Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.2 - ผมมันก็แค่คนผ่านทางธรรมดาๆทั่วไป


ดาบที่2 : ผมมันก็แค่คนผ่านทางธรรมดาๆทั่วไป

 

 

            “โอย นี่เราเดินมาไกลขนาดไหนแล้วเนี่ย”

            คาร์นี่ย์บ่นอุบ เขาเดินออกจากเมืองมาได้ครึ่งวันแล้ว โชคยังดีที่แสงแดดไม่ค่อยแรงเท่าไรนักบวกกับเมฆที่เริ่มปลุกคลุมทำให้อากาศไม่ร้อนเท่าไรนัก เป้ถูกเปิดออกเพื่อหยิบเสบียงที่ได้ซื้อไว้จากในเมืองขึ้นมากิน เขาหันมองไปรอบๆตัวเองที่มีแต่ทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้า และก็ทุ่งหญ้า

            แผนที่ที่พกมาถูกหยิบออกมาใช้พร้อมกับเข็มทิศ ถ้าทายไม่ผิดหากเขาเดินตรงต่อไปเรื่อยๆก็จะได้เจอกับเมืองอย่างแน่นอน

            “เห้อ เบาะแสเกี่ยวกับเธอก็ไม่มี มีเพียงแค่รูปร่างหน้าตากับชื่อของเธอเท่านั้นแหละที่พอจะสาวไปถึงตัวได้ แต่ฉันจะทำให้เธอเห็นถึงความพยายามของฉันให้ได้” คาร์นี่ย์พึมพำทั้งรอยยิ้ม

            เท้ายังคงย่ำไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างไม่หยุดพัก ระหว่างทางก็มีคนผ่านมาทักทายบ้าง นั่นทำให้เขามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่ากำลังเดินไปไม่ผิดทาง

            จนมาถึงช่วงเวลาพลบค่ำ เด็กหนุ่มก็มายืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าของอาณาจักร มันเป็นอาณาจักรที่สร้างติดอยู่กับภูเขา ผ่านพ้นกำแพงเมืองไปก็จะมีถนนทอดยาวไปถึงส่วนยอดของภูเขาซึ่งมีปราสาทขนาดใหญ่เด่นสะดุดตาตั้งอยู่ ถ้าดูจากแผนที่ อาณาจักรเวนอร่าแห่งนี้เป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางระดับที่เรียกว่าประเทศก็คงจะไม่แปลกนัก

            วันนี้เขาคงต้องหยุดพักที่นี่ไปก่อน ร่างสูงคิดแล้วตัดสินใจเดินไปตามทางก่อนจะแวะเข้าไปในโรงแรมเล็กๆที่อยู่ในมุมเงียบสงัดของเมือง

            “โอ้ สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับนะพ่อนักเดินทางหนุ่ม ต้องการห้องพักใช่ไหมล่ะ”

            เสียงเอ่ยต้อนรับอย่างยินดีดังมาจากสุภาพบุรุษวัยกลางคน เขาเป็นคนที่มีโหงวเฮ้งเป็นมิตรดี แถมการแต่งตัวก็จัดได้ว่าดูดีเลยทีเดียวล่ะ

            “ใช่ครับ อยากจะได้ห้องพักถูกๆแค่พอให้ได้นอนพักน่ะครับ”

            “ที่นี่ก็มีแต่ห้องราคาถูกๆทั้งนั้นแหละพ่อหนุ่มเอ้ย” ชายที่เคาน์เตอร์ยิ้มแล้วเอื้อมไปหยิบกุญแจที่แขวนอยู่ตรงชั้นไม้ด้านหลัง “ห้องหมายเลข 142 ครับ ราคากันเอง 300 เหรียญทองแดง”

            “ห๊ะ ทำไมถูกจัง!”

            คาร์นี่ย์ร้องลั่น ค่าเงินปัจจุบันคือ 1,000 ทองแดง ต่อ 1 เหรียญเงิน , 100 เหรียญเงินต่อ  1 เหรียญทอง แล้วห้องพักปกติมันต้องระดับสองเหรียญเงินขึ้นไปเสียด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไร เขาพึ่งได้ยินมาว่า 300 เหรียญทองแดง นี่เขากำลังฝันอยู่แน่ๆ

            “ไม่ต้องตกใจไปหรอก โรงแรมของฉันเองไม่มีลูกค้าเข้ามานานมากแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพราะเรื่องส่วนตัวนิดหน่อย ไม่ต้องเป็นกังวลหรอกนะ” พูดจบแววตาเขาก็ฉายแววเศร้า

            เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร เขาหยิบเหรียญเงินหนึ่งเหรียญส่งไปให้กับชายคนนั้นก่อนจะหยิบกุญแจแล้วเดินจากมา โดยไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสได้ปฏิเสธ

            เมื่อเขาเปิดประตูห้องพักของเขาออกก็แทบจะไม่อยากเชื่อ เขาแทบจะควักเงินยัดให้อีกสักสองเหรียญเงินซะด้วยซ้ำ ห้องพักนั้นกว้างมาก แถมที่นอนก็ค่อนข้างใหญ่เกินไปสำหรับคนหนึ่งคน เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างดูครบครันแถมทุกๆอย่างยังสะอาดแวววับอีกต่างหาก

            ว่าแล้วเขาก็ขอทิ้งตัวกลิ้งเกลือกไปบนเตียงนุ่มๆนี่สักหน่อยเถอะ ความสุขสำราญปรากฏบนใบหน้าทะเล้น แต่พอนึกอะไรได้เจ้าตัวก็รีบดีดขึ้นมายืนก่อนจะกระวีกระวาดออกจากโรงแรมนี้ไป

            จุดหมายของเขาคือร้านเหล้า และเน้นว่าต้องเป็นร้านเหล้าที่มีคนเยอะๆด้วย เป้าหมายของการมาร้านเหล้าก็คือการมาเก็บเกี่ยวข้อมูลนั่นเอง เนื่องจากสถานที่แบบนี้มักจะเป็นจุดศูนย์รวมของผู้คนจากต่างถิ่นนั่นเอง

            “เฮ้ เจ้าเด็กนั่นน่ะ โต๊ะนั้นส่งมาให้เจ้า”

            เสียงจะโกนเรียกดังมาจากบาร์เทนเดอร์ ดวงตาสีแดงหันไปทางนิ้วที่ชี้ของชายคนนั้น สาวผมดำขลับกำลังส่งยิ้มมาทางเขาแล้วยกแก้วให้ด้วยสายตาเชื้อเชิญ

