Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 25 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.25 - อมนุษย์แวร์วูล์ฟ


ดาบที่25 : อมนุษย์แวร์วูล์ฟ

                    

 

            ช่วงเช้าวันนี้อากาศค่อนข้างปลอดโปร่ง ทุกๆคนดูพร้อมกับการเดินทางไกลกันแล้ว ก่อนออกจากบ้านมาคาร์นี่ย์ไม่ลืมที่จะย้ำเกรนิตี้เรื่องฝากดูแลบ้าน ทางนั้นก็รับปากว่าจะดูแลให้อย่างเต็มที่ นั่นทำให้เขาอุ่นใจขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว

 

            พวกเขาจะแบ่งกันออกไปเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกนั้นประกอบด้วยคาร์นี่ย์,ไมกัส,กลอเรีย,โพลิน่า,ไอน์ซาโม่ และคนในขบวนอีกเจ็ดแปดคนที่ขับรถบรรทุกสองคันใหญ่ๆที่ขนมอเตอร์ไบค์ของพวกเขาเอาไว้ ส่วนสินค้าและเสบียงอาหารที่จะเอาไปขายหรือแจกจ่ายนั้นถูกแยกไว้ด้านหลังซึ่งก็คือกลุ่มที่สองนั่นเอง ซึ่งกลุ่มนั้นมีไรดีน,อลิซ,เฟราส,คาวาเลียร์

 

            สิ่งที่คาดการณ์เอาไว้ว่าจะได้เจอก็คือกลุ่มโจรที่คอยดักปล้นระหว่างทาง ไรดีนจึงให้กลุ่มแรกนำหน้าแกล้งทำเป็นขนส่งสินค้าอยู่ ส่วนกลุ่มที่สองที่ขนส่งสินค้าของจริงเอาไว้จะขับตามโดยเว้นระยะห่างเอาไว้ราวๆหนึ่งร้อยเมตร และเพื่อเป็นการไม่ประมาทไรดีนจึงแบ่งให้พวกเขาอยู่กลุ่มแรกมากกว่ากลุ่มที่สองเผื่อว่าจะเจอศัตรูที่ไม่คาดคิด ซึ่งคาร์นี่ย์เข้าใจว่าไรดีนต้องกำลังหมายถึงอมนุษย์อย่างแน่นอน

 

            ขบวนรถแล่นออกมาได้อย่างราบลื่นมาหลายชั่วโมงแล้ว ซึ่งสิ่งที่คาร์นี่ย์ได้เห็นมาแต่ไกลก็คือภูเขาใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน จะบอกว่าสวยมันก็สวย แต่ก็แอบรู้สึกไม่ดีไม่ได้ เหมือนเขาจะสังหรณ์ใจแปลกๆ

 

            ‘ไม่มีอะไรหรอก…บางทีเราอาจจะกังวลเกินเหตุ’ คิดจบคาร์นี่ย์ก็เอามือตบๆที่หน้าตัวเองเพื่อเรียกสติและความมั่นใจกลับคืนมา

 

            “ดูเครียดๆนะพ่อหนุ่มเจ้าสเน่ห์” ไมกัสตบไหล่ของเขาด้วยสีหน้าเป็นห่วง “เพราะเป็นงานแรกเลยกังวลรึไง?”

 

            “ถ้าแค่กังวลเพราะงานแรกอย่างที่ลุงว่าก็ดีสิ ผมน่ะรู้สึกแปลกๆกับเรื่องนี้ยังไงชอบกล”

 

            “เอาน่ะๆ คิดมากเกินไปแล้ว มันต้องผ่านไปได้ด้วยดี”

 

            คนแก่กว่ายิ้มให้กำลังใจ แล้วคาร์นี่ย์ก็สัมผัสได้ว่ามีอะไรอุ่นๆวางแปะทับที่ต้นขา เขาหันไปมองคนข้างตัวอีกคนนึงที่ใช้มือเล็กๆมาตบแปะๆที่ขาของเขา

 

            “ให้กำลังใจไง ไม่ต้องกังวลนะคุณโลลิค่อน”

 

