Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 22 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.22 - การมาเยือนของธาวูเฟล


ดาบที่22 : การมาเยือนของธาวูเฟล

             

       

            โครม!!!

            ร่างของคาร์นี่ย์เกลือกกลิ้งลงไปนอนกับพื้น ก่อนจะใช้ดาบในมือยันตัวขึ้นยืน แต่ก็ต้องฝืนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันเมื่อวอร์ยกเท้าขึ้นมาถีบโดยไม่ปล่อยให้เขาได้หยุดพักหายใจ เขาปลิวไปตามแรงถีบนั้นและค่อยๆยันตัวขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมเสียงถอนหายใจที่หลุดออกมาจากวอร์

            “พักแค่นี้ก่อน” วอร์คำรามแล้วเสียบดาบลงไปในพื้นแล้วกอดอกมองหน้าคาร์นี่ย์นิ่ง “คิดอะไรของเจ้าอยู่ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูเหม่อๆนัก”

            “ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก” คาร์นี่ย์ตอบแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดสภาพ

            “มาโกหกกับคนที่เจ้าไม่มีวันโกหกได้อย่างข้า เป็นเรื่องที่น่าขันเสียจริง”

            “ก็ขันซะสิ”

            “เอ๊กอี้เอ๊กเอ้ก ถุย!!! ยังจะตลกได้อีกนะเจ้าเนี่ย” วอร์ช่วยตบมุกก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆเจ้านายตัวเอง

            คาร์นี่ย์หัวเราะขำที่อีกฝ่ายเล่นด้วย เขาถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะหันไปมองหน้าวอร์อย่างลังเลใจ

            “มีอะไรก็พูดมาสิ เจ้าก็รู้ ว่าสำหรับเจ้าแล้วข้าคือคนที่ไว้ใจได้มากกว่าใครทุกๆคนบนโลกใบนี้” วอร์พูดแล้วขยับยิ้มในมาดที่ดูดีออกมา “ถึงเจ้าจะเอาไม้จิ้มฟันอุบาทว์นั่นมาทำอะไรไม่ดีกับข้าไว้เยอะก็เถอะ”

            “ฮ่าๆๆๆ โทษทีๆ แต่ตอนนั้นฉันเองก็ตั้งใจจะช่วยนายจริงๆนะวอร์” คาร์นี่ย์พูดแล้วล้วงไม้จิ้มฟันออกมาจากในกระเป๋ากางเกง วอร์สะดุ้งโหยงเมื่อได้เห็นมัน ตั้งแต่วันที่เจ้าตัวได้ซื้อมันมาก็เก็บมันเอาไว้กับตัวตลอด “เอาไปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไหมพวก”

            “ไม่เอาเด็ดขาดเลยว้อย!!!” วอร์ตวาดลั่นแล้วกุมแถวๆหน้าอกอย่างหวาดเสียว

            “ล้อเล่นน่าๆ” ว่าจบเขาก็เอามันเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “แล้วก็เรื่องที่ฉันคิดอยู่น่ะ”

            “ผู้หญิงที่ชื่อไอน์ซาโม่นั่นล่ะสิ”

            เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายก่อนระบายยิ้มออกมา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเขาหรือเขากำลังคิดอยู่ตัววอร์นั้นมักจะรู้เสมอ อาจจะเป็นเพราะวอร์อยู่กับเขาตลอดเวลานับตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกันล่ะมั้ง

            “ใช่แล้ว เรื่องของไอน์นั่นแหละ” ดวงตาสีแดงมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีเทาหม่น “ไอน์บอกว่าคนที่จะเป็นคู่ของเธอได้มีแค่ฉันเท่านั้น แต่ฉันทำแบบนั้นไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ผิดมากๆสำหรับฉัน”

            “หากเจ้าปันใจให้นางเจ้าก็จะรู้สึกผิดกับคนรักของเจ้า หากเจ้าหมางเมินนางจนเกินไป นั่นก็จะเป็นการทำร้ายนางเช่นกัน แต่เจ้ารู้รึเปล่าว่านางไม่เคยขอให้เจ้าไปเป็นคนรักของนางเลย นางไม่เคยคิดจะใช้มารยาใดๆกับเจ้า ที่ข้าเฝ้ามองมาตลอด ข้าก็เห็นแค่นางมอบความรักให้กับเจ้าแม้เจ้าจะไม่เคยมอบความรักให้กับนางเลย เจ้าไม่สังเกตบ้างหรือว่าแค่นี้นางก็มีความสุขแล้ว ทำไมเจ้าไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะ?”

