา 5 เหรียญเงินเท่านั้น”

            “โธ่…” อีกฝ่ายทำคอตกแล้วยอมแลกเปลี่ยนแต่โดยดี

            “ขอบคุณสำหรับไม้จิ้มฟันนี่นะลุง”

            เด็กหนุ่มกล่าวแล้วโบกมือหย็อยๆก่อนเดินจากไป เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าโดนหลอก

            “หึ ไม้จิ้มฟันทำจากเหล็กราคาสิบเหรียญทองแดง แลกกลับมาได้ห้าเหรียญเงิน ยังไงก็คุ้มล่ะวะ”

            นักบุญสิบแปดมงกุฎกวักมือเรียกเพื่อนร่วมขบวนการ ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่เขาพึ่งใช้หลอกคาร์นี่ย์ไปนั่นเอง จากนั้นจึงจัดการแบ่งเงินในอัตราส่วนเท่าๆกัน ถึงแม้รอบนี้จะฟันกำไรน้อยกว่ารอบอื่นๆแต่อย่างน้อยก็ได้กำไรล่ะนะ

            กริ๊ง

            เสียงเงินตกลงพื้นจนเหรียญเงินกระจายเกลื่อน แต่มีบางอย่างที่ทำให้แก๊งสิบแปดมงกุฏกลุ่มนี้แทบกรี๊ด…

            แผ่นสีเงินลอกล่อนออกมากระจายเกลื่อนพื้น ส่วนตัวเหรียญนั้นเป็นวัสดุที่เก่าขึ้นสนิม แน่นอนว่ามันไร้มูลค่าแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาได้พลาดท่าเสียเชิงให้กับเด็กตัวแสบเสียแล้ว

            “เจ็บใจนัก!!!

 

            “ฮัดชิ้ว!” เด็กหนุ่มจามออกมาหลังจากเดินผ่านซุ้มประตูเมืองออกมาได้ไม่นาน “ใครนินทาเราอยู่เนี่ย”

            คาร์นี่ย์พึมพำก่อนจะยิ้มกริ่ม ไม้จิ้มฟันโง่ๆนี่ไม่มีทางที่จะเอามาใช้หลอกเขาได้อย่างแน่นอน หน้าที่ของไม้จิ้มฟันคือเขี่ยเศษอาหารออกจากซอกฟันไม่ใช่มาเสริมโชคบ้าบออะไรอย่างที่ถูกกล่าวอ้างอย่างแน่นอน

            แล้วยิ่งคิดถึงภาพที่มีทั้งคนเอาเจ้าสิ่งนี้มาใส่ที่สร้อยคอหรือต่างหูแล้ว เขาก็หลุดขำออกมาเสียงดังลั่น มันคงเป็นภาพที่หาดูจากที่ไหนไม่ได้แล้วจริงๆ ดวงตาสีแดงจ้องมองของฟรีที่พึ่งได้มาอย่างพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง

            ‘เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็แล้วกันนะ’

            คิดจบก็เก็บมันใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของตัวเองแล้วเริ่มออกเดินทางต่อ สภาพโดยรอบตอนนี้นั้นเป็นป่าโล่งที่ดูไม่มีพิษสงอะไร แถมสัตว์ป่าก็มีอยู่ชุกชุมเป็นสัญญาณบอกว่าไม่น่ามีสิ่งมีชีวิตที่อันตรายอาศัยอยู่อย่างแน่นอน

            คาร์นี่ย์เดินดูนู่นดูนี่ตามทางไปเพลินๆ เผลอแป๊บเดียวก็เริ่มค่ำแล้ว ดูเหมือนว่าคืนนี้เขาจะต้องค้างแรมอยู่ในป่านี้ไปก่อน เมื่อตระหนักได้อย่างนั้นแล้วจึงหาที่โล่งๆเพื่อพักผ่อน ซึ่งเป็นเรื่อบังเอิญที่เขาดันได้ที่ใกล้ๆกับแม่น้ำพอดี เด็กหนุ่มวางสัมภาระลงใต้ต้นไม้ก่อนจะออกไปรวบรวมกิ่งไม้เล็กๆจากที่ใกล้ๆมาเพื่อก่อกองไฟให้ความอบอุ่น

            หลังจากเตรียมกองไฟเสร็จแล้วเขาก็หยิบดาบมุรามาสะออกมาขัดถูให้สะอาด แสงจันทร์ที่ลอดเข้าผ่านแมกไม้กระทบเขากับใบมีดทำให้มันส่องแสงแวววับสวยงามน่ามอง คาร์นี่ย์ยิ้มแล้วแล้วเอามีดไปสะกิดที่คมเล็กน้อยก่อนเช็ดเลือดของเขาออกแล้วใส่ดาบกลับเข้าไปในฝัก เหตุที่ต้องใช้นิ้วสะกิดดาบให้มีเลือดออกนั้นเป็นเพราะว่ามุรามาสะจะไม่ยอมกลับคืนฝักหากว่าไม่ได้ลิ้มรสชาติของเลือดนั่นเอง นี่คือสิ่งที่พ่อของเขาได้บอกไว้ก่อนที่จะออกเดินทาง นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่อยากจะใช้มันในการต่อสู้ยกเว้นว่ามันจำเป็นจริงๆ

