Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 20 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.20 - รวมพลคนหลุดโลก


ดาบที่20 : รวมพลคนหลุดโลก

                    

 

            ณ โบสถ์ใหญ่ประจำจักรวรรดิซันไชส์ตอนนี้ได้มีการประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามและโออ่าด้วยดอกไม้และผ้าหลากสีสันสวยงาม การตกแต่งเพิ่มเติมนี้มีขึ้นเพื่องานมอบรางวัลและตำแหน่งให้แก่ผู้ชนะการประลองเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตรา รอบๆโบสถ์คือพลเมืองจักรวรรดิซันไชส์ที่มารวมตัวกันจนแน่นขนัด กะด้วยสายตาคร่าวๆแล้วคนที่มาดูพิธีการมอบรางวัลวันนี้จำนวนต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคนแน่ๆ

            อีกทั้งการถ่ายทอดสดยังคงมีอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พลเมืองที่มุมอื่นของจักรวรรดิได้รับชมและร่วมกันเป็นสักขีพยานถึงการกำเนิดขึ้นของเจ็ดดาบดาราและสี่จอมเวทมนตรานั่นเอง

            ภายในโบสถ์คือเหล่าแขกคนสำคัญที่เป็นขุนนางชั้นสูง ซึ่งถูกจัดที่ให้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ธรรมดาๆ ในขณะที่เชื้อพระวงศ์รวมไปถึงองค์จักรพรรดินั้นนั่งอยู่เบื้องหน้าที่โซฟาบุกำมะหยี่สีแดงที่ดูโออ่าสมกับฐานะของจักรพรรดิ ส่วนที่ยืนอยู่ที่โพเดียมนั้นคือสังฆราชประจำจักรวรรดิซึ่งกำลังทำพิธีเพื่อมอบตำแหน่งให้กับคนทั้งสิบเอ็ดคนที่นั่งชันเข่าข้างหนึ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นโพเดียม

            คาร์นี่ย์ลอบมองไปที่เก้าอี้ที่เป็นที่นั่งของเหล่าอัศวินสูงสุดซึ่งตอนนี้มีคนนั่งอยู่ห้าคน ส่วนอีกห้าที่นั้นว่างเปล่าทำให้เขาไม่ได้เห็นหน้าของอัศวินสูงสุดครบทุกคน

            เสียงกล่าวให้คำอวยพรยังคงหลุดออกจากปากสังฆราชใหญ่ เขาเป็นชายชราที่หน้าตาดูสะอาดสะอ้าน หนังบริเวณเปลือกตาตกลงมาทำให้เขาดูเหมือนคนที่หลับตาอยู่ตลอดเวลา ร่างของสังฆราชนั้นเดินตรงมาทางพวกเขาแล้วมอบแหวนให้กับเจ็ดดาบดาราทีละคน บนอัญมณีของหัวแหวนนั้นมีตัวเลขแบบโรมันที่ระบุลำดับเอาไว้ ซึ่งของเขานั้นคือ III ซึ่งหมายถึงอันดับสามนั่นเอง

            ในวันประลองนั้นคนที่หยัดยืนอยู่ได้ก็คือเขา คาวาเลียร์ และไรดีน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมแพ้แต่ก็ยังไม่เห็นผลแพ้ชนะกันง่ายๆ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่คาวาเลียร์เสนอวิธีตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการเล่นเป่ายิ้งฉุบกัน โดยให้เหตุผลว่าดวงก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักสู้ ซึ่งเขากับไรดีนเองก็เห็นด้วย สุดท้ายเขาเป็นคนที่มีดวงห่วยที่สุดในกลุ่มนั้นได้อันดับสามไปตามระเบียบ ในขณะที่คาวาเลียร์คว้าอันดับสองมาได้ และไรดีนนั้นได้อันดับหนึ่งไปครอบครอง อันที่จริงเขาไม่ควรเล่นเสี่ยงดวงอะไรแบบนี้เลยเพราะดวงของเขาแย่มาตั้งแต่รอบคัดตัวแล้ว เห็นได้ชัดจากตอนที่เรียกใช้สล็อตแมชชีนนั่นแหละ…