            “ขอโทษนะครับ ผมดื่มเหล้าไม่เป็น” คาร์นี่ย์บอกแล้วดันแก้วออกไป

            “แก้วนี้ไม่มีซักดีกรีเดียว  สาวโต๊ะนั้นอยากให้เจ้าเลือกใส่วอดก้าเพิ่มเองน่ะ ว่าไงล่ะสนใจรึเปล่า”

            “ไม่ดีกว่าครับ” เขาตอบแบบยิ้มๆก่อนจะหันไปยกแก้วให้กับคนที่เลี้ยงแล้วดื่มรวดเดียวหมด “ว่าแต่ลุง ผมมีเรื่องจะสอบถามหน่อย”

            “ว่ามาสิเจ้าหนูเสน่ห์แรง”

            “แหม ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ  เอาเป็นว่าเข้าเรื่องดีกว่า” คาร์นี่ย์วกกลับมาเข้าเรื่องหลังจากถูกแซวจนเขิน “ลุงพอจะรู้จักผู้หญิงที่ชื่อโพลิน่าไหมครับ ผมของเธอสีออกทองๆ ดวงตาสีแดงเหมือนๆกับผม ท่าทางเหมือนจะเก่งวิชาดาบอะไรทำนองนี้น่ะ”

            “อายุประมาณเท่าไรล่ะ”

            “ก็วัยๆเดียวกันกับผมนี่แหละ เอ้อ ตาของเธอมีสีสดใสกว่าของผมนะลุง แบบว่ามันคล้ายๆกับสีของทับทิมน่ะ”

            “โอ้ งั้นข้านึกออกแค่เพียงคนเดียวล่ะนะ” บาร์เทนเดอร์ยิ้มตอบ “มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นงั้นเหรอ”

            “ก็เรื่องส่วนตัวนิดหน่อยน่ะครับ”

            “เรื่องส่วนตัว? งั้นฉันก็ไม่ควรถามมากกว่านี้สินะ” ชายคนนั้นว่าแล้วเอาแขนค้ำโต๊ะ จากนั้นก็เอามือป้องปากเข้าไปใกล้ๆเด็กหนุ่ม “วิชาดาบไม่ได้เก่งพอตัวหรอกนะ ถ้าตามลักษณะที่เจ้าบอก เธอเป็นถึงยอดนักดาบเลยล่ะ ถ้าพูดให้ถูกตอนนี้เป็นอัศวินเต็มตัวเลย”

            “ห๊ะ โม้รึเปล่าลุง”

            “ไม่ได้โม้ โพลิน่าคนนั้นมีฉายาว่า นางฟ้าแห่งดาบ เลยเชียวนะ และที่สำคัญที่สุด…”

            “ห๊ะๆๆ ที่สำคัญที่สุดก็คื๊อ…” คาร์นี่ย์เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แต่ผ่านมาครู่หนึ่งแล้วอีกฝ่ายก็ยังเงียบเหมือนจะกวนประสาทเขา “โอ้ย! ลุง บอกสักทีเถอะ เกร็งจนก้นจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว”

            “ฮ่าๆๆๆ ข้าชอบเวลาที่ได้เห็นคนที่มีปฏิกิริยาแบบเจ้าจริงๆ เฉลยเลยก็แล้วกัน  เธอเป็นหนึ่งในสิบอัศวินสูงสุดของจักรวรรดิซันไชส์น่ะ”

            คาร์นี่ย์ถึงกับช็อกตาตั้ง เหงื่อกาฬต่างพากันไหลออกจากทุกรูขุมขน ดูเหมือนว่าเขาจะเจองานใหญ่เข้าเสียแล้ว

            “ลุง ผมขอจัดเต็ม เอาวอดก้ามาเลยสิบเป๊ก!”

            “เฮ้ย นึกคึกอะไรขึ้นมาวะ เป็นเด็กริอาจจะลองเรอะ... จัดไปสิวะ ข้าเลี้ยงเอง ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

 

            เด็กหนุ่มเดินส่ายไปส่ายมาผ่านถนนเส้นที่ตรงไปทางโรงแรม ระหว่างทางก็เผลอไปทะเลาะกับเสาบ้านคนอื่นจนโดนราดน้ำใส่เต็มหัว สติของเขาจึงดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังไงก็ไม่ไหวอยู่ดี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่าเหล้า แล้วขอบอกไว้เลยว่าจะไม่แตะมันอีกแน่ๆ ต่อให้ไม่เสียตังสักแดงก็เถอะ เป็นตายร้ายดียังไงเขาจะไม่ยอมดื่มมันอีกแน่ๆ

            “เฮ้ย ทำไมรูกุญแจหลบได้เนี่ย” เขาบ่นงึมงำขณะที่พยายามแทงกุญแจเข้าไปที่รูกุญแจหลายครั้งแล้ว แต่ไม่รู้เพราะอะไรมันรูกุญแจมันถึงหลบเขาไปได้ตลอด “นี่มันโรงแรมผีสิงรึไงเนี่ย ลูกกุญแจหลบไปหลบมาได้แบบนี้ฉันว่าชัวร์ป๊าบ เจ้าผีประตู เปิดเดี๋ยวนี้”

            “คิๆๆๆ คนอะไรตลกชะมัด”

            เสียงใสหัวเราะดังมาจากด้านข้าง ถ้าเจ้าของเสียงต้องการเรียกร้องความสนใจของเด็กหนุ่มขอบอกเลยว่าตอนนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว คนเมาเอียงหน้ามองผู้หญิงที่ยืนหัวเราะอยู่ตรงหน้าเขาแบบไม่เข้าใจ ใบหน้าของคนๆนี้ช่างเลือนรางเหลือเกิน นี่คงจะเป็นเพราะเขายังเมาอยู่แน่ๆ

            “ช่วยฉันหน่อยสิ คนจ๋วย” คนกวนเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง

            “ผีประตงประตูอะไรไม่มีหรอก ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะ…”

            ไม่ทันได้ฟังคนตรงหน้าพูดจบ ภาพรอบๆตัวของเขาก็ดับวูบส่งให้เขาดำดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความมืดอีกครั้ง แล้วจู่ๆภาพรอบๆตัวก็เปลี่ยนไปเป็นสถานที่ๆแสนจะคุ้นเคยของคาร์นี่ย์