            “ไม่มีใครที่ไหนที่ไม่อยากได้ความรักจากคนที่ตัวเองรักหรอกนะวอร์” คาร์นี่ย์ตอบพลางถอนหายใจ

            “เจ้าโตขึ้นแล้วนี่ที่เข้าใจเรื่องอะไรแบบนี้ได้” วอร์ยิ้มหลังได้ฟังคำตอบนั้นจากคาร์นี่ย์ “ทำไมเจ้าไม่ให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเวลาและหัวใจของเจ้าเองล่ะ”

            วอร์พูดด้วยใบหน้าที่อัดแน่นไปด้วยเลศนัย เสียงก่อกแกร่กดังขึ้นแทรกในขณะที่คาร์นี่ย์จะพูด ทำให้ทั้งสองต้องชะงักไป วอร์ถอนหายใจพลางขำ

            “ไปเถอะ ดูเหมือนว่าจะมีคนมาหาเจ้ายามวิกาลนะ”

            “แล้วเรื่องฝึก…”

            “ฝึกไปก็เท่านั้น ใจเจ้าไม่ได้จดจ่ออยู่กับการฝึกเลย เอาไว้เราค่อยเจอกันอีกทีหลังจากที่เจ้าทำจิตใจให้สงบได้แล้วเถอะ”

            วอร์กางมือแปะลงใบหน้าของเขา จากนั้นก็เหมือนมีแรงอะไรซักอย่างดูดร่างของเขา พอมารู้สึกตัวอีกทีเขาก็ลืมตาอยู่ในห้องนอนที่คุ้นเคย ดวงตาสอดส่ายไปรอบๆเพื่อมองหาคนที่เนต้นเหตุที่ทำให้เขาตื่น

            “แถ่แด๊!!!”

            “จ๊ากกก!!!” คาร์นี่ย์ร้องและกลิ้งตกเตียงด้วยความตกใจ ก่อนจะยันตัวขึ้นมองบนเตียงแล้วชี้นิ้วไปที่สองสาวที่นั่งอยู่บนเตียง ปากก็ละล่ำละลั่กพูดออกมาไม่เป็นภาษา “อะไร… แบบนี้ …ทำไม…”

            คนที่มาเยือนไม่ใช่คนอื่นคนไกลของเขา ทั้งสองคนคือโพลิน่ากับไอน์ซาโม่ที่มาในชุดสัตว์ตัวใหญ่ๆ โพลิน่ามุ่ยหน้าเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้นก่อนก้มมองชุดวัวของตัวเองแบบไม่มั่นใจ ไอน์ซาโม่หัวเราะแล้วกระดิกเอวทำให้หางแมวส่ายไปส่ายมา

            “ไหนไอน์บอกว่าคาร์นชอบแบบนี้ไงล่ะ”

            โพลิน่าหันไปถามคนข้างตัว ไอน์ซาโม่ยิ้มแล้วจัดที่คาดผมซึ่งมีเขาวัวสีเหลืองอมน้ำตาลประดับอยู่ให้โพลิน่า จากนั้นก็ผลักไหล่ของโพลิน่าให้หันไปทางคาร์นี่ย์ คนโดนผลักมีอาการหน้าขึ้นสีแดงจัดแล้วเอามือไปปิดที่หน้าท้องที่เปลือยเปล่าซึ่งกำลังเผยให้เห็นกล้ามเนื้อบางๆอย่างคนแข็งแรง