            แหวนที่มอบให้แต่ละคนนั้นมีสีอัญมณีที่หัวแหวนแตกต่างกัน หัวแหวนของเขาเป็นอัญมณีสีนิล ถ้าเอาไปขายก็คงจะได้ราคาที่สูงลิ่วมาเลี้ยงชีวิตได้อีกหลายปีแน่ๆ… ไม่ นี่ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องเงินทอง เพราะกว่าจะได้เจ้าสิ่งนี้มาเขาต้องลำบากอย่างหนัก ดังนั้นเขาจะไม่ขายมันมาเลี้ยงปากท้องตัวเองอย่างแน่นอน

            ส่วนทางสี่จอมเวทนั้นได้รับสร้อยคอรูปนางฟ้าโอบกอดหมายเลขโรมันเอาไว้ ซึ่งทั้งหมดนั้นทำมาจากคริสตัลใสๆสีขาวที่ดูสวยสะดุดตา

            “ฉันไม่ได้แพ้นายนะเฟ้ย” คาร์นี่ย์ลอบกระซิบไรดีนที่นั่งชันเข่าอยู่ข้างๆ “ฉันแค่ดวงแย่ไปหน่อย”

            “แต่อันดับหนึ่งก็คือฉัน นั่นเป็นเรื่องที่ไม่เปลี่ยนแปลง” ไรดีนกระซิบตอบแล้วเผยยิ้มแบบผู้มีชัย

            “เอาล่ะ” เสียงหลุดออกจากปากขององค์จักรพรรดิทันทีที่สังฆราชทำพิธีหมอบตำแหน่งจบ “ก่อนอื่น เราก็ขอกล่าวต้อนรับทุกๆคนเข้าสู่จักรวรรดิซันไชส์อีกครั้ง”

            จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิซันไชส์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินมายืนอยู่ด้านหน้าของคนทั้งสิบเอ็ดคน เขาเป็นคนที่ดูทะมัดทะแมงและแข็งแรงเกินวัย อายุของเขาที่คาร์นี่ย์รู้มาก็คือ 41 ปี แต่แววตาและท่าทางกลับดูเหมือนเด็กวัยรุ่นเฮ้วๆธรรมดาๆทั่วไป มาดของความเป็นผู้นำนั้นแสดงออกมาเป็นออร่าที่มีติดตัวเขาอยู่ตลอดเวลา เขามีดวงตาสีฟ้าที่ข้างใต้ขอบตามีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏให้เห็นและผมสีดำแซมขาวนั้นทำให้เขาดูเป็นคนกร้านโลก

            “เราดีใจจริงๆที่มีหนึ่งในเจ็ดดาบดาราเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน” จักพรรดิเดินตรงไปที่ตาลุงไมกัส ผู้สูงอายุของเหล่าเจ็ดดาบดารา “หวังว่าเราจะสนิทกันจนเป็นสหายรักได้นะ”

            “ขอบพระทัยในความกรุณาของพระองค์ หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก”

            “อ้อ ก่อนอื่นก็เลิกพูดอะไรที่เป็นทางการกับเราซะก่อน เราคงจะรู้สึกแปลกๆที่ได้สหายที่พูดอะไรเป็นทางการแบบนี้” จักรพรรดิว่าพลางหัวเราะแบบคนอารมณ์ดี จากนั้นก็ขยับร่างมาทางคาวาเลียร์ “เรารู้สึกดีใจที่เจ้าเป็นหนึ่งในเจ็ดดาบดารา เราเองก็แอบเป็นแฟนคลับเจ้าอยู่เหมือนกันนะ”

            “พระองค์กล่าวเกินไปแล้วเพคะ” คาวาเลียร์รับคำอย่างนอบน้อมๆทั้งๆที่ยังยิ้มไม่ยอมหุบ

            จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เดินมาหยุดอยู่ที่หญิงสาวนามว่าอลิซ เขายิ้มให้กับสาวผู้มาในมาดเนี้ยบคนนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวอย่างเอ็นดู

            “อย่าเกร็งนักสิ” เขาว่าในขณะที่คนลูบหัวมะอาการสะดุ้งตกใจเล็กน้อย แต่สีหน้าดูผ่อนคลายลง “เจ้าคงจะเป็นคนที่เคร่งครัดและเข้มงวดกับตัวเองมากจนเกินไป เราพูดถูกไหม?”

