Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 24 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.24 - ความสามารถของวอร์คราย


ดาบที่24 : ความสามารถของวอร์คราย

       

             

            ขณะนี้เป็นช่วงบ่ายแก่ๆก่อนวันเริ่มภารกิจแรก หลังจากเข้าไปพูดคุยเกี่ยวกับแผนและมาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆกับกลุ่มที่จะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองหนุ่มก็พากันมาเก็บข้าวของและสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้กันต่อ

            คาร์นี่ย์ได้โอกาสใช้กระเป๋าเดินทางประจำตัวอีกครั้ง ในหัวเขามีภาพของคุณแม่ที่กำลังช่วยจัดข้าวของเตือนนั่นเตือนนี่ด้วยความเป็นห่วงและวิตกกังวล นั่นทำให้เขาไม่หลงลืมว่าควรจะเอาอะไรไปบ้าง หลังจากแพ็คเสื้อผ้าและอาหารสำรองเสร็จแล้วเขาก็คว้าเสื้อกันหนาวขนสัตว์มาปิดทับกระเป๋าเอาไว้ พอหมดเรื่องก็ทิ้งร่างนอนลงบนเตียวพลางถอนหายใจอย่างอ่อนเพลียเพราะต้องไปนู่นไปนี่มาทั้งวัน

            ก๊อกๆๆ…

            “เข้ามาได้เลย ไม่ได้ล็อคห้องไว้”

            คาร์นี่ย์ร้องบอกแล้วยันตัวขึ้นมานั่ง คนที่เข้ามาในห้องคือบุคคลที่เขาไม่คิดว่าจะมาเคาะที่ประตูห้องของเขาด้วยตัวเอง คนที่ว่าคือสาวน้อยดวงตาดุร้ายที่ชื่อว่ากลอเรียนั่นเอง ดวงตาสีแดงมองไปทางร่างเล็กๆนั้นอย่างหวาดๆปนประหลาดใจ

            “มีอะไรให้ฉันช่วยรึเปล่า?”

            “ก็… หิวอ่ะ พี่สาวอันนาเองออกไปซื้อของข้างนอกกับเกรนิตี้ แถมโพลิน่าเองก็กลับไปที่บ้านไม่รู้ว่าจะกลับมานี่เมื่อไรด้วย ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือใครดี แล้วก็จำได้ว่าเคยเห็นคุณโรคจิตโลลิค่อนทำอาหารอยู่ก็เลยจะมาวานให้ช่วยหน่อยน่ะ”

            “แค่นี้เองน่ะเหรอ?” คาร์นี่ย์ถามแล้วหลุดหัวเราะพรืด สองมือเอามากุมหน้าและพยายามข่มอารมณ์ตลกของตัวเองอย่างเต็มที่ “โทษทีๆ แต่ไม่เห็นจะต้องพูดให้ยาวยืดเลยนี่”

            “แล้วจะให้พูดยังไงล่ะคุณโลลิค่อน” กลอเรียกอดอกด้วยสีหน้าไม่พอใจ(ปกติหน้าตาก็ดูไม่พอใจอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว)

            คนโดนว่าเป็นโลลิค่อนจนชินแล้วลุกขึ้นเดินไปขยี้ผมแล้วเปิดประตูห้อง พอเห็นอีกฝ่ายมุ่ยหน้าใส่ก็ยิ้มขำ

            “แค่พูดว่า ช่วยทำอะไรให้กินหน่อยได้ไหม ฉันก็ช่วยเธอแล้วล่ะสาวน้อย” เด็กหนุ่มพูดแล้วยืนพิงซุ้มประตู “แววตาอย่างนั้นน่ะขอทีเถอะ มันไม่น่ารักเอาซะเลยนะ”

            “หึ ฉันน่ะเกลียดผู้ชายแบบคุณๆที่สุดเลย ชอบคิดอะไรไม่ดีกับฉันอยู่ตลอดเวลา” คนตัวเล็กว่าแล้วเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะหันมาแลบลิ้นใส่เขา “ฉันจะไม่มีทางไว้ใจคุณโลลิค่อนแน่นอน แบร่ๆๆๆ”

