Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 21 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.21 - เหตุผลที่ฉันยึดติดอยู่กับเธอ


ดาบที่21 : เหตุผลที่ฉันยึดติดอยู่กับเธอ

             

       

            เสียงนกร้องมาพร้อมกับเช้าที่อากาศสดใส ความอบอุ่นสบายจากแสงแดดอ่อนๆยามเช้าทำให้คาร์นี่ย์ไม่ค่อยอยากจะตื่นเท่าไรนัก ยิ่งเมื่อวานพึ่งผ่านปาร์ตี้หนักๆมาก็ยิ่งทำให้เขาอยากจะนอนต่อ แต่เขาก็บังคับตัวเองให้ลงจากเตียงนอนพร้อมกับเดินตรงไปที่ห้องครัว เขาทิ้งตัวลงที่เก้าอี้แล้วอ้าปากกว้างหาวจนอิ่ม ดวงตาเหลือบไปที่เตาแก๊สซึ่งมารีอันนากำลังยืนทำอาหารอย่างขะมักเขม้นอยู่ตรงนั้น

            จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปทางหน้าต่างห้องครัว ด้านนอกนั้นเชอร์เบ็ทกำลังจัดการดูแลมอเตอร์ไบค์ของพวกเขาอยู่ สีหน้าท่าทางของเธอตอนนี้ดูเหมือนแม่ที่กำลังดูแลลูกอยู่ยังไงยังงั้น เกรนิตี้นั้นกำลังเดินมาที่โต๊ะกินข้าวพร้อมกับแก้วกาแฟ เธอยกแก้วขึ้นมาจิบก่อนจะเหลือบมองไปทางด้านหลังของเขา เสี้ยววินาทีนั้นเองที่ใครบางคนใช้มือมาปิดตาของเขาเอาไว้จากด้านหลัง

            “ทายสิใครเอ่ย”

            “ไม่รู้” คาร์นี่ย์แสร้งตอบทั้งๆที่รู้ว่าเป็นใครเพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะทำยังไงเมื่อได้ยินแบบนี้

            “โดนลงโทษ!”

            มือที่ปิดตานั้นคลายออก เขาถูกขโมยหอมแก้มไปฟอดใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัว คนกวนหน้าขึ้นสีจัดแล้วกระวีกระวาดลุกขึ้นเดินไปทางมารีอันนาที่ยืนเตรียมอาหารอยู่

            “ปฏิกิริยาแบบนี้ดูกี่ทีๆฉันก็ไม่เบื่อเลยแฮะ” ไอน์ซาโม่พูดแล้วเดินตามหลังเด็กหนุ่มแบบไม่ยอมถอยห่าง เธอใช้หางเกี่ยวกวัดไปที่รอบคอของคาร์นี่ย์แล้วส่งสายตาซุกซนไปให้อีกฝ่าย เธอกระซิบอย่างแผ่วเบา “คาร์นคะ…อยากได้เลือดของเธออีกจัง”

            คนฟังถึงกับขนลุกซู่ หัวใจเขาเต้นแรงมากจนแทบจะระเบิดออกมาจากอก ไอน์ซาโม่หัวเราะคิกคักแล้วเก็บหางตัวเองกลับไปอย่างรวดเร็ว

            “ทำไมเธอชอบมาแกล้งฉันเล่นแบบนี้กันนะ” คาร์น่ย์บ่นแล้วถือจานข้าวกลับไปนั่งที่โต๊ะ

            “ไม่เข้าใจอะไรง่ายๆแบบนี้บื้อจังเลยนะ น้องชายคนนี้นี่” มารีอันนาพูดแล้วเขกหน้าผากน้องชายตัวเองด้วยด้ามตะหลิว

            “ช่ายๆๆ ก็เห็นๆกันอยู่ว่าฉันทำเพราะชอบคาร์นยังไงเล่า”

            “แต่ก็ช่วยเกรงใจฉันบ้างสิคะ”

            เสียงของคนมาใหม่ทำให้คาร์นี่ย์สะดุ้ง ดวงตาสีดอกกุหลาบค่อยๆขยับไปมองทางต้นเสียง ตรงนั้นโพลิน่ากำลังยืนเท้าสะเอวทำแก้มป่องอยู่ เด็กหนุ่มส่งยิ้มแห้งๆไปให้ก่อนจะขยับตัวแบบเกร็งๆไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว

            “นิดๆหน่อยๆเองน่า เธอเองก็คงอยากจะทำแบบนี้กับคาร์นใช่ไหมล่ะ” ไอน์ซาโม่เข้าไปกอดร่างของโพลิน่าแล้วยื่นหน้าไปใกล้อีกฝ่าย “แรกเริ่มก็กอดร่างของเขาไว้แน่นๆ จากนั้นก็สบตาแล้วค่อยๆจูบเขาอย่างช้าๆ…”

            “ทะ… ทะ… ทุ่งดอกไม้งั้นเหรอเนี่ย?” เป็นอีกครั้งแล้วที่ไรดีนได้มาเจอกับภาพชวนเข้าใจผิด มืออันสั่นเทาชี้ตรงไปที่สองสาวที่กอดและเล่นอะไรซุกซนกันอยู่สองคน แคนีสหอนดังแหง๊วยาวๆออกมาเป็นลูกคู่ของเจ้านายมันได้เป็นอย่างดี ดวงตาสีทองชำเลืองมองทางคาร์นีย์อย่างสงสาร “ไม่ต้องเสียใจไปนะเพื่อน ผู้หญิงจริงๆที่ชอบนายยังมีอยู่นะ ตอนนี้ขอตัวก่อนดีกว่า ไม่อยากขัดจังหวะ”

            พูดจบก็วิ่งออกจากบ้านไปโดยไม่ฟังคำอธิบายของคาร์นี่ย์ที่นั่งอ้าปากค้างในท่าตักข้าวเข้าปากอยู่

            “อะ... ออกไปน้า!!!”

            โพลิน่ากรีดร้องแล้วผลักร่างสาวมังกรออก คนขี้แกล้งหัวเราะร่าแล้วเดินกลับมาทิ้งตัวนั่งข้างๆคาร์นี่ย์ ไอน์ซาโม่กอดแขนของเด็กหนุ่มแล้วแซะๆตัวเข้าไปแนบชิดก่อนจะหันไปแลบลิ้นใส่โพลิน่า

            อัศวินสาวกระโดดเต้นเร่าๆแล้ววิ่งมาขว้าแขนอีกข้างของคาร์นี่ย์เอาไว้แล้วแลบลิ้นใส่อีกฝ่ายบ้างเป็นการตอบโต้

            “เฮ้ๆ คาร์นี่ย์ฉันขอนมในตู้เย็นไปก่อนนะ”

            ใครบางคนที่เขาเห็นผ่านทางหางตาร้องบอกก่อนจะเดินไปที่ตู้เย็น

            “เอาเลยๆตามสบาย…” คาร์นี่ย์ขานรับแล้วรู้สึกตงิดใจแปลกๆ

            “เฮ้ พ่อหนุ่มมหาสเน่ห์ฉันจะออกไปข้างนอกซักหน่อย เอาอะไรหรือเปล่า”

            คราวนี้เป็นอีกคนที่ออกปากถามเขา คาร์นี่ย์ปฏิเสธกลับไปด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ก่อนจะสะดุ้งคล้ายจะเริ่มรู้สึกตัว

            “นี่พี่ชาย เอาของกินมาให้หน่อยดิ…”

            “ทำเรื่องน่าอายกันตั้งแต่เช้าเลยเหรอคะนั่น…”

            “โอ้ กำลังเล่นอะไรกันอยู่เหรอ ดูน่าสนุกจังเลยนะ…”

            “…” คาร์นี่ย์นิ่งดีเลย์ไปประมาณสามวิ สมองค่อยๆประมวลผลอย่างรวดเร็ว

            ปึ้ง!

            “นี่มันอะไรก๊านนนน!!!” คาร์นี่ย์ลุกพรวดแล้วเอามือตบลงไปบนโต๊ะกินข้าวเสียงดัง แล้วหันไปมองหน้าคนที่อยู่ในบ้านเขา “อะไรดลใจให้พวกนายมาอยู่บ้านฉันเนี่ย!!!”