            “หม่อมฉันแค่พยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุดเพื่อให้คนที่บ้านหม่อมฉันภูมิใจ” อลิซตอบขณะมองใบหน้าของจักรพรรดิผ่านแว่นสายตาของตัวเอง

            “นั่นไงล่ะ เจ้าควรจะเป็นตัวของตัวเอง และทำอะไรๆเพื่อความสุขของตัวเองบ้าง” จักรพรรดิว่าก่อนกอดอกทำท่าครุ่นคิด “เหมือนตอนที่เจ้าอยู่ในสนามประลองในรอบจัดอันดับนั่นไง สีหน้าเจ้าตอนนั้นดูสุดเหวี่ยงไปเลยล่ะ เราชอบที่จะได้เห็นวัยรุ่นแบบเจ้าทำหน้าตาแบบนั้นมากกว่า”

            “ขะ ขอบพระทัยสำหรับคำแนะนำของพระองค์นะเพคะ”

            “โอย เราควรจะบอกไหมว่าพวกเจ้าทุกคนไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์น่ะ เพราะหลังจากนี้พวกเจ้าจะต้องมาเป็นคนสนิทที่มาช่วยงานเราบ่อยรองจากอัศวินสูงสุดเชียวนะ” จักรพรรดิว่าก่อนหัวเราะพรืด จากนั้นก็เงยหน้าแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเปล่งเสียงที่ดังจนได้ยินกันทั้งโบสถ์ “บอกพวกเขาสิ ขุนนางทั้งหลายของเรา ว่าเวลาที่คุยกับเราพวกเจ้าต้องใช้คำราชาศัพท์ที่ฟังแล้วชวนง่วงนอนไหม?”

            “ไม่เลยพระองค์ แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังเคารพนับถือพระองค์เฉกเช่นคนทั่วไปที่เคารพจักรพรรดิ” ขุนนางคนนึงตอบก่อนจะมีเสียงร้องตามเป็นเชิงเห็นด้วย

            “เห็นไหมล่ะ เราชอบที่จะได้พูดคุยแบบเป็นกันเองมากกว่า หวังว่าพวกเจ้าจะเข้าใจนะ”

            สิ้นคำทั้งสิบเอ็ดคนก็ขานรับทั้งรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าจักรพรรดิองค์นี้จะเป็นคนที่ไม่เย่อหยิ่งแถมยังเป็นกันเองอย่างมากกับสามัญชนอีกต่างหาก นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนทั้งจักรวรรดิทั้งรักที่จะอย่อยู่เคียงข้างเขาและช่วยกันทำให้จักรวรรดิยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้อย่างปัจจุบัน

            “เอาล่ะ เจ้าคือเฟราสผู้ถูกเมินสินะ”

            สิ้นคำจักรพรรดิเฟราสก็สะดุ้งเฮือกก่อนจะส่ายหน้าเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา

            “เราล้อเล่น เจ้าต้องมีอารมณ์ขันเหมือนคนบางคนเสียหน่อยนะ” ชายวัยกลางคนว่าก่อนหัวเราะขำแล้วมองทางเด็กหนุ่มดวงตาสีกุหลาบแดงอย่างมีความหมาย “เจ้ากล้าที่จะเผชิญหน้ากับคนที่มีฝีมือเหนือกว่า นั่นคือส่วนหนึ่งของเจ้าที่เราถูกใจมาก เราพูดผิดหรือไม่ในเรื่องนี้”

            “ครับ กระหม่อม เอ้ย กระผมยอมรับว่ายังด้อยฝีมือและสู้พวกเขาไม่ได้เลย” เฟราสทำคอตกแล้วยอมรับแต่โดยดี

            ดวงตาสีฟ้ากร้านโลกจ้องมองคนตรงหน้าอย่างคาดหวัง มือแกร่งตบลงที่ไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่าย

            “เจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วหลังจากที่ยอมรับความอ่อนแอของตนเอง เพราะฉะนั้นจงเก่งขึ้นซะ เก่งขึ้นจนไม่มีใครเอาชนะเจ้าได้ เราเชื่อว่าเจ้าเป็นคนมีความพยายาม แถมอายุก็ยังน้อยอนาคตยังอีกยาวไกล ยังไงเจ้าก็ต้องทำได้”

            “ขอบคุณมากครับ กระหม่อมรู้สึกตื้นตันใจมาก”

            จักรพรรดิยิ้มให้กับคำพูดนั้น ถึงแม้อีกฝ่ายจะหลุดใช้คำที่เป็นทางการออกมาเขาก็ไม่คิดจะถือสาเอาความอะไร จากนั้นก็ขยับร่างมายืนอยู่ตรงหน้ากลอเรีย สาวผมทองตัวเล็กน่ารักราวกับตุ๊กตา จะติดขัดเล็กน้อยก็ตรงดวงตาสีฟ้าฉายแววอำมหิตเหมือนคนหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อจักรพรรดิได้สบตาเข้าก็สะดุ้งถอยหลังออกมาก่อนจะยิ้มขำ

