Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 27 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.27 - บุกปราสาทแวมไพร์ [ปะทะ]


ดาบที่27 : บุกปราสาทแวมไพร์ [ปะทะ]

                

    

            แผนที่ถูกเขียนเสร็จแทบจะพร้อมๆกันกับเวลาที่พวกที่เหลือตามตามพวกเขามาทัน ทั้งกลุ่มจึงรวมตัวกันปรึกษาเรื่องบุกเข้าปราสาทและเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะบุกช่วงเช้า เนื่องจากไอน์ซาโม่บอกว่าในช่วงกลางคืนนั้นประสาทสัมผัสของแวมไพร์จะค่อนข้างดีกว่าปกติรวมไปถึงพลังของมันจะแข็งแกร่งกว่าช่วงเช้าถึงสามเท่า

 

            ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าควรจะหาที่พักไว้พักผ่อนกันก่อนที่จะเริ่มบุกในตอนรุ่งเช้า ไอน์ซาโม่ช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นด้วยการใช้พลังเวทมนต์เจาะรูสร้างโพรงขนาดใหญ่ขึ้น จากนั้นคาร์นี่ย์กับไรดีนก็อาสาออกไปหาฝืนใกล้ๆแถวนี้เพื่อมาเป็นเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่น

 

            “นายคิดว่าไง?” ไรดีนถามขึ้นขณะที่พวกเขาเก็บฟืนกันอยู่

 

            “นายกำลังถามฉันเรื่องอะไรล่ะ” คาร์นี่ย์หันกลับไปมองหน้าเพื่อน “ถ้าเรื่องแวมไพร์ล่ะก็นายก็น่าจะรู้นี่ว่าฉันคิดจะทำอะไร”

 

            “เปล่า ฉันไม่ได้หมายความถึงเรื่องนั้น” ไรดีนยักไหล่สบายๆก่อนโยนกิ่งไม้ใส่กระเป๋าผ้าที่เตรียมมาใส่ฟืน “ฉันหมายถึงคนพวกนี้น่ะ พวกเจ็ดดาบดาราที่เหลือ ไว้ใจได้รึเปล่า?”

 

            “ฉันไว้ใจกลอเรียที่สุดในกลุ่มนั้น ถ้าพอจะเชื่อใจได้หน่อยก็คงจะเป็นไมกัสล่ะนะ” คาร์นี่ย์ตอบก่อนหลุดหัวเราะพรืดเพราะดันนึกถึงตอนประลองกับตาลุงในงานประลองซะได้ “ตาลุงนั่นแค่บ้าการต่อสู้ ดูไม่มีอะไรร้ายกาจหรือปิดบังเลยสักนิด”

 

            “แล้วกลอเรียล่ะ ทำไมนายไว้ใจเด็กคนนี้นัก”

 

            “เธอเจ็บตัวเพราะพยายามช่วยนายไว้ไม่ใช่รึไง” คนกวนหันไปถามก่อนยืนกอดอกมองหน้าคู่หูตัวเอง

 

            ใช่แล้ว กลอเรียได้รับบาดเจ็บเป็นรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่ไหล่หลังจากที่พุ่งเข้าชาร์จรวบไรดีนให้หลบการโจมตีของแวร์วูล์ฟเอาไว้ พอคาร์นี่ย์รู้เรื่องนี้ก็รู้สึกประทับใจในตัวเด็กคนนี้ไม่น้อยที่แม้ว่าปากจะบอกว่าเกลียดผู้ชายแต่ก็ยังมองพวกเขาเป็นพรรคพวกอยู่

 

            “ก็จริง” ไรดีนพึมพำแล้วก้มเก็บฟืนต่อ

 

            “พอแล้วล่ะ ฉันว่าแค่นี้ก็คงพอให้เราอยู่ได้ถึงเช้าแล้วล่ะ กลับกันเถอะ”

 

            เด็กหนุ่มพูดหลังจากที่โยนกิ่งไม้กิ่งสุดท้ายเข้าไปในกระเป๋าผ้า จากนั้นก็เดินต้อยๆกลับไปทางโพรงที่พวกเขาอยู่กัน ดูเหมือนหลายๆคนจะผล็อยหลับกันแล้ว เหลือแค่เพียงโพลิน่ากับไมกัสเท่านั้นที่ยังนั่งกันอยู่สองคน

 

            คาร์นี่ย์วางเชื้อไฟแล้วหยิบมันมาสุมกันก่อนจะใช้เวทมนต์ก่อกองไฟขึ้น แสงสว่างสีส้มๆแผ่ความอบอุ่นทำให้อากาศรอบๆอบอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปทางกลอเรียแล้วสำรวจรอยช้ำที่แขนของเธอ ตอนนี้จากรอยเขียวๆกลับกลายเป็นรอยสีม่วงและดูน่าจะเจ็บมากๆ คาร์นี่ย์ถอนหายใจแล้วเอามือสัมผัสตรงนั้นอย่างแผ่วเบา

 

            “ฮีลลิ่ง [Healing]

 