            “จ้าๆๆ ไปรอที่โต๊ะก็แล้วกัน เดี๋ยวจะทำอะไรให้กิน”

            คนกวนร้องบอกแล้วยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ ร่างสูงขยับกายไปหยิบอุปกรณ์เครื่องครัวและวัตถุดิบอย่างคล่องแคล่ว ผ้ากันเปื้อนลายลูกหมีถูกหยิบมาสวม ขับให้เขาดูมีมาดพ่อบ้านอยู่เต็มตัว หลังจากนั้นก็ง่วนอยู่กับการทำอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานกลิ่นหอมๆก็ลอยเตะจมูกกลอเรียจนเริ่มร้อวโวยวายเพราะความหิว เจ้าของใบหน้ากวนหัวเราะขำแล้วตักอาหารใส่จานสองจานแล้วยกไปตั้งที่โต๊ะทานข้าวอย่างรวดเร็ว

            “ข้าวผัดต้มยำกับกุ้งทอดกระเทีมพริกไทย หวังว่าจะพอใจนะ”

            เอื๊อก…

            เสียงกลืนน้ำลายของคนอายุน้อยกว่าทำให้คาร์นี่ย์ขำก๊าก เขาถอดผ้ากันเปื้อนไปแขวนไว้ที่เดิม แล้วทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับกลอเรียแล้วกินอาหารส่วนของตัวเองโดยที่แอบมองปฏิกิริยาของฝั่งตรงข้ามอยู่เงียบๆ

            ดวงตาสีฟ้านั้นดูเปล่งประกายแวววาวและมีความสุขทุกครั้งที่ตักอาหารเข้าปาก ความดุร้ายที่ฉายออกมาจนเป็นเรื่องปกตินั้นหายไป แต่พอคาร์นี่ย์เงยหน้ามอง แววตาดุร้ายนั้นก็กลับมาทันควัน เขาจึงแกล้งเงยหน้าดูหลายๆครั้งก็พบว่าปฏิกิริยาเป็นเหมือนกันในทุกๆครั้ง

            ดูเหมือนว่ากลอเรียจะมีปมบางอย่างในใจ ซึ่งนั่นทำให้เธอดูจงเกลียดจงชังผู้ชายเข้ากระดูกดำเลยทีเดียว แต่คาร์นี่ย์ไม่ได้ถือสาท่าทางนั้น เขาหยิบจานของเธอมาซ้อนกับจานของเขาแล้วยกล้างทำความสะอาดพร้อมๆกับเครื่องครัวที่เขาพึ่งใช้ไป

            หลังจากจัดการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องครัวเสร็จ คาร์นี่ย์ก็เดินไปหยิบนมในตู้เย็นขึ้นมาดื่มแล้วต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจเพราะกลอเรียยังนั่งนิ่งอยู่ในครัว และเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ เขาก็หยิบช็อคโกแลตหมีสองชิ้นในกระเป๋ากางเกงตัวเองยื่นไปให้กับกลอเรียพร้อมทั้งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

            “ขอบคุณสำหรับทั้งหมดนี้ค่ะ”

            คาร์นี่ย์แทบสำลักนมที่กำลังดื่มอยู่เพราะนั่นเป็นการขอบคุณครั้งแรกของกลอเรีย แถมสีหน้าท่าทางนั้นเหมือนขู่ฆ่ามากกว่าขอบคุณเสียด้วยซ้ำ แต่เจ้าตัวก็ไม่ถือสาอะไร เขาใช้มือขยี้ผมคนเด็กกว่าแล้วรุดเดินออกไปนอกบ้านโดยไม่ได้พูดอะไร

            “ฮ้ายยย คาร์นี่ย์”

            เสียงทักของหญิงสาวคนหนึ่งทำให้เขาต้องหันไปมองก่อนโบกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง คนที่มาคือเชอร์เบ็ทสาวอัจฉริยะที่มีความรู้ทั้งด้านการรักษาคนและรักษาเครื่องยนต์นั่นเอง

            “ที่ฉันขอไปคุณแบล็คโบนเขาว่ายังไงบ้างเหรอ”

