Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 26 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.26 - บุกปราสาทแวมไพร์ [เตรียมบุก]


ดาบที่26 : บุกปราสาทแวมไพร์ [เตรียมบุก]

                    

 

            คาร์นี่ย์ปล่อยให้ไรดีนและไอน์ซาโม่เป็นคนเล่าเรื่องของอมนุษย์ให้กับเหล่าเจ็ดดาบที่เหลือและโพลิน่าได้รับฟัง โดยที่เขาช่วยเสริมในส่วนของตัวเองที่ว่าไปรู้เรื่องนี้เข้าได้ยังไง แล้วก็เรื่องงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ด้วย

 

            “องค์จักรพรรดิไม่บอกแม้แต่อัศวินสูงสุดอย่างโพลิน่างั้นเหรอ” ไรดีนพูดด้วยความคลางแคลงใจ

 

            “จักรพรรดิริชาร์ดมีแผนจะบอกอัศวินสูงสุดในเร็วๆนี้นี่แหละ” ไอน์ซาโม่พูดจบก็ยักไหล่ขึ้นน้อยๆ “แต่ดันเกิดเรื่องนี้ขึ้นซักก่อน นั่นก็ช่วยไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

 

            ทุกๆคนพยักหน้ารับ ส่วนคาร์นี่ย์นั้นเดินเข้าไปสะกิดโพลิน่า เธอสะบัดหน้าแล้วเดินไปอีกทาง เขาหันกลับไปมองคนอื่นๆก่อนยิ้มแหยๆ ไรดีนพยักหน้าให้เป็นเชิงบอกให้เขาตามไปเถอะ เขาจึงพยักหน้ารับแล้ววิ่งตามหลังโพลิน่าไป

 

            “นี่… โกรธงั้นเหรอที่ฉันไม่บอกเรื่องนี้น่ะ”

 

            “ไม่ได้ชื่อนี่ ฉันชื่อโพลิน่า แล้วไม่ได้โกรธเรื่องที่ไม่บอกด้วย” หญิงสาวกอดอกแล้วหันหลังให้พร้อมพ่นลมหายใจอย่างฮึดฮัด

 

            “ไม่โกรธ? แล้วนี่คืออะไรเหรอ? หื้ม”

 

            เขาพูดขณะที่รั้งแขนของเธอเอาไว้ พอสายตาดันไปเห็นมือที่เปลือยเปล่าของโพลิน่า เขาก็รีบถอดถุงมือตัวเองแล้วดึงมือของโพลิน่าเข้ามาสวมด้วยความเป็นห่วงเพราะอากาศในตอนนี้หนาวมากนั่นเอง

 

            “อย่าคิดนะว่าเรื่องนี้จะชดใช้ได้น่ะ” โพลิน่าพึมพำโยไม่หันมองหน้าเขาแม้แต่น้อย

 

            “อื้อ ฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกอมนุษย์นะ แต่ช่วยเข้าใจหน่อยเถอะนะ ที่ไม่บอกนั่นก็เป็นเพราะว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พวกอมนุษย์เขาไม่อยากให้ใครรู้นี่นา จะให้ฉันเอาไปพูดไปบอกใครซี้ซั้วไม่ได้หรอก” พูดจบแล้วก็ตบมือของโพลิน่าเบาๆ

 

            “บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้โกรธเรื่องที่เธอไม่บอก” โพลิน่าพูดก่อนกำหมัดแน่นเหมือนกำลังจะอดกลั้น “แต่ฉันไม่ชอบใจที่คาร์นี่ย์ทำท่าเหมือนรู้เรื่องกับไอน์แค่สองคนต่างหากล่ะ”

 

            “นี่เธอ… หึงสินะ” คนกวนพูดขวานผ่าซากจนโพลิน่าหน้าขึ้นสี เขาถอนหายใจก่อนหลุดขำพรืดออกมาจนอีกฝ่ายมองมาแบบค้อนๆ “ไรดีนกับเกรนิตี้ก็รู้เรื่องนี้ ไรดีนบอกไปแล้วนี่นาว่าตัวเองก็เป็นอมนุษย์น่ะ”

 

            “ตะ… แต่… ถึงจะรู้ก็ยังอดรู้สึกไม่ชอบใจไม่ได้นี่นา”

 

            “ดีกันนะ” คาร์นี่ย์พูดด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนใจก่อนส่งนิ้วก้อยไปให้แบบเขินๆ

 

            “ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ที่จะมาเล่นเกี่ยวก้อยดีกันอะไรแบบนี้น่ะ” โพลิน่าสะบัดหน้าก่อนเหลือบกลับมามองเล็กน้อย ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ยื่นนิ้วก้อนของตัวเองมาเกี่ยวไว้ด้วยท่าทีเหมือนไม่เต็มใจ แต่ในดวงตาคู่นั้นฉายแววพอใจออกมาจนปิดไม่มิด “ดีก็ได้ เห็นว่าคาร์นี่ย์จำเป็นต้องปิดเรื่องนี้หรอกนะ ถึงได้ยกโทษให้”

 

            เจ้าของใบหน้ากวนได้ฟังก็หลุดหัวเราะขำก่อนขยี้ผมแฟนสาวอย่างมันเขี้ยว

 