            เด็กสาวผมทองกำลังเดินออกมาจากบ้าน ที่หน้าบ้านนั้นมีรถม้าที่เตรียมขนย้ายข้าวของ เป็นอีกครั้งแล้วที่เขากำลังจะเห็นเธอจากไป ถึงรู้ว่ามันเป็นแค่ฝัน แต่ความรู้สึกของเขานั้นไม่อยากให้มันผ่านไปเลย มือนั้นเอื้อมไปทางเด็กสาวตรงหน้า แต่จู่ๆคนตรงหน้าก็ผลักเขาออกแล้วพูดคำบางคำที่ทำให้เขาแทบกรี๊ด

            “ฉันเป็นหนึ่งในอัศวินสูงสุดของจักรวรรดิที่แสนจะยิ่งใหญ่ ถ้าอยากแต่งงานกับฉันจริงก็มาท้าประลองแล้วเอาชนะฉันให้ได้สิ แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่มีวันนั้นหรอก… วันที่เธอจะชนะฉันน่ะ โฮะๆๆๆๆๆๆ”

            แล้วภาพของเด็กสาวที่ยืนหัวเราะเขาก็เริ่มไกลออกไปเรื่อยๆ หัวใจของเขาเต้นถี่ ความรู้สึกหลายๆอย่างกำลังตีกันไปมาอย่างสับสน

            “ม่ายยยย!!!

            เขาร้องลั่นแล้วมองไปรอบๆตัวอย่างหวาดระแวง แต่พบแค่เพียงถังน้ำเปล่าที่วางอยู่ข้างเตียงกับเก้าอี้ตัวเล็กๆที่ตั้งอยู่ใกล้ๆถังน้ำนั้น

            แอ๊ด

            “ดีขึ้นแล้วเหรอจ๊ะ” หญิงสาวที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องของเขาเอ่ยปากถาม ก่อนจะเดินมาหยิบผ้าที่แปะอยู่บนหน้าผากเขาไปใส่ในถังน้ำ แล้วเอามือมาทาบที่หน้าผากของเขา “ดูสิยังมีไข้อยู่เลย นอนลงไปก่อนเถอะจ้ะ”

            ความคิดของคาร์ลี่ย์ยังคงสับสนอยู่ เขายังคงนึกไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แต่ดูจากการกระทำแล้วแสดงว่าเธอไม่ได้มาร้ายหรือคิดจะขโมยของอะไร ดวงตาสีแดงจ้องมองคนที่นั่งข้างเตียงอย่างงุนงง

            “เมื่อคืนไง ฉันเจอเธอกำลังทะเลาะกับผีประตูอยู่น่ะ” หญิงสาวว่าพลางอมยิ้มที่ใครๆก็มองออกว่ากำลังกลั้นหัวเราะอยู่

            แน่นอนว่าเขาจำได้ทันทีเมื่อผู้หญิงคนนี้พูดถึงผีประตู มือแปะตบเข้าที่ศีรษะราวกับคนที่ปวดหัว เพราะดันนึกออกว่าเมื่อคืนไปทำเรื่องอะไรไว้บ้าง คาร์นี่ย์เหลือบไปมองคนข้างตัวอย่างเขินอาย อีกฝ่ายไม่พูดอะไร เธอทำแค่เพียงจัดหมอนให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะประคองเขาให้นั่งพิงหมอนเอาไว้

            คาร์นี่ย์พึ่งจะสังเกตว่าเธอถือชามโจ๊กติดมือมาด้วยตอนเข้าห้อง พอเห็นอีกฝ่ายตักโจ๊กมาให้เขาก็อ้าปากรออย่างรู้งาน

            “ขอโทษนะที่ทำให้ลำบาก” เขาพูดเสียงเบาเพราะยังติดเขินอยู่

            “เอาเถอะจ้ะ เมื่อคืนเธอกลับมาตัวเปียกซกเลย ถ้าฉันไม่มาเจอเข้าเธอคงจะแย่แล้วล่ะ”

            เธอยิ้มตอบแล้วป้อนโจ๊กให้เขาอีกคำหนึ่ง เขาเอื้อมมือไปใต้เตียงแล้วหยิบห่อผ้าขึ้นมาตรวจสอบด้วยความกังวล พอแง้มดูแล้วเห็นว่าทุกอย่างยังอยู่ครบปกติดีเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

            “แหม เห็นฉันเป็นพวกชอบขโมยของงั้นเหรอ” หญิงสาวพูดแบบงอนๆ

            “ไม่ใช่อย่างนั้น แบบว่า มันสำคัญมาก ต่อให้อยู่คนเดียวมันก็ยังอดกังวลไม่ได้น่ะ”

            “งั้นก็แล้วไป ไหนมาสิอ้าม…”

            พระเจ้า นี่เขาทำบุญมาด้วยอะไรกัน จู่ๆก็มีสาวหน้าตาน่ารักมาดูแลตอนป่วยแถมยังป้อนโจ๊กให้แบบนี้ เขาพึ่งสังเกตชัดๆเมื่อกี๊นี้เอง ผมยาวสีดำเป็นเงางามมันดูสวยมาก แถมใบหน้าที่ใจดีนั่นอีก

            ‘ไม่ได้ๆๆๆ เราจะนอกใจโพลิน่าไม่ได้เด็ดขาด’

             คาร์นี่ย์สะบัดหัวไล่ความคิดเพ้อเจ้อออกไป แต่พอนึกถึงความจริงอันโหดร้าย เขาก็ต้องถอนหายใจออกมาราวกับคนสิ้นหวัง

            “เป็นอะไรรึเปล่า เห็นเธอทำท่าทางแปลกๆมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว”

            “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย” ว่าจบก็ยิ้มกลบเกลื่อน “ผมชื่อคาร์นี่ย์นะ ขอบคุณที่ช่วยดูแล”

            “ฉันชื่อ มารีอันนา จ้ะ ถ้าไม่ถือฉันขอเรียกว่าคาร์นได้ไหมจ๊ะ” หญิงสาวถามซึ่งได้คำตอบเป็นเพียงการพยักหน้าให้หนึ่งทีเท่านั้น “ฉันอายุ 22 ปีนะ แล้วคาร์นล่ะ”

            “ผมแค่ 18 ปีเองครับ” เด็กหนุ่มตอบแล้วยิ้มกว้าง “ขอเรียกพี่อันนาได้ไหมครับ หรือเรียกว่าพี่มารีดี”