            “ก็ที่ฉันมาก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ” เธอพูดแล้วชี้นิ้วโป้งไปที่ด้านหลังตัวเอง “พอรู้ว่านายขอเพิ่มอีกห้าคัน ป๊ะป๋าก็รีบจัดให้ทันทีเลยล่ะ”

            “เสร็จไวขนาดนี้ คงทำงานหนักน่าดูเลยสินะคุณแบล็คโบนน่ะ” คาร์นี่ย์กล่าวขณะก้าวอาดๆตรงไปที่รถขนส่งซึ่งบรรทุกมอเตอร์ไบค์ห้าคันและเป็นรุ่นเดียวกันกับที่เขาใช้อยู่ มือเอื้อมไปสัมผัสตัวรถก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ “ฝากขอบใจคุณแบล็คโบนด้วยนะ เอาไว้ฉันจะจ่ายค่าเหนื่อยพิเศษให้ทีหลัง”

            “โอ้ย ป๊ะป๋าไม่เอาหรอก แค่เสื้อที่ฉันขายได้ก็กินกำไรมหาศาลมากพอแล้ว นี่ยังไม่รวมที่บริษัทหลายๆบริษัทมาขอร้องให้ป๊ะป๋าช่วยงานอีกเป็นสิบๆงานเลยนะเนี่ย แค่นี้ที่บ้านฉันก็สบายแล้วล่ะ ทั้งหมดนี้ก็เพราะพวกนายล้วนๆ”

            “ขอบใจที่ชม” เสียงเรียบๆอันเป็นเอกลักษณ์พูดแทรกขึ้น พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มผมทองที่เดินมาทางพวกเขา “แต่เรื่องเสื้อน่ะ ฉันบอกตรงๆเลยว่าไม่ชอบใจซักเท่าไร”

            “ดีใจที่นายคิดเหมือนกับฉันนะสหาย” คนกวนพึมพำก่อนหัวเราะ “มันน่าอายชะมัดเลยเวลาที่เห็นตัวเองอยู่บนเสื้อน่ะ ต่อให้เป็นแค่ตัวการ์ตูนก็เถอะ”

            “เอาน่าๆ ไว้จะแบ่งกำไรมาให้คนละสิบเปอร์เซ็นต์นะจ๊ะ”

            เชอร์เบ็ทชูนิ้วหนึ่งนิ้วก่อนพูด คาร์นี่ย์ตบหน้าผากอย่างหนักใจเพราะประเด็นที่เขาต้องการสื่อให้อีกฝ่ายรับรู้นั้นไม่ใช่การร้องขอส่วนแบ่ง แต่แค่อยากให้รู้สึกผิดที่ทางนั้นทำอะไรโดยไม่ปรึกษาพวกเขาก่อนต่างหาก

            สุดท้ายก็ทำได้แค่ส่ายหน้าอย่างปลงๆเพราะคงจะพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ไม่ได้ แถมเองครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเดือดร้อนอะไรมากมายนัก ก็เลยปล่อยให้มันผ่านๆไป

            “คาร์นจ๋า”

            เสียงร้องดังขึ้นก่อนร่างที่แสนจะคุ้นเคยจะกระโดดเข้าสวมกอดเขาด้วยเสียงหัวเราะร่าเริง

            “เหนื่อยไหมล่ะวันนี้น่ะ”

            คาร์นี่ย์ก้มหน้าสบตาคนกอดแล้วถาม ก่อนแกะมือที่คล้องคอเขาออก

            “ก็นิดหน่อยแหละ แต่ฉันสบายมาก แค่ได้กอดเธอก็ทำให้ฉันหายเหนื่อยแล้วล่ะ” สาวมังกรว่าแล้วกอดเขาแน่นแล้วเอาหน้าซบเขาโดยไม่อายสายตาใครๆ

            “งั้นเหรอ? ถ้าเป็นอย่างที่ว่าก็จะยอมให้ซักครั้งก็แล้วกันนะ”