            ออร่าสีเขียวแผ่ออกจากมือเขา ในพริบตาเดียวรอยแผลฟกช้ำนั้นก็หายไป โชคดีที่เขาเรียนการใช้เวทรักษาแผลหรือรอยฟกช้ำเล็กๆน้อยๆมาจากมุรามาสะ ทำให้เขาสามารถช่วยกลอเรียได้ ดวงตาสีดอกกุหลาบเหลือบไปมองด้านหลังว่ามีใครเห็นการกระทำของเขาหรือไม่ เพราะถ้าคนอื่นรู้กลอเรียก็จะรู้ว่าใครที่เป็นคนรักษาเธอ เขาไม่อยากทำให้กลอเรียรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณเขาอยู่

 

            พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจทางเขาเลยก็ตั้งท่าลุกขึ้นยืน แต่ก็ถูกมือเล็กๆนั้นกระตุกแขนเสื้อเอาไว้ กลอเรียตื่นขึ้นมาแล้วกล่าวขอบคุณเขาก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้งอย่างอ่อนเพลีย ดูเหมือนว่าเขาจะพลาดทำให้เธอรู้ตัวจนได้ เขาลูบหัวคนเด็กกว่าทีนึงก่อนจะลุกขึ้นไปทิ้งตัวลงนั่งข้างโพลิน่า ขณะที่ฝั่งตรงข้ามเขามีไมกัสกับไรดีนกำลังนั่งคุยกันโดยมีแคนีสนั่งครางอยู่ข้างๆด้วยท่าทางมีความสุข

 

            “ใจดีจังนะ” โพลิน่าพูดแล้วยักคิ้วให้

 

            “นี่เธอเห็นเหรอเนี่ย” คาร์นี่ย์แลบลิ้นลูบหัวแบบเขินๆ “คิดว่าจะไม่มีใครเห็นแล้วซะอีก”

 

            “ฉันจับตามองเธออยู่ตลอดเวลานั่นแหละน่า” โพลิน่าพูดยิ้มๆก่อนขีดเขียนบางอย่างลงในสมุดของเธอ

 

            “นิยายหรอ” คาร์นี่ย์พูดแล้วชะโงกหน้าไปมองที่สมุดในมือของอีกฝ่าย “เป็นงานอดิเรกที่ดีจังเลยนะ”

 

            “เรื่องใหม่น่ะ ฉันเขียนโดยใช้เรื่องจริงที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน” อัศวินสาวขยับหน้าเข้าไปหอมแก้มแฟนหนุ่มก่อนพิงหัวซบกับไหล่เขาแล้วเขียนต่อ “ฉันจะต้องเขียนให้มันออกมาดีที่สุด”

 

            “อื้อ ถ้าเป็นเธอมันต้องออกมาดีที่สุดแน่ๆ” คาร์นี่ย์ว่าจบแล้วก็ถือวิสาสะเอามือปิดสมุดในมือของโพลิน่าแล้วส่งยิ้มให้กับหญิงสาวที่กำลังทำหน้ามุ่ยใส่เขาอยู่ “พักก่อนเถอะนะ เดี๋ยวฉันนั่งเฝ้าทุกๆคนแทนเอง”

 

            “แต่ว่า…”

 

            “ไม่มีแต่ นี่คือคำขาดจากฉัน” คาร์นี่ย์ยักคิ้วให้อย่างท้าทาย จนอีกฝ่ายลอบถอนหายใจ เขาฉีกยิ้มออกมาทันทีที่ได้เห็นท่าทางแบบนั้นของแฟนสาว “ถอนหายใจแบบนั้นหมายความว่าไงจ๊ะสุดสวย”

 

            “นอนค่า นอนแล้วค่ะป๊ะป๋า”

 

            “ดีมากลูกรัก ฮี่ๆๆๆ”

 

            คาร์นี่ย์เอามือตบไปที่อีกฝ่ายเบาๆก่อนจะหัวเราะก๊ากเมื่อโพลิน่าเอาหน้ามาซุกแล้วใช้จมูกดุนๆที่ท้องของเขาด้วยท่าทางมันเขี้ยวเต็มที่ ไรดีนกับไมกัสลอบมองก่อนจะส่ายหน้าช้าๆแล้วหันไปคุยต่อแบบไม่สนใจเพราะไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอชาวบ้าน

 

            แต่แล้วจู่ๆอลิซก็เดินมาแล้วนั่งลงข้างไรดีน คาร์นี่ย์กับโพลิน่าแอบมองก่อนลอบยิ้มออกมา แต่แล้วก็ต้องรู้สึกผิดคาดเมื่ออลิซทำแค่เพียงขอยืมตัวแคนีสไปนอนกอดให้อุ่นเท่านั้น ซึ่งทางนั้นเองก็ไม่ได้หวงอะไร อลิซดูจะดีใจไม่น้อย เธอลากเจ้าหมาป่าไปก่อนจะโผร่างเข้าปล้ำมันอย่างเมามันราวกับเก็บกดมานาน

 

            จึ้กๆ

 

