Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 23 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.23 - สร้อยคอและปลอกแขน


ดาบที่23 : สร้อยคอและปลอกแขน

                    


 

            เสียงโครมครามนั้นทำให้คาร์นี่ย์นอนต่อไม่ไหว เขาเดินออกจากห้องไปเจอเหล่าแก๊งค์เจ็ดดาบดารากำลังวุ่นวายอยู่ทั่วบ้าน ร่างสูงส่ายหัวแบบมึนๆก่อนหาวหวอดใหญ่เนื่องจากยังตื่นไม่เต็มตา เขาเลือกที่จะแวะเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัวก่อนที่จะออกมากินข้าวเช้า ยอมรับเลยว่าตั้งแต่พี่สาวคนสวยของเขามาอยู่บ้านนี่กับเขาแล้วอะไรๆมันก็ดีและสบายขึ้นเยอะ แต่เขาก็ยังอดเกรงใจไม่ได้ บางครั้งเขาจะซื้อขนมแล้วแอบไปวางไว้บนโต๊ะในห้องนอนของเธอเพื่อเป็นการขอบคุณ

            หลังจากจัดการธุระเสร็จแล้วเขาก็เดินออกจากห้องน้ำด้วยท่าทางที่ปลอดโปร่งสดชื่นกว่าเดิม เมื่อย้อนเดินกลับไปห้องครัวก็จ๊ะเอ๋เข้าให้กับโพลิน่าที่พึ่งออกมาจากห้องของไอน์ซาโม่ เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบทักทาย

            “อรุณสวัสดิ์”

            “อรุณสวัสด์จ้า” เธอตอบแบบยิ้มๆก่อนจะหน้าแดงแล้ววิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำ

            คาร์นี่ย์มองตามหลังอีกฝ่ายไปแบบงงๆ ทว่าจู่ๆภาพเมื่อคืนก็แว๊บเข้ามาในหัวทำให้ใบหน้าของเขาร้อนฉ่า ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเมื่อกี๊โพลิน่ามีอาการแบบนั้นเพราะอะไร

            เมื่อคืนนี้ไรดีนเคาะประตูห้องเพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับเขา เขาจึงให้โพลิน่ากลับห้องไอน์ซาโม่ไปก่อนแล้วอยู่คุยกับไรดีนจนเกือบเช้า สาระสำคัญของเรื่องที่ไรดีนมาพูดด้วยก็เป็นเรื่องของภารกิจแรกที่ถูกเสนอโดยขุนนางคนนึง เนื้อความมีอยู่ว่าให้พวกเขาช่วยไปตรวจสอบภูเขาที่อยู่ทางเหนือห่างจากจักรวรรดิไปราวๆห้าสิบกิโลเมตรว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ต้นเหตุก็มาจากการที่ส่งคนไปทำการค้าขายแล้วคนที่ถูกส่งไปที่นั่นดันหายสาบสูญไป ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะได้กลับมาเล่าว่ามีอะไรเกิดขึ้น เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางซึ่งก็คือภูเขาลูกที่ว่านั่นเอง

            นั่นเป็นอะไรที่ฟังดูอันตรายมากเลยทีเดียว แต่ถ้าหากว่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ผู้คนที่อาศัยอยู่ทางเหนือก็จะลำบากเพราะไม่มีสินค้าหรือเสบียงใดๆเข้าไปถึงได้ ครั้นจะเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์เองก็คงไม่ได้เพราะแถวๆนั้นมีสภาพอากาศหนาวเย็นสุดขั้วถึงขั้นหิมะตกตลอดทั้งปี คาร์นี่ย์เลยคิดจะถามความเห็นของทุกคนในกลุ่มเสียก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป

            เขาเล่าให้ทุกๆคนฟังบนโต๊ะอาหารถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ไรดีนได้มาบอกให้เขาฟัง ทุกคนพยักหน้ารับรู้ แล้วคาร์นี่ย์ก็เปิดโอกาสให้ทุกๆคนได้แสดงความคิดเห็น

            “แล้วรางวัลสำหรับภารกิจนี่คืออะไรล่ะ” เฟราสออกปากถามก่อนเพื่อน อลิซหันไปมองแบบเหยียดๆจนเฟราสทำหน้าแหยๆ “มันไม่ผิดนี่ที่ถามว่ากำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อแลกกับอะไร”

            “หนึ่งพันทอง” ไรดีนตอบน้ำเสียงเรียบก่อนจะหันไปลูบหัวแคนีส

            “อ่าหะ หนึ่งพันทอง ถือว่าเยอะมากพอที่จะเป็นค่าอาหารให้กับทุกๆคนในบ้านได้เป็นปีๆ” คาร์นี่ย์พูดพร้อมรอยยิ้มร่าเริง แน่นอนสิ ก็เขาเป็นคนแบกค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดของบ้าน นี่จึงเป็นรางวัลที่น่าสนใจมากๆสำหรับเขา “ฉันไม่ได้กดดันนะ แต่เงินค่าอาหารของคนในบ้านหนึ่งปี ฮี่ๆๆๆ”

            “ข้าน่ะอยากทำงานนี้อยู่แล้ว หัวอกคนที่ไม่มีอะไรจะกินน่ะข้าเข้าใจดี ตอนนี้คนที่นั่นคงกำลังลำบากเรื่องอาหารการกินอยู่แน่ๆ เพราะฉะนั้นข้าก็เลยอยากจะรับงานนี้ แต่ก็นะ… แล้วแต่พวกเจ้าจะตัดสินใจ”