            คาร์นี่ย์ไม่ว่าเปล่า เขายกมือขึ้นมาลูบหัวอีกฝ่ายอย่างนึกเอ็นดู ท่าทางของเขาทำให้ไอน์ซาโม่เลิกคิ้วมองเขาอย่างประหลาดใจ เขาทำแค่เพียงยักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะแทนคำพูดให้เธอ ที่เขายอมก็เพราะรู้สึกตัวว่าที่ผ่านมาเขาใจร้ายกับไอน์ซาโม่เกินไปหน่อย การยอมๆซะบ้างก็คงเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร

            “อิๆๆ อุ่นจังเลย” ไอน์ซาโม่ร้องออกมาอย่างร่าเริงด้วยใบหนาอิ่มเอิบใจ

            “อะแฮ่ม อะฮึ่ย

            เสียงกระแอมกระไอแบบแปลกๆทำให้คาร์นี่ย์หันไปขำคนทำเสียงก่อนจะดันไอน์ซาโม่ให้ออกจากตัว ไมกัสหลังทำเสียงกระแอมกระไอแล้วก็เดินเข้าไปดูมอเตอร์ไบค์ด้วยแววตาเปล่งประกาย

            “นี่เจ้าสั่งซื้อมาให้พวกเราเหรอ”

            “ก็นะ ยังไงก็พวกเดียวกันแล้วนี่นา” คาร์นี่ย์ตอบเสียงเรียบแล้วหันไปสบตาไรดีน

            “เดี๋ยวที่เหลือฉันรับช่วงต่อเอง ไปพักก่อนเถอะ”

            ไรดีนบอกแล้วหันไปคุยกับไมกัสแทนคาร์นี่ย์

            “เจ้าดูเหนื่อยๆนะ” เสียงวอร์ดังขึ้น

            “วุ่นวายตั้งแต่เช้ามืดจนตอนนี้ยังไม่ได้หยุดเลยน่ะสิ ตอนนี้เวียนหัวชะมัดเลย”

            “พร่งนี้ต้องเดินทางไกลอีก เจ้าควรจะไปพักผ่อนเก็บแรงสักหน่อยนะ”

            น้ำเสียงวอร์เต็มไปด้วยความเป็นห่วง แม้ทางนั้นจะไม่เตือน เขาเองก็คิดที่จะไปนอนเก็บแรงสักหน่อยอยู่แล้ว พอถึงห้องนอนก็ถึงตัวลงบนเตียงอย่างหมดสภาพก่อนหลับตาลง ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนลอยอยู่ในอวกาศอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งวอร์ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง

            “ยินดีต้อนรับอีกครั้ง” วอร์กล่าวยิ้มๆ

            “อืม ไหนดาบล่ะ วันนี้จะไม่ซ้อมกันเหรอ?” คาร์นี่ย์หันมองซ้ายขวา ปกติเวลาเข้ามาวอร์จะโยนดาบมาให้เขาเป็นอย่างแรกในทันที แต่วันนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้น พอสังเกตท่าทางของวอร์ก็สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีเรื่องที่อยากจะคุย เขาจึงนั่งลงกับพื้น “มีอะไรจะคุยกับฉันสินะ”

            “อืม เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาวุธในตำนานน่ะ” วอร์เรียกเก้าอี้นวมขึ้นมาสองตัว ตัวหนึ่งถูกขยับไปทางคาร์นี่ย์ แล้วเจ้าตัวก็ทิ้งร่างนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว “คงรู้เรื่องความสามารถของเพสทิเล๊นท์แล้วใช่ไหมล่ะ”

            “ที่โกร่งดาบเปลี่ยนไปตามความสามารถใช่ไหม?”