            กลอเรียพูดให้กำลังใจด้วยสายตามหาโหด ถึงมันจะดูขัดแย้งกันแต่ก็ดูเป็นสาวน้อยขึ้นมากกว่าเดิมเยอะ เขาเอื้อมมือไปลูบผมคนอายุน้อยกว่าแล้วยิ้มให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณ จากนั้นก็สอดส่ายสายตาไปที่ด้านนอกซึ่งเป็นช่องผาซึ่งเป็นทางลาดขึ้นเขา

 

            “ฉันจะออกไปเฝ้าด้านบนนะ” คาร์นี่ย์ลุกขึ้นยืนหลังพูด มือของไมกัสคว้าเข้าที่แขนของเขา

 

            “ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกน่าเจ้าหนูคาร์นี่ย์”

 

            คาร์นี่ย์ยักไหล่ก่อนหันไปมองกลอเรียที่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของไมกัส ส่งให้ร่างสูงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหยิบเสื้อกันหนาวของตัวเองขึ้นมาสวม พร้อมสวมแว่นตากันลมและเปิดประตูรถบรรทุกออก

 

            “ถ้าได้ออกไปเฝ้าผมจะสบายใจกว่าน่ะลุง ฝากดูแลน้องกลอเรียด้วยนะ”

 

            คาร์นี่ย์บอกไมกัสก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กลอเรียแล้วโหนร่างขึ้นไปอยู่บนหลังคารถ เขาทิ้งตัวลงนั่งสัมผัสอากาศที่หนาวเหน็บด้านนอกอย่างท้าทาย มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบถุงมือออกมาสวม พอเข้าเขตที่เกิดเหตุแล้วดวงตาสีดอกกุหลาบสอดส่ายไปรอบๆอย่างเป็นกังวล มือขวากำด้ามมุรามาสะแน่นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ช่องสื่อสารของพวกเขาผ่านนาฬิกาสุดไฮเทคนั้นยังคงเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้สาระภายในกลุ่มของพวกเขา คาร์นี่ย์พ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะไม่ว่าเวลาไหนเหล่าเจ็ดดาบดารากดูทำตัวสบายๆได้อยู่ตลอดโดยไม่ดูเลยว่ามีคนบางคนกำลังกดดันมากขนาดไหน

 

            “คาร์น ทางนั้นเป็นไงบ้าง” เสียงไรดีนถามผ่านช่องสื่อสารอย่างเป็นการเป็นงาน

 

            “หิมะตกหนักมาก ฉันมองไปรอบๆได้ลำบากสุดๆ แต่ก็พอจะมองเห็นได้อยู่ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรผิดปกติ อากาศก็หนาวสุดๆไปเลยล่ะ”

 

            “อากาศหนาว? นั่นนายไม่ได้อยู่ในรถใช่ไหม?” ไรดีนถามเสียงเรียบก่อนส่งเสียงหึออกมา

 

            “คาร์นเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก ทำไมทำอย่างนั้น” เสียงดุๆของโพลิน่าโพล่งออกมา

 

            “ช่ายยย คาร์นซนเกินไปแล้วนา” ไอน์ซาโม่ว่าเป็นเชิงสนับสนุนคำพูดของโพลิน่า

 

            “ฉันสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี ขออยู่อย่างนี้ไปก่อนก็แล้ว…”

 

            ตึง!

 

            คาร์นกลิ้งตัวหลบบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งมาจากด้านบน พอเขาหันกลับไปก็ไม่เจอเจ้าสิ่งที่ว่าเสียแล้ว แถมหิมะเองก็เริ่มตกหนักจนวิสัยทัศน์เริ่มแย่ สิ่งเดียวที่เขามั่นใจคือเมื่อกี๊มีอะไรบางอย่างพุ่งมาใส่เขาจริงๆ เพราะเสียงที่ดังโครมครามเมื่อกี๊นั้นเป็นตัวยืนยันได้

 

            “เกิดอะไรขึ้นที่นั่น!?” เฟราสร้องถามอย่างตื่นตระหนก

 

            “เสียงอะไรน่ะคาร์นี่ย์ เป็นอะไรรึเปล่า” น้ำเสียงอลิซเองก็ดูตกใจอยู่ไม่น้อยเลยเหมือนกัน

 