            “ชอบไหมจ๊ะคาร์น” ไอน์ซาโม่ถามแล้วส่งยิ้มกรุ้มกริ่มไปทางเด็กหนุ่มที่นั่งอ้าปากเหวอ

            “ฮึ่ย!!!” คาร์นี่ย์ส่งเสียงฮึดฮัดแล้วลุกขึ้นมามะเหงกใส่ตัวต้นคิดทีนึง ก่อนเจ้าตัวจะหันหน้าไปอีกทางพลางลูบหัวแบบเขินๆ “แต่ก็นะ… น่ารักดี”

            “แล้วฉันล่ะๆ” ไอน์ซาโม่ร้องระริกระรี้เหมือนเด็ก

            คาร์นี่ย์ลอบมองไปทางโพลิน่า เธอยักไหล่ให้กับเขาทีนึงแทนคำพูด เขาเกาหัวก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา

            “ก็ดูดีเข้ากับเธอนั่นแหละไอน์”

            “เย้ๆ! เห็นไหมโพลิน่า คาร์นเขาชอบแบบนี้เห็นไหมๆๆ”

            ป๊อก!!!

            “ฉันไปบอกเธอเมื่อไรกันฟะว่าชอบแบบนี้น่ะ” คนกวนพูดทั้งๆที่หมัดยังกำค้างอยู่หลังจากมะเหงกหญิงสาวตัวแสบต้นคิดของเรื่องนี้ “ชวนโพลิน่าทำอะไรแปลกๆจนได้สิน่า”

            “ฮิๆๆๆ” ไอน์ซาโม่หัวเราะทั้งๆที่มือยังลูบหน้าผากอยู่ป้อยๆ เธอแลบลิ้นใส่คาร์นี่ย์แบบกวนๆก่อนถุงมือแมวตะปบหน้าของอีกฝ่าย “ทำฉันเหรอๆๆๆ”

            “พอๆๆๆ ฉันเมามือไปหมดแล้ว”

            คาร์นี่ย์คว้ามือของไอน์ซาโม่เอาไว้ก่อนเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างเตียง เขาปล่อยมือไอน์ซาโม่หลังจากที่อีกฝ่ายยอมหยุดมือ เขาขยี้ผมตัวเองเพราะทำตัวไม่ถูกที่ต้องมารับมือกับสถานการณ์อะไรแบบนี้ สายตาเขาสอดส่ายไปมาระหว่างโพลิมากับไอน์ซาโม่ก่อนทำคอตกอีกครั้ง

            หญิงสาวทั้งสองคนมองหน้ากันเองก่อนจะเอียงคอมองผู้ชายตรงหน้าแบบไม่เข้าใจ

            “เป็นอะไรไปล่ะคาร์น ไม่ชอบรึเปล่า บอกฉันตรงๆก็ได้นะ” โพลิน่าก้มหน้างุดแล้วใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างจิ้มเข้าหากันด้วยสีหน้าอึดอัดใจ “ฉันแค่อยากให้คาร์นเห็นว่าฉันก็พยายามอยู่นะ เพื่อที่จะได้เข้าใกล้ๆเธอมากกว่านี้น่ะ”

            “ฉันเองก็แค่อยากสร้างบรรยากาศสบายๆผ่อนคลายๆหลังจากที่พวกเราเจอเรื่องเหนื่อยๆกันมามากแล้วน่ะ” ไอน์ซาโม่พูดแล้วเบ้ปาก “ไม่คิดว่าจะทำให้เธอเครียดหนักกว่าเดิม”

            พอได้ยินคำพูดที่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดแล้ว ต้นเหตุก็เงยหน้าขึ้นพร้อมเอื้อมมือไปขยี้ผมสองสาวด้วยความมันเขี้ยวจนทั้งคู่ร้องออกมาไม่เป็นภาษาเลยทีเดียว

            “พอทีเถอะน่า ไอท่าทางสำนึกผิดนี่น่ะ” คาร์นี่ย์ว่าก่อนละมือออกจากทั้งสองคน “พวกเธอไม่ได้ทำผิดอะไรซักหน่อย ฉันขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิดนะ”

            “จริงเหรอ” ไอน์ซาโม่ร้องแววตาทอประกายสดใส “งั้นฉันไปหาอะไรดื่มที่ตู้เย็นดีกว่า สบายใจแล้วเย้ๆ”

            “งั้นฉันไปด้วยค่ะ” โพลิน่าร้องแล้วลุกขึ้นจะเดินตามไปแต่ก็ถูกไอน์ซาโม่ผลักออกไป “เอ๋?”