            “ใช่ วอร์ครายเองก็มีความสามารถเฉพาะตัวเหมือนกันนะ”

            “โอ้ ตอนแรกฉันนึกว่าจะไม่มีอะไรแล้วซะอีกนะเนี่ย” คาร์นี่ย์ที่ทิ้งตัวลงนั่งท้าวคางบนเก้าอี้ว่าแล้วหัวเราะเสียงใส “ว่ามาสิ ฉันอยากรู้”

            “อาวุธในตำนานในหมวดของสี่อาชาน่ะมีความสามารถพิเศษกันทุกเล่มนั่นแหละน่า” วอร์ว่าแล้วถอดเกราะโยนทิ้งออกไปเสียงดังโครมแน่นๆ นั่นบ่งบอกว่านำหนักของเกราะที่วอร์สวมอยู่ตลอดเวลานั้นมันหนักมากขนาดไหน “ความสามารถพิเศษของวอร์ครายนั้นเข้าใจยาก เอาเป็นว่าฉันขอเกริ่นด้วยเรื่องอื่นก็แล้วกัน…”

            “อืม ว่ามาสิ ฉันมีเวลาฟังทั้งคืน”

            “ในอาวุธน่ะจะมีสิ่งที่เรียกว่าสตามิน่าไหลเวียนอยู่ นั่นคือแก่นกลางแห่งความแข็งแกร่งของอาวุธชนิดนั้นๆ ก็ใช่ที่ว่าวัสดุนั้นมีส่วนอย่างยิ่งที่จะทำให้อาวุธนั้นทนทานแต่ไม่ได้หมายความว่าอาวุธชิ้นนั้นจะแข็งแกร่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ ดาบไม้โง่ๆธรรมดาๆหากมีสตามิน่าที่แข็งแกร่งและเข้มข้นไหลเวียนอยู่ ดาบไม้นั้นก็อาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าดาบเหล็กที่คนปกติใช้กัน” วอร์เงียบแล้วพิงหลังกับพนักพิง คาร์นี่ย์พยักหน้าทำความเข้าใจกับเรื่องที่วอร์บอกก่อนจะทำไม้ทำมือเป็นสัญญาให้วอร์เล่าต่อ “วอร์ครายสามารถช่วงชิงสตามิน่ามาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวมันเองได้”

            “ห๊ะ! จริงเหรอ”

            “ฮ่าๆๆ สุดยอดไปเลยล่ะสิ แต่การจะช่วงชิงน่ะไม่ใช่คิดจะชิงก็ชิงได้หรอกนะ” วอร์กล่าวก่อนเรียกวอร์คายออกมาจากในอากาศและปล่อยให้มันลอยค้างอยู่ในอากาศแบบนั้น “เจ้าจะต้องทำให้จิตวิญญาณของอาวุธที่เจ้าต้องการจะช่วงชิงสตามิน่ายอมรับเจ้าให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะผู้ใช้มันหรือว่าจะเป็นการสังหารผู้ใช้ของมันทิ้งซะ”

            “อย่างแรกกับอย่างหลังมันต่างกันยังไง?” คาร์นี่ย์เลิกคิ้วถามแบบงงๆ

            “ถ้าเจ้าชนะแล้วแสดงความต้องการสตามิน่าที่อยู่ในอาวุธของอีกฝ่ายออกมา มันก็ไม่แน่ว่าจิตวิญญาณในอาวุธของอีกฝ่ายจะยอมให้สตามิน่ากับเจ้า ส่วนอย่างหลัง ถ้าเจ้าของของมันตายมันก็จะยอมให้สตามิน่ากับวอร์ครายในทันที” วอร์อธิบายแล้วดีดนิ้วขึ้นหมือนจะนึกอะไรออก “อาวุธในตำนานเองก็ไม่มีข้อยกเว้นนะ แต่จะต่างจากปกติหน่อยก็ตรงที่เจ้าจะได้รับดวงวิญญาณที่เหมือนๆกันกับข้าเพิ่มมาอีกดวงนึง”

            “แค่นี้ก็วุ่นวายสุดๆแล้ว อย่าให้มีมาเพิ่มเล๊ย” คาร์นี่ย์กัดอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกวนประสาท

            “ข้าก็ไม่ชอบหรอก แค่มุรามาสะของเจ้าก็เกินพอแล้ว” วอร์บ่นอุบดวงตาสีเขียวไร้ประกายนั้นเลื่อนไปมองอาชาสงครามที่เดินเข้ามาทางพวกเขาแล้วพ่นลมหายใจออกมาเป็นประกายไฟ คาร์นี่ย์ทำตาโตอย่างสนอกสนใจในสิ่งที่วอร์พึ่งหลุดปากออกมา “มุรามาสะเอาไว้หลังสุด ข้ายังพูดเรื่องวอร์ครายไม่หมด”