            “มีอะไรไม่รู้พุ่งมาทางฉัน แต่ฉันยังโอเคดี” คาร์นี่ย์พลิกตัวกลับมานั่งแล้วมองจุดที่เจ้าสิ่งนั้นพึ่งกระแทกไป มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คาร์นี่ย์ต้องเรียกหาคู่หูตนเอง “ไรดีน… สิ่งนั้นแน่ๆ”

 

            คาร์นี่ย์บอกแบบอ้อมๆแล้วจ้องมองไปที่รอยบุบบนหลังคารถ อุ้งเท้าขนาดยักษ์ของสัตว์ร้ายที่น่าจะมีขนาดตัวใหญ่กว่ามนุษย์เกือบสองเท่าแน่ๆ พอจ้องดูให้ชัดๆก็ต้องลอบแลบลิ้นเลียฝีปากด้วยความตื่นตระหนก

 

            “…” ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากช่องสัญญาณกลุ่มจนกระทั่งมีเสียงถอนหายใจดังขึ้น ไรดีนเป็นคนแรกที่เริ่มพูดหลังจากที่ช่องสื่อสารเงียบไปนาน “ทุกคน เตรียมตัว”

 

            ตึงๆ

 

            เสียงลงเท้าหนักๆดังมาจากด้านหลังของคาร์นี่ย์อย่างช้าๆ มุรามาสะถูกดึงออกมาจากฝักในจังหวะเดียวกันกับที่เขาหันหน้าเข้าไปประจันหน้ากับผู้มาเยือน

 

            “กรี๊ดดดด!!!” เสียงกรีดร้องดังมาจากประตูรถ คาร์นี่ย์หันไปเห็นกลอเรียที่มีสีหน้าตกใจ นิ้วมืออันสั่นเทาชี้ไปที่ร่างตรงหน้าของคาร์นี่ย์ “นั่นมันตัวอะไรกัน!?”

 

            เสียงจากช่องสื่อสารร้องถามอย่างวุ่นวายอีกครั้ง คาร์นี่ย์กรอกตาไปมาเพื่อใช้ความคิดก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด

 

            “แวร์วูล์ฟ!!! ทุกคนระวังตัวเอาไว้”

 

            “ห๊ะ หมายถึงเจ้าสิ่งมีชีวิตในนวนิยายนั่นน่ะเหรอ” ไมกัสร้องท้วงติงผ่านช่องสื่อสารไม่นานนักร่างใหญ่ก็โหนร่างตามหลังกลอเรียมาติดๆ แล้วอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้เห็น

 

            มันคือมนุษย์มหาป่าสูงสองเมตรเศษ ขนของมันมีสีขาวเหมือนหมีขั้วโลก น้ำลายของมันไหลออกจากข้างปาก แววตาดุร้ายเหลือบจ้องไปทางสาวร่างเล็กอย่างดุร้าย

 

            คาร์นี่ย์ดันร่างกลอเรียมาด้านหลังแล้วตั้งท่าดาบ แต่ต้องสะดุ้งเมื่อมีแวร์วูล์ฟอีกสองตัวกระโดดลงมาเสริมทัพ สถานการณ์แบบนี้ทำให้เหงื่อคาร์นี่ย์ไหลออกมาแม้ว่าอากาศจะหนาว หัวใจเข้าเต้นถี่ เพราะนี่เองเป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกเพื่อต่อสู้กับอมนุษย์ถึงขั้นแลกชีวิต

 

            ‘ให้ตายสิ ขอทีเถอะไอเรื่องที่สังหรณ์ใจแย่ๆเมื่อไรแล้วมักจะเกิดเรื่องแย่ๆขึ้นจริงทุกครั้งน่ะ’

 

            คาร์นี่ย์คิดในใจแล้วเหลือบมองไปทางคนข้างหลังทั้งสองคนที่มีอาการสั่นเทาด้วยความตื่นกลัว เขากัดฟันแยกเขี้ยวใส่ทั้งคู่

 

            “ใจเย็นๆตั้งสติไว้สิ!!! เตรียมอาวุธไว้ให้พร้อมแล้วคอยคุ้มกันฉันด้วย ถ้าเห็นจังหวะที่ฉันพลาดก็เข้ามาช่วย ถ้าเห็นจังหวะสังหารได้ก็สังหารซะ”

 

            คาร์นี่ย์ตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงตึงเครียดจนคนฟังไม่คิดโต้แย้งหรือตั้งคำถามกับเขา ดาบของทั้งสองคนถูกดึงออกมาเตรียมพร้อมอย่างเร่งรีบ เด็กหนุ่มพยักหน้าให้กับทั้งคู่ก่อนจะหันหน้ากลับไปแล้วเริ่มวิ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยดวงตาที่ฉายแววดุร้าย

 

            โฮกกกก!!!