            “ทำตาน่ากลัวจังเลยนะ” เขาว่าทั้งๆที่ยังไม่หยุดยิ้มขำ “เป็นน้องเล็กสุดในกลุ่มก็ต้องอ้อนพี่ๆเขาหน่อยล่ะเข้าใจไหม สู้ๆละแม่หนูจอมดุ”

            “ค่ะท่านจักรพรรดิ” หญิงสาวรับคำอย่างสุภาพ แต่แววตายังคงไม่เปลี่ยนไป

            “ท่าจะดื้อซะด้วย ฮ่าๆๆๆๆ” จักรพรรดิหัวเราะลั่นแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กหนุ่มสองคนสุดท้าย “อู้วววว ในที่สุดก็ถึงคิวของพวกเจ้าทั้งสองคนเสียที”

            คำพูดที่เหมือนกับว่าเขาได้รอคอยให้ถึงคิวของคาร์นี่ย์กับไรดีนมานานแล้วทำให้ทั้งสองคนหลุดขำออกมาอย่างยั้งไว้ไม่อยู่

            “เป็นคู่หูที่ยอดเยี่ยมมาก เมื่ออยู่ด้วยกันก็ไร้เทียมทาน แม้แยกจากกันก็ยังร้ายกาจ อยากรู้จริงๆว่าเด็กที่เก่งๆแบบพวกเจ้าไปหลบอยู่ที่หลืบไหนของโลกมา” เขากล่าวน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะชี้มาที่ไรดีน “บุตรีคนเล็กของข้าดูพึงพอใจในตัวเจ้ามากนะไรดีน”

            “หา” ไรดีนลากเสียงยาวแล้วเหลือบมองไปทางองค์หญิงคนสุดท้องที่นั่งอยู่ในกลุ่มราชนิกูล เธอหลบสายตาของเขาด้วยท่าทางเขินอายหน่อยๆ “เอ่อ ข้าน้อยมิกล้า”

            “แล้วใครบอกว่าเราจะยกให้ง่ายๆล่ะ จะแตะลูกสาวของเราน่ะมันไม่ง่ายหรอกนะ”

            สิ้นคำคนที่อยู่ภายในโบสถ์และคนที่กำลังชมถ่ายทอดสดก็พากันหัวเราะครืน เพราะไม่เคยเห็นท่าทางหวงลูกสาวจากจักรพรรดิคนนี้มาก่อน นับว่านี่เป็นมุมน่ารักมุมหนึ่งของชายคนนี้

            “แต่ถ้าพูดคุยทำความรู้จักกันไปเฉยๆก่อนเราก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ” คนหวงลูกสาวป้องปากพูดแล้วผละไปยืนประจันหน้ากับคาร์นี่ย์ “ขวัญใจมหาชนนะเจ้าน่ะ”

            “ก็ไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ ต้องโทษคุณพ่อคุณแม่ที่ปั้นลูกให้ออกมาดูดีเกินเหตุ”

            คาร์นี่ย์ว่าแล้วฉีกยิ้มกวน องค์จักรพรรดิหัวเราะปรบมือให้อย่างชอบอกชอบใจในคำพูดนั้น ซึ่งคนอื่นเองก็นั่งอมยิ้มขำให้กับคำพูดสไตล์คนอารมณ์ดีของเด็กหนุ่ม จากนั้นจักพรรดิแห่งจักรวรรดิซันไชส์ก็ขยับหน้าไปที่ข้างหูของคาร์นี่ย์

            “เราว่าเจ้านี่แหละที่จะเป็นตัวเชื่อมคนในกลุ่มเจ็ดดาบดาราให้เข้าหากันได้ ” เขากระซิบบอกด้วยน้ำเสียงใจดี จากนั้นกะผละออกมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “เรารู้สึกถูกชะตากับเด็กอย่างเจ้าเป็นพิเศษ คงจะไม่เป็นการเสียมารยาทนะถ้าข้าอยากจะยื่นข้อเสนอให้เจ้ามาทำงานเป็นองครักษ์ข้างกายลูกสาวคนโตของข้าน่ะ”