            ไมกัสว่าแล้วกอดอกนั่งเงียบเพื่อรอฟังความเห็นคนอื่นต่อ

            คาร์นี่ย์หันไปสบตากับอลิซเป็นเชิงขอความเห็นเธอ หญิงสาวขยับแว่นกรอกตาไปมาอย่างครุ่นคิด พอสบตาเข้ากับคาร์นี่ย์ตรงๆเธอก็ต้องถอนหายใจ ดวงตาสีแดงคู่ที่เธอเห็นนั้นแทบจะขึ้นเป็นรูปเหรียญทองอยู่รอมร่อแล้ว

            “ฉันเอาด้วยก็ได้ เห็นแก่ที่นายเป็นเจ้าบ้านหรอกนะคาร์นี่ย์ ถ้าไม่ติดเกรงใจเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ฉันคงไม่อยากจะรับหรอกนะ”

            “ถ้าคุณโลลิค่อนโรคจิตขอก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอก เพราะฉันเองก็อยู่กินที่บ้านนี้นี่นา” กลอเรียพึมพำ สายตาของเจ้าหล่อนยังโหดไม่เปลี่ยน

            “ฉันไม่ใช่โลลิค่อนโรคจิตซักหน่อย ฉันเห็นเธอเป็นเหมือนน้องสาวเฉยๆต่างหากละเฟ้ย ไม่ได้เป็นพวกคลั่งเด็กซักหน่อย” คาร์นี่ย์พ่นลมหายใจหลังเอ็ดอีกฝ่ายเสร็จ เป็นจังหวะพอดีกับที่โพลิน่าเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดอยู่บ้านสบายๆ คาร์นี่ย์ฉวยโอกาสดึงเธอให้เข้ามาร่วมในวงด้วยเสียเลย “จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะดึงตัวเธอมาช่วยน่ะโพลิน่า”

            “ช่วย? ก็ได้อยู่นะ ช่วงนี้ฉันเองก็กำลังว่างๆอยู่เหมือนกัน”

            “เอ้อ ฉันสงสัยตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่นี่แล้วล่ะ” คาวาเลียร์พูดแล้วชี้นิ้วไปมาระหว่างคาร์นี่ย์กับโพลิน่า “ทั้งสองคนน่ะ ใช่อย่างที่ฉันคิดรึเปล่าเอ่ย?”

            สิ้นคำถาม คนอื่นๆก็ดูตั้งอกตั้งใจฟังเป็นพิเศษ คาร์นี่ย์หันไปสบตากับโพลิน่า ทั้งคู่หันหน้ามายิ้มให้กับเพื่อนๆ

            “ฉันเป็นแฟนของโพลิน่าน่ะ”

            “ห๊า จริงเหรอเนี่ย!”

            ทั้งโต๊ะร้องออกมาอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดมายังไงยังงั้น จะมีก็เพียงไรดีนเท่านั้นที่ไม่ได้ตกอกตกใจอะไรเพราะรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

            “อัศวินสูงสุดกับคาร์นี่ย์…” อลิซพูดก่อนเอามือปิดหน้า “หวาย… เป็นแฟนกันด้วยอะ ดูน่ารักจังเลย”

            “คุณนายเจ้าระเบียบ เก็บอาการหน่อย”

            เฟราสพูดกัดอลิซเข้าให้ทีหนึ่ง หญิงสาวหันไปถลึงตาใส่ก่อนจะหันกลับมาทำหน้าฟินให้คาร์นี่ย์กับโพลิน่าจนหมดมาดคนเจ้าระเบียบสุดเนี๊ยบไปโดยปริยาย

            “อะแฮ่มๆ งานๆๆ” คาร์นี่ย์กระแอมกระไอเตือนสติคนในโต๊ะทั้งๆที่หน้ายังแอบแดงอยู่หน่อยๆ “แล้วพลานาเรียกับมนุษย์หมาเมินล่ะว่าไง หืม?”

            “อย่าตั้งฉายาทุเรศๆให้คนอื่นแบบนั้นสิฟะ” เฟราสโวยวายก่อนเพื่อน “เอาก็เอาสิ จะให้ฉันอยู่กินบ้านคนอื่นสบายๆได้ยังไงเล่า”

            “ฉันเองก็เหมือนกัน จะให้อยู่บ้านคนอื่นสบายๆน่ะไม่ไหวหรอก และขอแก้ว่าฉันชื่อคาวาเลียร์ไม่ใช่พลานาเรียนะ ย้ำ คา-วา-เลียร์” คาวาเลียร์แก้ชื่อให้ตัวเองก่อนถอนหายใจ

            “เรียกแล้วหันก็เป็นอันใช้ได้แล้วล่ะสำหรับฉันน่ะ” เจ้าคนกวนว่าก่อนหันไปอธิบายเรื่องภารกิจกับโพลิน่า “เนื้องานก็มีอยู่ว่า มีคนอยากให้เราไปตรวจสอบที่ภูเขาทางเหนือว่ามีอะไรเกิดขึ้น เรื่องของเรื่องคือทุกๆครั้งที่ส่งคนไปทำการค้าแล้วไม่เคยมีใครได้กลับมาจากที่นั่นเลยน่ะสิ”

