Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 29 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.29 - บุกปราสาทแวมไพร์ [สังหาร]


ดาบที่29 : บุกปราสาทแวมไพร์ [สังหาร]

                    

 

            รังสีดาบพรุ่งตัดเข้ากลางลำตัวของฟรันซิลีจนขาดสองท่อนก่อนจะพุ่งแหวกกลุ่มเมฆให้เปิดออกกว้าง แสงสว่างจึงสามารถสาดส่องกลับมาที่ผืนโลกได้อีกครั้ง แต่ชั่วพริบตาต่อมาเคาท์แวมไพร์ได้สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำแล้วไปปรากฎตัวอีกทีบนพื้นด้วยอาการเหนื่อยหอบ สายตาอาฆาตถูกส่งมาให้เด็กหนุ่มเจ้าของผลงานที่ยืนแสยะยิ้มด้วยความสะใจอยู่

 

            “ตายยากชิบ” วอร์สบถอย่างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรนัก

 

            “แต่ดิฉันรู้สึกแปลกๆนะคะ เหมือนจะจับเค้าลางอะไรบางอย่างได้” มุรามาสะว่าแล้วเงียบไป “เมื่อกี๊เหมือนจะมีอะไรแปลกๆแต่ดิฉันเองก็นึกไม่ออกว่าเกี่ยวกับอะไรค่ะ”

 

            “งั้นเหรอ สิ่งที่สะกิดใจเธอน่ะคงจะสามารถใชจัดการกับเจ้านั่นได้แน่ๆใช่ไหม?”

 

            “ค่ะ ดิฉันค่อนข้างมั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้น”

 

            “โอเค พยายามนึกให้ออก ฉันจะต้อนมันเรื่อยๆ ถ้าสังเกตเห็นอะไรแปลกๆก็บอกฉันได้เลย”

 

            ว่าจบคาร์นี่ย์ก็กระโดดลงไปเบื้องล่าง เขาใช้แรงส่งจากทักษะเหยียบวายุเพื่อเพิ่มความเร็วและความรุนแรงในการพุ่งไปหาร่างของเคาท์แวมไพร์ วอร์คลายแทงตรงไปข้างหน้าตรงที่ร่างของอีกฝ่ายนั่งชันเข่าหอบหายใจอยู่

 

            ตูม!!!

 

            หิมะบนพื้นกระจายออกเป็นวงกว้างเมื่อฟรันซิลีใช้สองมือขึ้นมาประกบรับวอร์ครายเอาไว้ พื้นดินรอบๆตัวของมันระเบิดออกกลายเป็นหลุมกว้างเพราะพลังโจมตีที่หนักหน่วงของคาร์นี่ย์

 

            คาร์นี่ย์สะบัดวอร์ครายออกจากมือของฟรันซิลีแล้วหมุนตัวตวัดดาบใส่เข้าที่ข้างตัวอย่างรวดเร็ว ของเหลวสีแดงหมุนวนตรงจุดที่คาร์นี่ย์ตั้งใจจะฟัน มันดีดดาบเขาออกอย่างรุนแรงทำให้ร่างของเขาเสียหลักกระเด็นกลิ้งไปตามแรงดีด ดาบสี่เล่มถูกเด็กหนุ่มบงการให้เข้าโจมตีก่อกวนจากทุกทิศทางอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้มีโอกาสได้ตั้งหลัก

 

            แวมไพร์หน้าหนวดขมวดคิ้วแน่นแล้วพยายามปัดป้องดาบอย่างสุดความสามารถ เขาเงื้อวอร์คลายไปด้านหลังสุดล้าแล้วปาให้มันพุ่งใส่ร่างของแวมไพร์ก่อนจะดึงมุรามาสะออกมาแล้ววิ่งตามวอร์ครายไปติดๆ

 

            เพี๊ยะ!