            แซ่กๆ

            เสียงบางอย่างดังมาจากพุ่มไม้อีกด้าน ดวงตาสีกุหลาบตวัดไปมองด้วยสัญชาตญาณระวังภัยส่วนตัว มีดสั้นถูกดึงออกมาถือไว้ในมือด้วยท่าทางระแวดระวัง มีดถูกใช้เขี่ยแหวกพุ่มไม้ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก็พบว่าเป็นกระต่ายคู่หนึ่งกำลังเล่นไล่ฟัดกันอยู่ เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วกลับไปนั่งที่เดิม

            แกร๊ง

            “เห้ย เสียงแบบนี้มันไม่ปกติแล้ว” เด็กหนุ่มอุทาน

            เสียงที่ได้ยินต้องเป็นโลหะไม่ผิดอย่างแน่นอน มันดังห่างจากจุดที่เขาพึ่งไปเช็คมาเมื่อสักครู่ไม่ไกลนัก ดาบมุรามาสะถูกหยิบออกมาเตรียมพร้อม แต่เขาจะยังไม่ดึงมันออกจากฝักจนกว่าจะแน่ใจว่าเจ้าสิ่งที่เขากำลังจะเจอนั้นมีความมุ่งร้ายต่อเขา

            “เห้ย นี่มันอะไรกันเนี่ย”

            คาร์นี่ย์ร้องจ๊ากเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตนเอง มันคือสิ่งมีชีวิตที่หัวมีแต่กระดูกและอยู่ในชุดเกราะสีดำทมิฬ เกราะส่วนอกนั้นแตกออก ตอนนี้เขาสามารถเห็นอวัยวะภายในได้อย่างชัดเจน คาร์นี่ย์ถึงกับเบือนหน้าไปอีกทาง

            “เลือดออกเยอะมาก ต้องเย็บแผลด่วนเลย อย่าพึ่งขยับนะ ทำใจดีๆเอาไว้” คาร์นี่ย์ร้องแล้วไปค้นกระเป๋า เขามีด้ายเย็บแผลแต่เข็มกลับหายไป “ทำไงดีเนี่ย”

            เด็กหนุ่มพึมพำแล้วมองหา แล้วจู่ๆก็นึกถึงสิ่งที่พึ่งไปซื้อมาจากในเมือง มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วจัดการพันด้ายที่ปลายของไม้จิ้มฟันจนมั่นใจว่าด้ายไม่หลุดแน่นอนแล้วจึงวิ่งกลับไปใกล้ๆร่างนั้น

            ‘เจ้านี่ไม่เห็นจะเหมือนมนุษย์สักนิด แถมจู่ๆก็โผล่มาแบบนี้ เราจะไว้ใจมันได้จริงๆน่ะเหรอ’ คาร์นี่ย์คิดในใจ แต่ดูจากสภาพที่หัวใจโผล่มาเต้นให้เห็นต่อหน้าเขาแล้วมันก็อดที่จะสงสารไม่ได้ ‘เย็บแผลไปก่อน เจ็บขนาดนี้ไม่มีปัญญาทำไรเราหรอก’

            คิดแล้วก็ดึงผิวหนังแห้งๆสีซีดๆนั้นก่อนจัดแจงใช้ไม้จิ้มฟันทิ่มลงไป เสียงร้องโอดครวญหลุดจากปากที่มีแต่กระดูก แต่เย็บไปไม่ทันถึงครึ่งทางก็ฉุกคิดขึ้นมาได้เมื่อมองหัวที่เป็นกะโหลกไร้เนื้อหนัง

            ‘เจ้านี่ไม่น่าจะใช่มนุษย์ มันต้องหลอกเพื่อฆ่าเราแน่ๆ’ คิดจบก็รีบดึงด้ายออกอย่างรวดเร็วก่อนจะลังเลอีกครั้งหนึ่ง แต่เพราะความที่เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจเย็บแผลอีกครั้ง ‘ไม่เป็นไรหรอก ช่วยไว้ก่อนละกัน’

            “อั่ก… โอ๊ย… อ๊อค…” เสียงร้องดังเป็นชุด

            จากนั้นเขาก็เกิดความลังเลอยู่แบบเดิมราวสิบกว่ารอบ จนกระทั่งมือของสิ่งมีชีวิตตรงหน้าคว้าแขนของเขาไว้

            “จะทำอะไรก็ทำสักอย่างสิโว้ย” ร่างนั้นโวยวายแต่น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา “อ่อค… จะตายเพราะแกนี่แหละไอเด็กโง่”

            “ปล่อยก่อนเดะ อยู่แบบนี้ใครจะเย็บแผลให้ได้เล่า”

            “เจ้าเย็บคราวนี้ห้ามเอาออกอีกเข้าใจไหม!”