            ดวงตาสีแดงของคาร์นี่ย์ขยับมองเมื่อมีนิ้วเล็กๆมาจิ้มที่ขาของเขา โพลิน่าป้องปากยิ้มอย่างน่ารักเพราะภาพที่เห็นคือกลอเรียที่ไม่มีแววตาแข็งกร้าวแล้วนั้นคลานเข้ามาสะกิดขาแฟนหนุ่มของเธอ

 

            “ขอตักหน่อยนะ ตรงนู้นมันแข็งอะ”

 

            “เอ้อ…”

 

            “จ้ะ เอาเลย คาร์นไม่ว่าอะไรหรอก เนอะ”

 

            “โอ้ยๆๆ… ใช่ๆไม่ว่าอาร๊ายยย”

 

            คาร์นี่ย์ร้องเสียยกใหญ่เพราะโพลิน่าลอบหยิกเอวเขาแล้วบิดจนเจ็บ เด็กหนุ่มหันไปมองหญิงสาวด้วยสายตาดุๆ แต่ปฏิกิริยาของโพลิน่านั้นคือทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้แล้วแกล้งนอนพิงทับมาบนร่างเขา ตอนนี้พูดได้คำเดียวว่าเขาเกร็งจนตัวแข็งเป๊กเหมือนกับรูปปั้นเลยเชียวล่ะ

 

            “นั่นน่ะเหรอผู้คุมกฎของทางฝั่งข้าน่ะ” ไมกัสพูดแล้วมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่เชื่อใจสักเท่าไรนัก “ทำไมถึงได้แตกต่างกับผู้คุมกฎทางฝั่งอมนุษย์จังนะ”

 

            “หมายถึงเรื่องที่ไม่มีสาวๆข้างตัวน่ะเหรอ?”

 

            “ฮ่าๆๆๆๆ ใช่ซะทีไหนเล่า หลงประเด็นแล้ว ข้าหมายถึงการวางตัวและบุคลิกต่างหาก” ไมกัสส่ายหน้าขำ “แต่ก็จริงเหมือนกันแหะ เจ้าไม่เคยสนใจหรือชอบผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษบ้างรึไง?”

 

            ไรดีนส่ายหน้านิ่ง ดวงตาสีทองจับจ้องไปที่กองไฟอย่างเหม่อลอย

 

            “ฉันไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่ผู้หญิงใฝ่ฝันหรือชอบหรอกนะลุง”

 

            “ใครว่าล่ะ เจ้าน่ะดูดีแล้วก็ลึกลับน่าค้นหาสุดๆไปเลยล่ะ” ไมกัสตบไหล่อีกฝ่ายอย่างสนิทสนม “แต่เจ้าน่ะสร้างกำแพงไว้สูงจนไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามา หัดยิ้มหัดทำตัวให้สมกับเป็นวัยรุ่นเหมือนเจ้าหนูคาร์นี่ย์บ้างก็ดีนะ”

 

            “วัยรุ่นงั้นเหรอ?” ไรดีนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ “ช่างมันเถอะ ลุงรีบนอนดีกว่าพรุ่งนี้ต้องใช้แรงเยอะนะ”

 

            “เหอะ แล้วนั่งเฝ้ากับเจ้าหนูคาร์นี่ย์สองคนแบบนี้ไม่กลัวว่าจะไม่มีแรงบ้างรึไง?”

 

            “หึ ไม่ตองห่วงหรอกน่าตาลุง” ไรดีนขยับยิ้มมั่นใจที่มุมปากเล็กน้อย “ฉันกับคาร์นี่ย์น่ะไม่ธรรมดาหรอกนะจะบอกให้”

 

            “พูดซะยังกะเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาวยังไงยังงั้น” ไมกัสพูดแล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้คู่สนทนา “แต่นิสัยก็เหมาะแล้วนะที่จะเป็นเอเลี่ยนน่ะ… ทั้งคู่เลย”

 

            ไรดีนไม่ตอบคำแล้วนั่งนิ่ง มือข้างนึงเอื้อมไปหวังลูบเจ้าแคนีสที่นอนอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกแปลกๆ พอหันไปมองก็พึ่งจะได้รู้สึกตัวว่ากำลังลูบหัวของอลิซอยู่ ใบหน้าคนเย็นชามีอาการขึ้นสีนิดๆก่อนจะแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดวงตาสีทองเผลอหันไปสบเข้ากับดวงตาของคู่หู ซึ่งเจ้าตัวแสบกำลังยิ้มเผล่แถมยักคิ้วกวนพระบาทมาให้เขาอีกต่างหาก

 

            “ไม่ได้ตั้งใจ”

 

            “ง๊านเหรอ…” คาร์นี่ย์ยังยิ้มเผล่แล้วส่งสายตาเยิ้มๆแสนจะกวนโอ้ยไปให้ “ไม่ต้องอายนะ ฉันจะไม่เอาไปบอกใคร ความลับระหว่างคู่หูไง อิอิอิ”

 

            ไรดีนนั่งกุมขมับด้วยความปวดหัวผสมกับความเฟลที่ดันมาพลาดท่าให้เจ้าคนที่แสบที่สุดในกลุ่มเข้าซะได้

 

 