            ใช่แล้ว สิ่งที่คาร์นี่ย์ตงิดใจตั้งแต่แรกก็คือการที่มีเหล่าสมาชิกเจ็ดดาบดาราเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้านเขานั่นเอง แถมแต่ละคนยังทำตัวสบายๆชิลๆเหมือนกับอยู่ในบ้านตัวเองยังไงยังงั้น

            อลิซขยับแว่นแล้วนั่งพับเพียบลงที่พื้นก่อนก้มหัวให้กับเขาด้วยท่าทางที่เป็นทางการ

            “เพื่อความสนิทสนม ดิฉันตัดสินใจว่าจะมาอาศัยร่วมบ้านกับพวกคุณ เพราะฉะนั้น…”

            “เพราะฉะนั้น…” คาร์นี่ย์ทวนคำตามด้วยความรู้สึกเหมือนหายใจได้ไม่เต็มปอด

            “โปรดรับผิดชอบฉันด้วยเถอะค่ะ!!!”

            โครม!!!

            “อย่าใช้ประโยคผิดๆแบบนั้นสิฟะ!!!” คาร์นี่ย์ที่เงิบหงายหลังดีดตัวขึ้นมาชี้หน้าโวยวายก่อนถอนหายใจ “ความจริงต้องพูดว่ารบกวนด้วยต่างหาเล่า แล้วอย่าบอกนะว่าคนที่เหลือก็เหมือนกันน่ะ”

            คำตอบที่ได้จากทุกๆคนก็คือการพยักหน้า คาร์นี่ย์ยกมือขึ้นกุมขมับด้วยอาการปวดหัวกระทันหัน มือของโพลิน่าขยับมาจับที่มือของเขาก่อนบีบเบาๆ

            “ฉันว่าการอยู่ด้วยกันกับพวกเขาก็ไม่ได้แย่หรอกนะ หลายๆคนเองก็มาจากต่างถิ่นไม่มีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง ถ้าคาร์นช่วยเรื่องให้ที่พักอาศัยพวกเขาได้มันก็ดีไม่ใช่เหรอ แถมจะทำให้คาร์นสนิทกับพวกเขาได้ไวขึ้นด้วยนะ”

            “ถ้าพี่ชายไม่ให้น้องสาวคนนี้พัก น้องสาวคนนี้ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะค่ะ” กลอเรียขอร้องพลางเอามือประสานเข้าที่อกแล้วส่งสายตาอ้อนวอนมาให้เขา

            ‘อา… น่ารักอะไรเช่นนี้ นางฟ้าตัวน้อยๆดีๆนี่เอง…’ เด็กหนุ่มคิดด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

            “ถ้าพูดถึงขนาดนั้นล่ะก็นะ จะยอมก็ได้” คาร์นี่ย์ว่าพลางลูบหัวตัวเองอย่างขวยเขิน

            “โลลิค่อนน่าขนลุกที่สุดเลยค่ะ” แววตาอ้อนวอนของกลอเรียเปลี่ยนกลับมาอำมหิตดุร้ายดังเดิมราวกับเป็นคนละคนกันยังไงยังงั้น

            ‘ขอถอนคำพูดที่บอกว่าน่ารักหรือนางฟ้าอะไรนั่นได้ไหม’ คาร์นี่ย์คิดด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

            คาร์นี่ย์มองไปรอบๆตัว สายตาคาดคั้นให้เขารีบตัดสินใจทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกรุมกดดันยังไงยังงั้น ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้งแล้วทำสีหน้าปลงๆ

            “ถ้าต้องการแบบนั้นก็เอาตามนั้นเถอะนะ”

            เสียงเฮดังลั่นพร้อมๆกับสภาพรอบตัวที่กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง บรรยากาศทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากบ้านที่แสนสงบสุขตอนนี้มีสภาพไม่ต่างไปจากสวนสนุกดีๆนี่เอง

            โพลิน่าหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นแฟนหนุ่มนั่งทำหน้าเหมือนคนเบื่อโลก เธอเอามือป้องหูอีกฝ่ายแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงน่ารักว่า

            “ฉันเองก็จะย้ายมาด้วยนะ”

            “ห๊ะ!” คาร์นี่ย์ร้องแล้วหันขวับไปมองหน้าแฟนสาว “ที่บ้านเธอไม่ว่าอะไรเหรอ”