 

            วอร์ครายถูกอีกฝ่ายใช้เท้าดีดกระเด็นขึ้นฟ้า ทว่านั่นเป็นความผิดพลาดของฟรันซีลีที่ทำให้คาร์นี่ย์มีโอกาสใช้มุรามาสะตัดขาจนขาดสะบั้น เขากระโดดขึ้นไปคว้าวอร์ครายที่โดนดีดขึ้นไปบนฟ้าแล้วใช้ดาบทั้งสองเล่มในมือฟันใส่พร้อมๆกัน

 

            “ทวินซอร์ดไดแซคชั่น! [Twin Sword Dissection]

 

            คลื่นดาบพุ่งออกไปเป็นรูปกากบาท คราวนี้ฟรันซิลีไม่ประมาทแล้วใช้โลหิตที่หมุนเป็นเกลียวขึ้นมาต้านรังสีดาบที่พุ่งใส่ตัว คาร์นี่ย์ยิ้มกริ่มก่อนจะปรากฏตัวที่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้วใช้ดาบในมือทั้งสองเล่มตวัดฟันไม่เลี้ยงจนร่างนั้นทรุดตัวลงกับพื้น ดาบสี่ธาตุพุ่งตรงเข้าใส่ฟรันซิลีในทันที

 

            ฝุ่บ

 

            ร่างของแวมไพร์มาดดุสลายกลายเป็นกลุ่มควันอีกครั้งก่อนจะไปปรากฏตัวที่ข้างๆไรดีนแล้วพุ่งจู่โจมอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว โพลิน่าเข้าไปใช้ดาบขวางเอาไว้ก่อนที่ไอน์ซาโม้จะใช้หมัดเสยเข้าเต็มๆที่ปลายคางจนร่างนั้นปลิวกระเด็นออกไป คาร์นี่ย์เดาะลิ้นคล้ายจะขัดใจเมื่อเห็นว่าการโจมตีของเขาไม่สามารถทำอะไรได้มากเกินไปกว่าการทำให้เสื้อของอีกฝ่ายขาด พอมีโอกาสที่จำกำจัดอีกฝ่ายได้เมื่อไร ฟรันซิลีก็มักจะสลายกลายเป็นควันแล้วไปโผล่ที่อื่นในสภาพปกติทุกครั้ง แถมเวทมนต์โลหิตที่อีกฝ่ายใช้ก็แข็งแกร่งไม่ใช่เล่น หากโดนเข้าไปจังๆมีหวังต้องเจ็บหนักจนต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็นเดือนๆแน่

 

            “มันจะมากเกินไปแล้วพวกหนูสกปรก” ฟรันซิลีคำรามด้วยแววตาที่ฉายแววดุร้ายกว่าเดิม เล็บคมๆตวัดไปที่ข้อมือส่งให้เลือดไหลทะลักออกมา แต่ทว่าเลือดนั้นกลับลอยอยู่กลางอากาศไม่ได้หยดลงพื้น มันค่อยๆก่อนตัวเป็นรูปเป็นร่าง “ตาย!”

 

            “หมอบ!” โพลิน่าร้องลั่น

 

            พริบตานั้นเองที่พวกเขารีบก้มตัวลงไปนอนราบกับพื้น ต้นไม้รอบๆรัศมีหลายร้อยเมตรถูกหักโค่นด้วยกระบองที่ห้อยลูกตุ้มเหล็กแหลมในมือของฟรันซิลี คาร์นี่ย์ยันตัวขึ้นยืนแล้ววิ่งเข้าใส่ โพลิน่าไวกว่าเขาและถึงตัวฟรินซิลีก่อน

 

            ฉัวะๆๆๆๆ!

 

            อัศวินสาวออกดาบได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง ร่างของฟรันซิลีเต็มไปด้วยบาดแผลทว่าใบหน้ากับดูนิ่งเฉยคล้ายกับไม่ใส่ใจ กระบองลูกตุ้มในมือขยับเหวี่ยงใส่ โพลิน่ารีบยกดาบบัง โซ่ที่ห้อยอยู่นั้นเข้าพันดาบของเธอ เธอจึงเกร็งแขนแล้วออกแรงเหวี่ยงดาบยกร่างของเคาท์แวมไพร์ให้ลอยไปในอากาศแล้วฟาดลงกับพื้นดังพลั่ก

 

            “ตอนนี้แหละ”

 

            สิ้นเสียงร้องบอกของโพลิน่า ไอน์ซาโม่ก็ถีบร่างขึ้นสูงหอกวัสสานฤดูถูกสั่งให้พุ่งใส่เคาท์แวมไพร์ มันกำลังพุ่งด้วยความเร็วและตรงไปที่หัวใจ

 

            ฝุ่บ!

 

            “หายไปอีกแล้ว!” ไรดีนว่าแล้วทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะหันไปร้องบอกโพลิน่า “ทางซ้ายโพลิน่า”

 

            “ฮึบ!”