            “ไปกันเถอะ ต้องเดินทางกันต่อแล้วล่ะ คนที่เมืองข้างหน้ากำลังรออาหารจากพวกเราอยู่นะ” คาร์นี่ยเอื้อมไปจับมือโพลิน่าแล้วส่งยิ้มให้จนตาปิด

 

            “จ้ะ” โพลิน่าก้มหน้างุดแล้วยอมเดินตามไปแต่โดยดี

 

            พอถึงที่ทุกๆคนก็เตรียมตัวขึ้นรถกันแล้ว คาร์นี่ย์ปล่อยให้โพลิน่ากลับไปที่รถบรรทุกที่นั่งมาในตอนแรกก่อนจะวิ่งไปทางไรดีน

 

            “จะเอายังไงต่อ” คาร์นี่ย์กระซิบถามแล้วมองไปที่พรรคพวกของเขา “จะดึงมาเป็นผู้คุมกฎรึเปล่า”

 

            ไรดีนเงียบและนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

 

            “เราพึ่งรู้จักพวกเขาได้ไม่นาน จะให้ไว้ใจทำหน้าที่นี้ในทันทีเลยไม่ได้หรอก แล้วก็นะแค่ภารกิจแรกเจ้าพวกนี้ยังไม่อยากจะทำเลยจำไม่ได้รึไง ที่ยอมมาถึงนี่ได้ก็เพราะเกรงใจที่ไปอยู่บ้านของนายต่างหากล่ะ แล้วถ้าเกิดว่าฉันไปขอให้มาทำงานเป็นผู้คุมกฎด้วยก็มีแต่จะไปทำให้เจ้าพวกนี้รู้สึกยุ่งยากใจซะเปล่าๆ”

 

            คาร์นี่ย์เอายกมือขึ้นมากุมครางด้วยสีหน้าครุ่นคิดแล้วถอนหายใจ

 

            “บางทีที่เจ้าพวกนี้พูดแบบนั้นอาจจะแค่เขินก็ได้นา” คาร์นี่ย์แสดงความคิดเห็นก่อนพยักหน้า “แต่ถ้านายเห็นว่าเป็นอย่างนั้นมันก็ดีแล้วแหละ แล้วที่นายพูดมันก็จริงอยู่เรื่องนึง นั่นก็คือเรายังรู้จักเจ็ดดาบดาราดีพอ แค่ให้รู้เรื่องอมนุษย์นี่ก็แย่ที่สุดแล้ว”

 

            “อืม” ไรดีนพูดก่อนก้าวขาขึ้นรถ “ไว้คุยกัน เรามีงานต้องสะสางอีกเยอะ รีบกันดีกว่า”

 

            คาร์นี่ย์เออออรับคำพร้อมวิ่งกลับไปขึ้นรถคันแรก ขบวนออกเดินทางอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จุดหมายคือเมืองทางตอนเหนือนอร์ธิวาล

 

            การเดินทางค่อนข้างเป็นไปได้ลำบาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้หลายๆครั้งต้องหยุดขบวนรถแล้วจัดการกับหิมะที่ก่อตัวหน้าจนเกินไป เป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าที่พวกเขามะมาถึงเมืองนอร์ธิวาลได้

 

            มันเป็นเมืองแบบดังเดิ้ม ใช้อิฐยักษ์สร้างกำแพงบ้านเรือนยังคงทำจากไม้แล้ววัสดุก่อสร้างแบบดังเดิมทั่วไป ผู้คนดูไม่สดชื่นเอาเสียเลย แววตาก็ทอประกายสิ้นหวังแบบแปลกๆ แต่คาร์นี่ย์คิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขาตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอาหารมาอย่างยาวนานก็เป็นได้

 

            ทันทีที่รถจอดรถ คนในขบวนก็รีบจัดการเปิดตู้คอนเทนเนอร์แล้วหยิบเสบียงออกมาแจกจ่าย ผู้คนภายในเมืองเห็นเสบียงต่างกกรูกันออกมาด้วยสีหน้าและแววตาที่โหยหา คาร์นี่ย์ที่แอบมองภาพนั้นอยู่เงียบๆรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล คนแก่สุดเอื้อมมือมาตบไหล่เขาเป็นเชิงเข้าใจ

 

            “อย่างนี้แหละ ผู้คนที่อดอยากมานานๆ จะมองขนมปังขึ้นราก้อนเล็กๆเป็นเสมือนทองคำที่แสนจะล้ำค่าเลยล่ะ”

 

            แม้จะเข้าใจในสิ่งที่คนแก่กว่าพูด แต่เขาก็อดตกใจกับสิ่งที่กำลังเห็นอยู่นี้ไม่ได้ เขายืนมองภาพนั้นนิ่งๆจนกระทั่งมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากในวงพร้อมกับขนมปังและน้ำในมือ เขารั้งตัวเด็กคนนั้นไว้ก่อนแอบหยิบช็อคโกแลตหมีใส่มือเล็กๆนั้น

 

            “เอาไปกินนะ อย่าบอกใครเชียว”

 