            “งั้นก็ว่าต่อเลย ฉันอยากรู้ใจจะขาดอยู่แล้ว”

            “หึ ใจเย็นๆ เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อน เจ้าต้องค่อยๆทำความเข้าใจ” วอร์ลูบหัวอาชาสงครามแล้วส่งยิ้มไปให้คู่สนทนา “การเอาสตามิน่าของอาวุธเล่มอื่นมาเสริมพลังให้ตัวเองไม่ใช่ความสามารถที่ดีที่สุดของวอร์คราย ยังมีความสามารถอีกสองอย่าง”

            วอร์ชูสองนิ้วขึ้นมาประกอบท่าทางการพูด พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังตั้งใจฟังดีก็หุบนิ้วแรกลง

            “ดวงตาอสูรที่โกร่งดาบของวอร์ครายคือสิ่งที่เรียกว่าวอร์เจ็ม[War Gem] ในการต่อสู้นั้นวอร์ครายจะกักเก็บสิ่งที่เรียกว่าวอร์โซล[War Soul] ยิ่งเจ้าปะทะนานวอร์โซลก็จะยิ่งสะสมเข้าไปในวอร์เจ็ม ยิ่งตึงมือวอร์เจ็มก็จะยิ่งดูดซึมวอร์โซลหนักขึ้น ยิ่งเจ้าคึกไปตามแรงแห่งการต่อสู้หรือสงคราม วอร์เจ็มก็จะยิ่งกักเก็บพลังได้ไวขึ้น และเมื่อวอร์โซลในวอร์เจ็มนั้นเต็มเปี่ยม มันก็จะมอบพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ดุจอสูรแห่งสงครามให้กับเจ้า แต่ข้อควรระวังก็คือ พลังนี้รุนแรงมากจนอาจจะทำให้เจ้าขาดสติและอาจพลั้งมือทำร้ายพวกพ้องตัวเองได้ ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นก็ระวังและควบคุมตัวเองให้ได้ล่ะ”

            “ฟังดูอันตรายนะนั่น เป็นไปได้ไหมที่ฉันจะหลีกเลี่ยงการใช้วอร์เจ็มอะไรนี่น่ะ”

            “จะใช้ไม่ใช้ก็ได้แล้วแต่เจ้า เอาไว้เรื่องนี้ข้าจะสอนทีหลัง” วอร์ตอบแล้วก็หุบนิ้วสุดท้ายลง “ความสามารถสุดท้ายคือเอ็กเชนจ์[Exchange] เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างเวทมนต์กับพลังกาย เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ข้าจะสมมุติว่าเจ้ามีพลังกายอยู่100หน่วย แต่เจ้าขาดพลังเวทมนต์อยู่50หน่วยเพื่อที่จะใช้เวทมนต์บทหนึ่ง เจ้าสามารถเอาพลังกาย50หน่วยแลกเปลี่ยนกับพลังเวทมนต์50หน่วย กลับกันเจ้าสามารถเอาพลังเวทมนต์มาแลกเปลี่ยนเป็นพลังกายได้เช่นกัน”

            คาร์นี่ย์ฟังจบก็คิดถึงวีธีการใช้งานความสามารถนี้ เขาคิดว่ามันค่อนข้างมีประโยชน์และสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้ เหมือนในจังหวะที่เขาต้องปะทะระยะประชิด เขาก็ใช้พลังเวทมนต์มาเติมพลังกาย ถ้าอีกฝ่ายตอบโต้ด้วยเวทมนต์ เขาก็สามารถใช้พลังกายแลกเปลี่ยนมาเป็นพลังเวทมนต์เพื่อยิงสวนกลับไปได้ นับว่าเป็นพลังที่ดีและใช้พลิกสถานการณ์ได้เลยล่ะ

            “ส่วนเรื่องของมุรามาสะน่ะ”

            เป๊าะ!