 

            โพลิน่าร้องแล้วใช้ด้านแบนของใบดาบหวดหอกวัสสานฤดูให้พุ่งเปลี่ยนทิศไปทางร่างของฟรันซิลีที่พึ่งจะปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง ไอน์ซาโม่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความช็อคเพราะอัศวินสาวเล่นหวดพลังมหาเวทของเธอราวกับกำลังเล่นเบสบอลยังไงยังงั้น

 

            บึ้ม!

 

            ระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทมาพร้อมกับแรงอัดที่พุ่งเขาใส่จนคาร์นี่ย์แทบจะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่ สิ้นกลุ่มควันที่ฟุ้งกระจายเพราะแรงระเบิด ร่างของฟรันซิลีที่มีรูเบ้อเริ่มตรงท้องนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นเดินเซไปเซมา คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างนึกประหลาดใจที่ฟรันซิลีไม่หายตัวไปเหมือนครั้งก่อนๆ พอคิดวิเคราะห์ได้ชั่วครู่ก็เริ่มจับเค้าลางบางอย่างได้

 

            “มันหายตัวติดต่อกันไม่ได้” คาร์นี่ย์พึมพำแล้ววิ่งแล้วปาวอร์ครายใส่เป็นการหยั่งเชิง

 

            ฉึก!

 

            วอร์ครายปักเข้าที่กลางอกเต็มๆนั่นทำให้เขายิ้มกริ่มออกมาพร้อมกับลากมุรามาสะเข้าไปหวังแทงใส่ตรงกลางหัวใจให้ศัตรูสิ้นชีพ

 

            ฝุ่บ

 

            ร่างนั้นสลายกลายเป็นควันสีดำอีกครั้ง คาร์นี่ย์ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวข้างหลังจึงรีบเตะกลับหลัง มือของฟรันซิลีคว้าเท้าของเขาเอาไว้ได้ก่อนบีบแน่นจนเขาเริ่มเจ็บ ไรดีนแทรกตัวเข้ามาแล้วถีบฟรันซิลีออกไปทำให้คาร์นี่ย์หลุดรอดจากมือที่พันธนาการขาของเขาเอาไว้ได้อย่างปลอดภัย

 

            “ขอบใจคู่หู” คาร์นี่ย์หันไปพูดแล้วชูมือเรียกวอร์ครายให้ลอยหวือกลับเข้ามาในมืออีกครั้ง “หมอนั่นหายตัวติดต่อกันไม่ได้ ที่ฉันกะเอาไว้คร่าวๆก็ราวๆห้าวินาทีล่ะมั้ง”

 

            “ถึงจะรู้อย่างงั้นแต่อีกฝ่ายฝีมือไม่ธรรมดา จะสังหารให้ได้ภายในห้าวินาทีนี่ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆเลยนะ” ไรดีนพูดทั้งๆที่มองเคาท์แวมไพร์อยู่อย่างไม่วางตา

 

            คาร์นี่ย์กรอกตาไปมาอย่าครุ่นคิด ก่อนสายตาจะเบือนไปเห็นช่องเมฆที่ถูกเปิดออกกว้างเพราะเขา เด็กหนุ่มมองฟรันซิลีที่ยืนอยู่ตรงหน้าและไม่ยอมบุกมาเสียทีกับแสงสว่างที่สาดส่องลงมาบนพื้นซึ่งอยู่ระหว่างเขากับศัตรู

 

            “เข้ามาอีกสิ จะให้ข้านอนรอรึยังไง?” เคาท์แวมไพร์ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวยังทำท่าหาวด้วยสีหน้าเบื่อนาย “ข้าเริ่มเบื่อแล้วนะ”

 

            “หืมมมม…”

 

            คาร์นี่ย์ร้องออกมาเหมือนจะจับเค้าลางอะไรบางอย่างได้ พอดีกับที่โพลิน่าเดินมายืนข้างเขา เขาจึงลอบกระซิบสิ่งที่เขาคิดอยู่ให้เธอฟัง แฟนสาวพยักหน้างึกก่อนจะยิ้มออกมา

 

            “ฉันจะลองดูนะ” โพลิน่ากล่าวจบก็เคลื่อนกายเข้าหาศัตรูอีกครั้ง

 

            คาร์นี่ย์หันไปมองไอน์ซาโม่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง เธอดูเหนื่อยๆนิดๆจนเขารู้สึกลังเลว่าจะขอให้เธอช่วยดีรึเปล่า

 