            “เอ่อ… ทางนั้นเองตอนแรกก็ปฏิเสธอยู่บ้าง แต่จู่ๆก็อนุญาตซะงั้น ฉันเองก็ไม่เข้าใจเท่าไรหรอกนะ” โพลิน่าเกาแก้มแล้วเฉตามองไปอีกทาง

            ความจริงแล้วที่บ้านเธอไม่ได้ปฏิเสธอะไรเลย แถมความคิดที่ให้เธอย้ายมาที่บ้านของคาร์นี่ย์นั้นไม่ใช่ของเธอแต่เป็นของพี่ชายกับคุณแม่เธอต่างหาก ทั้งๆที่เธอปฏิเสธเพราะรู้สึกเกรงใจคาร์นี่ย์มากๆ ตอนแรกก็ลังเลที่จะบอกเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่ามันน่าอาย แต่เหตุการณ์เป็นใจพอดีช่วยให้เธอกล้าที่จะบอกไปตรงๆ

            “ห้องคงไม่พอแน่ๆเลย อ๊ากกกก” คาร์นี่ย์กุมขมับแล้วร้องครวญคราง

            “มานอนห้องฉันก่อนก็ได้” ไอน์ซาโม่เสนอความคิดขึ้นหลังจากแอบฟังทั้งสองคนอยู่นาน “ฉันเองก็ไม่ได้เกลียดหรือไม่พอใจโพลิน่าซักหน่อย ก่อนหน้านี้เองก็แค่ไม่ชอบใจที่ทำตัวงึกๆงักๆครึ่งๆกลางๆมันก็เท่านั้นแหละ”

            โพลิน่าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มให้ไอน์ซาโม่อย่างเป็นมิตร

            นั่นทำให้คาร์นี่ย์ต้องเป่าปากออกมาอย่างโล่งอกเมื่อปัญหาที่เขากังวลหมดไป แล้วรีบหันกลับไปจัดการกับอาหารเช้าของตัวเองก่อนที่จะเย็นชืดจนเสียรสชาติซะก่อน พอกินหมดก็เดินไปล้างจานที่อ่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไรเพราะหวังแอบดูปฏิกิริยาของทั้งสองคนว่าลับหลังเขาจะทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า

            ไอน์ซาโม่ชำเลืองมองคาร์นี่ย์ที่กำลังล้างจานอยู่ก่อนหันมายิ้มอย่างมีเลศนัยกับโพลิน่า เธอกวักมือให้อีกฝ่ายขยับหน้าเข้ามาใกล้ๆแล้วพูดเสียงกระซิบ

            “ฉันมีความคิดดีๆแหละโพลิน่า”

            “เอ๋… ความคิดดีๆ? อะไรเหรอ?” โพลิน่าเงี่ยหูเข้าไปใกล้กว่าเดิมด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            ไอน์ซาโม่กระซิบกระซาบแผนการให้โพลิน่าฟัง อัศวินสาวพยักหน้ารับเรื่อยๆก่อนจะมีอาการหน้าขึ้นสี แต่ก็ยังตั้งใจฟังต่อจนจบ

            “จะ จะ จริงเหรอเนี่ย คาร์นชอบแบบนั้นงั้นเหรอ” โพลิน่าพูดแล้วเอามือทาบหน้าที่ร้อนฉ่าอย่างเขินอาย

            “แล้วว่าไงล่ะ จะทำตามแผนที่ฉันว่ามารึเปล่า?”

            “ง่า…” โพลิน่าร้องแล้วเหลือบมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มก่อนสะบัดหน้ากลับมามองไอน์ซาโม่ ปากสั่นจนพูดออกมาอย่างไม่เป็นภาษา “คือ… เอ่อ… อ่า… แง้… ”

            “งั้นฉันลุยเดี่ยวนะ”

            ไอน์ซาโม่พูดพลางยิ้มยั่วแถมยังใช้สายตากรุ้มกริ่มมองไปทางคาร์นี่ย์อีกต่างหาก

            “ทำค่ะ จะทำทันทีเลย!” โพลิน่ากลั้นใจตอบทันควัน

            “งั้นเริ่มแผนการกันคืนนี้เลยนะจ๊ะ”

            ไอน์ซาโม่ว่าพลางขยิบตาให้ จังหวะนั้นเองที่คาร์นี่ย์เดินกลับมาที่โต๊ะแล้วยื่นส่งจานข้าวไปให้กลอเลีย ดวงตาสีดอกกุหลาบมองสองสาวสลับกันไปราวกับกำลังจะจับผิดอะไรซักอย่าง