            สิ้นคำเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นในโบสถ์ นี่เป็นข้อเสนอที่ใหญ่เกินกว่าที่ใครๆจะจินตนาการได้ เพราะนอกจากต้องไว้ใจให้คาร์นี่ย์ปกป้ององค์หญิงของประชาชนแล้ว ในฐานะของคนเป็นพ่อนั้นยังต้องไว้ใจฝากชีวิตลูกสาวไว้ในมือคนอื่นอีกต่างหาก

            “คาดไม่ถึงเลยแหะ” ยาฮันราห์ที่มองเหตุการณ์อยู่พูดขึ้นก่อนจะหันไปมองน้องสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

            “แบบนั้นมันจะดีจริงๆเหรอคะ มันไม่กระทันหันเกินไปหน่อยเหรอ” โพลิน่าโพล่งออกมา

            “เห…” ยาฮันราห์เอียงคอมองโพลิน่าอย่างมีเลศนัย “หึงเหรอ”

            “อ๊า…” โพลิน่าอ้าปากค้างหน้าขึ้นสี “มะ มะ ไม่… เอ่อ… ใช่ค่ะน้องรู้สึกหึงเขาจริงๆ”

            คนเป็นพี่ส่งเสียงอื้อหือออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าน้องสาวตัวเองจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เขาส่งเสียงหัวเราะในคอก่อนจะยกมือขึ้น

            “ช่วยไม่ได้ล่ะนะ คงต้องทำหน้าที่พี่ชายที่ดีเสียหน่อย” ว่าแล้วก็ออกปากพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังก้องไปทั่วโบสถ์จนเสียงฮือฮานั้นเงียบลง “ข้ามีเรื่องอยากจะพูดขอรับท่าน”

            “โอ้ ยาฮันราห์ เจ้าจะคัดค้านอย่างงั้นหรือ?”

            “ขอรับท่าน กระผมคิดว่าคาร์นี่ย์นั้นยังหนุ่มยังแน่น คงจะพึงพอใจกับการมีชีวิตเป็นอิสระมากกว่าที่จะเฝ้าติดตามองค์หญิงนะขอรับ จริงรึเปล่าคุณคาร์นี่ย์”

            คนกวนเลิกคิ้วอย่างทึ่งๆที่อัศวินสูงสุดช่วยพูดแทนเขา เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำทั้งรอยยิ้ม

            “ผมไม่ได้รังเกียจอะไรองค์หญิงนะครับ เพียงแต่ว่าการที่จะให้เด็กกะโปโลแบบผมไปเป็นองครักษ์องค์หญิงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมซักเท่าไรนัก แล้วผมก็ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่ต้องทำด้วยน่ะครับ” พูดจบก็สบตากับโพลิน่าที่นั่งอยู่ข้างๆยาฮันราห์ เธอสะบัดหน้าหลบสายตาเขาแบบเขินๆจนเขาเผลอยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม “พระองค์คงไม่ถือสาหาความใช่ไหมครับ”

            “งั้นก็ตกลงตามนี้ แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไรก็มาบอกเราได้ล่ะ”

            จบการสนทนาจักรพรรดิก็เดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเหล่าจอมเวททั้งสี่คน คาร์นี่ย์ที่เผลอหันไปสบตากับไอน์ซาโม่เข้าก็รีบเบือนหน้าหลบ ไอน์ซาโม่อมยิ้มเล็กน้อยแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่จักรพรรดิกำลังจะพูดต่อ

            “สำหรับพวกเจ้าทั้งสี่คน เราไม่มีเรื่องใดๆที่จะต้องพูดแนะนำอีก พวกเจ้านั้นสมบูรณ์แบบอยู่แล้วในฐานะจอมเวท เราหวังเพียงแค่ว่าเจ้าจะเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจที่ดีให้กับบุคคลอื่นๆ ขอบคุณมากจริงๆที่พวกเจ้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิซันไชส์” กล่าวจบองค์จักรพรรดิก็สะบัดผ้าคลุมและดึงดาบประจำตัวออกจากฝักข้างเอว จากนั้นก็ชูมันขึ้นสุดมือ “ในนามจักพรรดิริชาร์ด ข้าขอกล่าวปิดงานมอบตำแหน่งเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ แด่เทพธิดาแห่งดวงตะวัน”

            “แด่เทพธิดาแห่งดวงตะวัน”

            คนภายในโบสถ์พูดขึ้นพร้อมๆกันพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังอย่างกึกก้อง ร่างของคนทั้งสิบเอ็ดคนลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังไปเผชิญหน้ากับผู้ร่วมงานภายในโบสถ์ จากนั้นก็โค้งตัวทำความเคารพคนภายในโบสถ์สไตล์ผู้ดีอย่างนอบน้อม