            “มองแบบนี้ มีอะไรอยากให้ฉันช่วยไหมคะคาร์น” ไอน์ซาโม่ถามแล้วยิ้มให้อย่างน่ารัก

 

            “ดูเธอเหนื่อยๆ ฉันไม่อยากให้เธอฝืน” คาร์นี่ย์ว่าก่อนจะหันไปทางไรดีนและตั้งท่าจะพูด แต่ก็ถูกไอน์ซาโม่จับข้อมือเอาไว้แล้วจ้องมองมาด้วยสายตาตัดพ้อ เขาถอนหายใจก่อนยิ้มอย่างยอมแพ้ “ก็ได้ๆ ฉันอยากให้เธอเตรียมใช้เวทอะไรก็ได้ตรึงร่างของเจ้าแวมไพร์นั่นไว้ซักหน่อย”

 

            “ได้สิ มีแค่นี้เหรอ”

 

            “เตรียมเวทไฟหนักๆไว้ด้วยนะ”

 

            “อื้ม ได้เลยจ้า” ไอน์ซาโม่รับคำแล้วเริ่มพึมพำร่ายเวท

 

            โพลิน่ากำลังเข้าไปดวลกับฟรินซิลีอยู่ คาร์นี่ย์จ้องไปทางนั้นอย่างไม่วางตาก่อนพูดกับไรดีน

 

            “ถ้าเป็นไปตามแผน ฉันจะตัดหัวมันถ้ามันไม่ตาย ฉันอยากจะให้นายแทงที่หัวใจของมันต่อ จากนั้นเราต้องรีบหลบออกมาเมื่อให้ไอน์ใช้เวทไฟทำลายมันทิ้ง”

 

            “คงนึกอะไรดีๆออกแล้วสินะ” ไรดีนหัวเราะหึแล้วดึงดาบมาซามาเนะออกจากฝัก “ขอให้เวิร์คทีเถอะ ตอนนี้ฉันอยากกลับไปนั่งกินไอติมที่ So Sweet แล้วล่ะ”

 

            “ฮ่าๆๆๆ พรุ่งนี้มีเมนูพิเศษนี่นา” คาร์นี่ย์หัวเราะขำแล้วตั้งท่าดาบให้พร้อม “กลับบ้านกันเถอะ”

 

            โพลิน่ากลิ้งตัวหลบลูกตุ้มที่ฟาดใส่ก่อนดีดตัวขึ้นแล้วถีบฟรันซิลีจนเซถลา ดวงตาสีทับทินหันมาสบกับคาร์นี่ย์เป็นเชิงให้สัญญาณ เขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วง้างดาบในมือฟันขึนฟ้า

 

            “ซอร์ดไดแซคชั่น [Twin Sword Dissection]

 

            รังสีดาบพุ่งขึ้นไปก่อนแหวกก้อนเมฆออก คาร์นี่ย์ใช้รังสีดาบแหวกเมฆออกอีกหลายครั้งจนท้องฟ้าเริ่มเปิดกว้าง แสงจากดวงอาทิตย์ฉายสว่างอาบพื้นและกระทบเข้าเต็มๆร่างของแวมไพร์มาดดุ

 

            ร่างนั้นดีดตัวขึ้นลอยกลางอากาศก่อนร้องคำรามออกมาเป็นเสียงของสัตว์ร้าย

 

            “ตอนนี้แหละไอน์ ตรึงไว้เลย!”

 

            สิ้นคำก็มีวงแหวนเวทโผล่ขึ้นบนพื้น โซ่ไฟหลายสายพุ่งออกมาเกี่ยวรัดร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วฉุดดึงให้กลับลงมาอยู่บนพื้นในท่านั่งชันเข่า ฟรันซิลีกู่ร้องอย่างบ้าคลั่งและพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกจากโซ่ที่พันธนาการร่างตนเอง

 

            “ใช่อย่างที่ฉันคิดจริงๆด้วย” คาร์นี่ย์พูดจบก็รีบตบไหล่เพื่อน “ตอนนี้แหละไปกันเลย!”