            “ค่ะพี่ชาย ขอบคุณมากๆเลยนะคะ” เด็กสาวร้องก่อนกระโดดโลดเต้น แต่แล้วสีหน้าของเด็กคนนั้นก็เปลี่ยนเป็นกังวล เธอดึงชายเสื้อของร่างสูงตรงหน้า พอคาร์นี่ย์ก้มหน้าลงเธอก็พูดกับคาร์นี่ย์ด้วยน้ำเสียงหวาดวิตก “พี่ชาย บอกทุกๆคนให้หาที่กำบังหรือที่ปลอดภัยหลบกันก่อนเถอะค่ะ ที่นี่มืดเร็วกว่าปกติ แถมกลางคืนยังมีพวกใจร้ายมาคอยจับคนในเมืองไปด้วย”

 

            “คนใจร้าย?” คาร์นี่ย์ทวนคำแล้วเหลือบไปสบตาพรรคพวกด้านหลังนิดหนึ่ง

 

            “เป็นคนที่มีปีกค้างคาวใหญ่ๆ ท่าทางน่ากลัวมากๆเลยล่ะค่ะ เวลากลางคืนคุณแม่จะชอบให้หนูหลบอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านตลอดเลย” สิ้นคำเล่าดวงตาที่เปล่งประกายนั้นก็หมองลง “มันจับคุณพ่อหนูไปเมื่ออาทิตย์ก่อนด้วย ฮึกๆ… แง้ๆๆ…”

 

            พูดจบเด็กสาวตรงหน้าก็ร้องไห้ หลังฟังจบคาร์นี่ย์ถึงกับขบกรามแน่นก่อนเอื้อมมือไปแตะศีรษะของเด็กน้อยตรงหน้าเพื่อให้กำลังใจและปลอบประโลม

 

            “มีแค่ค้างคาวรึเปล่า หรือว่ามีหมาป่าตัวใหญ่ๆด้วยล่ะหนูน้อย” ไรดีนเดินเข้ามาแล้วนั่งลงยองๆก่อนถาม มือนั้นเอื้อมไปเช็ดหน้าตาบนแก้มตุ้ยนุ้ยน่ารักนั้น

 

            “ค่ะ มีหมาป่าตัวใหญ่เบ้อเริ่มด้วย หนูแอบเห็นผ่านช่องหน้าประตูใต้ดิน มันดูน่ากลัวมากๆเลย คุณแม่บอกว่าหมาป่าใจรายคาบคุณป้าข้างบ้านไปเมื่อวานนี้ คุณป้าคง…”

 

            “เข้าใจแล้ว กลับบ้านก่อนเถอะนะ เดี๋ยวพวกพี่ๆจะระวังตัวนะครับ”

 

            คาร์นี่ย์ส่งยิ้มใจดีให้ เด็กน้อยตรงหน้ากระโดดกอดเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณก่อนวิ่งหายไปในตรอกเล็กๆ

 

            เด็กหนุ่มจ้องมองร่างเล็กๆนั้นหายไปก่อนจะลุกขึ้นยืนพยักหน้าให้ไรดีน จากนั้นก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับคนที่เหลือที่ยืนดูด้านหลังเงียบๆอยู่นาน กลอเรียขยับนิ้วแล้วชี้ไปที่คาร์นี่ย์

 

            “คุณโลลิค่อนจริงๆด้วยสินะ”

 

            โครม!

 

            “ฉันก็นึกว่าเธอจะพูดอะไรยัยยเด็กตัวแสบนี่!!!” คาร์นี่ย์เอ็ดลั่นพลางยันตัวขึ้นอย่างยากลำบากหลังจากลื่นหัวทิ่มเพราะคำพูดของกลอเรีย “ช่างมันเถอะ ที่ฉันอยากจะรู้จากทุกๆคนก็คือจะเอายังไงกับเรื่องที่เด็กคนนั้นพูด”

 

            “งานของเราคือคุ้มครองและสำรวจที่ภูเขาอะไรนั่นไม่ใช่รึไง เราไม่เห็นต้องเข้ามายุ่มย่ามอะไรกับเรื่องนี้เลยนี่” เฟราสพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ทำไมเราต้องสอดมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นด้วยล่ะ”

 

            “ที่นายพูดมามันก็ถูกนะนายหมาเมิน” คาร์นี่ย์พูดขณะที่ปัดหิมะบนเสื้อผ้าออก

 

            “แต่จะปล่อยให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนแบบนี้ไม่ได้ใช่ไหมคะ”

 

            อลิซที่เหมือนจะอ่านใจคาร์นี่ย์ออกพูดขึ้น ดวงตาสีดอกกุหลาบหันไปจับจ้องอย่างนึกประทับใจก่อนยักไหล่อย่างยอมรับคำพูดนั้น เฟราสดูจะหน้าเสียไปไม่น้อยแต่ดุไม่ได้โกรธหรือคิดจะโวยวายอะไร

 

            “น่าสนุกจะตายชัก นี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะที่จะได้บุกปราสาทแวมไพร์น่ะ ไปกันเถอะน่า”

 

            คาวาเลียร์ทำท่าดีดดิ้นอย่างมีความสุขเกินหน้าเกินตาจนคนในกลุ่มต่างพากันส่ายหน้าให้กับท่าทางระริกระรี้ของเธอ

 

            “แม้จะรู้ทิศทางที่ปราสาทตั้งอยู่ แต่เราไม่รู้พิกัดที่แน่นอนของปราสาทนั่น”

 