            ร่างนั้นขู่แล้วเขย่ามือของคาร์นี่ย์ แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์หลุดออกจากมือของเด็กหนุ่ม ร่างที่นอนหายใจรวยรินมองเห็นไม้จิ้มฟันนั้นตกลงมาเป็นภาพสโลว์โมชั่น ส่วนปลายค่อยๆตกสู่อวัยวะภายในอย่างช้าๆ

            ฉึกกกก

            อ๊ากกกกก!!!

            พรวดดดด!!!

            เลือดพุ่งปรี๊ดออกจากหัวใจราวกับน้ำพุ เสียงกรี๊ดหลุดออกจากปากผู้ถูกกระทำหลังจากไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์เสียบคาหัวใจ คาร์นี่ย์มีสีหน้าแตกตื่น มือไม้ควานไปทั่วราวกับพยายามทำอะไรซักอย่าง

            “เอามันออกสิเจ้าเด็กงั่ง”

            สิ้นคำบอกเด็กหนุ่มรีบกระชากมันออก คราวนี้เลือดพุ่งปรี๊ดหนักกว่าเก่า เสียงกรี๊ดดังลั่นป่ายิ่งกว่าในตอนแรกอีกหลายเท่า คาร์นี่ย์สะดุ้งเฮือกแล้วเอาไม้จิ้มฟันกลับไปอุดไว้ที่รูเดิม แต่คราวนี้พลาดทิ่มแรงไปหน่อย ไม้จิ้มฟันเหล็กศักดิ์สิทธิ์จึงทะลุหายเข้าไปในหัวใจ

            “เอื๊ออออ มันเข้าไปในหัวใจข้า อ๊ากกกก นี่เจ้าคิดจะฆ่าข้าตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม”

            “ฆ่าบ้าอะไรกันเล่า ทั้งหมดนี่มันก็เพราะคุณน่ะแหละที่ทำให้ผมตกใจจนสติแตกแบบนี้เนี่ย” เด็กหนุ่มโวยวายบ้าง ตอนนี้เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยเลือดเปรอะเปื้อน สุดท้ายดวงตาสีกุหลาบก็เหลือบไปเห็นมุรามาสะที่เขาตั้งไว้ก่อนหน้านี้ “งั้นผมจะช่วยให้คุณไม่ต้องทรมานเอง ขอโทษด้วยนะ”

            มุรามาสะถูกดึงออกจากฝัก นี่คือการตัดสินใจฆ่าครั้งแรกของเขา ดาบถูกเงื้อสูงขึ้นเหนือหัว แต่พอกำลังจะฟันลงไป ร่างตรงหน้าก็แน่นิ่งไป เลือดที่เคยพุ่งออกมาราวกับน้ำพุตอนนี้ไหลออกมาราวกับฉี่ของหมา

            เขาเอาดาบไปป้ายเลือดก่อนเช็ดคราบเลือดนั้นออกไปพร้อมเก็บดาบกลับเข้าฝัก ร่างสูงเดินเข้าไปจับขาหวังจะลากไปทำพิธีฝังให้ถูกต้องตามประเพณี ทว่าร่างนั้นกลับสลายกลายเป็นละอองแสงสีเหลืองทอง ใกล้ๆนั้นมีดาบที่อยู่ในต้นไม้ หมายถึง มันเสียบอยู่ที่พื้นแต่อาจจะเสียบมานานมากจนกระทั่งต้นไม้งอกขึ้นมาแล้วดาบก็ถูกลำต้นของมันหุ้มเอาไว้นั่นเอง

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน”

            เขาพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปทางดาบ เท้าสะกิดเข้ากับบางอย่างที่พื้นทำให้เขาต้องก้อมลงมอง มันคือไม้จิ้มฟันปลิดชีพ เอ้ย ไม้จิ้มฟันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง คาร์นี่ย์เอื้อมมือไปเก็บมันมาใส่กระเป๋าเสื้อเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปใกล้ๆต้นไม้เพื่อดูดาบ

            มันเป็นดาบสองคมยาวและมีขนาดใหญ่อยู่พอตัว โกร่งดาบนั้นมีลักษณะคล้ายกับหัวของอสุรกายที่มีเขาโง้งขึ้นซึ่งดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงแว๊บหนึ่งแล้วดับวูบไป คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นสูง ตรงใบมีดของดาบแกะสลักตัวอักษรเล็กๆเอาไว้ว่า The power of war (อำนาจแห่งสงคราม)

            “แน่ล่ะ ในสงคราม อาวุธที่กวัดแกว่งคืออำนาจ” เขาพูดแล้วเอื้อมมือไปที่ด้ามดาบ

            ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับดาบ สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ราวกับว่าเขาถูกดึงตัวด้วยเวทเคลื่อนย้ายขั้นสูง ไม่ใช่สิ… ดูจากสภาพแล้วเหมือนเขาถูกกระชากมาอีกมิตินึงเลยต่างหาก

            เสียงฝีเท้าของอาชาดังมาจากทางด้านหลัง ดวงตาสีกุหลาบแดงตวัดไปมองโดยอัตโนมัติ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือก




NEKOPOST.NET