            สาวมังกรไม่ตอบคำ เธอยักคิ้วหลิ่วตาให้โพลิน่าอย่างมีความหมายก่อนส่งเสียงหัวเราะร่าเริงแล้วเดินออกจากห้องไป

            เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากปากของไอน์ซาโม่ทันทีที่ประตูห้องคาร์นี่ย์ถูกปิดลง แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นว่าตรงหน้าของเธอคือเกรนิตี้ที่กำลังจ้องหน้าเธออยู่ด้วยสายตาเป็นห่วง

            “เวลาที่มีเหตุการณ์อะไรทำนองนี้ทำไมเธอต้องมาเจอฉันทุกครั้งนะ”

            “จะดีจริงๆเหรอคะคุณไอน์ซาโม่ ที่จะปล่อยให้เรื่องมันเป็นไปแบบนี้น่ะ” เกรนิตี้ถามแล้วเอื้อมมาจับมือของไอน์ซาโม่เอาไว้

            ไอน์ซาโม่เอามืออีกข้างตบลงที่มือของเกรนิตี้เบาๆก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

            “ดีแล้วสิ เธอก็เห็นนี่ว่าตอนนี้ฉันมีความสุขดีอยู่แล้ว”

            “งั้นเหรอคะ… เล่าให้เขาฟังแล้วหรือยังคะเรื่องนั้นน่ะ” เกรนิตี้ถามพลางลากไอน์ซาโม่ออกไปทางห้องนั่งเล่นเพื่อกันไม่ให้คนที่อยู่ในห้องได้ยิน “มันเป็นเรื่องสำคัญนะคะ หวังว่าคุณไอน์ซาโม่จะเล่าให้เขาฟัง”

            “ฉันบอกเขาไปทุกอย่างแล้วล่ะ” ไอน์ซาโม่ตอบกลับ “แต่เขาคิดยังไงฉันเองก็เดาไม่ออกหรอก แต่ฉันรู้สึกนะ ไม่สิ มันอาจจะเป็นความคิดเข้าข้างตัวเองของฉันก็ได้”

            “แล้วมันเป็นยังไงล่ะคะ?”

            “เหมือนกับว่าฉันได้เข้าใกล้เขามากขึ้น ฉันคิดความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขามันกำลังจะดีขึ้น แต่ฉันเองก็ไม่มั่นใจนักหรอกนะ”

            “ก็ยังดีกว่าคิดลบแล้วเก็บมานั่งอมทุกข์เครียดคนเดียวล่ะค่ะ”

            สิ้นคำทั้งสาวมังกรและสาวแกะก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ไอน์ซาโม่นั้นก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา แม้จะตระหนักดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหวังอยู่เหมือนกันว่าซักวันหนึ่งคนที่เธอรักจะหันมามองเธอบ้าง แม้เล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

            ภายในห้องของคาร์นี่ย์

            เด็กหนุ่มและเด็กสาวนั่งกันอยู่บนเตียง ต่างฝ่ายต่างเลี่ยงที่จะสบตา ทางคาร์นี่ย์นั้นเป็นเพราะไม่กล้าจะมองชุดที่โพลิน่าสวมอยู่แบบตรงๆถึงแม้ว่ามันจะดูน่ารักมากสำหรับเขาก็ตาม ส่วนทางโพลิน่าเองก็ไม่กล้าสบตาเพราะเขินชุดที่ตัวเองใส่อยู่

            “เอ่อ… โพลิน่า”