            “ชื่อเล่นชื่ออันนาจ้ะ เรียกพี่อันนาเถอะ”

            พูดจบโจ๊กคำสุดท้ายก็ถูกป้อนเข้าปากของเขา คุณพี่สาวลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป แต่ไม่นานเท่าไรนักเธอก็กลับมาแล้วจัดแจงดันร่างคาร์นี่ย์ให้นอนลงแล้วเอาผ้าชุบน้ำหมาดๆมาแปะที่หน้าผาก

            “เดี๋ยวฉันจะไปทำความสะอาดห้องสักหน่อย ถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็เรียกพี่สาวคนนี้ได้เลยนะจ๊ะ ฉันอยู่ห้องข้างๆนี่แหละ”

            “คงไม่มีหรอกครับ แค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว” คาร์นี่ย์ตอบทันควันแล้วหลับตาลง ตอนนี้หัวของเขาทั้งมึนทั้งปวดราวกับถูกหวดด้วยไม้อย่างจังเลย

            โครม!

            “เฮ้ย ไอเจ้าของโรงแรมนี่มันอยู่ไหน แกเบี้ยวพวกเรามาหลายครั้งแล้วนะ”

            เสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอกทำให้ดวงตาสีแดงเปิดขึ้นอีกครั้ง เสียงโครมครามดังขึ้นไม่ไกลจากห้องของเขาสักเท่าไรนัก ถ้าให้ทาย เรื่องก็คงจะเกิดไม่ไกลจากเคาน์เตอร์ที่คุณลุงเจ้าของโรมแรมอยู่นั่นแหละ ร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงถอนหายใจยาวๆก่อนจะดันร่างขึ้นจากเตียงพร้อมหญิบห่อผ้าที่เขาหวงแหนติดมือมาด้วย

            ‘สงสัยจะมีงานเข้ากันอีกแล้ว’

            ตึง…

            ร่างของชายวัยกลางคนกระแทกเข้ากับโต๊ะอย่างจังก่อนจะกระอักเลือดออกมากองโต มารีอันนาพุ่งตัวเข้ามาดูอาการเจ้าของโรงแรมด้วยสีหน้าตตื่นตระหนก เจ้าของผลงานคือกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีสีหน้าดุร้ายและแต่งตัวราวกับพวกกุ๊ยข้างถนน แน่นอนว่าตามคอนเซ็ปต์แล้วเจ้าพวกนี้ต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของเด็กหนุ่มไปได้

            “น้องสาวหน้าตาน่ารักดีนี่ จับไปให้ลูกพี่ดีไหม ข้าคิดว่าลูกพี่ต้องอารมณ์ดีขึ้นแน่ๆ” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์เสนอความคิดเห็นขึ้น

            “ไม่ได้นะ ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกค้าของโรงแรม เธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้” เจ้าของโรงแรมร้องขอด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงก่อนจะกระอักเลือดออกมาอีกกอง

            ‘ช้ำในหนักเลยนี่นา’

            คาร์นี่ย์คิดในใจแล้วกำลังจะตรงไปช่วย แต่ร่างกายของเขาดันหนักอึ้งขึ้นมาเสียดื้อๆ ดูเหมือนพิษไข้จะรุมทำร้ายร่างกายของเขาอย่างหนัก ร่างสูงทรุดลงนอนโดยที่สายตายังคงจับจ้องไปเบื้องหน้า แล้วร่างของพี่สาวผู้มีพระคุณของเขาก็ถูกกระชากพาตัวไปโดยที่เขาได้แต่นอนดูเฉยๆ มือนั้นเอื้อมไปข้างหน้าราวกับว่ากำลังพยายามคว้าตัวเธอเอาไว้

            “ไอบ้า… เอ้ย…”

 

            “พี่สาว!”

            ร่างสูงสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงเดิมของห้องที่เขาเช่าเอาไว้ ข้างๆนั้นมีคนที่เขาจำได้ว่าคือเจ้าของโรงแรมกำลังดื่มน้ำใบบัวบกด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก พอมองออกไปทางหน้าต่าง ก็พบว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลากลางคืนแล้ว

            “ดีขึ้นแล้วเหรอพ่อหนุ่ม”

            “ลุงเป็นอะไรมากไหม แล้วพี่สาวล่ะ” เขาร้องถามอย่างลนลาน

            “ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอก ส่วนมารีอันนาน่ะเหรอ… เธอถูกพาตัวไปแล้วล่ะ” เสียงของชายวัยกลางคนตอบอย่าเศร้าๆ

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน”

            คาร์นี่ย์กัดฟันกรอดขณะถาม ตอนนี้ร่างกายดีขึ้นมากแล้วและเขาต้องการที่จะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในตอนนี้

            “จำได้ไหมที่ข้าบอกเจ้าว่า เพราะเรื่องส่วนตัว จึงทำให้โรงแรมนี้ไม่มีคนพัก”

            “คนพวกนั้น? ทำไมกันลุง ลุงไปมีเรื่องอะไรกับเจ้าพวกนั้น”

            คนถูกถามนิ่งเงียบไป ใบหน้าที่ดูเป็นมิตรตอนนี้กลับฉายแววไม่สู้ดีออกมา ด้วยความร้อนใจทำให้คาร์นี่ย์เขย่าตัวอีกฝ่ายแล้วถามย้ำคำถามเดิมอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงถอนหายใจยาวออกมาจากชายวัยกลางคน

            “ก่อนหน้านี้ข้ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งที่สะสมไว้เพื่อจะสร้างโรงแรมนี่ ทว่าเงินก้อนนั้นยังไม่พอ ข้าก็เลยไปยืมเงินคนกลุ่มนึงเพื่อที่จะมาสร้างโรงแรม และคิดว่าอีกไม่นานก็จะสามารถหาเงินมาคืนพวกมันได้” เขาเล่าด้วยใบหน้าที่เริ่มเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา “แล้วรู้ไหม… แบบ… พวกมันเล่นสกปรกกับข้า พวกมันใส่ความแกล้งทำลายกิจการของข้าต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะกุเรื่องผีสาง หรือปล่อยหนูเข้ามาในโรงแรม อย่างแรงที่สุดก็คือลอบทำร้ายคนที่มาพักโรงแรมของข้า พอข่าวแพร่ออกไปก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใช้บริการโรงแรมของข้าอีกเลย”