            คาร์นี่ย์ก้มลงมองมุรามาสะที่ข้างเอวแล้วคิดถึงพ่อกับแม่ของเขา รอยยิ้มดูดีถูกฉาบลงบนใบหน้าของเขาในทันทีที่นึกถึง

            ‘คุณพ่อคุณแม่… ลูกชายคนนี้มาได้ไกลขนาดนี้แล้วนะครับ อยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้มาเห็นจัง’

            “คาร์นจ๋า…”

            เสียงร้องดังขึ้นข้างตัวแล้วน้ำหนักร่างที่คุ้นเคยก็ถาโถมใส่ร่างของเด็กหนุ่ม คนที่พุ่งเข้ามาเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอน์ซาโม่เจ้าเก่าที่กระโดดขึ้นมากอดคอเขาด้วยสีหน้าเริงร่าในขณะที่เกรนิตี้ยืนหัวเราะขำอยู่ข้างๆ คาร์นี่ย์แกะร่างอีกฝ่ายออกจากตัวก่อนดุไอน์ซาโม่ไปเล็กน้อยเหมือนปกติก่อนตวัดสายตาไปทางโพลิน่า เธอกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนที่แสนจะคุ้นเคยมาทางเขา เขายิ้มตอบเธอด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ แต่แล้วร่างเขาก็ถูกใครบางคนยกลอยขึ้น

            “เอาเว้ยๆ มาถึงขั้นนี้แล้วมันก็ต้องมีงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์กันหน่อยสิ” ไมกัสว่าขณะแบกร่างคาร์นี่ย์ออกไปทางประตูโบสถ์

            “พอลุงพูดนี่ก็ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ แต่มันก็ต้องมีจริงๆด้วยล่ะ งานเลี้ยงอะไรนั่น” เฟราสพึมพำก่อนจะโดนคนแก่กว่าขยี้ผมเล่น “ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะเฟ้ย”

            “ขี้โวยวายจังเลยนะคะ” อลิซขยับแว่นแล้วพูดด้วยใบหน้าเข้มงวดเจ้าระเบียบตามคอนเซ็ปต์ส่วนตัว

            “พูดแบบนี้ออกค่าอาหารเลี้ยงพวกเราด้วยนะลุง”

            ไรดีนเดินขึ้นมาเคียงกับไมกัสก่อนตบไหล่อีกฝ่ายอย่างสนิทสนมราวกับคนรุ่นเดียวกันยังไงยังงั้น

            “น่าหงุดหงิดเป็นบ้า มีแต่คนเพี้ยนรึไงคะเนี่ย” น้องเล็กที่สุดในกลุ่มพูดอย่างไม่สบอารมณ์ทั้งๆที่เดินตามหลังเหล่าคนที่เธอปรามาสว่าเพี้ยนอยู่ต้อยๆ

            “ฉันน่ะชอบเรื่องที่สนุกๆล่ะนะ” คาวาเลียร์กล่าวขณะที่ทำท่าเดินส่ายร่างไปส่ายร่างมาอย่างเริงร่า “ฉันคิดว่ากลุ่มนี้ดูน่าสนุกจะตายเนอะคาร์น”

            “ก็อย่างที่ยัยพลานาเรียว่ามาน่ะแหละ” คนถูกอุ้มว่าแล้วฉีกยิ้มกวนจนตาปิดพลางยกนิ้วโป้งขึ้น “พวกเราจะต้องเป็นกลุ่มที่เจ๋งแน่ๆเลยล่ะ”

            แต่แล้วทั้งเจ็ดคนก็ต้องหยุดเดินเมื่อมีร่างเล็กๆของนักเวทหนุ่มนามว่าโอมันวิ่งมาดักหน้าพวกเขาเอาไว้

            “ถ้าไม่ว่าอะไร พวกเราขอเข้าไปแจมในงานปาร์ตี้ด้วยจะได้ไหม” โดมันชี้ไปทางจอมเวทมนตราอีกสามคนที่เหลือที่เดินตามหลังมา “ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็นะ”

            “จัดไปวัยรุ่น” ไมกัสว่าแล้วหามร่างนักเวทหนุ่มไว้บนไหล่อีกข้างอย่างบ้าพลัง “งานนี้ข้าเลี้ยงเอง!!!”




NEKOPOST.NET