 

            เช้าของวันถัดมาหิมะยังคงตกลงมาให้เห็นบางตา สภาพอากาศจึงไม่ย่ำแย่เท่าไรนัก ทุกๆคนตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ส่วนคาร์นี่ย์กับไรดีนได้งีบนิดหน่อยในช่วงตีสามเพราะโพลิน่าตื่นขึ้นมานั่งเฝ้ายามแทนพวกเขา

 

            ตอนนี้พวกเขาจัดกลุ่มออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกดึงความสนใจของศัตรูเพื่อลดจำนวนของเวรยามในปราสาทลง คนที่รับหน้าที่นี้ไปคือ ไมกัสกับเฟราส กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่จะบุกเข้าไปทลายเหมืองเพื่อช่วยคนที่ถูกจับตัวมาใช้แรงงาน ประกอบด้วย ไอน์ซาโม่,ไรดีน,คาวาเลียร์และอลิซ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือบุกทะลวงไปหาเคาท์แวมไพร์ฟรันซิลี ในกลุ่มนี้มี โพลิน่า,กลอเรียและตัวเขาเอง หากสถานการณ์ยากเกินรับมือก็ให้ล่อมาที่ห้องโถงกลางชั้นสองของปราสาทแล้วถ่วงเวลาเอาไว้จนกว่าพวกไรดีนจะเคลียร์เหมืองเสร็จแล้ววกกลับมาช่วย

 

            “ไม่เอา จะไปกับคาร์นอ้ะ ไม่ยอมๆๆๆๆ”

 

            ไอน์ซาโม่โวยวายเต้นเร่าๆจนไรดีนต้องลอบส่งสายตามาให้กับเขา คาร์นี่ย์ถอนหายใจก่อนเดินไปหาสาวมังกร

 

            “ไอน์ ทุกคนต้องการพลังจากเวทมนต์ของไอน์นะ ถ้าเธอช่วยคนอื่นออกมาได้เร็ว เธอก็จะยิ่งมาช่วยพวกฉันได้เร็ว เพราะฉะนั้นฝากเรื่องที่ชั้นใต้ดินหน่อยนะ”

 

            “จ้า” ไอน์ซาโม่ตอบด้วยสีหน้าเปล่งประกาย แถมปฏิกิริยานั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ฉันพร้อมแล้ว!!!”

 

            “คาร์นี่ย์มีพลังล้างสมองใช่ไหม?” อลิซลอบกระซิบถามไรดีนทั้งๆที่ยังมองภาพตรงหน้าอย่างไม่วางตา

 

            “เอ้อ…” ไรดีนสะดุ้งแล้วแอบเขินเพราะดันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่ก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว “ไม่มีหรอกพลังอะไรแบบนั้นน่ะ”

 

            “พลังแห่งรักยังไงล่ะ” คาวาเลียร์พูดแทรกขึ้นเสียดื้อๆ “หัวใจที่ร้อนรุ่มเพราะเพลิงรักนั่นแหละที่ทำให้ไอน์ซาโม่เชื่อฟังเขา อ๊า… น่าสนุกจังเลย ฉันเองก็อยากจะลองมีความรักบ้างจัง”

 

            “เพี้ยนๆแบบนี้น่ะ ยากนะครับคุณผู้หญิง” ไรดีนพูดแล้วรีบเดินออกห่างราวกับกลัวว่าจะติดเชื้อเพี้ยนจากอีกฝ่าย

 

            “อะไรกันน่ะ ถึงจะพูดแบบนั้นแต่นายเองก็ยังไม่มีใครมาชอบเลยไม่ใช่รึไงห๊ะ”

 

            คาวาเลียร์ตะโกนตามหลัง ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเป็นไม่ได้ยินจนเธอรู้สึกว่าถูกเมินอย่างสมบูรณ์แบบ เธอกระทืบเท้าแล้วเดินไล่หลังไป ขณะเดียวกันอลิซก็กำลังใช้สายตาแปลกๆมองตามหลังทั้งสองคนอยู่เงียบๆ ในขณะที่มือของเธอค่อยๆขยับมาแตะบนศีรษะตัวเองก่อนใบหน้าที่ตึงเรียบตลอดเวลานั้นจะขึ้นสีชมพูอ่อนๆ

 

            ไมกัสเดินเข้าไปขยี้ผมเฟราสก่อนจะหัวเราะร่า คนเด็กกว่าทำหน้ายู่เบ้ปากอย่างไม่ชอบอกชอบใจ

 

            “บอกกี่ทีว่าฉันน่ะไม่ใช่เด็กแล้วนะเฟ้ย”

 

            “แต่ก็เด็กกว่าข้าไม่ใช่รึไง” ไมกัสตอกกลับก่อนตบไหล่อีกฝ่าย “ร่วมงานกันทั้งทีสนิทๆกันไว้หน่อยน่าเจ้าหนู”

 

            “แล้วแต่ลุงเหอะ”

 

            เฟราสกอดอกนิ่งโดยไม่สนใจอีกว่าตาลุงข้างๆตัวจะแกล้งอะไรตัวเองต่อ

 