            “เรื่องนี้ฉันก็พอรู้อยู่บ้าง แต่ฉันนึกว่าจะแก้ปัญหาไปได้แล้วซะอีก” โพลิน่าพูดแล้วทำสีหน้าเคร่งเครียดก่อนกำหมัดแน่น “ดีล่ะ ฉันเองก็อยากเห็นกับตาตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น”

            “ฉันเอาด้วยสิ ห๊าววว…”

            ไอน์ซาโม่โพล่งขึ้นทันทีที่เดินออกจากห้องก่อนหาวหวอดใหญ่โดยไม่ปิดปาก คาร์นี่ย์นิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนดุเธอที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินเหตุ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มทำตัวเหมือนพ่อของไอน์ซาโม่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร รู้เพียงแต่ว่าพอเห็นแล้วมันอดดุไม่ได้จริงๆ

            “จะดีเหรอไอน์ พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวนา” คาร์นี่ย์ตั้งท่าว่าจะปฏิเสธเรื่องที่ไอน์ขอไปด้วยเพราะเห็นว่าสี่จอมเวทมนตราเองก็น่าจะมีงานของตัวเองเหมือนกัน

            “เอาเถอะคาร์น มีจอมเวทติดไปซักคนก็ดีนา เผื่อฉุกเฉินหรือมีอะไรผิดพลาดไง”

            โพลิน่าช่วยพูดแทนไอน์ซาโม่จนคาร์นี่ย์ใจอ่อนยอมตกลงจนได้ คนในโต๊ะลอบอมยิ้มให้กับท่าทางของเด็กหนุ่ม จนคาร์นี่ย์แสร้งกระแอมกระไอเพื่อเรียกสติของเพื่อนๆอีกครั้ง

            “เรามีเวลาเตรียมตัวสี่วันก่อนที่ขบวนจะถูกส่งไปอีกครั้ง เพราะฉะนั้น…” ไรดีนที่เงียบอยู่นานก็พูดขึ้น เขาหยิบม้วนแผนที่ออกมาแล้วกางมันลงที่โต๊ะกินข้าว “มาฟังแผนของเรากัน”

 

            “โธ่ คุณคาร์นี่ย์ทิ้งให้ฉันอยู่บ้านกับคุณพี่มารีอันนาสองคนเหรอคะ”

            เกรนิตี้บ่นอุบหลังจากที่ได้รู้เรื่องที่พวกเขาจะยกโขยงกันไปทำภารกิจในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ และแน่นอนว่าในบ้านจะเหลือแค่สาวแกะกับมารีอันนาพี่สาวของเขานั่นเอง เพราะลุควิคนั้นขอตัวกลับเมืองไปเมื่อหลายวันก่อนแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่อยากขาดเวรตรวจตราประจำวัน แม้ว่าจะเป็นช่วงที่องค์ราชาให้เขาได้หยุดพักก็ตามที เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วทำให้คาร์นี่ย์ไม่กล้าขอให้อีกฝ่ายอยู่ต่อเลยทีเดียว

            “เกรนิตี้จัง ฉันอยากให้เธออยู่ดูแลพี่อันนาให้หน่อยน่ะ ฉันไม่อยากให้มีเรื่องเหมือนเมื่อคราวก่อนอีกแล้ว” คาร์นี่ย์ขอร้องด้วยใบหน้าอ้อนวอนสุดชีวิต

            “กะ… ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณคาร์นี่ย์พูดขนาดนี้แล้ว จะให้ฉันปฏิเสธได้ยังไงล่ะคะ” เกรนิตี้ว่าแล้วหันหน้าไปลอบถอนหายใจ

            “ขอบใจนะ”

            คาร์นี่ย์พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะกินข้าวไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นซึ่งเจ้าพวกหลุดโลกทั้งหลายกำลังนั่งดูการ์ตูนกันอยู่ คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นก่อนเบ้ปาก เพราะวัยเจ้าพวกนี้ไม่น่าจะติดการ์ตูนกันแล้ว ยิ่งไมกัสด้วยยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ คนมาดกวนชะเง้อหน้าไปมองที่ทีวีซึ่งมีตัวการ์ตูนน่ารักๆวิ่งเล่นกันอยู่ แต่แล้วสักพักหนึ่งก็มีอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น น้ำมะนาวที่ตัวการ์ตูนนั้นคั้นอยู่กระเด็นเข้าตาของเจ้าตัวเขียวๆ แล้วเจ้าตัวเขียวๆนั่นก็ไปกระแทกกับตุ่นตัวกลมๆสีชมพู ร่างเจ้าตุ่นสี่ชมพูก็เซถลาแล้วเอาเล็บไปเสียบเข้ากับเจ้าตัวสีฟ้าจนร้องจ๊าก จากนั้นเจ้าตัวสีฟ้าก็วิ่งไปกลางถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนรถคันหนึ่งจะหักหลบแล้วพลาดไปชนเข้ากับป้ายจราจรจนตัวขาดออกเป็นสองท่อน แล้วการ์ตูนก็จบลงก่อนจะขึ้นตอนใหม่ด้วยความน่ารักสดใสชวนมุ้งมิ้งอีกครั้ง…

            คาร์นี่ย์ถึงกับทำหน้าเหยเกคิ้วกระตุกเมื่อได้เห็นความโหดร้ายของการ์ตูนนั้น ทางเจ้าพวกที่ดูอยู่ก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างถูกใจ เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้เขากำลังอาศัยอยู่กับพวกเลือดเย็นอยู่รึเปล่า สายตาของคาร์นี่ย์ดูกระสับกระส่าย แล้วยิ่งต้องตื่นตระหนกเมื่อได้เห็นว่าแฟนสาวเองก็นั่งดูการ์ตูนนั้นอยู่เหมือนกัน

            “พะ… โพลิน่า” คาร์นี่ย์พึมพำเสียงสั่นก่อนจะย่องไปหาเธอแล้วสะกิดที่ไหล่เบาๆ หญิงสาวหันมามองเขาแล้วเลิกคิ้วขึ้น “โพลิน่าชอบดูการ์ตูนนี่เหรอ?”