            “คะ!!! เอ้อ… อ้า… มีอะไรเหรอ”

            “จำตอนที่เราทะเลาะกันได้ไหม?” คาร์นี่ย์พูดเมื่อเขานึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้พอดี

            “อื้อ จำได้สิ ตอนแรกฉันเองก็งงๆไม่เข้าใจว่าทำไมคาร์นต้องโกรธฉันขนาดนั้น”

            “ฉันขอโทษนะ ตอนนั้นฉันเองที่เป็นฝ่ายงี่เง่ากับเธอ” เขาว่าแล้วกล้าที่จะหันไปมองโพลิน่าในที่สุด ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายหันมามองเขาอย่างพอดิบพอดี ถึงแม้ว่าจะเขินแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำใจกล้าแล้วพูดต่อไป “ฉันน่ะ ออกจากบ้านมาด้วยความคาดหวังที่สูง มันเป็นความคาดหวังที่ว่า ฉันจะได้เป็นคนรักของเธอ และมันก็ยิ่งคาดหวังมากขึ้นเมื่อฉันได้เจอกับเธอครั้งแรกในรอบสิบปี”

            ดวงตาสีกุหลาบแดงมองไปทางคนฟังอย่างหวาดๆ ผิดกับคนฟังที่ทำสีหน้าตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

            “ฉันกลัวว่าเธอจะคิดกับฉันไม่เหมือนเดิม ฉันกลัวว่าจะเป็นได้แค่เพื่อนสนิทในวัยเด็กเท่านั้น” คาร์นี่ย์ก้มหน้าลงอย่างหงอยๆเมื่อคิดถึงความรู้สึกในตอนนั้น “เธอจะมีใครสักคนคอยเคียงข้างแล้วหรือยังนะ… เธอถามหาสัญญาของเราเพราะอะไรกันแน่ เพราะเธอคิดแบบเดียวกันกับฉัน หรือเป็นเพราะเธอไม่อยากผิดสัญญาที่เคยให้ไว้เท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดและกังวลอยู่ตลอดเวลา ฉันอยากได้ยินเธอเรียกฉันว่าคนรัก มากกว่าเพื่อนจนลืมตระหนักสถานะจริงๆของเรา ณ ตอนนั้นยังคงเป็นแค่เพื่อนอยู่อย่างที่เธอบอกกับเชอร์เบ็ทจริงๆ”

            “โธ่ คาร์น” โพลิน่าพูดเสียงแผ่วแล้วเอื้อมมือไปแตะหน้าของคาร์นี่ย์ เธอเชิดคางอีกฝ่ายขึ้นเพื่อให้เขาเงยหน้ากลับมามองเธอ ก่อนเข้ากอดเด็กหนุ่มและลูบผมของเขาอย่างแผ่วเบา “ฉันก็ผิดนะที่ไม่ยอมพูดอะไรออกไปสักที ทั้งๆที่ฉันเองก็รักเธอมาก ฉันมั่นใจว่าฉันน่ะรักเธอมากกว่าใครๆเลยล่ะ ถ้าฉันพูดออกมาตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกันอีกครั้ง เราก็คงไม่ต้องผิดใจกัน เธอก็คงไม่ต้องเสียใจหรือมารู้สึกผิดแบบตอนนี้ เพราะฉะนั้นอย่าโทษตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวเลยนะ”

            “ไม่เลย ฉันมันงี่เง่ามากเลยโพลิน่า ฉัน…” คาร์นี่ย์ค้างเงียบไปแล้วกอดอีกฝ่ายแน่นแทนคำพูดและความรู้สึกทั้งหมดที่เขามี

            “ไหนๆดูสินายคนงี่เง่าของฉัน” โพลิน่าว่าแล้วจับไหล่ดันร่างของคาร์นี่ย์ออก เธอเอานิ้วแตะปากตัวเองแล้วอมยิ้มออกมา “ที่งี่เง่าแบบนั้นเป็นเพราะรักฉันใช่ไหม? ตอบมาสิ”