            คาร์นี่ย์กวาดสายตาดูบรรยากาศรอบๆที่ดูเหมือนจะดีกว่าที่เขาคาดเอาไว้ กลุ่มเขาเองก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร… มั้ง

 

            “กลอเรีย อย่าทำสายตาดุแบบนั้นสิ วันนี้เราก็มาร่วมมือกันเถอะ” คาร์นี่ย์ยื่นมือส่งให้จับ

 

            “อื้อ” กลอเรียแปะมือนั้นเบาๆแล้วสะบัดหน้าไปอีกทางในทันที

 

            ‘ไอท่าทางเมื่อคืนเราคงจะฝันไปสินะ…’

 

            “คนที่มีปมฝังรากหยั่งลึกอยู่ในใจนั้นยากที่จะแก้ไขได้ค่ะนายท่านคาร์นี่ย์ ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป นายท่านต้องพยายามทำให้เธอเห็นความบริสุทธิ์ใจของนายท่านให้ได้ สักวันหนึ่งเด็กคนนี้ก็จะยอมรับนายท่านเอง”

 

            คาร์นี่ย์เกาแก้มแล้วยิ้มแหยๆเมื่อได้ฟังคำของมุรามาสะ

 

            “ก็นะ… แต่ดูเหมือนว่ามันจะทำยากจังเลยแหะ”

 

            กล่าวจบก็มองไปทางร่างของเฟราสกับไมกัสที่กระโจนไถลไปกับพื้นลงไปด้านล่างเพื่อทำตามแผนที่วางไว้ ทั้งสองคนกลิ้งตัวลงไปถึงพื้นได้อย่างปลอดภัยแล้วจัดการส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายด้วยท่าทางเกรียนๆกวนๆชวนตบให้หัวทิ่ม ไม่นานนักก็มีหมาป่าราวๆยี่สิบตัวกับแวมไพร์ที่มีผิวหนังแห้งๆสีน้ำตาลโผล่พรวดออกจากปราสาทแล้วไล่กวดคนทั้งสองคนไป

 

            จังหวะนั้นเองที่คนที่เหลือได้กระโดดไถลร่างลงไปเบื้องล่างบ้าง แม้ว่าที่ที่พวกเขาอยู่จะสูงชันแต่ทางที่พวกเขาลงมานั้นเป็นทางลาดเอียงกำลังดีที่ยาวมากพอที่จะให้พวกเขาไถลลงพื้นมาได้อย่างปลอดภัย พวกเขาวิ่งเข้าไปในปราสาทก่อนจะแยกตัวออกที่ห้องโถงกลาง พวกไรดีนวิ่งขึ้นไปทางบันไดด้านซ้าย ในขณะที่พวกคาร์นี่ย์วิ่งไปทางบันไดที่ทอดขึ้นตรงไปยาวๆ

 

            ทุกอย่างดูจะราบรื่นมากสำหรับพวกเขา เพราะไมกัสกับเฟราสนั้นทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจนพวกศัตรูกรูกันออกไปจนแทบจะหมดปราสาท เวรยามที่เมื่อวานเขาได้เห็นว่าอยู่ตามจุดต่างๆตอนนี้กลับเงียบหายไป จะมีบ้างที่หลงเหลืออยู่แต่ก็ถูกโพลิน่ากับกลอเรียจัดการลงได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงประตูใหญ่ที่คาดว่าน่าจะเป็นห้องของเคาท์แวมไพร์

 

            โครม!

 

            โพลิน่าใช้เท้ายันประตูยักษ์นั้นออกหวังจะเปิด ผลที่ได้กลับเกินคาดเมื่อประตูไม่ได้ผลักเปิดออกแต่ปลิวกระเด็นตรงไปข้างหน้าก่อนจะหยุดกึกแล้วเหมือนจะถูกแรงของอะไรซักอย่างเหวี่ยงออกไปด้านข้าง พอพวกเขาลองมองไปที่จุดนั้นก็ไปเจอเข้ากับมือขาวซีดที่ยื่นทะลุออกมาจากโลงศพ

 

            บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดเกิดขึ้น ท่ามกลางความเงียบที่ไม่น่าพิศวาสจู่ๆฝาโลงศพนั้นก็ถูกดีดใส่พวกเขา

 

            ฉับ!

 

            มุรามาสะฟันเข้าที่โลงนั้นจนขาดเป็นสองท่อนออกจากกัน ดวงตาสีกุหลาบจับจ้องไปในโลงก่อนเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ โพลิน่ากับกลอเรียเองก็มีท่าทีที่ไม่ต่างไปจากเขาเช่นกัน

 

            “ฟรันซิลี? ผู้หญิง?”