            “พวกมัน! พวกมันเป็นคนทำใช่ไหม?” คาร์นี่ย์ขบกรามแน่นขณะถาม

            “ไม่ใช่หรอก เพราะว่าข้าน่ะสามารถใช้หนี้หมดได้ในเวลาต่อมา โดยวิธีการของข้าคือการไปยืมเงินจากอีกพวกนึงมา โดยมีเงื่อนไขว่าต่อให้หนี้สินหมดแล้ว ข้าก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้มันทุกเดือน ตอนแรกในสัญญาที่ทำกันเงินที่จ่ายนั้นไม่มากเท่าไรนักข้าจึงตัดสินใจตอบตกลงไป แต่พอมารู้สึกตัวอีกทีเจ้าพวกนั้นก็บิดเบือนสัญญาแล้วข่มขู่ให้ข้าจ่ายมันด้วยเงินจำนวนร้อยโกลด์ต่อหนึ่งเดือน ถ้าไม่จ่ายพวกมันก็จะเข้ามาอาละวาดอย่างที่เห็นนี่แหละ พอหลังจากเรื่องนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าพักอีกเลย โชคดีที่มีหนูมารีอันนาเข้ามาช่วยงานทำความสะอาด ทำให้โรงแรมพร้อมสำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้… แม้แต่หนูมารีอันนาก็โดนพาตัวไป… มันเป็นความผิดของข้าเอง”

            เล่าจบเสียงสะอื้นไห้ก็ดังออกมายิ่งกว่าตอนเล่าหลายเท่าตัว คนฟังถึงกับกำหมัดแน่น ห่อผ้าถูกหยิบมาถือไว้ในมืออีกครั้ง ร่างสูงพุ่งพรวดไปทางประตูด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น

            “ลุง พวกมันอยู่ที่ไหน?”

            “เจ้าคิดจะทำอะไรของเจ้า จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆอย่างงั้นเหรอ?” คนแก่กว่าร้องถาม ใบหน้าของเขาดูสิ้นหวังอย่างแท้จริง

            “ลุง! พี่สาวน่ะมีบุญคุณกับผม แล้วก็มีบุญคุณกับลุงด้วยนะ ลุงจะปล่อยให้เธอเจอกับเรื่องแย่ๆเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอย่างนั้นเหรอ ลุงจะทอดทิ้งเธอได้ลงคออย่างงั้นเหรอ!” เขาตะคอกใส่คนแก่กว่า ก่อนจะเงียบลงเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดไป “ผมขอโทษ แต่ผมทนไม่ได้จริงๆ ช่วยบอกผมทีเถอะว่าพวกมันอยู่ที่ไหน”

            “ไม่เลย เจ้าไม่ได้ผิด ข้าเองต่างหากที่โง่งมเอาแต่ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความสิ้นหวัง แต่ได้โปรดเถอะ ช่วยหนูมารีอันนาด้วย!” คนแกกว่าลงไปนั่งคุกเข่าขอร้องทั้งน้ำตา

            “เชื่อใจผมได้เลย…”

 

            เสียงหัวเราะสนุกสนานดังมาจากวงเหล้าของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อาศัยอยู่ในบ้านสองชั้น โต๊ะราวๆยี่สิบโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยเหล่าอันธพาลที่กำลังรื่นเริงไปกับสุราและการร้องรำทำเพลง หญิงสาวเพียงคนเดียวภายในบ้านกำลังทำความสะอาด เนื้อตัวของเธอดูมอมแมมและมีแผลหลายจุด ดวงตากลมโตที่เคยสดใสและดูใจดีบัดนี้เต็มไปด้วยรอยน้ำตา

            บ่อยครั้งที่หนึ่งในกลุ่มของพวกมันจะแวะเวียนแล้วทำสีหน้าหื่นกามใส่เธอ และทุกๆครั้งหญิงสาวก็จะขัดขืนอย่างสุดชีวิตจนมันต้องเสียอารมณ์แล้วมาตบตีทำร้ายร่างกายของเธอ ก่อนจะปล่อยให้ไปทำงานบ้านต่อ

            “ท่านหัวหน้า จัดการเลยสิครับ”

            เสียงดังมาจากวงเหล้า ก่อนที่คนรูปร่างอ้วนตัวสูงใหญ่จะหันมามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกระหาย ร่างอ้วนฉุนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาทางเธอพร้อมกับแก้วเหล้าในมือ มือของมันเอื้อมมาจับคางของเธอแล้วเชยขึ้นก่อนจะแสยะยิ้ม

            “ถึงจะมีแผล แต่หน้าตาของเจ้าก็ยังน่ารักอยู่ดี” มันว่าแล้วโยนแก้วเหล้าในมือทิ้งก่อนจะใช้มือล็อคแขนของหญิงสาวที่พยายามดิ้นไปดิ้นมาอย่างสุดชีวิต เสียงกรีดร้องของเธอดังราวกับคนกำลังจะขาดใจตาย“มาดูกันสิว่าคราวนี้เธอจะขัดขืนยังไง”

            “นั่นแหละหัวหน้า จัดการกับยัยผู้หญิงนั่นซะ เอาเลยๆ”

            แล้วเสียงเชียร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันควัน เสียงโห่ร้องเชียร์บวกกับพิษสุรายิ่งทำให้หัวหน้าของมันคึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม ใบหน้ากลมอ้วนน่ารังเกียจยื่นไปใกล้หญิงสาวที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อ

            ตูม!

            ประตูบ้านถูกถีบกระเด็นออก เสียงดาบครูดกับฝักดังมาจากเด็กหนุ่มที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้านิ่งเฉย ดาบคาตานะที่มีด้ามจับสีแดงกำลังกวัดแกว่งอยู่ในมือของเขา ใบมีดสีเงินส่องแสงแวววาวออกมาอย่างน่ากลัว

            รอยยิ้มสุดกวนโอ๊ยที่ฉีกออกมาจากริมฝีปากยั่วให้เหล่าศัตรูเริ่มหงุดหงิดและเริ่มหยิบอาวุธออกมาทีละคนสองคน

            “เข้ามาให้หมดนั่นแหละ คนแบบพวกแกฉันจะล้างบางให้หมดภายในทีเดียว”