            “ก็… ไม่เชิงหรอก แต่มันก็คลายเครียดได้ดีนะ มันอาจจะดูโหดร้าย แต่ไม่รู้ทำไมบางครั้งดูแล้วมันก็ตลกดี เหมือนเจ้าแมวยักษ์นั่นเสียงตอนมันร้องน่ะ ฉันได้ยินแล้วหลุดขำตลอดเลยล่ะ”

            โพลิน่าชี้ไปที่ทีวีในจังหวะทีแมวถูกก้างปลายักษ์ทิ่มทะลุออกจากท้อง แมวตัวนั้นตาถลนออกมาได้โอเว่อร์สุดๆ จากนั้นมันก็ร้องเสียงดังแอว๊กได้หวีดสยองเกินคำบรรยาย คาร์นี่ย์แทบเผลอกัดลิ้นตัวเองเมื่อได้เห็นฉากนั้น โพลิน่าปิดปากหัวเราะขำคาร์นี่ย์แล้วออกปากชวนให้มานั่งข้างๆเพื่อดูการ์ตูนด้วยกัน

            “เอ่อ ไม่เอาดีกว่า ฉันคิดว่าจะออกไปข้างนอกซักหน่อยน่ะ”

            “ไปกับใครอ่ะ ไอน์หรอ?” โพลิน่าทำแก้มป่องใส่แล้วชะเง้อมองไปทางด้านหลังของเขา

            “รายนั้นไปทำธุระนิดหน่อย ตอนนี้ไม่อยู่ที่นี่หรอก” คาร์นี่ย์พูดพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม เขาใช้มือแตะปลายคางอีกฝ่ายด้วยมาดทะเล้น “หึงฉันเหรอจ๊ะคนสวย”

            “แน่สิ แฟนฉันทั้งคนนะ” โพลิน่าพูดก่อนตีไหล่คนกวน

            “ไปด้วยกันไหม ฉันจะไปเอาสร้อยคอที่ร้านน่ะ”

            “อื้อ ไปสิ แล้วจะไม่บอกทุกๆคนหน่อยเหรอ”

            โพลิน่าว่าแล้วหันหลังกลับไปมองเหล่าเจ็ดดาบดาราที่ดูการ์ตูนกันตาไม่กระพริบ แม้แต่ไรดีนเองก็เป็นไปกับเขาด้วย

            “ไม่ต้องหรอก ไปกันเถอะ” คาร์นี่ย์ว่าแล้วจับมือโพลิน่าเอาไว้ สองเท้าค่อยๆย่องดอดออกไปอย่างเงียบๆ

            “ไปดีมาดีนะคู่หู”

            “แน่นอน เอ้ย… โห่! ไรดีน!!! ฉันว่าจะไปเงียบๆแล้วเชียว”

            คาร์นี่ย์เอ็ดลั่นแล้วรีบลากโพลิน่า เพราะเจ้าพวกตัวแสบที่เหลือต่างพากันหันมามองแล้วแซวเสียยกใหญ่เลยน่ะสิ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องแย่แต่ก็อดเขินไม่ได้เหมือนกันนี่นา!

 

            หลังจากออกมาจากบ้านได้พักใหญ่ๆ ในที่สุดทั้งสองคนก็เดินมาถึงร้านขายเครื่องประดับจนได้ คาร์นี่ย์เดินเข้าไปในร้านแล้วแจ้งรหัสสินค้าที่สั่งทำเอาไว้ พนักงานเดินหายเข้าไปในร้านครู่หนึ่งก่อนจะออกมาพร้อมกล่องใส่สร้อยสีเทาหม่น พอพนักงานคนนั้นเปิดกล่อง สร้อยแพลทินัมลวดลายเถาวัลย์และใบไม้ก็เผยออกมาให้เขาได้เห็น

            คาร์นี่ย์จ่ายเงินค่าสร้อยให้เรียบร้อยแล้วหยิบกล่องนั้นออกมาจากร้าน เขาลากโพลิน่ามาถึงที่สวนสาธารณะที่ไม่ไกลจากร้านขายสร้อยเท่าไรนัก จากนั้นก็เลือกนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

            “ทำไมถึงอยากได้สร้อยล่ะคาร์น”

            โพลิน่าถามแล้วยื่นหน้ามองของในกล่องที่คาร์นี่ย์พึ่งจะเปิดมัน เด็กหนุ่มไม่ตอบคำ เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบแหวนวงหนึ่งออกมา หัวแหวนอัญมณสีนิลที่สลัก III ที่แสนจะคุ้นตาทำให้โพลิน่าเลิกคิ้วสูงขึ้น