            สิ้นคำของหนุ่มผมทอง สายตาทั้งหมดก็จับจ้องไปทางร่างที่พื้นซึ่งพยายามดิ้นกระแด่วๆดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเชือกเส้นใหญ่ที่พันธนาการตัวอยู่ พอรู้สึกตัวว่ามีคนมอง ร่างนั้นก็ถึงกับสะดุ้งโหยงทำสีหน้าหวั่นๆ

 

            “เรามีGPSมีชีวิตอยู่นี่นา ทุกคนคิดเหมือนฉันรึเปล่า” คาร์นี่ย์ฉีกยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ก่อนเดินไปทางร่างของอมนุษย์แวร์วูล์ฟ “เอาล่ะๆ ไหนว่ามาสิว่าปราสาทนั่นน่ะอยู่ที่ไหน”

 

 

 

            คาร์นี่ย์และพรรคพวกซ่อนตัวเงียบอยู่บนมอเตอร์ไบค์ภายในรถบรรทุก นาฬิกาไฮเทคกำลังฉายภาพของเหยื่อล่อที่ถูกมัดติดกับเสาเอาไว้ บรรยากาศมืดลงอย่ารวเร็วจนน่าตกใจ ตอนนี้เป็นเวลาชั่วโมงกว่าๆแล้วที่พวกเขาปล่อยให้เจ้าแวร์วูล์ฟที่จับมาได้นั้นอยู่ข้างนอกลำพัง

 

            เหตุก็เป็นเพราะว่าเจ้าอมนุษย์นั่นไม่ยอมให้ความร่วมมือกับพวกเขาเพราะเกรงว่าเมื่อไปถึงปราสาทด้วยกันกับพวกเขาแล้วจะถูกเจ้าแวมไพร์ชื่อฟั่นเฟือนอะไรนั่นสังหารทิ้งโทษฐานที่ทรยศ ดังนั้นเขาก็เลยตัดสินใจจับเจ้านี่มาเป็นเหยื่อล่อโดยติดเครื่องส่งสัญญาณตามตัวเอาไว้ด้วย พอพรรคพวกของมันมาเอาตัวไป พวกเขาก็แค่ขับตามเครื่องส่งสัญญาณนั้นไปซะก็จะถึงที่หมายได้อย่างไม่ยากเย็น

 

            เป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานและเกร็ง แต่ในที่สุดก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น แม้จะเป็นช่วงเวลาที่มองเห็นได้ลำบาก แต่เงาตะคุ่มๆบนท้องฟ้ากับร่างใหญ่ยักษ์ที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วนั้นเป็นเหล่าอมนุษย์ที่พวกเขารอคอยไม่ผิดแน่

 

            บ้านหลายๆหลังพากันปิดไฟเก็บตัวเงียบ คาร์นี่ย์หันหน้าไปมองหน้าโพลิน่าที่ซ้อนท้ายเขาอยู่ ในมือของเธอมีหุ่นโดรนติดกล้องตัวเล็กๆที่มีไว้เพื่อเป็นหูเป็นตาให้พวกเขาทางอากาศ จากนั้นเลื่อนสายตาไปมองที่ไมกัส กลอเรีย และไอน์ซาโม่ตามลำดับ ดูเหมือนว่าทุกๆคนจะพร้อมกันดี

 

            “เอาล่ะนะ” คาร์นี่ย์พูดเมื่อมนุษย์หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งไปที่เป้าหมาย แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจ

 

            ฉัวะ!

 

            กรงเล็บตวัดใส่เต็มกระเดือกของเหยื่อที่เขาล่อเอาไว้ เลือดสดๆไหลทะลักออกมาอย่างน่ากลัว ความปรานีที่ไม่มีให้แม้แต่กับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์นั้นทำให้อารมณ์คาร์นี่ย์เดือดพล่าน แต่เขายังต้องใจเย็นไว้เพราะหากผลีผลามออกไปตอนนี้ พวกนั้นก็จะไหวตัวทันแล้วพวกเขาก็จะไม่ได้อะไรเลย

 

            เสียงกรีดร้องดังขึ้นเมื่อมันบุกถล่มบ้านแล้วพาตัวคนออกไป จนครู่ใหญ่ๆต่อมาพวกมันก็เริ่มตั้งท่าจะถอยกลับ คาร์นี่ย์จึงให้สัญญาณออกตัวทันที

 

            เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไบค์ถูกสตาร์ทติด แต่เสียงนั้นแผ่วเบามาก ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะเป็นเพราะเชอร์เบ็ทช่วยอัพเกรดและปรับตรงส่วนนี้เพื่อให้เหมาะกับงานเวลาสะกดรอยตามมากขึ้น

 

            ‘พอกลับไปคงต้องแวะไปขอบคุณสักหน่อย’

 

            คาร์นี่ย์คิดจบก็พุ่งตัวออกจากตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นโพลิน่าก็จัดการปล่อยโดรนขนาดจิ๋วขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อจับตาดูอีกฝ่ายไม่ให้คลาดสายตา ไมโครโฟนช่องสื่อสารถูกเร่งเต็มที่เพื่อที่เวลาโพลิน่าแจ้งพิกัดของศัตรูแล้วคนอื่นๆจะได้ฟังกันได้ถนัดๆ

 

            “ทุกๆคนทางทิศสิบนาฬิกาห่างออกไปราวๆสองร้อยเมตร”

 