            คนถูกถามหน้าแดงแจ๋ ท่าทางแบบนั้นทำให้ฝ่ายหญิงหลุดขำออกมาอย่างอดไม่ได้

            “อื้อ ฉันรักเธอ แต่ก็ไม่อยากใช้เหตุผลนี่มาเป็นข้ออ้า…”

            คาร์นี่ย์ไม่ทันได้พูดจบก็ถูกโพลิน่าอุดปาก…ด้วยปากของเธอเอง... ครั้งแรกเขาเป็นฝ่ายถูกขอให้เริ่ม แล้วพอมาครั้งนี้ก็ถูกอีกฝ่ายเริ่มก่อนอีก คิดแล้วก็รู้สึกว่าผิดพลาดในฐานะผู้ชายสุดๆไปเลย

            “ใจเย็นๆสิ” คาร์นี่ย์พูดหลังจากขยับร่างบางออกห่างจากตัวได้

            “ก็แบบ…” โพลิน่าพูดแล้วหันหน้าไปอีกทาง “หน้าของคาร์นเมื่อกี๊มันน่ารักมากๆก็เลย…เผลอ”

            “งั้นเหรอ แล้วรู้ตัวรึเปล่า…” คาร์นี่ย์พูดแล้วแกล้งหยุดให้อีกฝ่ายอยากรู้ โพลิน่าทำแก้มป่องแล้วทำหน้าสงสัย “เธอเองก็ทำหน้าตาน่ารักเหมือนกันนะ”

            “บ้า!”

            โพลิน่าทุบอกเขารัวๆ คาร์นี่ย์หัวเราะชอบอกชอบใจเสียยกใหญ่ก่อนคว้าข้อมือทั้งสองข้างเอาไว้แล้วยิ้มกริ่ม แฟนสาวของเขาหลับตาปี๋ราวกับจะรู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไรต่อ เขาจึงแกล้งยื่นหน้าไปใกล้ๆหูเธอ

            “ขอทานมาร์ชเมลโล่ล่ะนะครับ”

            “คนบ้า จะทำอะไรก็รีบทำสิ ใจฉันเต้นจนระเบิด… อื้อ…”

            คราวนี้เขาเป็นฝ่ายที่ทำให้โพลิน่าเงียบบ้าง ริมฝีปากของโพลิน่านั้นมาร์ชเมลโล่สอดไส้เชอร์รี่ยังไงยังงั้น สติเขาเหมือนจะหลุดลอยทุกครั้งที่ริมฝีปากของเธอตอบโต้เขากลับอย่างรุนแรง เขาดันร่างเธอให้ลงไปนอนบนเตียงอย่างเบามือและเธอก็เกี่ยวคอรั้งเขาเอาไว้ นั่นทำให้เขาไม่สามารถผละออกจากเธอได้ ถึงจะไม่โดนรั้งเอาไว้ ตอนนี้เขาก็ไม่คิดจะไปไหนอยู่แล้ว… เพราะโพลิน่าทำให้เขาเสพติดมาร์ชเมลโล่วไปซะแล้วล่ะ

 

            “หึ ไม่คิดเลยนะว่าคนแบบแกจะยอมโผล่หัวออกจากในรูได้แบบนี้น่ะ”

            ชายผมขาวทรงเปิดข้างหน้าคมทักทายคนที่พึ่งก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามายังห้องครัวสไตล์ย้อนยุค คนทักทายนั่งอยู่หัวโต๊ะส่งยิ้มมุมปากและมองร่างนั้นด้วยดวงตาสีแดงที่แฝงไปด้วยอำนาจอย่างแปลกประหลาด

            คนมาใหม่มาในชุดกิโมโนสีดำและสวมทับด้วยชุดคลุมยาวสีน้ำตาลที่เรียกว่าฮาโอริ(Haori) ผมยาวสีดำถูกรวบสูงมัดเป็นทรงหางม้า ใบหน้ากวนๆนั้นขยับยิ้มตอบอีกฝ่ายแล้วใช้ดวงตาสีโลหิตกรอกมองไปรอบๆห้องอย่างพิจารณา