            เขายิ้มแล้วร้อยแหวนเข้าไปในสร้อยก่อนจะสวมเข้าที่คอของตัวเอง โพลิน่ามองแหวนนั้นตาไม่กระพริบจนเจ้าของแหวนหัวเราะเพราะรู้ว่าโพลิน่ากำลังคิดอะไรอยู่

            “ยังไม่ได้ก่อนนะ รออีกหน่อยก็แล้วกัน” คาร์นี่ย์ว่ายิ้มๆ

            “อื้อ ฉันจะรอ”

            ถึงปากจะว่าอย่างนั้นแต่ดวงตาสีทับทิมก็ยังจ้องแหวนที่คอของเขาตาไม่กระพริบ เขาเอื้อมมือไปขยี้ผมอีกฝ่ายเพื่อเรียกสติแล้วจูงมือเธอพร้อมยืนขึ้น โพลิน่าทำหน้ายู่แล้วกัดไหล่เจ้าคนกวนไปทีนึง

            “อ๋อย… เจ็บนา ไม่ใช่ฉันไม่อยากให้เธอซักหน่อย” คาร์นี่ย์ลูบแขนตัวเอง น้ำตาของเขาเล็ดออกมาด้วยความเจ็บปวด “ฉันรู้ตัวดีว่าตอนนี้ยังเอาชนะเธอไม่ได้ ฉันถึงได้พยายามอยู่ทุกๆวันไงล่ะ”

            โพลิน่าไม่ตอบคำ เธอนึกย้อนกลับไปในวันปกติ สิ่งที่จะได้เห็นบ่อยๆก็คือเด็กหนุ่มที่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับเหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัว นั่นทำให้เธอไม่กล้าพูดอะไรออกมาเพราะรู้ว่าทางนั้นก็พยายามอยู่อย่างหนัก อันที่จริงโพลิน่าเคยแอบคิดว่าจะให้เขามาประลองกับเธอแล้วเธอก็จะแกล้งแพ้ซะ แต่นั่นคงจะทำให้คาร์นีย์ไม่พอใจ เพราะถ้าเธอแกล้งแพ้ก็เหมือนกับว่าเธอได้ดูถูกความพยายามและความตั้งใจของคนที่เธอรักและนั่นไม่ดีแน่ๆ

            “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ งอนฉันหรอ” คาร์นี่ย์ออกปากถามเพราะเห็นอีกฝ่ายทำหน้านิ่งแถมยังเงียบอีกต่างหาก

            “เปล่าๆ ฉันไม่ได้งอนคาร์นหรอกแค่คิดอะไรเพลินๆอยู่น่ะ”

            “แน่นะว่าไม่ได้งอน”

            “แน่ที่สุดในโลกเลย”

            สิ้นคำก็โดนเจ้าคนกวนฉวยโอกาสหอมแก้มไปฟอดนึงจนเธอต้องอ้าปากค้าง มือนั้นตีแขนอีกฝ่ายด้วยท่าทางปั้นปึ่งคล้ายไม่พอใจ แต่ก็แอบอมยิ้มไปตลอดทางที่เดิน

            “เดี๋ยวก็ทำหน้าบูดเดี๋ยวก็ยิ้มแป้น ตกลงชอบหรือไม่ชอบกันแน่เอ่ย” คาร์นี่ย์ที่สังเกตมาตลอดทางแกล้งถามเพื่อนกวนประสาท “งั้นต้องลองอีกทีล่ะมั้ง จะได้รู้กันไปเลย”

            “อ๊ายยย!” โพลิน่าร้องเอามือผลักหน้าที่ยื่นเข้ามาออกแล้วหลับตาปี๋ “ตาบ้า! นี่ที่สาธารณะนะ”

            คาร์นี่ย์เกาหัวมองซ้ายมองขวาแล้วยักไหล่แทนคำพูดว่า ช่วยไม่ได้ เขาจูงมือโพลิน่าแล้วพาเดินต่อ อัศวินสาวเห็นว่าตนเองโดนจูงมือพาเดินต่อแล้วก็กล้าที่จะลืมตาขึ้นมา สายตาคนรอบๆกำลังจับจ้องมาทางพวกเขาเพราะตอนนี้คาร์นี่ย์เป็นคนดังไปแล้ว ในขณะที่โพลิน่าเองก็เป็นที่รู้จักกันในนามของอัศวินสูงสุด แม้จะรู้อย่างนั้นแต่ร่างสูงก็ดูไม่มีท่าทีที่จะใส่ใจอะไร

            แต่แล้วคาร์นี่ย์ก็สะดุดชักงักเมื่อเจอเข้ากับคนที่คาดไม่ถึง ชายร่างเล็กที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอัศวินสูงสุดกำลังเดินสอดส่ายสายตาไปมาอย่างหงุดหงิดราวกับบ้านของตนพึ่งถูกมือดีวางระเบิดถล่มยังไงยังงั้น เขาบีบมือโพลิน่าแน่นขึ้นเล็กน้อยทำให้ธอจับจ้องสายตาไปทางเดียวกับเขาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมลากร่างของเขาให้ไปอีกทางทันที

            แม้จะไม่เข้าใจนักแต่เขาเองก็ยอมตามเธอไปโดยไม่คิดจะถามอะไร แต่พอมองกลับหลังไปก็เจอเจ้าคนตัวเล็กกำลังวิ่งไล่ตามอย่างเอาเป็นเอาตาย แถมสีหน้าก็ดูสุดติ่งสุดๆไปเลยอีกต่างหาก