 

            โพลิน่าร้องถามแล้วดึงดาบออกจากฝักข้างเอว อีกฝ่ายไม่ตอบคำแล้วพุ่งตัวเข้าใส่เธออย่างรุนแรง อัศวินสาวหมุนตัวส่งให้กระโปรงพริ้วสยายออกก่อนจะขยับขาถีบแวมไพร์ตนนั้นให้กระเด็นกลับเข้าไปในโลงศพอีกครั้ง

 

            สภาพแวมไพร์ตนนี้แตกต่างจากตนอื่นๆที่พวกเขาเคยเห็น ที่พวกเขาเห็นจะนั้นจะมีผิวแห้งๆสีน้ำตาลดูคล้ายกับรูปปั้นดินเผาแถมฟันทุกซี่ยังแหลมคมน่าเกลียดอีกต่างหาก ส่วนตรงหน้าพวกเขานั้นมีผิวพรรณ์เนื้อหนังเหมือนมนุษย์ทุกประการเพียงแต่ขาวซีดจนเหมือนไม่มีเลือดและมีปีกค้างคาวสีดำสยายอยู่ที่กลางหลัง

 

            ถ้ามองดีๆอีกฝ่ายก็เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงาม เพียงแต่ตาขาวถูกแทนที่ด้วยสีดำตัดกับสีแดงเข้มของตาดำ แวมไพร์สาวจ้องมองมาที่คาร์นี่ย์อย่างพินิจพิเคราะห์

 

            “เจ้าเป็นพวกเดียวกับเรางั้นรึ?”

 

            “จะใช่ได้ไงล่ะ ฉันน่ะเป็นมนุษย์มาตั้งแต่เกิดแล้ว” คาร์นี่ย์ตอบแล้วกุมด้ามดาบแน่น

 

            “ดวงตาสีนั้นแล้วไหนจะกลิ่นอายของเจ้าอีก” สิ้นประโยคอีกฝ่ายก็หลับตาพริ้มแล้วสูดลมหายใจเข้าจมูกอย่างแรง “กลิ่นของเจ้านี่เหมือนของพวกเราจริงๆ”

 

            “ใช่ซะที่ไหนล่ะ ฉันน่ะก็แค่ลูกชาวสวนธรรมดาๆเท่านั้นแหละ”

 

            “เลิกนอกเรื่องได้แล้ว ตอบมาได้รึยังว่าใช่เคาท์ฟรันซิลีรึเปล่า!?” โพลิน่าตะโกนถาม

 

            “ท่านเคาท์น่ะเหรอ? ทำไมต้องคิดว่าเป็นข้าล่ะ” แวมไพร์สาวพูดก่อนกรีดเสียงหัวเราะ “ข้าเป็นแม่ใหญ่ของบ้านนี้ ท่านเคาท์ฟรันซิลีเป็นสามีของข้าเอง”

 

            “ปล่อยให้ภรรยาตัวเองมานอนในโลงศพเนี่ยนะ” คาร์นี่ย์พึมพำด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ “เป็นคนประเภทไหนกันนะ”

 

            “หุบปาก เลิกนินทาสามีข้าได้แล้ว ข้านอนพักผ่อนที่นี่ก็เพราะความสมัครใจของข้าเอง เจ้าไม่มีสิทธิที่จะกล่าวต่อว่าสามีของข้าแบบนั้น”

 

            กล่าวจบแวมไพร์ตนนั้นก็ปรบมือสามครั้ง แล้วแวมไพร์สาวอีกสองตนก็ปรากฏตัวออกมาในชุดกระโปรงย้อนยุคสไตล์ผู้ดีอังกฤษ

 

            “ท่านพี่ใหญ่เจ้าพวกนี้มาสังหารท่านรึ” แวมไพร์สาวร่างผอมแห้งหันไปถาม

 

            “น้องๆข้าพวกมนุษย์เหล่านี้มาถามหาสามีของพวกเรา” แวมไพร์สาวแสนสวยตอบก่อนแสยะยิ้ม “แถมดูจะไม่ตื่นตกใจที่ได้เจออมนุษย์แบบพวกเราเสียด้วย หึๆๆๆ”

 

            “ฆ่ามันทิ้งแล้วเอาเลือดมาสังเวยแด่ท่านเคาท์ดีไหมคะท่านพี่” คราวนี้เป็นแวมไพร์สาวเจ้าเนื้อที่พูดพลางเลียริมฝีปากด้วยใบหน้าหิวกระหาย

 

            ทั้งสามคนค่อนข้างหน้าตาดี ถ้าไม่ติดตรงที่มีความน่าขนลุกมากกว่าล่ะก็ พวกหล่อนคงมัดใจชายหลายๆคนได้อย่างง่ายดาย

 

            “น่าขยะแขยง” กลอเลียพึมพำแล้วทำท่ากอดอกแล้วบิดไปมาเหมือนขนลุกด้วยสีหน้ารังเกียจ “พล่ามอยู่นั่นแหละ เข้ามาสิคุณป้าหรือว่าสังขารทำให้พูดเป็นอย่างเดียว จะทำก็คงไม่มีปัญญาสินะ”

 

            เสียงฮึ่มครางออกมาจากสามสาวแวมไพร์ ดูเหมือนว่ากลอเรียจะยิงได้ตรงจุดเสียจนไปจุดระเบิดอารมณ์ของอีกฝ่ายเข้าให้ คาร์นี่ย์หัวเราะลั่นจนสามสาวเปลี่ยนเป้าสายตามาจับจ้องที่เขา ร่างสูงชี้มุรามาสะไปทางศัตรูแล้วใช้เวทเรียกดาบสี่ธาตุออกมาลอยหวืออยู่ในอากาศ

 

            “รออะไรอยู่...เข้ามาสิป้า เด็กเขาพูดถึงขนาดนี้แล้วจะยอมได้เหรอ?”