            วอร์ดีดนิ้วทีหนึ่งก็มีคนปรากฏตัวออกมาจากช่องมิติเล็กๆ คนมาใหม่เป็นสตรีผมยาวสีดำในชุดกีฬาญี่ปุ่นแบบย้อนยุคสีขาว กางเกงขายาวสีดำที่เรียกกันว่าฮากามะ(Hakama)นั้นทำให้เธอดูเป็นคนทะมัดทะแมง ดวงตาสีดำดุจท้องฟ้ายามราตรีจับจ้องมาที่เขานิ่งๆ

            “สวัสดีค่ะท่านคาร์นี่ย์” เธอว่าก่อนจะโค้งตัวให้เล็กน้อย “ดิฉันคือมุรามาสะ เป็นวิญญาณดาบของท่าน”

            “ผู้หญิงคนนี้พยายามติดต่อเจ้าเหมือนอย่างที่ข้าทำหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จสักที ข้าก็เลยช่วยนางนิดหน่อย” วอร์พูดก่อนลุกขึ้นยืนแล้วเรียกดาบออกมาในอากาศ จากนั้นก็ส่งดาบนั้นไปทางคาร์นี่ย์ “เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง พอดีวันนี้ต้องรีบสอนท่าไม้ตายให้เจ้าเด็กนี่สักท่าก่อน คงไม่ขัดข้องใช่ไหมมุรามาสะ”

            “ค่ะ เอาไว้ดิฉันค่อยสนทนากับท่านคาร์นี่ย์หลังจากที่ซ้อมดาบเสร็จแล้วก็ได้ค่ะ”

            มุรามาสะตอบด้วยกิริยานิ่งสงบและเรียบร้อยในมาดของกุลสตรี เธอเอื้อมไปรับเบาะจากวอร์แล้วใช้มันรองนั่งในท่าพับเพียบเรียบร้อยพลางทอดสายตามองไปทางคาร์นี่ย์กับวอร์ที่กำลังยืนประจันหน้ากัน

            “เอาล่ะนะ นี่เป็นหนึ่งท้าไม้ตายที่ข้าจะสอนเจ้า ข้าจะทำให้เจ้าดูก่อนที่จะสอน… ซอร์ดไดแซคชั่น[Sword Dissection]”

            วอร์ตวัดดาบอย่างแรงไปทางที่ก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่ง รังสีดาบพุ่งออกไปด้านหน้าแล้วผ่าเจ้าหินก้อนนั้นออกอย่างง่ายดายราวกับผ่าเต้าหู้ แถมมันยังไม่หยุดแค่นั้น รังสีดาบพุ่งเข้าถางป่าด้านหลังจนต้นไม้ล้มหายไปเป็นแนวยาว

            ดวงตาสีแดงเบิกกว้างหลังจากเห็นอานุภาพการทำลายล้างนั้น เขาหยิบดาบแล้วลองทำดูบ้าง

            “ซอร์ดไดแซคชั่น!”

            ซู่ม!

            รังสีดาบพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ส่วนร่างของคาร์นี่ย์นั้นเซถลาก่อนเสียหลักล้มลงอย่างควบคุมไม่อยู่ วอร์หัวเราะขำกับความเซ่อซ่าชวนตลกของคาร์นี่ย์ ชายผมยาวช่วยดึงร่างที่ล้มอยู่ขึ้นก่อนพูด

            “การปล่อยพลังดาบน่ะเจ้าทำได้แล้ว ที่ต้องมาฝึกกันก็คงจะเป็นเรื่องควบคุมทิศทางกับความคุ้นเคยเพื่อที่จะได้ไม่โดยแรงถีบดีดจนล้มลงไปกองนอนตูดโด่งแบบเมื่อกี๊อีก”

 

            ตีห้าร่างสูงของเด็กหนุ่มก็สะดุ้งตื่น แขนของใครบางคนกำลังโอบเขาเอาไว้ พอลองเปิดผ้าห่มออกก็เห็นว่าเป็นโพลิน่าที่แอบย่องมานอนกับเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปนานมาก ตั้งแต่ช่วงห้าโมงเย็นจนถึงตอนนี้ก็นับเวลาได้สิบกว่าชั่วโมงเลยทีเดียว เขาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่ให้เกิดเสียงและจัดการให้ร่างของแฟนสาวนอนสบายๆพร้อมห่มผ้าให้