            คาร์นี่ย์รีบชี้ให้โพลิน่าวิ่งเข้าไปในกลุ่มฝูงชน แต่ทว่าเจ้าคนร่างเล็กนั้นกลับวิ่งแบบไม่สนโลกและตะโกนให้ฝูงชนแหวกทางออกให้อย่างง่ายดาย เมื่อคาร์นี่ย์เห็นท่าไม่ดีก็รีบหลบหายเข้าไปในร้านขายขนมหวานอย่างรวดเร็ว

            ดัลจินวิ่งมาหยุดหน้าร้านขนมหวานที่พวกเขาอยู่อย่างพอดิบพอดี ร่างนั้นหันซ้ายหันขวาอยู่พักหนึ่งแล้ววิ่งไปอีกทาง นั่นทำให้คาร์นี่ย์โล่งอกไปได้เปราะหนึ่ง

            “ทำไมเราต้องหนีเขา?”

            คาร์นี่ย์ถาม ใบหน้านั้นจริงจังจนโพลิน่าปฏิเสธที่จะไม่ตอบไม่ได้

            “ฉันไม่ค่อยถูกกับดัลจิน หมอนั่นชอบทำอะไรน่าหงุดหงิดรำคาญน่ะ”

            “อ้อ อย่างนี้นี่เอง” คาร์นี่ย์พยักหน้าก่อนลอบชะเง้อหน้าออกไปนอกร้านเพื่อดูให้แน่ใจว่าปลอดภัยแน่รึเปล่า พอเห็นว่าทางโล่งสะดวกก็ค่อยๆขยับกายออกมาจากร้าน “ดูเหมือนงานวันนี้จะกร่อยแล้วล่ะ กลับกันเถอะ”

            “โทษทีนะคาร์น”

            “ไม่หรอกน่า ไม่ต้องขอโทษ ไม่ใช่ความผิดเธอนะโพลิน่า”

            สิ้นคำบอกเขาก็ส่งมือไปให้เธอจับ แล้วทั้งสองคนก็รีบเดินกลับไปที่บ้าน ระหว่างทางก็เจอดัลจินเข้าสองสามครั้ง ไม่รู้ว่าซวยหรือเพราะอะไร พวกเขาต้องแอบและหลีกไปใช้ทางอ้อม กว่าจะถึงบ้านก็เสียเวลาไปมากกว่าที่ควรจะเป็นตั้งครึ่งชั่วโมง

            “ขานั้นเหมือนจะกำลังตามฆ่าพวกเราเลยนะนั่น” คาร์นี่ย์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในห้องของเขา เขานั่งมองโพลิน่าที่ทำหน้าแหยๆอยู่ที่เตียงของเขา “บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ความผิดเธอ เราก็แค่ซวยไปหน่อยเดียวเอง”

            “อื้อ ก็เข้าใจแล้วแหละ แต่ก็รู้สึกเฟลๆตัวเองนิดหน่อย”

            คาร์นี่ย์ไหวไหล่วืดแล้วเปิดลิ้นชักที่โต๊ะของเขา ห่อขนมหอใหญ่ถูกหยิบออกมาแล้วยื่นส่งไปให้กับโพลิน่า มันคือหมีช็อคโกแลตที่รสชาติขมๆนิดๆแต่ก็อร่อยดีซึ่งเป็นขนมที่เขามักจะกินเวลาที่รู้สึกแย่ และเชื่อว่ามันน่าจะทำให้โพลิน่าสบายใจขึ้นได้บ้าง

            “เอาไปกินซะสิ ของโปรดของฉันเชียวนะ”

            “ง่า… ฉันไม่ใช่เด็กนะ ที่เอาขนมมาล่อกันแบบนี้น่ะ” ปากอัศวินสาวว่าอย่างนั้นแต่มือกลับเอื้อมไปรับถุงขนมจากคาร์นี่ย์

            “ไม่ได้คิดว่าเธอเป็นเด็กหรือจะเอาขนมอะไรมาล่อสักหน่อย” เขาว่าแล้วเลื่อนเก้าอี้ไปใกล้ๆเตียงแล้วหยิบซองมาแกะออกเพราะเห็นว่าโพลิน่าทำท่าเงอะๆงะๆไม่ยอมแกะถุงเสียที “ฉันกินเวลาเครียดๆหรือรู้สึกกดดันน่ะ โดยเฉพาะช่วงที่ซ้อมดาบกับคุณพ่อ เจ้านี่ช่วยฉันได้เยอะเลย”

            ว่าแล้วก็หยิบขึ้นมาแกะชิ้นหนึ่งแล้วส่งไปให้แฟนสาว คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เขาคิดว่าเธอจะหยิบมันไปจากมือเขาแต่ไม่ใช่ โพลิน่ากำลังอ้าปากรอเขาป้อนอยู่ซะงั้น เขาป้อนมันใส่ปากเธออย่างเบามือ ก่อนจะแกะอีกชิ้นแล้วโยนใส่ปากตัวเองบ้าง

            แอ๊ด

            “โทษทีนะคาร์น ว่างพอจะคุยรึเปล่า?”