            โพลิน่าร้องบอก คาร์นี่ย์พยักหน้ารับพร้อมๆกับเสียงร้องรับคำที่ดังจากช่องสื่อสาร พวกเขากำลังเบนหัวรถไปตามทิศทางที่โพลิน่าบอกโดยพยายามไม่ขับเร็วจนเกินไปนัก ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าพวกเขาประชิดตัวอีกฝ่ายมากเกินไปจะทำให้ศัตรูหันมาโจมตีพวกเขาแทนที่จะนำทางพวกเขาไปที่รัง และนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

 

            คาร์นี่ย์ยังคงตั้งสมาธิไปกับการขับรถ แต่ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่าว่าลมมันเริ่มพัดแรงขึ้น แถมหิมะเองก็ดูหนาตากว่าปกติ

 

            “พายุหิมะ! เกาะกลุ่มกันเอาไว้ให้ดีๆ” อลิซร้องบอกทางช่องสื่อสาร

 

            ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้คิดไปเอง ที่สภาพอากาศแย่ขึ้นก็คงเป็นเพราะพายุหิมะนี่เอง เขายังคงขับไปตามทางที่โพลิน่าบอก แต่เหมือนสภาพอากาศจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเขาก็ต้องบอกให้ทุกคนเร่งความเร็วให้มากขึ้น  เพื่อที่จะไม่ให้คลาดจากศัตรู

 

            “แย่แล้วสิ” ไรดีนพึมพำทางช่องสื่อสาร “พวกมันรู้ตัวแล้ว! ทางนี้เจอพวกแวร์วูล์ฟแปดตัว มันดักซุ่มโจมตีพวกเราอยู่!”

 

            “ห๊ะ!!! ซวยชิบ! เป็นไงบ้าง ไหวรึเปล่าเจ้าหนู?” ไมกัสร้องถามอย่างแตกตื่น

 

            “ไปเลย ตามเจ้าพวกค้างคาวไป ทางนี้พอจะรับมือไหว”

 

            เฟราสตอบกลับมาแล้วเสียงปะทะก็ดังแทรกเข้ามาในช่องสื่อสาร คาร์นี่ย์เชื่อว่าพวกกลุ่มของไรดีนรับมือได้ เพราะฉะนั้นเขาจะยังมุ่งหน้าตามพวกค้างคาวต่อไป

 

            เด็กหนุ่มปาดเอาหิมะที่จับอยู่บนแว่นตาออกเพื่อให้มองเห็นข้างหน้าได้ดียิ่งขึ้น โพลิน่ายังตะโกนบอกทิศทางต่อไป ไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไรที่เขาต้องต่อสู้กับสภาพอากาศที่เลวร้าย ไม่รู้ว่าเขาขับรถผ่านตรงส่วนไหนมาบ้าง…

 

            แต่ในที่สุดเขาก็เห็นปราสาทแบบโรมาเนียสีดำทมิฬขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ตั้งอยู่ในซอกลึกของหุบเหวเบื้องล่าง หลังจากที่ฝ่าพายุหิมะออกมาได้ สภาพอากาศก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หิมะตกลงมาบางตาจนมองเห็นวิสัยทัศน์โดยรอบได้อย่างแจ่มแจ้ง

 

            “ถึงแล้วสินะ”

 

            คาร์นี่ย์หันไปมองคนพูด ไมกัสถอดแว่นตากันลมออกแล้วเดินมายื่นข้างๆเขาก่อนจะจ้องมองลงไปเบื้องล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท ร่างสูงของคาร์นี่ย์หันหลังกลับไปมองคนที่ตามเขามาได้ก่อนเลิกคิ้วสูง

 

            “น้องกลอเรียไปไหน?”

 

            “พูดว่าทิ้งเพื่อนไม่ได้แล้วก็วกกลับไปช่วยทันทีเลยน่ะ” ไอน์ซาโม่พูดจบก็เดินลงจากมอเตอร์ไบค์มายืนที่ขอบผาแล้วก้มลงมองไปที่เบื้องล่าง “ปราสาทในมุมมืดๆงั้นเหรอ… ยังมีรสนิยมที่แย่เหมือนเดิมเลยแหะ มนุษย์แวมไพร์เนี่ย”

 

            “แล้วมังกรแวมไพร์แบบเธอเป็นยังไงล่ะ” คาร์นี่ย์ถามพลางส่งยิ้มกวนๆไปให้ โพลิน่าหยิกแขนเจ้าตัวจนร้องโอ้ยแล้วเอามือลูบแขนป้อยๆ

 

            “ดีกว่านี้เยอะ ไว้จะพาไปดูบ้านของฉันก็แล้วกันนะ จะได้แนะนำให้คุณพ่อได้รู้จักเธอด้วยซะเลย” ไอน์ซาโม่ตอบก่อนจะลอบแลบลิ้นใส่โพลิน่า

 

            “เราจะบุกกันไปเลยรึเปล่า”

 

            คนแก่สุดในกลุ่มหันมาขอคามเห็นจากเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

            คาร์นี่ย์มองไปที่นาฬิกาข้อมือครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววลังเลออกมาอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะบุกเข้าไปพร้อมๆกันมากกว่า เพราะไม่รู้ว่าศัตรูจะมารูปแบบหรือมีฝีมือแบบไหน โครงสร้างข้างในปราสาทก็ยังไม่รู้ด้วยว่าเป็นยังไง ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าบุกเข้าไปก็มีแต่จะพากันไปตายเสียเปล่าๆ

 

            ‘ถ้าหากว่ามีใครสักคนที่พอจะรู้เรื่องปราสาท…’

 

            “ไอน์!” คาร์นี่ย์โพล่งออกมาในทันทีจนสาวมังกรถึงกับสะดุ้งตกใจ “เธอพอจะรู้เกี่ยวกับแวมไพร์และปราสาทของมันใช่ไหม?”