 

            เสียงมนุษย์หมาป่าคำรามออกมาอย่างดุดันแล้วพุ่งจู่โจมเข้าใส่คนที่วิ่งมาอย่างพร้อมเพรียง

 

 

 

            เสียงคำรามนั้นดังมาถึงรถบรรทุกทที่วิ่งไล่ตามหลังมา โพลิน่าพยายามชะเง้อมองบนรถบรรทุกคันหน้าด้วยสายตาวิตกกังวล แต่หิมะตกหนาเกินไปจนทำให้มองไม่เห็นอะไรบนนั้นเลย ทว่าในไม่กี่อึดใจต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงปะทะกันดังแว่วมาแต่ไกล โพลิน่ารีบเปิดประตูแล้วเหวี่ยงร่างขึ้นไปบนรถบรรทุก

 

            ไอน์ซาโม่เองก็กระโดดตามขึ้นมาติดๆ ทั้งสองสาวหันมาสบตากันเล็กน้อยอย่างมีความหมายก่อนถีบร่างพุ่งตัวไปทางรถด้านหน้าด้วยทักษะเหยียบวายุ ในจังหวะที่เท้าสัมผัสกับตู้คอนเทนเนอร์ของรถคันแรก ร่างใหญ่ยักษ์ร่างหนึ่งก็ปลิวกระเด็นมาทางพวกเธอ ไอน์ซาโม่กระโดดข้ามร่างนั้นแล้วยิงลูกไฟเผาทำลายร่างนั้นอย่างไม่ลังเล ขณะที่โพลิน่านั้นเหวี่ยงตัวแล้ววิ่งไต่ข้างรถแล้วดีดตัวขึ้นมาบนรถพร้อมตวัดดาบสะบันหัวของแวร์วูล์ฟอีกตัวอย่างรวดเร็วด้วยทักษะที่น่าตกตะลึง

 

            “เป็นไงกันบ้าง?”

 

            โพลิน่าร้องถามกลุ่มคาร์นี่ย์แล้วก้มหัวหลบกรงเล็บที่ตวัดมาจากด้านหลังก่อนยันเท้าถีบไปด้านหลัง จังหวะนั้นเองที่คาร์นี่ย์พุ่งตามร่างของแวร์วูลฟ์ไปพร้อมใช้เท้ายันแล้วกดร่างยักษ์นั้นลงไปบนตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นก็ย้ำหนักหนักลงจนร่างของแวร์วูล์ฟทะลุตกลงลงไปในตู้คอนเทนเนอร์ ร่างสูงกระโดดตามลงไปแล้วใช้มุรามาสะชี้หน้าเป็นเชิงข่มขู่

 

            “ฉันมีสามคำถาม คำถามแรกมีใครส่งแกมารึเปล่า? คำถามที่สองฉันรู้ว่าพวกแกไม่ได้มีแค่สามคนแน่ๆเพราะฉะนั้นคายออกมาว่าพวกที่เหลืออยู่ไหน? คำถามที่สามคนที่มาก่อนหน้านี้พวกแกฆ่าพวกเขาไปหมดแล้วรึยัง!!!?” คาร์นี่ย์ถามจบก็เลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อร่างนั้นค่อยๆกลับกลายมาเป็นมนุษย์ปกติดังเดิม “พวกอมนุษย์นอกรีต… ตอบคำถามมา!”