 

            คาร์นี่ย์ใช้ทักษะเหยียบวายุถีบร่างตัวเองพร้อมใช้ดาบทั้งสองเล่มในมือตัดหัวของเคาท์แวมไพร์ ในเสี้ยววินาทีต่อมาไรดีนก็โผล่ร่างแล้วซ้ำด้วยการเสียบเข้าที่กลางหัวใจก่อนเลิกคิ้วขึ้นอย่างงงๆ ร่างไร้หัวนั้นบิดไปบิดมาอย่างทุรนทุรายและหลุดออกจากโซ่พันธนาการได้ในที่สุด มันกำลังควานมือไที่หัวของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง สองคู่หูเห็นท่าไม่ดีจึงออกแรงตรึงร่างนั้นเอาไว้ให้อยู่กับที่

 

            “ทุกคน รีบออกไปจาตรงนี้เร็ว!” คาร์นี่ย์ร้องบอกก่อนกระโจนร่างถอยห่างแล้วเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้มีลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์ลอยนิ่งอยู่ “ไอน์ปิดงานให้ไวเลย!”

 

            สาวมังกรก็ยิ้มกว้างแล้วปาบอลเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์ใส่ มันระเบิดออกทันทีที่กระทบร่างของเคาท์แวมไพร์ เปลวเพลิงที่บ้าคลั่งแผ่กระจายออกมาเปลี่ยนพื้นที่ในรัศมีหลายร้อยเมตรให้กลายเป็นทะเลเพลิง

 

            ทั้งสามคนที่พุ่งตัวหลบออกมาจากรัศมีการทำลายล้างได้อย่างฉิวเฉียดนั้นต่างพากันทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง คาร์นี่ย์กับไรดีนหอบหายใจเล็กน้อย ในขณะที่โพลิน่านั้นกำลังหัวเราะเมื่อได้เห็นสองคู่หูที่นั่งหมดสภาพอยู่ใกล้ๆ

 

            “เกือบไปแล้วนะเนี่ย” โพลิน่าหันไปยิ้มให้แฟนหนุ่มขณะพูด “เป็นอย่างที่คาร์นคิดจริงๆด้วยล่ะ”

 

            “ฉันยังไม่เข้าใจ ทำไมมันไม่หายตัวหนีไปเหมือนครั้งก่อนๆ” ไรดีนหันมามองคาร์นี่ย์ที่อ้าปากกว้างแล้วสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ

 

            “แสงสว่างไงล่ะ” คาร์นี่ย์ตอบสั้นๆ แต่พอเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของเพื่อนจึงอธิบายต่อ “ตอนที่เจ้าแวมไพร์นั่นท้าให้เราเข้าไปอัดมันน่ะจำได้ไหม?”

 

            “อืม จำได้ แล้วมันเกี่ยวกันยังไงล่ะ?”

 

            “ตอนนั้นระหว่างเรากับมันมีแสงสว่างจากช่องเมฆด้านบนที่ส่องลงมากั้นเอาไว้อยู่” คาร์นี่ย์ยิ้มก่อนหายใจเข้านิดหนึ่ง “มันไม่ยอมบุกเข้ามาหาพวกเราเหมือนทุกๆที แต่กลับท้าให้พวกเราเข้าไปฉันก็เลยรู้สึกแปลกๆ จนกระทั่งนึกเรื่องที่ไอน์บอกขึ้นมาได้น่ะสิ”

 

            “แวมไพร์จะแข็งแกร่งในช่วงกลางคืน” โพลิน่าช่วยเสริมต่อ “บรรยากาศรอบๆนั้นถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาจนไม่มีแสงสว่างส่องมาถึง สภาพโดยรอบจึงไม่ต่างอะไรจากตอนกลางคืน”

 

            “ใช่แล้ว ฉันก็เลยเดาต่อไปว่า ที่เจ้านั่นหลีกเลี่ยงแสงอาจจะเป็นเพราะว่าแสงทำให้มันหายตัวไม่ได้หรือเปล่านะ” คาร์นี่ย์ล้มตัวลงนอนเมื่ออธิบายถึงจุดนี้ “ฉันก็เลยขอให้โพลิน่าต้อนมันไปทางที่แสงอยู่ ซึ่งผลที่ได้ก็คือเจ้านั่นพยายามอย่างมากที่จะไม่วิ่งเข้ามาทางที่มีแสงอยู่ ฉันก็เลยมั่นใจว่าสิ่งที่ฉันคิดต้องถูกแน่ๆก็เลยจัดการแหวกท้องฟ้าออกเพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาได้มากขึ้น สุดท้าย ผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ”

 

            “เป็นวิธีการที่สุดโต่งจริงๆ” ไอน์ซาโม่ที่พึ่งเข้ามาสมทบพูดก่อนหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ

 

            “ใช่ สุดโต่งจริงๆ” ไรดีนว่าแล้วยกกำปั้นไปให้คู่หู “ไม่อยากจะยอมรับเลยแหะ ว่านายนี่มัน…บ้าจนได้ดีจริงๆว่ะ”

 

            “นั่นถือว่าเป็นคำชมได้รึเปล่า?”