 

            “อะ… อื้อ ก็รู้แหละ ทำไมเหรอ อยู่ๆก็ร้องออกมา คนอื่นเขาตกใจกันหมดนะ”

 

            “โทษทีๆ แต่ช่วยเขียนโครงโดยประมาณของปราสาทจะได้ไหม?”

 

            ไอน์ซาโม่หันกลับไปมองทางปราสาทอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่ใหญ่ๆท่ามกลางความตื่นเต้นและลุ้นสุดตัวของคนอื่นๆว่าคำตอบที่ออกจากปากเธอนั้นจะเป็นอะไร

 

            “ไม่ได้หรอก เพราะฉันไม่รู้ว่าภายในนั้นจะจัดแต่งแล้วก็ใช้สอยพื้นที่กันยังไงเว้นแต่ว่าจะมีคนเข้าไปสำรวจสักคนนึงแล้วส่งภาพมา ถ้าฉันได้เห็นสภาพคร่าวๆสักหน่อยก็คงพอจะเขียนแผนที่ให้ได้บ้างล่ะนะ”

 

            “งั้นจะรออะไรล่ะจ๊ะ” โพลิน่ายิ้มขณะพูด เธอหยิบเครื่องมือที่กำลังฉายภาพขึ้นมาให้ทุกๆคนได้เห็นก่อนยักไหล่ขยิบตาให้อย่างน่ารัก “ฉันส่งโดรนสำรวจตามพวกนั้นเข้าไปตั้งแต่แรกแล้วล่ะ เรามาเขียนแผนที่กันเถอะ”

 

            “เจ้าคิดถูกจริงๆเลยนะที่พานางมาด้วยน่ะ” เสียงวอร์ดังขึ้นก่อนหัวเราะ “ไม่เข้าใจจริงๆว่าผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ทำไมถึงได้มาหลงเด็กกะโปโลทึ่มๆแบบเจ้าได้นะ”

 

            “ถ้าไม่อยากโดนไม้จิ้มฟันทิ่มจนอกแตกตายอีกก็เงียบๆซะวอร์” คาร์นี่ย์ขู่ฟ่อใส่เจ้าวิญญาณดาบกวนประสาท “มุรามาสะ… เคลียร์!”

 

            “รับทราบค่ะนายท่านคาร์นี่ย์”

 

            สิ้นเสียงรับคำคาร์นี่ย์ก็ได้ยินเสียงเพี๊ยะหลายๆครั้งพร้อมๆกับเสียงร้องโอดครวญของวอร์ที่ดังระงม ก็พอจะเดาได้ว่าทางนั้นกำลังโดนอะไรอยู่ และนั่นทำให้เจ้าตัวแสบลอบยิ้มสะใจออกมา

 

            “ยิ้มอะไรคนเดียวน่ะคาร์น” โพลิน่าเอียงคอถามสายตาจับผิดจับจ้องไปที่ใบหน้ากวนๆของอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มออกมาอยู่

 

            “อ๋อ เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่นึกเรื่องตลกๆขึ้นมาได้น่ะเลยเผลอยิ้มออกมา”

 

            “คาร์นมีมุมแบบนั้นเหมือนกันงั้นเหรอ” โพลิน่าพูดแล้วยื่นหน้าเข้ามามองใกล้ๆ สายตายังคงฉายแววจับผิดอยู่ “จำไม่เห็นได้เลยว่าคาร์นจะทำตัวเพี้ยนๆอะไรแบบนี้น่ะ”

 

            ป๊อก

 

            “ขี้สงสัยจังเลยนะ” คาร์นี่ย์ดีดมะกอกใส่หน้าผากจนโพลิน่าร้องโอ๊ยเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว

 

            “เจ็บเหน้าผากอะ แงๆๆ” โพลิน่าแกล้งร้องแล้วเผยอยิ้มออกมาก่อนชี้นิ้วไปที่หน้าผาก “เป่าให้ฉันเลยนะ โทษฐานที่ทำเหม่งแดงอะ”

 

            เด็กหนุ่มถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาแปลกๆอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนของอีกฝ่าย แต่ก็ยอมขยับหน้าเข้าไปเป่าให้แต่โดยดี

 

            โพลิน่าหันหลังกลับมาแลบลิ้นใส่ไอน์ซาโม่ที่กำลังใช้นาฬิกาไฮเทคที่ข้อมือ วาดแบบจำลองโครงสร้างภายในของปราสาท สาวมังกรมีอาการคิ้วกระตุกน้อยๆแต่ก็ข่มใจวาดแผนที่ต่อไป ถึงกระนั้นก็อดไม่ได้ที่จะใช้หางตัวเองดีดใส่หน้าของคาร์นี่ย์จนเจ้าตัวร้องครางออกมา

 

            “อะไรกันน่ะไอน์” คนโดนหางตีลูบแก้มป้อยๆแล้วถาม

 

            “โทษทีๆ บังเอิญแกว่งหางแรงไปหน่อยน่ะ” ไอน์ซาโม่พูดด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ภาพที่โดรนส่งมาให้ ส่วนมือยังคงเขียนแผนที่ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            “ตูล่ะปวดหัว จะไปรอดไหมเนี่ย?”