 

            ทางด้านทีมที่สอง…

 

            ไรดีนวิ่งนำทีมไล่สังหารเวรยามที่ทางเดินชั้นใต้ดิน ไอน์ซาโม่ดูจะคึกเป็นพิเศษเพราะเขาเห็นสาวเจ้าเล่นใช้เวทกวาดเสียเหี้ยนอย่างไร้ปรานี อลิซกับคาวาเลียร์เองก็ดูจะสบายๆอยู่ ไม่นานเท่าไรนักพวกเขาก็หลุดออกมาถึงจุดที่คนงานทำงานอยู่

 

            เด็กหนุ่มส่งสัญญาณให้แคนีส หมาป่าร่างยักษ์วิ่งออกไปด้านนอกแล้วเริ่มป่วนคนงานในเมืองจนเกิดความวุ่ยวาย จากนั้นไรดีนก็หันมาส่งสัญญาณให้กับพรรคพวกได้บุกตามเข้าไป

 

            “ทุกคน พวกเรามาจากจักรวรรดิซันไชส์ หากต้องการอิสระโปรดให้ความร่วมมือแก่พวกเราด้วยนะคะ”

 

            ไอน์ซาโม่ใช้เวทกระจายเสียงป่าวประกาศลั่นไปทั้งเหมือง ทันใดนั้นเองที่ความวุ่นวายภายในเหมืองก็ยิ่งทวีคูณหนักขึ้น คนในเหมืองลุกฮือเข้ารุมเหล่าอมนุษย์ด้วยความโกรธแค้นราวกับรอเวลานี้มาอย่างเนิ่นนาน

 

            พวกเขาแยกตัวกันออกไปแล้วเข้าไปช่วยเหล่าคนงานจัดการกับอมนุษย์ เสียงเฮดังลั่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนั้นมีฝีมือที่ร้ายกาจ จนกระทั่งบางสิ่งบางอย่างพุ่งลงมาจากด้านบนพร้อมเสียงขยับปีกที่น่ารำคาญประสาท

 

            ดวงตาสีทองขยับมองขึ้นไปด้านบนก่อนจะอึ้งไป เพราะบนนั้นมีแวมไพร์นับร้อยตัว บางทีอาจจะเหยียบหลักพันเลยด้วยซ้ำบินมาจากช่องเพดาน ราวกับฝูงค้างคาวที่บินกรูออกจากถ้ำ

 

            “ตกใจอะไรกัน พาฉันมาเพราะรู้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่รึไง?” ไอน์ซาโม่พูดแล้วขยับยิ้มหวาน มือกางขึ้นไปเหนือหัวพร้อมขมุบขมิบปาก “ข้าคือมังกรแวมไพร์พันธมิตรแห่งเผ่าพันธุ์ท่าน ขอวอนวาคาโน่เทพมังกรไฟโปรดมอบพลังแก่ข้าเพื่อเผาผลาญวิญญาณร้ายให้สลายเป็นธุลีเสีย เพลิงเทพมังกรไฟ[God dragon flame]

 

            ไฟสีส้มเข้มพุ่งออกจากมือของไอน์ซาโม่แล้วรวมเป็นก้อนกลมใหญ่ยักษ์ เธอผลักมันขึ้นไปใส่เหล่าแวมไพร์ที่กรูเข้ามาก่อนสะบัดมือสร้างม่านน้ำคลุมเอาไว้ เพราะในทันทีที่บอลไฟยักษ์กระทบร่างแวมไพร์มันก็ระเบิดออกมาและคลั่งราวกับทะเลเพลิงที่มีชีวิต มันพุ่งเข้าทำลายแวมไพร์ทุกตัวจนไม่เหลือแม้แต่ซากให้เห็น

 

            “อย่ามัวแต่อึ้งกันสิคะ จัดการพวกหมาขี้เรื้อนกันเถอะ” อลิซร้องบอกพลางขยับแว่นตาตัวเองให้เข้าที่

 

            ทุกๆคนที่อึ้งอยู่กับภาพที่ได้เห็นได้ฟังประโยคนั้นเข้าก็รีบกรูเข้าไปฟัดกับมนุษย์หมาป่าต่อ จนกระทั่งเสียงคำรามอย่างดุดันและทรงอำนาจดังขึ้นจนพวกมนุษย์หมาป่าครางหงิงอย่างหวาดผวา ทุกๆคนต่างพากันมองไปตามเสียงด้วยอาการใจสั่นไหวเพราะความตื่นกลัว

 