            “เมื่อกี๊คุยเรื่องอะไรกันอยู่น่ะ”

            “ผู้หญิงคุยกันตามประสาผู้หญิง ผู้ชายไม่ควรรู้หรอกนะคาร์น มันจะเป็นการเสียมารยาท เข้าใจไหมจ๊ะ”

            ไอน์ซาโม่พูดแล้วจิ้มแก้มของคาร์นี่ย์เล่น เจ้าของใบหน้ากวนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแล้วผละร่างออกจากโต๊ะเดินหายไปในห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย โพลิน่าตวัดสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามกลับมามองที่ไอน์ซาโม่ สาวมังกรหัวเราะเพราะรู้ว่าโพลิน่ากำลังคิอะไรอยู่

            “ไม่ต้องสงสัย มันต้องได้ผลแน่นอนเชื่อฉันสิ”

            “งั้นเดี๋ยวฝากเธอบอกคาร์นด้วยนะว่าฉันต้องกลับไปเก็บของที่บ้านก่อน ไว้ช่วงเย็นๆหน่อยจะกลับมา” โพลิน่าบอกกับไอน์ซาโม่ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้องครัวไป แต่ไม่วายร้องย้ำกับไอน์ซาโม่อีกครั้ง “อย่าลืมบอกคาร์นให้ฉันด้วยนะ”

 

            เหนือยอดเขาสูงแถบชานเมืองปรากฏเงาร่างสองร่างกำลังนั่งรับอากาศด้วยท่าทีที่ปลอดโปร่ง วันนี้เป็นวันว่างๆสบายๆอีกหนึ่งวัน คาร์นี่ย์จึงตัดสินใจออกมานั่งรับลมบนเขาเล่นๆ สายลมอ่อนๆที่ปะทะกับใบหน้าให้ความรู้สึกที่สดชื่นสบายตัว กลิ่นผืนดินและใบหญ้าเตะเข้าจมูกของเด็กหนุ่มทำให้เขาหวนนึกไปถึงบ้านเกิดที่อยู่บนเกาะที่แสนจะห่างไกล ข้างกายเขาตอนนี้คือหญิงสาวผมขาวราวกับหิมะ เธอกำลังส่งยิ้มหวานมาให้เมื่อเขาหันไปมองหน้าเธอ ดวงตาสีอเมทิสต์นั้นเปล่งประกายและอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่เขามักจะแกล้งหลอกตัวเองว่าเขาไม่เข้าใจมัน

            “ไอน์ มันจะดีจริงๆเหรอที่เธอยังยึดติดอยู่กับตัวฉันน่ะ” คาร์นี่ย์พูดแล้วทอดสายตาลงไปทางเมืองเบื้องล่าง

            “ดีแล้วสิ” เธอตอบกลับแบบยิ้มๆ ก่อนจะทอดร่างลงนอนแล้วใช้ตักของคู่สนทนาแทนหมอน “ฉันดีใจซะด้วยซ้ำที่เป็นโพลิน่า เธอน่ะรักคาร์นมากๆเลยนะรู้ไหม ถึงจะแสดงออกได้ไม่ดีเท่าไรนัก แต่สายตาของเธอเวลามองคาร์นน่ะมันสุดยอดไปเลยล่ะ”

            “การที่เธอพูดอะไรแบบนั้นออกมามันทำให้ฉันรู้สึกแย่อยู่นะรู้ตัวบ้างไหม” คาร์นี่ย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังพูด “แต่ฉันก็โทษเธอไม่ได้ เพราะฉันเองก็ผิดที่ไม่บอกตั้งแต่แรกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

            “เรื่องนั้นฉันรู้มาตั้งนานแล้วล่ะน่า” ไอน์ซาโม่เอื้อมมือไปดึงจมูกอีกฝ่ายด้วยท่าทางมันเขี้ยวสุดขีด “คาร์นมักจะนั่งเหม่อเหมือนกำลังคิดถึงอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา แถมกลิ่นเลือดยังหอมมากกว่าตอนปกติมาก ฉันก็เลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเธอคงมีความรักให้กับใครสักคนไปแล้ว”