 

            ไมกัสผู้เป็นคนกลางที่เห็นและเข้าใจการกระทำทั้งหมดนั่งเอามือกุมหน้าผากบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างอ่อนใจ ดวงตาสีเทาขยับมองไปมาระหว่างเด็กทั้งสามคนอยู่เงียบๆเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์ในตอนนี้ดี แถมบรรยากาศตึงๆแปลกๆที่ก่อตัวขึ้นมานี่มันไม่น่าสอดมือเข้าไปยุ่งสุดๆเลย

 

            คาร์นี่ย์ขยับตัวไปมองภาพวีดีโอที่โดรนส่งมาให้ ส่วนโพลิน่ากลับมาบังคับโดรนตามคำขอของไอน์ซาโม่อย่างขะมักเขม้น

 

            “ทำไมฉันถึงหาไม่เจอนะ ทางซ้ายหน่อยได้ไหมโพลิน่า” ไอน์ซาโม่ดูไม่สบายใจขณะที่พูด

 

            “ได้เลยซ้ายแยกข้างหน้านะ” โพลิน่าว่าแล้วบังคับหุ่นโดรนให้บินไปทางซ้าย

 

            “มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าไอน์ซาโม่” ไมกัสถามหลังจากเห็นสีหน้าของเด็กสาว

 

            “มนุษย์แวมไพร์ชอบสร้างห้องใต้ดินเอาไว้ แต่ตอนนี้ฉันยังหามันไม่เจอเลยน่ะสิ ระวังโพลิน่าข้างหน้ามีคนเฝ้ายาม” ประโยคหลังเธอหันไปเตือโพลิน่า

 

            ยามสองคนในชุดเกราะอัศวินกำลังเฝ้าสองข้างของบันไดระหว่างซุ้มประตูทางขึ้นไปชั้นบนที่น่าจะพาไปที่ไหนสักแห่ง โพลิน่าบังคับโดรนให้ปล่อยอะไรสักอย่างออกไป สักพักควันสีเทาๆก็แผ่กระจายปกคลุม ในจังหวะนั้นเองที่เธอบังคับให้มันลอดซุ้มประตูยักษ์และขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วก่อนหันมายักยืดอกทำตัวตรงด้วยท่าทางภาคภูมิใจจนคนมองหัวเราะขำ

 

            จากนั้นโดรนก็ร่อนตัวเข้าไปในห้องโถงกว้างซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์หน้าตาสยดสยองและแปลกตา มีทั้งขวดโหลดบรรจุอวัยวะ น้ำยาสีเขียวๆชวนแหวะ อุปกรณ์เก่าๆที่เหมือนไม่มีใครแตะต้องมันมานาน และอีกหลายๆอย่างที่ให้บรรยายทั้งวันก็คงไม่หมด

 

            “นั่นตรงนั้น” คาร์นี่ย์ชี้ไปที่รูปปั้นยูนิคอร์นขนาดจริงที่ตั้งอยู่กลางห้อง มันเด่นและแปลก แปลกตรงที่มันมาตั้งกลางห้องนี่แหละ ทั้งๆที่วัตถุชิ้นอื่นตั้งอยู่บนชั้นวางทั้งหมดแท้ๆ “เจ้านี่เด่นเกินปกติ ฉันว่ามันต้องมีอะไรแปลกๆ”

 

            โพลิน่าขับวนไปวนมารอบๆรูปปั้นอยู่ครู่หนึ่ง ไมกัสหันมายักไหล่ให้กับคาร์นี่ย์

 

            “ไม่มีอะไรหรอกมั้งพ่อหนุ่ม ข้าว่ามันอาจจะเป็นแค่รสนิยมแปลกๆของแวมไพร์ก็ได้นะ”

 

            คลิก

 

            เสียงดังเบาๆมาจากวีดีโอเมื่อโพลิน่าพลาดขับหุ่นโดนไปชนกับเขาที่บิดเป็นเกลียวของรูปปั้นยูนิคอร์นเข้า เขาขยับเลื่อนลงแล้วดีดขึ้นเหมือนกับคันโยก ทันใดนั้นเองที่พื้นห้องข้างๆรูปปั้นนั้นขยายออกกว้างแล้วมีบันไดทอดยาวลึกลงไปจนมองไม่เห็นด้านล่าง

 

            “ถึงว่า เธอหาเท่าไรก็ไม่เจอสักที พี่ท่านเล่นสร้างทางเข้าห้องใต้ดินอยู่ที่ชั้นสอง!” คาร์นี่ย์พูดด้วยสีหน้าทึ่งๆในความล้ำลึกของแวมไพร์ตนนี้

 