            ร่างมนุษย์หมาป่ายักษ์ใหญ่กว่ามนุษย์หมาป่าทั่วไปเกือบสองเท่าโผล่พรวดออกมาถึงห้าตัว แถมที่พวกมันกำลังทำอยู่ก็คือร่ายเวทมนต์และเริ่มถล่มยิงอย่างไร้ปรานี พวกเขาต้องกระโดดหลบกันไปอย่างวุ่นวายในขณะที่คนๆหนึ่งกำลังยืนนิ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงสีหน้าและอาการโกรธออกมาให้คนอื่นได้เห็น

 

            “พวกแกคือความอัปยศของอมนุษย์สายพันธุ์หมาป่า” ไรดีนสะบัดมาซามุเนะพลางจ้องเขม็งไปทางร่างใหญ่ยักษ์ทั้งสี่ก่อนพึมพำอย่างแผ่วเบา“วูล์ฟเฟ็นเก็งเกอร์ขั้นที่ 2 ฮันเตอร์

 

            ทางด้านทีมที่หนึ่ง…

 

            “จ๊ากกกก!!! ตาลุงจัดการมันสิ จัดการมันเลย” เฟราสตะโกนด้วยน้ำเสียงหวีดสยอง

 

            “โอ๊ย เป็นไงเป็นกันสิวะ” ไมกัสร้องแล้วกัดฟันหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูพร้อมกับนิ่งเอ๋อไปวูบหนึ่ง เสี้ยววินาทีต่อมาก็หันหลังแล้ววิ่งร้องจ๊ากอีกคน “อ๊ากกก!!! จะบ้ารึไงวะเนี่ย เยอะขนาดนี้ขืนเข้าไปตรงๆก็เละสิ”

 

            “ทำไมเราไม่ลองแยกกันดูล่ะลุง?”

 

            “ไม่! ถ้าแยกกัน ไอเด็กที่หมายังเมินแบบเจ้าก็สบายดิวะ เพราะเจ้าพวกนั้นต้องตามข้าคนเดียวแน่ๆ”

 

            ได้ฟังคำแขวะเด็กหนุ่มผมแดงเจ้าของใบหน้าหยิ่งผยองก็ต้องทำหน้าแหยๆ แล้วเพิ่มความเร็วสับขาวิ่งต่ออย่างไม่คิดต่อล้อต่อเถียงใดๆ

 

            ไมกัสที่โดนตามทันกัดฟันก้มหน้าหลบคมเขี้ยวมนุษย์หมาป่าแล้วฟันสวนกลับไปได้สำเร็จ แต่ก็ต้องกลิ้งตัวหลบเพราะแวมไพร์ตัวหนึ่งโฉบลงมาโจมตีเขา แล้วก็ต้องวุ่นหลบพวกหมาป่าตัวอื่นต่ออย่างทุลักทุเล แต่ก็ต้องพลาดเมื่อแวมไพร์ตัวหนึ่งพุ่งมาในจังหวะที่เขากระโดดลอยตัวอยู่กลางอากาศเพื่อหลบการจู่โจมของแวร์วูล์ฟตนหนึ่ง

 

            ฉึก!

 

            ศรน้ำแข็งพุ่งทะลุกลางอกแวมไพร์ตัวนั้นช่วยคนวัยลุงไปได้อย่างหวุดหวิด ดวงตาสีเทามองย้อนกลับไปทางที่ศรพุ่งมาก่อนทำหน้าประหลาดใจ เพราะศรที่ช่วยชีวิตเขาไว้นั้นมาจากเฟราสที่ยืนอยู่บนต้นไม้และใช้คันธนูที่สร้างจากเวทมนต์สอยเหล่าแวมไพร์อย่างต่อเนื่อง

 

            “ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ!? ฉันเคยบอกที่ไหนล่ะว่าวิชาที่ถนัดที่สุดคือดาบน่ะ” เฟราสพูดแล้วรวบรวมอณูหิมะมาสร้างเป็นศรน้ำแข็งยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง “ฉันถนัดธนูเฟ้ย! จัดการแวร์วูล์ฟซะ เดี๋ยวแวมไพร์ฉันสอยเอง”

 

            “โอ้ววววววว!!!” ไมกัสคำรามลั่นแล้วหันกลับไปรับหมัดของมนุษย์หมาป่าเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว มัดกล้ามเนื้อของเขาปูดโปนออกมาอย่างน่ากลัว ชายรุ่นลุงง้างหมัดสุดล้าแล้วต่อยไปสวนกลับไปสุดแรง “แก่แค่อายุส่วนร่างกายไม่ได้แก่ตามนะโว้ย!!!”

 

            ตูม!!!

 

            ร่างมนุษย์หมาป่าผู้โชคร้ายกระเด็นไปไกล ในขณะที่ตัวอื่นๆจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตะลึงงัน เสียงกร๊อบๆดังมาจากชายร่างใหญ่ยักษ์ที่กำลังยืนหักข้อตัวเองด้วยแววตาทอประกายวาวโรจน์ดุจราชสีห์ นิ้วมือกระดิกเป็นเชิงท้าทายให้เหล่ามนุษย์หมาป่ารีบเข้ามา

 

            “ดาหน้ากันมาแบบตอนแรกสิ เจ้าหมาน้อยทั้งหลาย”




NEKOPOST.NET