            ดวงตาที่นิ่งเฉยในตอนแรกนั้นบัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธ ดาบในมือตวัดฟันใส่คนที่จู่โจมเข้ามาทีละคนอย่างเฉียบขาดก่อนจะฟาดใส่ด้วยฝักดาบจนสลบไปทีละคนๆ การโจมตีของศัตรูนั้นเดาทางง่ายและช้ามากสำหรับคาร์นี่ย์ สิ่งที่เขาทำก็คือการโจมตีสวนกลับไปโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาหลบหลีกเลย ร่างของชายฉกรรจ์ล้มลงราวกับใบไม้ร่วง จนในที่สุดเขาก็มาถึงเจ้าตัวใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

            พอเห็นว่าคนที่บุกมามีฝีมือร้ายกาจมันจึงเอาร่างของมารีอันนามาบังหน้าเอาไว้ ทำให้คาร์นี่ย์ไม่กล้าโจมตีแบบผลีผลาม จากนั้นศัตรูก็เอื้อมมือไปหยิบดาบใหญ่มาฟาดใส่ด้วยพละกำลังของแขนเพียงข้างเดียว

            คาร์นี่ย์ใช้ดาบรับการโจมตีนั้นไว้ทัน แต่ร่างของเขาเองก็ไถลไปตามแรงเหวี่ยงมหาศาล

            “เลวจนถึงที่สุดเลยนะ” เขาหันไปสบถใส่ด้วยน้ำเสียงโมโห

            “ฮ่าๆๆๆๆ มันเป็นเพราะแกอ่อนแอยังไงล่ะ แน่จริงก็ฟันข้าไปพร้อมกับผู้หญิงคนนี้ซะเลยสิ” ชายร่างอ้วนร้องท้าทาย

            “ฟันแน่ แต่จะมีแค่แกเท่านั้นแหละที่จะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดของดาบเล่มนี้” คาร์นี่ย์พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง ดาบคาตานะถูกเก็บเข้าไปในฝักดาบ แต่มือของเขายังไม่ปล่อยจากด้ามดาบ “ไปกันเลยมุรามาสะ ขอแค่เพียง…”

            ชิ้ง

            เวลาเพียงแค่ประกายดาบสะท้อนแสงไฟแว๊บเดียวเท่านั้น ที่ร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังของศัตรู ดวงตาสีแดงหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยความเวทนาและสมเพช

            “…สิ้นประกายแสงนี้เท่านั้น”

            ฉัวะๆๆๆๆๆๆ...

            รอยแผลที่เกิดจากการฟันปรากฏขึ้นหลายแผล ร่างสูงทรุดตัวลงไปนอนกองกับพื้น ดวงตาของมันเหลือกขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าหมดสติแล้วอย่างแน่นอน

            “จงดีใจซะเถอะ ที่ฉันไว้ชีวิตของแก”

            คาร์นี่ย์พึมพำแล้วเดินไปช้อนร่างของมารีอันนาที่นอนหมดสติอยู่ เหมือนเธอจะเหนื่อยและบาดเจ็บหนักมาก นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหมดสติไป

            ‘อย่างน้อยพี่อันนาก็ปลอดภัยดีล่ะนะ’

            “หยุด นี่คือการจับกุมโทษฐานที่พวกแกรีดไถผู้อื่นและทำการค้าขายวัตถุผิดกฎหมาย” เสียงทหารชุดเกราะเหล็กดังขึ้นทางหน้าประตูก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นร่างที่นอนระเนระนาดอยู่ โดยมีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังอุ้มร่างของสตรีหน้าตาสะสวยเดินออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นี่มันเรื่องอะไรกัน”

            “ทหารที่มีหน้าที่ปกป้องชาวบ้านตาดำๆแบบคุณทำไมถึงได้ปล่อยให้เรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นได้” คาร์นี่ย์พูดกับหัวหน้าของทหารที่ยืนนำแถวคนในชุดเกราะเหล็กราวๆร้อยกว่าคน สายตำหนิถูกส่งไปให้อีกฝ่าย “เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานแค่ไหนเคยสนใจบ้างรึเปล่า”

            “ขออภัยด้วยครับ พวกเราพึ่งทราบเรื่องแล้วจัดการกับทหารที่รับสินบนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขออภัยจริงๆครับ” ว่าก็คุกเข่าขอขมาคนตรงหน้าที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรอีก

            “หัวหน้า…”

            “พวกเจ้าเงียบไปเถอะ” หัวหน้าเหล่าทหารตะโกนสวนลูกน้องทันควัน “ทั้งหมดนี่ที่ทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อน มันก็เป็นเพราะเราบกพร่องการปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่รึไง”

            “ลุกขึ้นเถอะครับ” คาร์นี่ย์พูดแล้วหันไปยิ้มให้อย่างเป็นมิตร “ผมดีใจที่มีทหารที่คิดแบบคุณ จะรังเกียจไหมครับถ้าผมจะขอทำความรู้จักกับคุณ”

            สิ้นคำ หัวหน้าของเหล่าทหารก็เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้กับเขา ดูๆไปแล้วคนๆนี้น่าจะอายุพอๆกันกับเขา  ดวงตานั้นฉายแววสง่าราวกับราชสีห์ ผมสีดำยุ่งๆทำให้เขาดูเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัวแต่ก็ทำให้ดูเหมือนจะเป็นคนสบายๆที่เข้าหาได้ง่ายในเวลาเดียวกัน

            “ลุควิค หัวหน้ากองพลรักษาความสงบสุขของอาณาจักรนี้ครับ”

            “ฉันคาร์นี่ย์นะ โทษทีที่อยู่ได้ไม่นาน เอาไว้พรุ่งนี้ถ้าว่างก็แวะมาคุยกับฉันที่โรงแรมแรพบิทสลีปได้นะ ไว้เจอกันเพื่อนใหม่”

            พูดจบเขาก็ฉีกยิ้มสุดกวนที่เป็นยิ้มประจำตัวให้แล้วเดินจากไป ทิ้งให้พวกทหารยืนงงกับนิสัยแปลกๆอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ต้องอึ้งยิ่งกว่าเมื่อเดินเข้าไปในบ้านแล้วพบกับร่างนับร้อยที่นอนเกลื่อนพื้น ความประหลาดใจยิ่งทวีขึ้นเมื่อเห็นรอยแผลที่เกิดจากการถูกฟันทุกแผล เพราะมันไม่มีแผลไหนที่เข้าจุดที่อันตรายถึงชีวิตเลยแม้แต่แผลเดียว

            “ผู้ชายคนนั้น… สุดยอดจริงๆ” หัวหน้าทหารหนุ่มพูดกับตัวเองขณะสำรวจแผล “ชื่อคาร์นี่ย์สินะ”