            คาร์นี่ย์เกาแก้มแก้เขิน เขาก้มหน้ามองคนที่หนุนตักเขาอยู่ด้วยสีหน้าลำบากใจ

            “แล้วเธอเห็นอะไรในดวงตาของฉันบ้างไหมนะ คาร์น…”

            ไอน์ซาโม่พูดก่อนยันตัวขึ้นแล้วยื่นหน้าเข้าไปสบตาอีกฝ่ายใกล้ๆ เธอทำจมูกฟุดฟิดๆเล็กน้อยก่อนยิ้มหวานออกมาอีกครั้ง ใบหน้าน่ารักนั้นยื่นเข้าไปใกล้หน้าของเด็กหนุ่มมากขึ้นทุกที

            ความรู้สึกว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทำให้คาร์นี่ย์คว้าไหล่ของไอน์ซาโม่เอาไว้ แต่เธอยังคงยิ้มให้เขา มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขาวางใจแบบแปลกๆ จากนั้นเธอก็ยืนหน้าเข้าใกล้คอของเขา เสียงเขี้ยวแหลมๆจิ้มลงไปในเนื้อดังกึ้ดเบาๆ แล้วของเหลวในตัวของเขาก็ถูกมังกรแวมไพร์สาวสูบออกไปอีกครั้ง ความรู้สึกประหลาดๆที่ทำให้สติของเขาหลุดลอยนั้นเหมือนคราวก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่แล้วจู่ๆไอน์ซาโม่ก็กัดเขาแรงขึ้น เขาเกร็งร่างกอดอีกฝ่ายแน่นด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด

            “อย่ากัดแรงนักสิ ฉันเจ็บนะไอน์” คาร์นี่ย์บอกด้วยน้ำเสียงเบาหวิว อันที่จริงนอกจากเสียงที่เบาหวิวแล้วร่างของเขาเองก็รู้สึกเบาหวิวด้วย

            ไอน์ซาโม่สอดแขนเข้าไประหว่างรักแร้ของคาร์นี่ย์เพื่อโอบกอดร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ จากนั้นก็ทิ้งน้ำหนักกดร่างของเด็กหนุ่มให้ลงไปนอนราบกับพื้นโดยที่ยังไม่ยอมถอนเขี้ยวออกจากคอของอีกฝ่าย เธอเบาแรงกัดลงตามคำขอแล้วแถมยังดูดเลือดของคาร์นี่ย์ให้ช้าลงเพราะกลัวว่าทางนั้นจะเจ็บ หางของเธอโผล่ออกมาและเกี่ยวรัดร่างในอ้อมกอดเอาไว้ ใบหน้าขาวเนียนของไอน์ซาโม่นั้นเริ่มมีสีแดงจางๆปรากฏให้เห็น

            “อา…”

            ไอน์ซาโม่ร้องออกมาหลังจากที่ถอนเคี้ยวออกจากคอของคาร์นี่ย์ เธอใช้นิ้วปาดเลือดที่ย้อยลงข้างปากแล้วดูดเลือดที่เลอะนิ้วนั้นออกไปจนหมดเกลี้ยง

            “อือ ฉันนึกว่าฉันจะโดนดูดเลือดจนหมดตัวซะแล้ว” คาร์นี่ย์พึมพำอย่างอ่อนแรง ดูเหมือนว่าเธอจะสูบเลือดเขาไปในปริมาณที่มากจนน่ากลัวเลยทีเดียว “ขอบใจที่ไม่ฆ่าฉันนะไอน์ โอย...”

            “คะ คาร์น ฉัน…” ไอน์ซาโม่พูดทั้งๆที่ยังนอนทับอยู่บนตัวของคารนี่ย์ “…ใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะเลย เธอรู้สึกถึงมันได้รึเปล่า?”