            เป็นไรดีนที่เปิดประตูห้องเข้ามา ซึ่งเขาก็พยักหน้าให้อีกฝ่ายพร้อมเชื้อเชิญให้มานั่งที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่ง

            เด็กหนุ่มผมทองเดินมาเข้ามาพร้อมกับหมาป่าคู่ใจ ดวงตาสีทองเหลือบไปมองโพลิน่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองกลับมาที่คาร์นี่ย์อย่างมีเลศนัย

            ดูเหมือนคาร์นี่ย์จะเข้าใจความหมายของสายตาที่ส่งมา เขาหันไปยิ้มให้กับโพลิน่าแล้วออกปากว่า

            “โทษทีนะโพลิน่า พอดีไรดีนเขาจะคุยเรื่องส่วนตัวกับฉันนิดหน่อยน่ะ แบบผู้ชายแมนๆคุยกันอะไรงี้ ถ้ายังไงช่วยไปรอข้างนอกซักแป๊บจะได้ไหม?”

            โพลิน่าพยักหน้ายิ้มๆแล้วหยิบถุงขนมติดมือไปด้วย เธอเดินเข้าจูบหน้าผากเขาทีหนึ่งแล้วเดินออกจากห้องไป

            คาร์นี่ย์ยักไหล่ให้กับสายตากรุ้มกริ่มเชิงล้อเลียนที่ส่งมาจากไรดีน ก่อนทำไม้ทำมือเป็นเชิงบอกให้ไรดีนเริ่มพูดได้แล้ว

            “ไอน์ไปติดต่อเรื่องการสานสัมพันธไมตรีระหว่างบีสต์ลิฟกับฮิวมันทรีมา นายรู้เรื่องนี้แล้วใช่ไหม?”

            “ใช่ ก่อนไปไอน์เป็นคนบอกฉันเอง แล้วเป็นไงบ้างล่ะ?”

            “การเจรจาไปได้สวย อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าผู้นำสูงสุดของบีสต์ลิฟจะยกขบวนเข้ามาทำการเจรจาพูดคุยและเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องระหว่างนั้นนี่สิที่มีปัญหา”

            “หืม… ปัญหา?” คาร์นี่ย์ทวนคำ

            “ใช่ ทั้งจากฝั่งมนุษย์และจากฝั่งอมนุษย์เลยล่ะ” ไรดีนว่าสีหน้าฉายแววหนักใจ “มีพวกไม่เห็นด้วยกับการติดต่อสานสัมพันธไมตรีครั้งนี้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคืออมนุษย์บางพวกที่คิดว่าตัวเองโดดเด่นและดีเกินกว่าจะรับมนุษย์เป็นพันธมิตร เอาง่ายๆ เจ้าพวกกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ต้องการให้มนุษย์แบบพวกนายมาเป็นทาสข้ารับใช้เท่านั้น พวกนี้น่ะเป็นพวกนอกรีต ซึ่งนั่นเองก็เป็นสิ่งที่ผู้คุมกฎประจำทวีปอย่างฉันต้องจัดการ กลุ่มที่สองก็คือ กลุ่มมนุษย์ที่รู้เรื่องการมีตัวตนอยู่ของเราแต่ไม่ยอมรับหรือเชื่อใจเรา แถมบางคนก็มีอดีตที่เลวร้ายทำให้เกลียดชังอมนุษย์เข้าไส้ ตรงนี้ฉันจัดการให้ไม่ได้เพราะฉันเป็นคนต่างทวีป”

            “นายก็เลยจะวานขอให้ฉันมาช่วยตรงส่วนนี้ใช่ไหม?” คาร์นี่ย์ที่เริ่มจะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันแล้วถามกลับไปแบบตรงๆ

            “ใช่ ตอนนี้ไม่มีใครที่จะสนิทใจและช่วยฉันในเรื่องนี้ได้ดีเท่ากับนาย”

            “แน่นอน ฉันเต็มใจช่วยอยู่แล้ว แล้วยังไงต่อ?”

            “คนสองกลุ่มที่ว่ามีแผนจะขัดขวางการติดต่อสานสัมพันธ์ครั้งนี้น่ะสิ อย่างเล็กๆก็แค่ขัดขวางการเดินทางหรือสร้างเรื่องให้เกิดความแตกแยกกัน อย่างเลวร้ายที่สุดก็…” ไรดีนทำสีหน้าหนักใจเมื่อพูดมาถึงตรงนี้

            “ลอบสังหารองค์จักรพรรดิหรือไม่ก็สังหารผู้นำสูงสุดของทวีปนายสินะ”

            “อืม” ไรดีนรับคำด้วยใบหน้าตึงเครียด เสียงแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่สบายใจ “ฉันเกรงว่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าอย่างแรกน่ะสิ”

            “การขัดขวางการเดินทางหรือทำอะไรให้เกิดความแตกแยกน่ะ เราสามารถแก้ปัญหาได้ถ้ามันเกิดขึ้น อย่างมากก็แค่เสียเวลา แต่อย่างหลังนี่สิ ฉันว่าที่พวกมันคิดต้องเป็นอย่างหลังแน่ๆ เพราะถ้าทำสำเร็จ จะเป็นที่แน่นอนว่าทวีปบีสต์ลิฟกับฮิวมันทรี จะไม่มีวันเข้าหน้ากันติดอีกเลย”

            “นายคิดเหมือนกับฉันเลยคาร์น”

            “เราต้องยกเลิกภารกิจสำรวจทางเหนือรึเปล่า” คาร์นี่ย์ถาม คนอารมณ์ดีต๊องๆแบบเขาถึงกับตึงเครียดเมื่อรู้ว่าจะต้องรับมือกับเรื่องใหญ่ระดับทวีปแบบนี้ สีหน้าของเขาดูกดดันอย่างเห็นได้ชัด