 

            “ไม่ได้ ถึงตอบข้าก็ตายอยู่ดี ได้โปรดๆ”

 

            “ได้โปรดงั้นเหรอคะ?” ไอน์ซาโม่พูดก่อนโรยตัวลงมาอีกคน ตาดำของเธอบีบเข้าเป็นเส้นขีดเหมือนกับสัตว์ร้ายก่อนจะขยับไปมองร่างที่นอนอยู่ใกล้ๆอย่างดุดัน “เวลาคนที่แกฆ่าขอแบบนี้แกทำอะไรกับเขาล่ะ? แล้วเมื่อกี๊… พวกแกคิดจะทำอะไรกับคนที่ฉันรัก หื้ม!!!”

 

            “ว๊ากกกก มะ มังกร ได้โปรด!!! ข้าผิดไปแล้ว…” ร่างนั้นดิ้นทุรนทุรายจนหลังชนผนังตู้คอนเทนเนอร์

 

            “ไอน์” คาร์นี่ย์แตะไหล่เธอก่อนกระซิบ “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ”

 

            “ฉันพอจะมีวิธีดีๆในการรีดข้อมูลจากคนประเภทนี้อยู่นะ ช่วยหลีกทางให้หน่อย”

 

            โพลิน่าพูดขึ้นแล้วขยับมายืนแทนคาร์นี่ย์ซึ่งขยับถอยหลังหลบทางให้กับเธอ อัศวินสาวใช้เท้างัดร่างนั้นให้ลอยขึ้นด้วยแรงมหาศาลก่อนหมุนตัวถีบและยันร่างนั้นให้ลอยติดอยู่กับผนังตู้คอนเทนเนอร์ ดาบข้างเอวถูกดึงออกมาแล้วแทงลงไปที่มือของอมนุษย์แวร์วูล์ฟ รอยยิ้มเย็นยะเยือกหลุดออกมาจากริมฝีปากสวยจนคนที่มองอยู่ข้างๆต้องสะดุ้งโหยง

 

            ‘อูย…ฉันจะไม่ทำให้เธอโกรธเด็ดขาดเลยโพลิน่า’ จากนั้นก็เผลอหันไปจ๊ะเอ๋เข้ากับดวงตาสีม่วงที่มีตาดำเป็นเส้นขีดเหมือนสัตว์ร้าย ‘ทะ... ทางนี้ก็ไม่แพ้กันเลยแหะ’

 

            “ไอน์” เขาเรียกเสียงกระซิบ “เก็บตาเธอก่อน เดี๋ยวโพลิน่าจะเหมารวมว่าเธอเป็นพวกเดียวกันกับพวกนอกรีตนะ”

 

            “อ้ะ อื้ม เผลอโมโหเกินไปหน่อย โทษทีๆ” ไอน์ซาโม่เอามือปิดตาตัวเอง พอคลายมือออกดวงตาของเธอก็กลับมาเป็นปกติ

 

            ฉึก!!!

 

            เฮือก…

 

            เสียงคมดาบแทงเข้าเนื้อทำให้คาร์นี่ย์สะดุ้งอีกครั้ง โพลิน่ากำลังขยับดาบที่พึ่งแทงขาอ่อนของอีกฝ่ายไปมาเพื่อทรมานให้ตอบคำถาม ร่างผู้ถูกกระทำดิ้นพราดๆปานจะขาดใจตาย เลือดสดๆไหลทะลักออกมาจากขาอ่อนอย่างน่ากลัว

 

            “ตอบคำถามที่เขาถามแกมาสิ เอ… คราวนี้ฉันจะจิ้มตรงไหนของแกเล่นดีนะ”

 

            “ม่ายยยย!!!” ร่างอมนุษย์กรีดร้องเสียงแหลม “ข้ายอมแล้วๆ ได้โปรด!!!