            เขาคว้ากระเป๋าสัมภาระและเสื้อกันหนาวเพื่อเอาไปไว้ที่ห้องนั่งเล่นซึ่งอยู่ใกล้กับทางออกของบ้านมากที่สุด ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครตื่นเพราะตามทางเดินภายในบ้านนั้นมืดสนิท เขาเปิดไฟตามทางเดินแล้วตรงเข้าห้องนั่งเล่นแล้วกองสัมภาระเอาไว้ มุรามาสะถูกดึงออกมาเช็ดถูดูแลอย่างดี ยิ่งรู้ว่ามุรามาสะเป็นผู้หญิงด้วยแล้วเขาก็ควรจะดูแลดาบเล่มนี้เป็นพิเศษ และเพื่อไม่ให้วอร์ครายน้อยใจ เขาเองก็เรียกมันออกมาขัดถูเช่นกัน เงาดาบที่สะท้อนกับแสงจันทร์แวววาวนั้นดูมีมนต์ขลังแบบแปลกๆ

            “งือ” เสียงร้องงึมงำพร้อมร่างที่คุ้นตาเดินเข้ามาในห้อง “ฉันตื่นมาไม่เจอเธอ ก็นึกว่าจะแอบหนีไปทำภารกิจคนเดียวแล้วซะอีก”

            “ไม่หรอกน่า มานั่งตรงนี้สิ

             คาร์นี่ย์ตบไปที่ว่างข้างๆตัวเอง อีกฝ่ายก็ทำตามอย่างว่าง่ายแล้วเอาหัวมาพิงไหล่เขาด้วยสภาพของคนที่ยังไม่ตื่นนอนดี คราบน้ำลายข้างแก้มทำให้เขาเผลอหลุดหัวเราะ เด็กหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้แฟนสาวก่อนโอบไหล่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจ

            “วันนี้เรามาพยายามด้วยกันเถอะ”

            “อื้ม แต่ขออยู่แบบนี้ต่ออีกสักแป๊บนึงนะ” โพลิน่าพูดแล้วขยับเอาตัวแนบเข้าใกล้ยิ่งกว่าเดิม มือเรียวขาวเอื้อมมาจับแหวนที่สร้อยคอของเขา ดูเหมือนว่าเธออยากจะได้มันมากจริงๆ คาร์นี่ย์ยิ้มขำแล้วใช้มือแตะไปที่สร้อยข้อมือเชือกถักที่มือข้างนั้น “ฉันชอบจัง เวลาที่ได้เห็นสร้อยข้อมือของเธออยู่คู่กับของฉัน”

            “ฉันเองก็ชอบ และไม่เคยคิดจะถอดมันเลยด้วย”

            โครมๆๆ

            เสียงดังลั่นมาจากห้องครัว คาร์นี่ย์หลุดหัวเราะพรืดก่อนถอนหายใจ ดูเหมือนว่าพวกตัวป่วนจะตื่นนอนกันแล้ว และเขาคิดว่าควรจะแบ่งเบาภาระพี่สาวด้วยการแวะไปทำอาหารให้กับพรรคพวกเสียหน่อย

            “สุดสวย” คาร์นี่ย์หันเรียกคนข้างตัว เธอเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นเขาทำหน้าแหยๆ “พวกตัวป่วนกำลังจะพังห้องครัวแล้ว ถ้ายังไงก็อยากจะให้มาช่วยเก็บกวาดกันสักหน่อยจะได้ไหม?”

            โพลิน่ายังคงยิ้มขำจนคาร์นี่ย์ทำหน้างอนๆ เธอจึงงับไหล่เข้าให้ทีหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา

            “ไปกันสิ ชักช้าเดี๋ยวพี่อันนาตื่นมาเห็นเข้าจะโดนสวดกันยาวนะ”




NEKOPOST.NET