            คาร์นี่ย์ไม่ตอบคำ บางสิ่งบางอย่างกำลังเต้นตุบๆอยู่บนอกด้านขวาของเขา และเขามั่นใจมากด้วยว่าไอที่เต้นตุบๆนั่นไม่ใช่สิ่งที่มาจากเขา แต่น่าจะเป็นหัวใจของไอน์ซาโม่… เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกได้ถึงหัวใจของไอน์ซาโม่

            “ไม่เอาน่า เธอก็รู้ว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้วนะ” คาร์นี่ย์พูดแล้วยกมือขึ้นมาปิดตาราวกับไม่อยากจะรับรู้อะไรทั้งนั้น

            “ฉันไม่ได้บอกให้เธอหยุดรักโพลิน่าแล้วมาอยู่กับฉันสักหน่อย ฉันไม่ได้เห็นแก่ตัวขนาดนั้นนะ” เป็นครั้งแรกที่ไอน์ซาโม่หลุดปากติเตียนคาร์นี่ย์ด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันแค่อยากให้เธอรู้ว่าความรู้สึกของฉันมันเป็นของจริง ฉันรักเธอจริงๆ ฉันก็แค่…อยากให้เธอรู้…”

            ไอน์ซาโม่หอบหายใจอย่างนัก เธอดูกระวนกระวายใจผิดจากปกติไปมาก คาร์นี่ย์ยันตัวขึ้นมานั่งแทบจะในทันที เขาประคองร่างที่อ่อนระทวยเหมือนตุ๊กตาผ้าด้วยสายตาเป็นห่วง สภาพสีหน้าท่าทางของไอน์ซาโม่ตอนนี้เหมือนคนกำลังจะตายยังไงยังงั้น

            “เธอเป็นอะไรไอน์ซาโม่” คาร์นี่ย์เขย่าร่างบางเพื่อเรียกสติของเธอที่เหมือนจะหลุดลอยไปไกล “ไอน์ๆ เธอไม่สบายงั้นเหรอเนี่ย”

            เขาเริ่มร้องโวยวายใหญ่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าตัวร้อนมาก แต่ไอน์ซาโม่กลับหัวเราะขำออกมา  ปลายหางของเธอแตะๆลงที่แก้มของเขา ดวงตาสีอเมทิสต์ที่ชวนวาบหวามใจจ้องใบหน้ากวนนิ่งอยู่นานหลายนาที

            “ฟังฉันพูดให้จบนะคาร์น แล้วเธอก็ห้ามพูดแทรกระหว่างที่ฉันพูดด้วยเข้าใจไหม?”

            “อะ…อืม”

            คาร์นี่ย์เบือนหน้าหลบตา แต่มือของไอน์ซาโม่ก็บังคับให้เขาต้องหันกลับไปมองหน้าเธออีกครั้ง

            “ฉันมีเหตุผลนะที่ยึดติดอยู่กับเธอน่ะ” สิ้นคำของเธอคนฟังก็ถึงกับสะดุ้ง คาร์นี่ย์ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจและความประหลาดใจปนๆกันไป เพราะจู่ๆเธอก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเสียดื้อๆ “ตอนนี้ฉันน่ะ คิดไปไกลถึงขั้นจะมีลูกกับเธอเลยนะ แล้วฉันน่ะสามารถมีทายาทได้สองแบบรู้ไหม... วิธีการที่หนึ่งก็คือแบบมนุษย์ธรรมดาๆทั่วไป ส่วนวิธีการที่สองก็คือเลือดและความรักของเธอ”

            “หมายความ…”

            คาร์นี่ย์ชะงักเงียบไปเมื่อนิ้วของหญิงสาวแตะลงบนริมฝีปากเขาเป็นเชิงห้ามปราม

            “เผ่าพันธุ์ของฉันไม่ได้ดูดเลือดใครซี้ซั้วหรอกนะรู้ไหม มังกรแวมไพร์น่ะจะมีคู่ของตัวเองที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่กำเนิด หากไม่ใช่คู่ก็จะไม่มีความรู้สึกรักและไม่สามารถมีทายาทได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ตอนนี้ประชากรในเผ่าพันธุ์ของฉันเหลือน้อยมากๆ”

            “เฮ้ๆๆ เดี๋ยวนะๆ” คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วจ้องตาอีกฝ่ายกลับไปด้วยสีหน้าจริงจังผิดจากทุกๆครั้ง “เธอกำลังจะบอกอะไรกับฉันกันแน่” 

            “สิ่งที่ฉันต้องการจะบอกน่ะเหรอ…” ไอน์ซาโม่ทวนคำถามก่อนเอียงหน้ายิ้มแล้วตอบกลับเสียงใสว่า “ฉันเกิดมาเพื่อเธอคนเดียวยังไงล่ะคะคาร์น




NEKOPOST.NET