            “ลูกชายตัวแสบขอออกจากบ้านมาหาลูกสาวของใครบางคนแถวนี้น่ะ คนเป็นพ่อที่ดีอย่างฉันเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เลยต้องถ่อออกมาถึงที่นี่นี่แหละ”

            พอได้ฟังคำของคู่กัดที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆแล้วคนที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะก็หัวเราะลั่นแล้วผายมือเป็นเชิงให้มานั่งที่เก้าอี้ตัวใกล้ๆ

            “ตอนได้ยินลูกของแกบอกรักลูกสาวของฉันน่ะ โคตรจะช็อคเลยนะรู้รึเปล่า ไม่คิดว่าในอนาคตจะต้องมาเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับคู่แข่งแบบแกซะได้” ชายคนนั้นว่าแล้วเลื่อนถาดผลไม้ไปทางผู้มาเยือนซึ่งมานั่งอยู่เก้าอี้ใกล้ๆ จากนั้นก็พิงหลังกับพนักพิงแล้วเอามือไปประสานท้ายทอยอย่างผ่อนคลาย “แล้วรู้เรื่องที่ลูกแกก่อไว้แล้วรึยังล่ะ?”

            คนถูกถามไหวไหล่ก่อนจะยิ้มขำแล้วหยิบแอปเปิ้ลลูกหนึ่งไปกัดเต็มคำ

            “ลูกฉันไม่ธรรมดาอยู่แล้วล่ะ แต่ฉันเองก็ไม่คิดว่าเขาจะเก่งถึงขั้นถล่มตึกที่เมืองจำลองได้เลยนะ แปลกจริงๆ… ว่าแต่แกเถอะ เริ่มอยากได้ลูกฉันเป็นเขยแล้วล่ะสิเนม่อน

            “หึ! ฉันน่ะรู้สึกสนใจเจ้าหนูของแกมาตั้งแต่เด็ก แล้วยิ่งเป็นลูกของแกด้วยแล้วจะให้ฉันปฏิเสธได้ยังไงล่ะห๊ะ ท่านอัศวินธาวูเฟล หรือชอบให้เรียกว่าอสูรดาบมารมากกว่าล่ะ” ว่าจบก็ยักคิ้วข้างหนึ่งให้แบบกวนๆ

            “เรียกแค่ชื่อก็พอเถอะ ฉันทิ้งชื่ออัศวินอะไรนั่นไปนานแล้ว”

            “ก็ตั้งแต่แกได้เจอกับฟูซานนั่นล่ะนะ” เนม่อนพูดแล้วทำหน้าเหมือนคนแก่รำลึกความหลัง “ว่าแต่ภรรยาแกไม่ได้มาด้วยรึไง?”

            “มาสิ เมียของฉันเองก็ต้องมาจัดการเรื่องของทางฝั่งเธอด้วยเหมือนกัน” ธาวูเฟลคว้าองุ่นพวงนึงมางับเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากแอปเปิ้ลหมดไป

            “อ้อ วงในเองก็วุ่นอยู่กับเรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน ก็เป็นครั้งแรกนี่นะ แถมยังเป็นฝ่ายติดต่อมาเองเสียด้วย” เนม่อนพูดจบก็คว้าองุ่นในถาดมากินบ้าง “บีสต์ลีฟงั้นเหรอ เซอไพรส์จริงๆ”

            “แล้วลูกสาวแกไปไหนซะล่ะ ไม่อยู่บ้านเหรอ”

            “โอ๊ย ฟลอร่าน่ะสิ ให้โพลิน่าไปอยู่บ้านเดียวกันกับลูกของแก ฉันนี่ไม่เข้าใจความคิดเจ้าหล่อนเลยจริงๆให้ตายสิ” พ่อโพลิน่าร้องพึมพำพลางนั่งกุมขมับอย่างเซ็งๆ

            “แกก็กลัวเมียเหมือนเดิม เลยไม่ได้คัดค้านอะไรใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”

            ปึ้ง!