            ลุควิคพึมพำจบก็ยิ้มไปปาดเหงื่อไป เพราะดูเหมือนว่าเขาจะได้เจอเข้ากับคนที่มีฝีมือไม่ธรรมดาซะแล้วสิ

 

            “อ๋อย”

            เสียงร้องครวญครางหลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม นี่เป็นอีกครั้งที่เขานอนซมเพราะฝืนใช้แรงจนไข้ย้อนกลับมา มารีอันนานั่งหัวเราะอยู่ข้างเตียงแล้วจิ้มหน้าผากคนป่วยอย่างนึกหมั่นไส้

            “ไม่เท่ห์เลยนะจ๊ะ ฮีโร่ของฉัน”

            “เรื่องเท่ห์ช่างมันเต๊อะ ตอนนี้น้องชายคนนี้ไม่ไหวแล้วนะ” คนกวนร้องแล้วดิ้นไปดิ้นมาในท่าออดอ้อนเต็มที่ “พี่สาวป้อนข้าวหน่อย ฮี่ๆๆๆ”

            “ได้ทีละเอาใหญ่เลยนะเจ้าเด็กตูดหมึก”

            คนที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องของเขากล่าวพลางยิ้งขำ ใบหน้าเป็นมิตรตอนนี้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง ส่วนมารีอันนานั้นแม้จะมีแผลกับรอยช้ำตามตัว แต่ก็ดูมีความสุขกว่าก่อนหน้านี้มาก ส่วนคนที่เป็นเบื้องหลังของความสุขนี้กำลังทำท่าชักดิ้นชะงอราวกับเด็กแกล้งป่วย

            “ฮ่าๆๆๆ ลุงอิจฉาผมล่ะสิ” คนเด็กกว่าหันไปกวน

            “ชิ มันก็มีบ้างสิวะ”

            สิ้นคำก็มีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นในห้อง ขณะที่มีความสุขอยู่ดีๆ ก็มีเสียงเรียกคุณลุงเจ้าของโรงแรมจากทางเคาน์เตอร์ ชายวัยกลางคนจึงออกปากขอตัวไปทำงาน ทิ้งให้เขาอยู่กับมารีอันนาสองต่อสองอีกครั้ง

            “เธอไปเรียนวิชาดาบมาจากไหนเหรอจ๊ะ” หญิงสาวเปิดประเด็นเพื่อชวนคุย

            “คุณพ่อเป็นคนสอนมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ” คาร์นี่ย์ตอบแล้วชี่ไปทางห่อผ้า “ดาบนั่นก็เป็นของคุณพ่อ”

            “น้องคาร์นก็เลยหวงเป็นพิเศษใช่ไหมล่ะ”

            “ช่าย ป้อนต่อเร็วๆ อิอิ” คาร์นี่ย์เร่งทำให้เธอหัวเราะแล้วตักโจ๊กป้อนอีกครั้ง

            “อะแฮ่มๆ สวีทกันแบบนี้ข้าอิจฉานะ”

            “โย่ว ลุควิค ว่าไงๆ โทษทีนะ นายอุตส่าห์มาหาแต่ฉันดันมาป่วยแบบนี้” คาร์นี่ย์ทักทายคนที่มาพร้อมกับคุณลุงเจ้าของโรงแรม

            ชายหนุ่มที่มาใหม่ในชุดอยู่บ้านสบายๆยักไหล่ให้ทีนึงเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งข้างๆเตียงใกล้ๆมารีอันนา คาร์นี่ย์มุ่ยหน้าแล้วเอามือชี้ไปที่อีกฝั่งนึงของเตียงแบบสื่อความหมาย

            “ไปนั่งฝั่งนู้นเลย อย่าคิดที่จะมากะลิ้มกะเหลี่ยพี่สาวของฉันเชียวนะ” เขาพูดพลางแยกเขี้ยว

            “โอ้ เอ้อ แค่นี้ก็หวง แถมดุยังกะหมาอีกต่างหาก” ลุควิคว่าแต่ก็ยอมเปลี่ยนที่นั่งให้

            “แน่นอน” คนโดนว่ายอมรับคำกล่าวของอีกฝ่ายอย่างหน้าตาเฉย

            “โอย ข้ามานี่เพราะองค์ราชามีรับสั่งให้พาเจ้าไปเข้าเฝ้า พอดีข้ากราบทูลเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้พระองค์ได้รับทราบ ซึ่งพระองค์รู้สึกยินดีและทรงรับสั่งให้ข้ามาพาเจ้าไปเข้าเฝ้า”

            “ไปสิแต่มีเงื่อนไขนะ”

            “เงื่อนไข?”

            “เจ้าต้องรับปากว่าจะคุ้มครองโรงแรมแห่งนี้ และหลังจากนั้นก็ช่วยป่าวประกาศและแก้ข่าวเสียๆหายๆของที่นี่ไปให้หมด ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ฉันจะไปเข้าเฝ้าพระองค์ในทันทีที่ฉันหายป่วย”

            คาร์นี่ย์กล่าวก่อนจะไอออกมา มารีอันนาจึงดันร่างของเขาให้กลับมานอนนิ่งๆในท่าที่สบายที่สุด ดวงตาสีแดงจ้องไปทางคู่สนทนี่มีสีหน้าชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง

            “ได้สิ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่ก็แล้วกันนะ” ลุควิคพูดแล้วโบกมือลาอย่าเกียจคร้านก่อนออกจากห้องไป

            “ขอบคุณมากนะเจ้าหนู”

            “เรียกผมว่าคาร์นเถอะลุง ผมไม่อยากเป็นเจ้าหนู” คนกวนว่าแล้วพลิกตัวไปทางพี่สาวที่นั่งยิ้มอยู่ข้างเตียง “แล้วผมก็ทำเพื่อพี่สาว ไม่ใช่ลุงซะหน่อยเนอะๆๆ”

            “เด็กปากแข็ง”

            คำตำหนิหลุดออกจากปากมารีอันนา คนโดนว่าทำหน้ามุ่ยแล้วสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างงอนๆ เพราะอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย คนในห้องถึงกับหัวเราะออกมาพร้อมกันเมื่อได้เห็นท่าทางแบบนั้น

            “ผมขอหลับหน่อยก็แล้วกันนะ รู้สึกเหนื่อยมากๆเลย”

            “พักผ่อนเถอะจ้ะ เดี๋ยวพี่เฝ้าอยู่ข้างๆเอง”