 

            โครม

 

            โพลิน่าถอนเท้าออกจากแวร์วูล์ฟก่อนจะหันไปยิ้มให้กับคาร์นี่ย์ เด็กหนุ่มลอบยิ้มแหยๆไปอีกทางก่อนจะเดินไปสวมตำแหน่งแทนโพลิน่า เป็นเวลาเดียวกันกับที่ไมกัสและกลอเรียกระโดดตามลงมาพอดี นับว่าโชคของทั้งสองคนนั้นดียิ่งที่ไม่ได้เห็นความโหดร้ายของสองสาว ไม่อย่างนั้นคงมีคนกินข้าวไม่ได้หรือนอนไม่หลับกันบ้างล่ะงานนี้

 

            “ไหนว่ามาสิ ฉันกำลังเงี่ยหูฟังแกอยู่นะ” คาร์นี่ย์พูดพลางเปิดช่องสัญญาณเพื่อให้เพื่อนๆทุกคนได้ยินคำตอบของเจ้ามนุษย์หมาป่าคนนี้

 

            “คนก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ ข้าแค่ทำตามคำสั่งที่บอกให้พาตัวพวกนั้นไปเท่านั้น พวกข้าอยู่กันที่ปราสาทที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือห้าสิบกิโลเมตร”

 

            อีกฝ่ายตอบรัวเร็วด้วยสีหน้าหวาดกลัวผสมกับความเจ็บปวดที่บาดแผล มันนั่งหอบหายใจอยู่นานจนคาร์นี่ย์เริ่มหงุดหงิดเพราะอีกคำถามของเขายังไม่ถูกตอบ

 

            “แกยังไม่บอกว่ามีใครส่งแกมารึเปล่า?”

 

            “ข้าบอกไม่ได้ ถ้าข้าบอกข้าตายแน่”

 

            “พูดแบบนี้แสดงว่าต้องมีคนส่งแกมาแน่ๆ” คาร์นี่ย์พูดแล้วเงื้อมุรามาสะขึ้นสูง “แกไม่บอกแกก็ต้องตายในทันที แต่ถ้าแกยอมบอกแกอาจจะมีอายุยืน นี่คือสองทางเลือกที่ฉันพอจะหยิบยื่นให้ได้ในตอนนี้… คายข้อมูลของคนที่ส่งแกมาซะหรือว่าจะตาย!”

 

            “อ๊าก… อย่าๆๆ ท่านเคาท์แวมไพร์ฟรันซิลีเป็นคนสั่งข้ามา ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าไม่รู้อะไรมากกว่านี้อีกแล้ว”

 

            “แวมไพร์?” ไมกัสทวนคำก่อนจะจัดการน็อคแวร์วูล์ฟให้สลบไปพร้อมหยิบผ้าพันแผลออกมาทำแผลให้กับมัน จากนั้นก็ส่งสายตาคาดคั้นมาให้คาร์นี่ย์ “เจ้าหนูคาร์นี่ย์ ดูเจ้าจะไม่ตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เลยนะ มีอะไรจะบอกกับพวกเราหรือเปล่า”

 

            ช่องสื่อสารเองก็ร้องโวยวายถามออกมาเช่นเดียวกัน พอหันไปมองโพลิน่ากับกลอเรีย ทั้งสองคนก็ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามให้กับเขาเช่นเดียวกัน เด็กหนุ่มหันไปสบตากับไอน์ซาโม่นิ่งก่อนถอนหายใจแล้วเกาหัว

 

            “ช่วยไม่ได้แหะ ไรดีนบอกทุกๆคนให้หยุดรถกันก่อน พวกเราจะต้องคุยกัน” คาร์นี่ย์พูดใส่นาฬิกาก่อนสะบัดเลือดบนดาบออกแล้วเก็บมันเข้าฝัก

 

            “เห้อ… ไวกว่าที่คิดไปเยอะเลยนะเนี่ย” เสียงไรดีนถอนหายใจแล้วบ่นงึมๆงำๆอยู่คนเดียว “เอาเถอะ ทุกๆคนรบกวนแวะข้างทางก่อนครับ เรามีเรื่องต้องคุยกันให้เรียบร้อยก่อน”

 

            โพลิน่ามองคาร์นี่ย์แบบค้อนๆก่อนกอดอกสะบัดหน้าไปอีกทาง คาร์นี่ย์เดาได้ว่าที่เธอทำอากัปกิริยานั้นก็เป็นเพราะว่ากำลังโกรธและงอนที่เขามีความลับกับเธอแน่ๆ ตระหนักได้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วก้มหน้ามองพื้นอย่างคนที่ยอมจำนนให้กับข้อกล่าวหายังไงยังงั้น

 

            งานเข้าแล้วไหมล่ะคาร์นี่ย์เอ้ย




NEKOPOST.NET