 

            คาร์นี่ย์เหลือบสายตาพูดก่อนยกกำปั้นชนกับคู่หูแล้วทุกๆคนก็หัวเราะออกมาพร้อมๆกันด้วยความรู้สึกโล่งอก หลังจากนั่งพักกันไปไม่นาน เสียงเครื่องยนต์ปริศนาก็ดังมาแต่ไกลๆ พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นรถบรรทุกกำลังวิ่งมาและจอดนิ่งอยู่ไม่ห่างจากพวกเขาเท่าไรนัก คนในรถโห่ร้องแล้วโบกมือให้อย่างยินดี ร่างเล็กๆของเด็กสาวในสภาพมอมแมมวิ่งมาก่อนจะโผเข้ากอดคนกวน

 

            แม้จะมีอาการงงๆอยู่บ้างแต่คาร์นี่ย์ก็ยิ้มออกมาก่อนจะลูบหัวของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา คนอื่นต่างมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างประหลาดใจ เพราะคนที่วิ่งเข้ามากอดนั้นคือกลอเรียที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาดูจะไม่ชอบคาร์นี่ย์สักเท่าไรนัก

 

            “กะ… กลับบ้านของเรากันนะ” กลอเรียบอกแล้วกอดแน่นกว่าเดิม

 

            คาร์นี่ย์ทำตัวไม่ค่อยถูกแต่ก็ยิ้มให้กับเธอก่อนเบือนสายตาไปมองคนอื่นๆด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ขณะที่สายตาคู่อื่นๆกำลังจับจ้องมาที่เขาเพื่อรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ คนถูกมองลูบหัวตัวเองอย่างเขินๆ

 

            “ว่าไงล่ะคุณเจ้าของบ้าน บอกพวกนั้นไปสิว่าจะเอายังไงต่อ” ไรดีนบอกพลางตบไหล่อีกฝ่าย

 

            “มันแน่อยู่แล้ว” คาร์นี่ย์สูดลมหายใจแล้วยิ้มกว้างจนตาปิด “กลับบ้านกันเถอะ”

 

 

 

            ปึ้ง!!!

 

            “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เจ้าฟรันซิลีพลาดท่าแล้วอย่างงั้นเรอะ!” เสียงตวาดลั่นอย่างไม่พอใ

จดังขึ้นเมื่อได้ฟังรายงานจากคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างตัว “ใครที่มันสอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของพวกเรา”

 

            “จากข้อมูลที่สายรายงานมา บอกว่าเป็นกลุ่มเจ็ดดาบดาราของทางฝั่งมนุษย์ขอรับท่าน”

 

            หลังฟังคำตอบจบ มือทั้งสองข้างกประสานเข้าหากันด้วยท่าทางครุ่นคิด ดวงตาสีทองสอดส่ายไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนยันตัวขึ้นจากโต๊ะทำงานส่วนตัวแล้วคว้าเสื้อคลุมสีเลือดหมูขึ้นมาสวมเอาไว้

 

            “เรากำลังมีปัญหาเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์” ชายคนนั้นว่าด้วยน้ำเสียงที่สงบลงก่อนหันไปทางคนสนิทที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที “รายงานภาคีให้มาประชุมด่วนในช่วงรุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้”

 

            “ขอรับนายท่าน มีอะไรให้กระผมรับใช้เพิ่มเติมไหมขอรับ?”

 

            “ไปเตรียมรถม้ามาให้ข้าด้วย ข้าจะออกไปทำธุระข้างนอก”

 

            “รับทราบ จะรีบจัดการให้ในทันทีเลยขอรับ”

 

            กล่าวจบร่างของคนสนิทก็โค้งตัวให้แล้วเดินตามหลังเจ้านายออกจากห้อง ชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเลือดหมูยืนสบถอยู่คนเดียวก่อนพึมพำ

 

            “เตียมตัวไว้ให้ดีเถอะ พวกแกจะได้รับรู้ถึงความร้ายกาจของภาคีเราแน่ เจ้าพวกเจ็ดดาบดารา”




NEKOPOST.NET