            น้ำเสียงใจดีกล่าวจบ เด็กหนุ่มก็หลับตาลงแล้วปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหมดได้จมดิ่งไปสู่ห้วงแห่งความฝันอีกครั้งหนึ่ง

 

            วันต่อมาเขาก็ได้เข้าเฝ้าพระราชาที่ปราสาทบนยอดเขา พระองค์ค่อนข้างเป็นคนใจดีแถมยังให้รางวัลกับเขาเป็นเงินถึงห้าร้อยโกลด์ นั่นหมายความว่าเขาจะสามารถดำรงชีพต่อไปได้อีกนานโขเลยเชียวล่ะ แถมคนสามัญชนแบบเขาใช้คำราชาศัพท์ได้ไม่คล่อง พระองค์ก็ไม่ทรงถืออะไรเลย

            “เจ้ามาเป็นแม่ทัพที่เมืองนี้จะได้ไหม คนมีความสามารถแบบเจ้าไม่ควรที่จะร่อนเร่พเนจรนะ”

            “ขออภัยด้วยนะครับ กระผมจำเป็นที่ต้องออกเดินทางต่อ เพราะได้ให้สัญญากับคนบาคนไว้น่ะครับ” เขาปฏิเสธไปตรงๆ

            คาร์นี่ย์ยอมรับว่าถ้าเป็นคนทั่วๆไปคงไม่อยากปฏิเสธข้อเสนอนี้แน่ๆ การที่ได้เป็นขุนพลของอาณาจักรใหญ่ๆนับเป็นเกียรติสำหรับวงศ์ตระกูล ทว่าที่เขามาแผ่นดินใหญ่นี้ไม่ได้มาเพื่อแสวงเกียรติยศชื่อเสียงเงินทอง เขามาที่นี่เพราะคำมั่นสัญญาต่างหาก

            “ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ยึดมั่นกับคำสัตย์เสียจริง” องค์ราชากล่าวเสียงดังกังวานไปทั่วห้องโถงด้วยสีหน้าชื่นชม “งั้น ถ้าหากว่าเจ้าทำตามสัญญาได้แล้วจะรับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่คาร์นี่ย์”

            “ผมตื้นตันใจกับความเมตตาของพระองค์มาก แต่คำสัญญาของผมมันค่อนข้างยิ่งใหญ่มาก บางทีอาจจะมีคนที่เก่งกว่าผมปรากฏตัวแล้วขอรับตำแหน่งนี้ไปก่อนก็ได้นะครับ”

            “ข้าไม่คิดงั้นหรอกนะ แล้วเรื่องที่เจ้าสัญญาเอาไว้ต้องใช้เวลานานมากเลยรึ”

            “ก็… ผมจะต้องเอาชนะโพลิน่า หนึ่งในอัศวินสูงสุดของจักรวรรดิซันไชส์น่ะครับ มันเป็นกำแพงที่สูงใหญ่มาก แต่ผมจะต้องทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเธอให้ได้”

            สิ้นคำกล่าวทั่วทั้งห้องโถงก็มีเสียงอื้ออึง ดูเหมือนว่าผู้หญิงที่เขาตามหาจะดังมากจริงๆ

            “เจ้ามีเรื่องให้ข้าประหลาดใจจนได้นะ เด็กหนุ่ม ว่าแต่เจ้าพอจะบอกกับข้าได้ไหมว่าความสัมพันธ์ของเจ้ากับอัศวินสูงสุดคนนั้นเป็นอย่างไร”

            “ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกครับ ที่แน่ๆผมไม่ใช่ศัตรูของเธอ”

            “การที่รู้จักกับอัศวินสูงสุดของจักรวรรดิซันไชส์นั้นย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่?”

            “ผมน่ะเหรอ?” คาร์นี่ย์ทวนคำถาม “ผมก็แค่คนที่ผ่านทางธรรมดาๆทั่วไปคนนึงนั่นแหละครับ ผมคงต้องขอตัวก่อนเพราะผมต้องเดินต่อ หวังว่าพระองค์จะไม่ว่าอะไร ขอบพระทัยสำหรับความเมตตาที่พระองค์ทรงมีให้กับผมนะครับ”

            “ไปเถอะ ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะพูดคุยกับเจ้าอีกแล้วคาร์นี่ย์” ราชาพูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย

            ร่างสูงโค้งคำนับอย่างสุภาพแล้วหันหลังเดินจากไปโดยมีสายตาของข้าราชบริพารมองตามไปติดๆ องค์ราชามองแล้วยิ้มออกมา

            “คนผ่านทางธรรมดาๆงั้นเหรอ ข้ามองยังไงๆเจ้าก็ไม่ธรรมดาชัดๆ”

            “แล้วพระองค์คิดอะไรอยู่กันคะ ถึงได้ขอให้เขามาเป็นแม่ทัพของเรา” ราชินีที่นั่งอยู่บัลลังก์ข้างๆกล่าวถาม “เขายังขาดคุณสมบัติอีกเยอะ ความสามารถทางด้านยุทธวิธีการรบและความเป็นผู้นำของเขายังขาดอยู่ อีกทั้งตัวพระองค์เองยังไม่เคยเห็นความสามารถในการต่อสู้ของเขาด้วยตาพระองค์เองเลยนะเพคะ”

            พระราชาส่งเสียงหึแล้วระบายยิ้มที่ดูดีออกมา

            “ข้าก็แค่ลองเชิงว่าเจ้าหนูนั่นจะเป็นคนแบบไหน ถ้าหากคว้าตำแหน่งในทันทีก็ไม่พ้นคนโลภทั่วไป แต่เขากลับแสดงความซื่อตรงออกมา ข้าชอบคนที่ซื่อตรง ส่วนเรื่องอื่นๆน่ะสามารถพัฒนากันได้ เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่ตื้อแล้วยอมปล่อยเขาให้เผชิญโลกกว้างต่ออีกหน่อยและเขาจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้อย่างแน่นอน ข้าถึงได้บอกให้เขาเก็บข้อเสนอนี้ไว้พิจารณาในภายหลังยังไงล่ะ” ราชาอธิบาย ความคิดของเขาดูเป็นคนมองการณ์ไกลเป็นอย่างยิ่ง เขาหันไปสบตาคนข้างๆแล้วยิ้มทะเล้นให้ “ราชินีของข้า เจ้าก็รู้นี่ ว่าข้าน่ะดูคนเก่งจะตายไป”




NEKOPOST.NET