            “ไม่ต้อง เราน่าจะเคลียร์ภารกิจนั้นได้ด้วยเวลาไม่นานเท่าไรนัก ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะไปตามล่าพวกนอกรีต” ไรดีนบอกก่อนจะส่งปลอกแขนผ้าที่สัญลักษณ์รูปนางฟ้าโอบกอดดวงอาทิตย์ให้คู่สนทนา “จักรพรรดิสั่งไอน์ให้เอามันมามอบให้กับนาย”

            “มันคือ… อ๋อ…”

            คาร์นี่ย์ที่กำลังจะถามก็ต้องร้องอ๋อขึ้นก่อนเมื่อไรดีนหยิบปลอกแขนรูปอุ้งเท้าซ้อนทับด้วยรอยกรงเล็บของสัตว์ป่าขึ้นมาโชว์ ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด ปลอกแขนไรดีนคือสัญลักษณ์ผู้คุมกฎของบีสต์ลิฟ ส่วนปลอกแขนที่เขาพึ่งได้มาก็จะต้องเป็นสัญลักษณ์ของผู้คุมกฎของฮิวมันทรีอย่างแน่นอน

            นั่นหมายความว่าตอนนี้เขาต้องดูแลจัดการมนุษย์นอกรีต เหมือนๆกับที่ไรดีนต้องดูและจัดการอมนุษย์นอกรีตนั่นเอง

            “แล้วผู้คุมกฎที่ทวีปบีสต์ลิฟมีแค่นายเหรอไรดีน”

            เจ้าของฉายาหมาป่าสีทองส่ายหน้าให้เนือยๆ ก่อนจะชูสามนิ้วขึ้นมา

            “สามสิบคน?”

            “สามพันคน”

            “ห๊า เยอะกว่าที่ันคิดเยอะเลย แล้วทางฝั่งฉันล่ะ!”

            “ราวๆ 150 คนล่ะมั้ง ทุกๆคนล้วนรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของอมนุษย์มาตั้งแต่แรกแล้วทั้งนั้นด้วย”

            “จำนวนคนละเรื่องกับทางฝั่งนายเลยนะเนี่ย” คาร์นี่ย์กอดอกท่าทางดูหนักใจเอาเรื่อง เพราะปริมาณคนกับเนื้องานที่ได้มานี่คนละไซส์กันเลยทีเดียว “แต่ก็อย่างว่า มีมนุษย์ที่รู้เรื่องของอมนุษย์อยู่ไม่มากด้วยล่ะ จะไปมอบหมายงานแบบนี้ให้คนที่ไม่รู้เรื่องมันก็ไม่ได้ซะด้วยสิ”

            “ใช่ ที่สำคัญคือฉันไม่มั่นใจด้วยว่าคนในกลุ่มผู้คุมกฎน่ะจะไว้ใจได้ทั้งหมด” ไรดีนว่าแล้วสบตากับคาร์นี่ย์นิ่ง “ฉันคิดว่ามีหนอนอบ่อนไส้อยู่ในกลุ่มผู้คุมกฎ”

            “ยังไง? แล้วนายรู้ได้ไง?”

            “หลายวันก่อนฉันไม่ค่อยอยู่ที่บ้านนายสังเกตไหมคาร์น” สิ้นคำถามคาร์นี่ย์พยักหน้าหงึกรับ เมื่อเห็นท่าทางตอบรับนั้นแล้วไรดีนจึงพูดต่อ “ฉันกับพรรคพวกที่อยู่ในทวีปฮิวมันทรีได้รับข้อมูลมาว่ามีรังของพวกอมนุษย์นอกรีตอยู่ ก็เลยยกพลกันไปบุก แต่อีกฝ่ายกลับไหวตัวหนีไปได้ และเป็นแบบนี้ถึงสามครั้งติดๆกัน”

            “นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นายมั่นใจว่าจะต้องมีคนทรยศอยู่ในกลุ่มสินะ” คาร์นี่ย์พูดแล้วยืดตัวขึ้นเอานิ้วโป้งชี้ที่อกของตัวเองด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “แต่ตอนนี้นายเชื่อใจฉันได้นะเว้ย ฉันจะไม่ทรยศนายอย่างเด็ดขาด”

            “เพราะเชื่อใจได้น่ะสิฉันถึงได้มานั่งคุยอยู่ตรงนี้ไง หลังจากนี้ก็ฝากด้วยนะ” ไรดีนยกกำปั้นไปตรงหน้า คาร์นี่ย์เห็นแบบนั้นก็ยื่นกำปั้นไปชนกันก่อนยิ้มเผล่ ไรดีนดีดตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางผ่อนคลายหลังจากที่คุยเรื่องจริงจังกันมาได้พักใหญ่ๆ “ฉันขอตัวก่อนนะ พอดีว่าจะต้องพากลอเรียกับอลิซไปเลือกซื้อเสื้อผ้าซักหน่อย”

            “จะให้ไปเป็นเพื่อนไหม?” คาร์นี่ย์ถามก่อนหลุดขำเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้รัวๆ เขาเอื้อมมือไปตบไหล่อย่างเข้าอกเข้าใจ “โอเค ฉันเข้าใจความรู้สึกของนาย ไม่ต้องห่วงนะคู่หู  เดี๋ยวฉันจะไปช่วยนายถือของของพวกหล่อนเอง ฮ่าๆๆๆๆ”




NEKOPOST.NET