             ถ้าเป็นปกติทั่วไป ใครๆก็ต้องสร้างทางลงชั้นใต้ดินเอาไว้ที่ชั้นแรกของบ้าน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ไอน์ซาโม่หาชั้นใต้ดินไม่เจอซักที นอกจากทางนั้นจะสร้างทางลงชั้นใต้ดินไว้ที่ชั้นสองของปราสาทแล้วยังมีกลไกลับที่ต้องเปิดเพื่อลงไปชั้นสองนั่นอีกต่างหาก

 

            หุ่นโดรนมุดลงไปก่อนสับสวิตซ์ที่ข้างๆบันไดอีกครั้งเพื่อทำการปิดทางลับ จากนั้นอัศวินสาวก็บังคับลงไปเบื้องล่าง พอลงบันไดมาได้ก็เจอทางตรงที่ทอดยาว แต่ต้องลำบากนิดหน่อยที่ต้องคอยหลบพวกยามในชุดเกราะและพวกคนที่ไม่ใส่เสื้อที่เดินไปเดินมาด้วยใบหน้าที่ดุร้าย ทว่าในที่สุดแล้วโพลิน่าก็สามารถบังคับโดรนให้ออกมาจากช่องทางเดินได้ ก่อนทุกๆคนจะตกตะลึง

 

            ภาพรงหน้าเป็นโรงงานใหญ่ยักษ์ มีคนมากมายที่กำลังทำงานด้วยสีหน้าอิดโรยและสภาพเนื้อตัวมอมแมม มีคนมากมายกำลังเข็นรถที่เต็มไปด้วยโลหะและอัญมณี จนพอจะเดาได้ว่าที่ใต้ดินนี่เป็นเหมืองอะไรซักอย่าง คนหลายๆคนกำลังง่วนอยู่กับการทำงานที่เตาหลอม ดูคร่าวๆแล้วพวกเขากำลังสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากเหมือนกำลังจะไปรบกับใครยังไงยังงั้น แต่ก็มีบางส่วนที่กำลังจัดการกับอัญมณีที่ขุดได้เพื่อนทำเป็นเครื่องประดับของล้ำค่า ทั้งหมดนี้อยู่ในการควบคุมของมนุษย์หมาป่าร่างยักษ์หลายตัวที่เดินเทียวไปเทียวมา บ้างก็ทุบตีคนงานที่หมดแรงล้มลง บ้างก็ขู่คำรามเพื่อเร่งคนงานเหล่านั้น

 

            “ไอหมาเวร”

 

            คาร์นี่ย์สบถแล้วลุกขึ้นยืน แต่มือของไมกัสรั้งเขาเอาไว้ แล้วส่งสายตาปรามเป็นเชิงให้ใจเย็นลงก่อน

 

            “รอสักหน่อยน่า ให้ไอน์ซาโม่เขียนแผนที่ให้เสร็จก่อนแล้วเราจะไปลุยพร้อมๆกัน”

 

            “แต่ว่า…”

 

            คาร์นี่ย์ที่คิดจะเถียงแต่ก็ยอมเงียบไปเมื่อเห็นมืออีกข้างของไมกัสกำหมัดแน่นและสั่นเทาคล้ายกำลังอดกลั้นโทสะอยู่ ดวงตาสีดอกกุหลาบเบือนไปมองสองสาวที่ส่งสายตาบอกให้เขาใจเย็นๆลงก่อน เขาจึงยอมนั่งลงที่เดิมแต่โดยดี

 

            “เร่งมือหน่อยนะ”

 

            “อื้อ” ไอน์ซาโม่รับคำแล้วเริ่มเขียนแผนที่ชั้นใต้ดินต่อ

 

            โพลิน่าเอื้อมมือมาจับแขนเขาแล้วบีบเรียกสติเล็กน้อยก่อนกลับไปบังคับโดรนต่อ คาร์นี่ย์เงยหน้าส่งยิ้มไปให้เล็กน้อยก่อนจะพยายามกลับมาสงบจิตสงบใจอีกครั้ง

 

            “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบการกดขี่เอาเปรียบกัน แต่ในโลกใบนี้น่ะมันเป็นสิ่งที่มีให้เห็นบ่อยๆจนหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยล่ะ เจ้าทำใจให้ชินกับภาพเหล่านี้ซะเถอะ โลกใบนี้ไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าคิด” วอร์พูดเสียงเข้ม

 

            “ฉันจะพยายามทำใจให้ชินกับภาพนี้...” คาร์นี่ย์รับคำวอร์นิ่งๆ “แต่ฉันจะไม่เฉยกับพวกที่ทำให้เรื่องแย่ๆหรอกนะ”

 

            “ดีแล้วค่ะนายท่าน ท่านพ่อของนายท่านคาร์นี่ย์จะต้องภาคภูมิใจที่มีลูกชายที่มีความคิดแบบเดียวกันกับเขา”

 

            “ข้าเองก็ไม่อยากพูดหรอกนะว่าดีใจที่ได้เด็กติ๊งต๊องแบบเจ้ามาเป็นเจ้านาย เจ้าเป็นคนดีข้ายอมรับ” วอร์พูดแบบเขินๆก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง “แม้ก่อนจะได้เจ้าเป็นเจ้านายข้าจะต้องตายด้วยไม้จิ้มฟันอุบาทว์นั่นก็เถอะนะ คิดถึงตอนนั้นกี่ทีๆข้าก็รู้สึกสมเพชตัวเองสุดๆเลย ให้ตายสิพับผ่า!”




NEKOPOST.NET