            เนม่อนใช้กำปั้นทุบโต๊ะแล้วชี้หน้าคุณพ่อมาดกวนอย่างเอาเรื่อง

            “เขาไม่ได้เรียกว่ากลัว เขาเรียกว่าเกรงใจและให้ความเคารพต่างหากเจ้าทึ่ม”

            “ง๊านนนนหรา…” ธาวูเฟลยิ้มกวนแล้วงับองุ่นเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ “ทำไมแถวบ้านฉันเขาเรียกว่ากลัวเมียวะ สงสัยไม่ฉันก็แกนี่แหละที่ไปจำแบบผิดๆมา”

            คนโดนตราหน้าว่ากลัวเมียนั่งมองหน้าคนกวนพลางกอดอกนิ่งเพราะไม่รู้ว่าจะรับมือกับคู่แข่งตรงหน้ายังไงดี ยิ่งเถียงก็เหมือนจะยิ่งโดนกวนประสาทมากขึ้น สู้อยู่เงียบๆไปเลยน่าจะดีกว่า

            “แล้วสินสอดที่แกจะเรียกจากเจ้าลูกชายฉันน่ะ เท่าไรเหรอ?”

            “โอ้ว… เอาไว้ให้ลูกแกชนะลูกของฉันให้ได้ก่อนเถอะ แล้วเราค่อยมาว่าเรื่องนี้กัน ไม่อยากจะโม้ ลูกสาวของฉันน่ะไม่ได้เป็นอัศวินสูงสุดเพราะโชคช่วยนะโว้ย”

            สิ้นคำโม้พ่อของคาร์นี่ย์ก็เอามือเท้าแก้มแล้วมองคนขี้อวดอย่างเอือมระอา อีกฝ่ายเห็นท่าทางแบบนั้นเข้าก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายไม่แพ้กัน

            “แล้วแกน่ะ” เนม่อนพูดด้วยใบหน้าคลางแคลงใจ

            “…”

            “ไม่ได้ขึ้นมาเพราะลูกแกหรือเพราะเมียแกเท่านั้นหรอกใช่ไหม?”

            “ไหนลองเล่าสิ่งที่สันนิษฐานมาสิคุณนักสืบ” ธาวูเฟลยิ้มเยาะหลังพูดจบ

            “ฉันไม่รู้หรอกว่าเรื่องอะไร แต่ฉันจำได้ว่าทุกๆครั้งที่แกเคลื่อนไหวมักจะมีเรื่องใหญ่ๆเกิดขึ้น ครั้งนี้เองก็คงไม่ต่างกัน”

            “อ้อ งั้นเองเหรอ” คนกวนทำเสียงยานคางแล้วหัวเราะขำพร้อมลุกขึ้นยืน “ไม่มีอะไรหรอกน่า อย่าคิดมากสิสหาย”

            “อ๊อ ง๊านนนเหรอ”

            เนม่อนพูดเสียงยานคางล้อเลียนคู่สนทนาแล้วยักคิ้วกวนเบื้องล่างให้ ธาวูเฟลหลุดหัวเราะพรืดก่อนจะหันหลังโบกมืออย่างเกียจคร้านแล้วเดินจากห้องไป ปล่อยให้ร่างที่อยู่ในห้องนั่งส่ายหัวกับท่าทีที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยของคู่แข่งตนเอง

            ‘แกหลอกฉันไม่ได้หรอก มรสุมใหญ่กำลังเข้ามาแน่ๆ แกถึงต้องโผล่มาที่บ้านฉันแบบนี้น่ะ’

            ชายวัยกลางคนคิดด้วยใบหน้าจริงจังก่อนลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ สายตาหันกลับไปมองทางประตูที่เพื่อนสนิทของตนเองพึ่งเดินจากไป

            “จู่ๆเจ้านี่ก็โผล่มาแบบนี้ เราเองก็ต้องเตรียมตัวทำอะไรสักอย่างแล้วสินะเนี่ย ให้ตายสิ”




NEKOPOST.NET